หมู่บ้านแห่งเหล็ก เป็หมู่บ้านตั้งบริเวณชายแดน ระหว่าง 3 อาณาจักร โดยเป็แหล่งผลิตเหล็กกล้า สำหรับสร้างอุปกรณ์ต่าง รวมถึงอาวุธชั้นยอด ก็ใช้วัตถุดิบที่เป็แร่เหล็กจากหมู่บ้านแห่งเหล็กนี้ แต่เดิมมีบ้านของชาวบ้านอยู่กันนับหลายสิบหลัง แต่เมื่อ 3 ปีก่อน ถูกประกาศจากอาณาจักรกาปาว่าจะยึดหมู่บ้านนี้คืน โดยให้เหตุผลว่า อุโมงค์เป็สายแร่นี้ เกิดจาก ลูกครึ่ง มอนสเตอร์จาำศีลอยู่ จึงมีผลทำให้เกิดสายแร่ที่สำคัญอย่างไม่จำกัด ชาวบ้านหลายสิบหลังจึงย้ายไปอาณาจักรพฤกษา ที่อยู่ติดหมู่บ้าน เพียงเทือกเขาซึ่งแบ่งระหว่าง 3 อาณาจักรกั้นอยู่ แต่มีความยาวนับ10กิโลเมตร
โดยมนุษย์ทำการขุดอุโมงค์ ที่มีความยาวกว่า 5 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างอาณาจักพฤกษากับชายแดน และมีเวรยามคุ้มกัน อย่างหนาแน่น โดยเป็ทหารยอดฝีมือแห่งอาณาจักรพฤกษา และกองกำลังปราบมาร จากอาณาจักรจตุรทิศซึ่งเป็อาณาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเผ่ามนุษย์ในรอบ 30ปีที่ผ่านมา ด้วยการรวมการปกครอง
กล่าวถึงกองกำลังปราบมาร โดยาาอิสรา ซึ่งได้รวบรวมอีก3 อาณาจักรใกล้เคียง เข้าปกครองแต่เพียงผู้เดียวจาก"เหตุฆาตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ 40 ก่อน "
จนเป็ที่มาในการก่อตั้งกองกำลังปราบมาร ในปัจจุบัน แม้าาอิสสราจะอายุมากกว่า 70ปีแล้ว แต่ก็ยังปกครองแบบรวบอำนาจไว้แต่เพียงคนเดียว
โดยที่รัชทายาท เพียงได้แค่ปกครองอาณาจักรแค่เพียงอาณาจักรเดียวจาก 4 อาณาจักร
กองกำลังปราบมาร ก็ยังคงดูแลจากผู้ก่อตั้งคนแรกเช่นเดิม ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก
าาอิสสรา ให้ดูแลบริหารทั้งหมด ในการออกไล่ล่าอาชญากรอันดับ 1 แห่งเผ่ามนุษย์ นั้นคือ ดาบมารทมิฬไร้พ่าย ซึ่งไม่เคยถูกจับได้เลย ตลอดเกือบ 40 ปี
หมู่บ้านแห่งเหล็กแม้เหลือผู้คนไม่มากเท่าก่อน แต่ก็ยังอยู่อาศัยกันอยู่มากโดยไม่เกรงกลัวคำประกาศจากอาณาจักรกาปา
และวันนี้เป็วันครบรอบ 2 ปีจากเหตุฆาตรกรรมเ้าของร้านอาหารและโรงแรมในหมู่บ้านแห่งเหล็ก มีการจัดกิจจกรรมรำลึก ลุงสิริ พ่อครัวชื่อดังซึ่งมาตั้งร้านในหมู่บ้านแห่งเหล็กตลอด เกือบ 20กว่าปี โดยมากับเด็กทารกคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็พ่อครัวแทนลุงสิริที่เสียชีวิตไป ด้วยความที่เป็ที่รักใคร่กับทุกคนในหมู่บ้านและผู้สัญจรซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่มาพักในหมู่บ้าน จึงมีผู้คนจำนวนมากร่วมรำลึกในกิจจกรรมวันนี้ เมื่อจบกิจจกรม
ศรันย์ บุตรชายของลุงสิริ ซึ่งตอนนี้ดูแลกิจการแทนบิดาที่เสียชีวิต ก็ได้ประกอบอาหารเลี้ยงผู้คนที่มารำลึกอย่างมากมายด้วยตัวคนเดียว หลายคนที่ได้ทานอาหาร ต่างกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่าเป็รสมือของลุงคงเดชปรุงไม่มีผิดเพี้ยน หากแต่สีหน้าเศร้าโศกในวันเกิดเหตุเมื่อ 2 ปีก่อน
เปลี่ยนเป็สีหน้าที่ทรนงมั่นใจขึ้น โดยมีหลายครั้งที่เวรยามมักพอเจอ ศรันย์ กลับเข้าหมู่บ้านใน่กลางดึกถึงรุ่งเช้า โดยที่เนื้อตัวสะบักสะบอม เต็มด้วยาแ ในครั้งแรกๆ สิ่งที่จะอยู่ติดมือทุกครั้งที่ออกจากหมู่บ้าน จะเป็ดาบซึ่งดูเก่าคร่ำคร่า จากที่สังเกตฝักดาบและด้ามจับ แต่แปลกที่ดาบเล่มนั้นยังคงถูกใช้ตลอด2 ปี ทั้งที่ดูน่าจะหักไปตั้งนานแล้ว
ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าเดินทางเข้าหมู่บ้านกลางดึก โดยที่ระหว่างทางถูกดักปล้นจากกลุ่มอาณาจักรกาปา แต่ได้รับการช่วยเหลือจากศรันย์ ชายหนุ่มอายุประมาณ 20 เข้าต่อสู้กับกลุ่มโจรเผ่าลูกผสม ประมาณ 5 ตัว
กลุ่มโจรตัวเป็กึ่งมนุษย์กับลิงั์สูงประมารณ 3 เมตร ถือท่อนซุงยาว
เข้าฟาดใส่ศรันย์ ชายหนุ่มเบี่ยงตัวพอให้หลบการโจมตี ท่อนซุงกระแทกลงพื้นสั้นะเืจนปลายท่อนซุงหัก ดาบจากฝักถูกชักออกมาอย่างรวดเร็วปาดเข้าคอหอยลิงั์อย่างพอดีจนหัวขาด ร่างหงายหลังหล่นลงกระแทกพื้นเืสาดกระจายถูกกลุ่มโจรด้วยกัน
ดาบยาวประมาณ 1เมตรกว่า ด้ามดูเก่า แต่ตัวดาบสีแดงดูคล้ายสนิมกลับคมกริบ เพียงปลายดาบแตะถูกก้อนหิน หินก็แตกขาดทันที
พวกโจรที่เหลือเป็มนุษย์ลิงั์เช่นกัน ถืออาวุธต่างกัน ลิงขนสีน้ำตาลเขี้ยวยาว มือถือขวานด้ามไม้หัวขวานทำด้ายหิน แต๋ดูคมกริบ พุ่งตัวใส่ ศรันย์ ขวานฟาดเป็แนวขวางกลางลำตัว ศรันย์ะโสูงพ้นคมขวานพร้อมตวัดดาบใส่ข้อมือลิงขนสีน้ำตาล ข้อมือขาดแต่ยังกำขวานแน่น ศรันหมุนตัวกลางอากาศ ฟาดดาบใส่หัวของลิงยักที่กำลังแยกเขี้ยวอย่างเ็ป ส่วนหัวเหนือปากถูกตัดขาดกระเด็น ล้มตายแบบสภาพหัวขาดเพียวครึ่งเดียว ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ ไม่เข้าใจเื่วรยุทธ และพลังลมปราณ จึงได้แต่สงสัยว่าทำไม ศรันย์ จึงใช้แค่ดาบที่ขนาดธรรมดาถึงสามารถสังหารเผ่าลูกสผมได้ถึง 2 ตัว ในเวลาชั่วพริบตา ลิงั์ลูกผสมอีก3ตัวที่เหลือ ยืนตะลึงชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็เตรียมอาวุธในพร้อมเข้าล้างแค้นแทนพรรคพวกที่ตาย 2ตัวขว้าก้อนหินขนาดใหญ่ระดมขว้างใส่ ศรันย์ อย่างต่อเนื่อง
ศรันย์วาดดาบพร้อมหมุนตัวเกิดเป็พลังรัศมีสีแดงดำ รอบตัว หินที่ถูกขว้างมามีกลศึกซ้อนอยู่คล้ายจะรู้การป้องกันของศรันย์ เพราะเมื่อลอยก่อนจะถึงตัวก็ะเิออกมาก่อน กลายเป็สะเก็ดหินหลายร้อย พุ่งเข้าใส่ ศรันย์ แต่เมื่อถูกพลังรัศมีสีแดงดำ หินนั้นก็แตกสลายไป แต่ไม่ทั้งหมด เพราะมีบางส่วนพุ่งเล็ดลอดพลังรัศมีสีแดงดำ ถูกตามร่างกายเกิดเป็แผลเล็กแผลน้อยทั่วตัว ศรันย์ ถึงกับกระเด็นลอยจากจุดยืนไปประมาณ 3 เมตร แล้วทรงตัวกลับมายืน ดัวยร่างกายที่ชุ่มเืจากแผลเล็กๆ ตอนนี้ลิงั์ที่ปาหินทั้ง2ตัว อยู่ห่างจาก ศรันย์ ประมาณ 20เมตร ในมือถือหินชุดใหม่พร้อมจะปาซ้ำ แต่ยังคงยืนพอใจในผลการโจมตีอยู่ ยิ้มเยาะเย้ยกัน ไม่ได้ใส่ใจกับการเคลื่อนไหวของศรันย์
แต่ศรันย์กลับเคลื่อนตัวไปข้างหน้าให้ใกล้กับลิงั์ทั้ง2ตัว อย่างช้าๆ มือกำดาบคู่ใจแน่นกระชับ ปลายดาบชี้ลงพื้น
ทุกการเดินเข้าหาพื้นดินที่ปลายดาบชี้ลง เกิดรอยกรีดตามแนวยาว โดยที่ปลายดาบไม่ได้ถูกพื้น ตอนนี้ระยะของทั้ง2ฝ่ายไม่เกิน10เมตร ลิงั์ทั้ง2ตัว ไม่ใช้วิธีปาหินใเหมือนเดิม แต่พุ่งเข้าหาพร้อมง้างมือที่ถือหินในลักษณะะโทุบคู่กัน หินทั้ง4ก้อนจาก ลิงั์ทั้ง2ตัว ถูกทุบลงสู่พื้น จมลงไปเลยข้อมือของทั้ง 2 ตัว เพราะก่อนที่จะถึงตัว
ศรันย์ก็ พุ่งออกไปข้างหน้าจนพ้นการโจมตีอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ะโกลับหลังฟาดดาบเห็นเป็พลังรัศมีสีแดงดำยาวจนฟันคอของลิงั์ทั้ง2ตัวที่แขนยังติดคาที่พื้นดินจากการโจมตีผิดพลาดพร้อมกัน
หัวกลิ้งตกลงมา ตาที่ยังคงเหลือกค้างด้วยความสงสัยในความผิดพลาดของตังเอง ศรันย์ยืนเหยียบทรงตัวบนศพของทั้ง2ตัว แต่ตัวเองก็ยังเืไหลอยู่เช่นกัน
ลิงั์ตัวสุดท้าย มือถือดาบใหญ่โค้งะโเข้าฟันศรันย์ก็ อย่างต่อเนื่อง แต่ถูกศพของพวกเดียวกัน ขาดเป็ท่อนๆ ตามแรงฟาดฟัน ศรันย์หลบได้ทุกคมดาบ แต่เหมือนเร่งให้เืไหลตามการสูบฉีด จึงเปลี่ยนจากการหลบเป็การพุ่งเข้าหาแทน ดาบปะทะกัน เป็การปะกันระหว่างอาวุธครั้งแรก ศรันย์ กระเด็นตามแรงดาบหยุดด้วยการยันเท้าก้อนหินใหญ่ แผลดูปริแตกกว่าเดิม ลิงั์ดูได้เปรียบ พุ่งโจมตีต่อเนื่อง ศรันย์ หลบได้ต่อเนื่อ เช่นกัน แต่จังหวะที่ลิงั์ชะงักจากการที่ฟันถูกก้อนหินจนตัวสั่น ศรันย์ฟันเข้าที่ข้อต่อ่ระหว่างแขนกับข้อมือ ลิงั์เ็ปจนต้องปล่อนดาบแล้วใช้มือีกข้างกุมาแทันที ด้วยจังหวะที่กำลังก้มโน้มตัวลงมา จึงพอดีกับระยะะโของศรันย์ใช้ดาบพุ่งเสียบเข้าที่คางทะลุกะโหลก เืไหลทะลักดูสยดสยอง
ทั้ง5ตัว แม้เป็เผ่าฝ่ายอาณาจักรการปา แต่แยกตัวออกมาหากินอิสสระด้วยความประมาท ไม่เข้าใจในวรยุทธ ปกติจะคอยดักปล้นเผ่ามนุษย์ที่เดินทางผ่าน ไม่ได้หวังในทรัพย์สิน แต่หากเป็ผู้ชายก็จะฆ่าและเอาเนื้อมากิน แทนสัตว์ป่าบริเวณนั้น ส่วนผู้หญิงก็จะจับมาเป็แม่พันธุ์ขยายเผ่าพันธุ์ต่อไปถ้าให้กำเนิดเด็กไม่ได้ก็จะฆ่าและกินเช่นกัน
พ่อค้าผู้เล่าเหตุการณ์ยังคงยืนหวาดผวาในความรุนแรงจากการต่อสู้ แต่พอตั้งสติได้ก็เข้าขอบคุณศรันย์พร้อมปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ ด้วยยาที่พกติดตัวมา จากนั้นก็ให้ศรันย์ โดยสารกับรถม้าที่บรรทุกสินค้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับหมู่บ้านแห่งเหล็กและผู้ติดตามอีก2คนที่เฝ้าดูการต่อสู้ในรถอยู่ห่างๆ เข้ามาด้วย แต่ศรันย์ ขอลงก่อนถึงหมู่ ให้พ่อค้าและคณะเข้าไปก่อนพร้อมแนะนำให้ไปเข้าพักที่โรงแรมของตนเอง ซึ่งตอนนี้ให้เ้าหน้าดูแลให้อยู่ จึงได้ทราบชื่อว่าศรันย์เป็ผู้ที่ช่วยตนและคณะไว้ ก่อนเข้าหมู่บ้าน เห็น ศรันย์ เดินบ่นกับตัวเองว่า “กระบวนท่ามรสุมมารทมิฬ”ของเรายังไม่ถึงขั้น ถึงได้าเ็แบบนี้และเดินหายไปทางด้านขวาของหมู่บ้าน อันเป็เหตุการณ์เมื่อ1 ปีก่อนวันรำลึก ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็ทางเชื่อมระหว่างพื้นที่ป่าและหมู่บ้าน ซึ่งมีมอนเตอร์ที่อยู่อิสรระชุกชุม
ซึ่งถูกนักรบระดับประกายแสงบุกเข้าในร้านซึ่งพุดคุยซักพักเหมือนรู้จักกัน โดยที่ศรันย์ได้ไปตามให้ทั้ง4คนนี่มาช่วย แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากเกรงกลัวในฝีมือระดับประกายแสงกาปาที่แม้แต่ กองกำลังปราบมาร ระดับชุดขาวที่เป็ระดับสูงสุดยังสู้ไม่ได้ หลังจากที่ศรันย์ กลับไปที่ร้านด้วยความผิดหวัง ก็พบศพลุงสิริผู้เป็พ่อ ตายอยู่ด้านหลังครัว ด้วยหอกที่ทำจากท่อนไม้ยาว แทงทะลุจากหน้าอกปักติดกับผนังครัว มือยังคงกำแผ่นกระดาษที่ไว้คอยจดเมนูอาหารของลูกค้าไว้แน่น เมื่อคลายมือออกมาก็มีข้อความถึงศรันย์ว่าให้ไปค้นหีบสนิมเหล็กทรงยาวที่อยู่ใต้เตียงของสิริ โดยมีแผ่นกระดานบังไว้อีกชั้นหนึ่ง
ศรันย์ ได้ทำตามข้อความสุดท้ายนี้หลังจากจัดพิธีศพไปได้1เดือน เมื่อสำรวจใต้เตียงตามข้อความก็พบหีบเหล็กสีนิม ไม่มีกุญแจล็อค เพียงคล้องกันฝาเปิดไว้เท่านั้น โดยภายในมีสมุดบันทึกเล่มเก่าๆถูกห่อด้วยหนังป้องกันอย่างดี
และดาบที่ดูเก่ามากๆเล่มหนึ่ง ที่ด้ามดาบถูกพันด้วยหนังนิ่มๆ ไว้อย่างหลวม เมื่อแกะออกมามีข้อความที่เป็วันเดือนปีเกิดของศรันย์ สลักไว้ที่ด้าม ส่วนตัวดาบเมื่อชักออกจากฝัก ก็เต็มไปด้วยฝุ่นสนิม แต่เมื่อเอาไปเคาะ สนิมที่หลุดออกจากคมดาบก็เผยให้เห็นประกายความคมอย่างน่าประหลาด พร้อมรังสีสีแดงบางๆครอบคลุมตัวศรันย์ แว่บหนึ่งก่อนดับหายไป บ่งบอกถึงพร์เชิงวิทยายุทธแต่กำเนิดที่ไม่ได้ฝึกฝน ผูกพันธ์กับดาบเล่มนี้
ส่วนข้อความในสมุดบันทึกเมื่อได้อ่านก็เป็ลายมือของ สิริ จริงๆ แต่เนื้อหาชวนให้สงสัย
โดยระบุว่าเป็การบันทึกเมื่อวันครบวันเกิดของศรันย์ ตอนอายุ 7 ขวบ ที่กล่าวถึงชาติกำเนิดของศรันย์ ที่ไม่ได้เป็ลูกแท้ๆของ สิริ ตามที่เข้าใจ แต่เป็บุตรชายของวีรบุรุษผู้เป็บิดานาม"อารัทธ์" "และวีรสตรี ผู้เป็มารดานาม"หัสยา" แห่งเมืองหน้าด่านซึ่งทั้งคู่ เป็ศิษย์รุ่นสุดท้ายของ 3 ผู่ไร้พ่ายที่เสียชีวิตไปก่อนที่ทั้ง2 จะดูแลเมื่องหน้าด่านนี้ 10ปี อารัทธ์สืบทอดเพลงหมัดผสานเวทย์ จนคิดค้นวิชาประจำตัว คือพลัง9 อัคคีที่ร้อยแรงดุจดวงตะวัน ถล่มศัตรูนับร้อบได้ในหมัดเดียว
ส่วน "หัสยา " สืบทอดวิชาดาบและวิชาปราณพลิกฟ้าไว้ดินจากชูเกียติ ได้เกือบทั้งหมด เป็ที่ยกย่องและยอมรับในพร์และความสามารถของเธอ ตามศักดิ์เธอยังเป็ศิษย์พี่ของ"อารัทธ์" เพราะเข้าสำนักก่อน 2 ปี แม้อายุจะน้อยกว่า แต่ "อารัทธ์" ก็ยอมเรียกศิษย์พี่ เพื่อเอาใจ กึ่งล้อเลียน แม้จะแต่งงานอยู่กินกันแล้วก็ตาม
ทั้ง2คนรับลูกศิษย์ไว้หลายคน แต่ที่โดดเด่นมีเพียง 5 คน ทั้ง5คน สืบทอดวิชาจากทั้งคู่ เป็กำลังสำคัญในการปกป้อง
ด้วยวิทยายุทธที่เหนือล้ำของทั้งคู่จึงขอมาเฝ้าเมืองชายแดนแทนเ้าเมืองคนก่อนที่เสีนชีวิต
ถูกอาณาจักรกาปาโจมตีและยึดครองเมื่อ 20กว่าปีที่แล้ว โดยที่สิริเป็พ่อครัวประจำวังของทั้งคู่ มีหน้าที่ดูแลเื่อาหารให้ทั้งคู่และลูกศิษย์อีก 5คน
เสียงเปิดประตูไม้หน้าร้านร้านอาหารดังขึ้นฉุดจากภวังค์ของศรันย์ ที่ระลึกถึงข้อความในบันทึก
ร้านอาหารและโรงแรมหมู่บ้านแห่งเหล็ก หลังวันรำลึก 2วัน เป็เวลาเกือบเที่ยง มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 4คน อายุประมาณ 30 ปี แต่งตัวรัดกุมเป็เครื่องแบบของกองกกำลังปราบมาร เป็ชุดสีเขียว มีเสื้อคลุมสีเขียวเข้มทับแสดงถึงระดับยศตามสี คือระดับ นายสิบ ซึ่งปกติจะมีลูกน้องเป็ของตัวเอง แต่กลุ่มนี้พิเศษคือมีหน้าที่ติดตามนายกองผู้หนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ลาดตระเวน ตามชายแดนเพื่อปกป้องมนุษย์ แต่ไม่ค่อยได้ทำหน้าที่เท่าไหร่ คอยแต่รีดไถพ่อค้าที่มาพักและชาวบ้านเพื่อแลกกับการคุ้มครอง ยังเคยมีปัญหากับศรันย์ เมื่อ2ปีก่อนในเหตุการณ์เสียชีวิตของลุงสิริ
แต่ศรันย์ยังคงต้อนรับทั้ง 4 และหัวหน้าของพวกมันอย่างดีเหมือนเดิม แต่วันนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
4นายสิบเมื่อะดื่มกินกันจนอิ่มท้อง ด้วยระยะเวลาเกือบ2ชั่วโมง ก็เตรียมลุกออกจากร้านโดยไม่จ่ายค่าอาหารเช่นที่เคยทำมาตลอด แต่ครั้งนี้ศรันย์เดินออกมาดักทางไว้ก่อนแล้วยื่นบิลค่าอาหารให
เฮ้ย!อะไรว่ะไอ้หนู หนึ่งใน4 ตะคอกใส่พร้อมทำหน้าเครียด
ก็เป็ค่าอาหารทั้งหมดที่พวกพี่ทานกันวันนนี้ไงครับ
อะไรว่ะ เคยกินกันมาตั้งนานไม่เห็นเคยต้องจ่ายเลย
หนึ่งใน4ออกหมัดชกโดยเสริมพลังปราณหวังให้ดั้งจมูกหักและสลบ
ศรันย์ไม่หลบ ใช้ฝ่ามือยกขึ้นปัดโดยเสริมพลังปราณ ให้ตัวคนชกตัวหมุนตามแรงปัดพร้อมถีบส่งไปที่โต๊ะอาหารยังไม่เก็บ ตัวคนโดนถึบ หน้าและตัว ทิ่มลงจานชามเศษอาหาร หัวและตัวเลอะ พร้อมกระดูกซี่โครง ร้าว จากการถูกถีบด้วยพลังปราณ จนลุกยืนไม่ขึ้นต้องจับขาโต๊ะในช่วยพยุงตัวขึ้นพร้อมพุ่งเข้าใส่ ในมือชักดาบออกมาฟันใส่ศรันย์
ศรันย์ในมือถือเพียงไม้กวาด ด้ามไผ่เตรียมทำความสะอาด แต่ด้วยความไวจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม้กวาดถูกสลับจากการถือที่ด้ามถูกนจับสลับมาที่ปลาย ฟาดใส่ข้อต่อด้วยด้ามที่หัวเข่าจนล้มหน้าขมำจนดาบที่ถือเกือบเสียบตัวเอง แต่ศรันย์ปัดดาบที่มือออกมาทันและชิงมาไว้เอง 3คนที่เหลือตะลึงในเหตุการณ์ที่เกิดในชั่วเซี้ยวนาที แต่ได้สติขึ้นมาตอนที่ดาบของเพื่อนถูกชิงไป “แกทำเกินไปแล้ว รีบขอขมาเพื่อนข้าเดี๋ยวนี้ พร้อมกับต้องชดใช้มาด้วยก่อนที่เื่จะบานปลาย”
“พวกแกต่างหากที่ต้องขอขมา พวกแกกินดื่มฟรีมาตั้งกี่ปีแต่ไม่คิดจะช่วยเหลือพ่อข้าเลยเวลามีภัย ทั้งที่เรียกตัวเองว่ากองกำลังปราบมาร แต่ไม่เคยจะช่วยเหลือคนอื่นเลยดีแต่มาทวงบุญคุณที่ตัวเองไม่เคยทำ”
“ข้าถูกสั่งมาว่าห้ามฆ่าพวกแกเด็ดขาด แต่ถ้าสาหัสคงไม่เป็ไร”
ดาบถูกฟาดลงมาที่ไหล่ของศรันต์ แต่ศรันที่คอยท่าอยู่แล้ว ใช้ดาบที่ชิงมารับอย่างใจเย็น พร้อมส่งพลังปราณย้อนกลับไปกะแทกจนมือคนฟันปวดหนึบแทบปล่อยดาบ แต่ฝืนดกระชากดาบกลับ พร้อมส่งสัญญาณให้พรรคพวกลงมือ
มานพผู้ที่ถูงชิงไปนอกจากถูกถีบจนซี่โครงร้าวแล้วตอนนี้ข้อต่อห้วเข่าที่ถูก็ร้าวเช่นกัน ได้แต่พยุงตัว นั่งคอยดูเพื่อนๆสู้กับศรันย์
“นี้แกไปฝึกมาจากไหน ทำไมถึงมีวรยุทธขนาดนี้แค่2ปีเอง”
“ดาบของพวกแกกก็ดีอยู่นี่นา ดาบเล่มนี้ก็ดูมีพลังเสริมธาตุลมอยู่นี่ ทำไมไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ ซักนิดล่ะ”
“นี่แกััถึงปราณธาตุอาวุธได้ด้วยรึ”
ศรันย์ไ“มันก็เื่ปกติอยู่แล้วไม่ใช่หรือของนักดาบที่ต้องััถึงปราณธาตุอาวุธ ได้ “
งั้นพวกข้าขอไม่ออมมือแล้วกัน เอ็งคงจะสาหัสหน่อย
ดาบยาวปลายแหลมมีแสงประกาย สามเล่มถูกชี้มาที่ศรันย์พวกข้าฝึกดาบกันมาเป็10ปี ไม่เชื่อหรอกว่าจะสู้เด็กอย่างเอ็งที่เพิ่งเริ่มฝึกดาบมาไม่นานไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นแกงคงรู้มาบ้างว่า เพลงดาบของพวกข้าเป็ธาตุลม
องอาจว่า "เมื่อแกลบลบหลู่พวกข้า กองกำลังปราบมาร งั้นคงต้องสาหัสหน่อยแล้ว"
ดาบปลายแหลมพุ่งแหลกอากาศด้วยปราณธาตุลม เกิดเสียงหวีดอากาศ ศรันย์ตวัดดาบขึ้นรับด้วยสัญชาตญาณ เสียงปะทะของอาวุธดังสนั่น พร้อมกล่าวว่า "คงไม่ได้หวังสาหัสแล้วมั้ง เสริมพลังปราณขนาดนี้ " องอาจแม้ดาบถูกป้องกันได้ แต่ยังสะบัดดาบเปลี่ยนตำแหน่งการโจมตีเข้าที่แขนและข้อมือแทนหน้าอก ศรันย์ พลิกดาบปกป้องข้อมือและแขนอย่างว่องไว แต่ยังคงมีรอย บาดบางๆ จากลมปราณ แต่แผลไม่ลึก เพียวเกิดรอยขีดข่วน ศรันย์ โจมตีกลับจากจังหวะที่ดาบถูกสกัดด้วยลมปราณคืน จนดาบขององอาจ แทบหลุดมือ โดยหมุนดาบควงเป็วงกลม เกิดเป็ม่านปราณสีดำ
เป็กระบวนท่า "มรสุมมารทมิฬ" ที่ใช้พลัง 50 %เพียงเพื่อป้องกันตัว องอาจรุกด้วยความเร็วและปราณที่มากกว่าเดิม แต่ยังฝ่าม่านปราณสีดำเข้าไปไม่ได้ เสียงอาวุธปะทะดังลั่นร้าน
จนมีชาวบ้านสงสัยเดินเข้ามาดูพอสมควร นำโดยน้าเพิ่ม หัวหน้านักขุดเหมืองประจำหมู่บ้านแห่งเหล็กและผู้ใหญ่สรรค์ ตามเข้ามาในร้าน น้าเพิ่มเคยเห็นฝีมือของศรันย์มาบ้างแต่ยังคงแปลกใจที่สามารถรับมือ นายสิบองอาจได้ ทั้งสองยืนดูอย่างห่างๆด้วนความระมัดระวัง นายสิบที่เหลืออีกคนรู็สึกโมโหและเสียหน้าที่ยังเอาชนะศรันย์ไม่ได้จึงตัดสินใจร่วมกันรุม โดยะโพุ่งด้วยความเร็ว ใช้ท่าลมปราณทะลวง หวังตัดแขนศรันย์คนละข้าง แต่ศรันย์ที่ผ่านการต่อสู้แบบโดนรุมมาโดยตลอดจึงมีประสบการณ์ในการระวังตัว ตัดสินใจะโหลบพอให้พ้นรัศมีดาบทั้ง2เล่มที่พุ่งเข้ามาใหม่และเพลงดาบชุดใหม่จากองอาจ รัศมีดาบกระจายทั่วร้าน จนโต๊ะเก้าอี้ขาดและหักหลายตัว
ศรันย์ ใช้ท่าไม้ตายในการจบศึก ด้วยท่า "รัศมีมารทมิฬ" กลางอากาศ โดยยิงลมปราณสีดำแดง ตามรัศมีของดาบที่วาดออกไปเป็ครึ่งวงกลม พุ่งออกดุจลูกธนูเป็ 4สาย เข้าปักกลางหน้าผาก ทั้ง4คน รวมทั้งมานพ ที่นั่งาเ็ แต่ยังจ้องมองการต่อสู้ ด้วยความแม่นยำ ด้วยจังหวะที่ทั้ง3 เข้าโดโจมตีโดยขาดการระวังในฝีมือวิชาของศรันย์ จึงไม่อาจระวังตัวหรือหลบได้
โดยท่านี้ใช้เพื่อการสังหารในระยะไกลจากรัศมีการฟัน ในรูปลักษณ์ของธนูดอกใหญ่ แต่ศรันย์ใช้ลมปราณระดับแค่ให้ทั้งหมดสลบ หมดสติเท่านี้น ทั้ง4 กระเด็นตามแรงโจมตี โต๊ะและเก้าอี้ ล้มระเรระนาด
น้าเพิ่มผู้ดูเหตุการณ์ พูดขึ้มาว่า "7ดาบมารทมิฬไร้พ่าย" เนื่องจากไม่เคยเห็นศรันย์ใช้ท่าไม้ตายอย่างจริงจัง และไม่คิดว่า"ทรนง" "มารไร้ปฐี" อาชกรอันดับหนึ่งของมนุษย์ ผู้ซึ่งเป็เหตุในการก่อตั้งกองกำลังปราบมาร เมื่อเกือบ 40 ปีก่อนจะถ่ายทอดวิชาให้ศรันย์ แม้จะเคยถามศรันย์ถึงวิชาฝีมือ แต่ก็ไม่ได้คำตอบ ทั้งไม่เผยวิชาที่สูงส่งนี้ให้ดูด้วย
"ทรนง" "มารไร้ปฐี" ผู้ซึ่งเป็อาชกรอันดับหนึ่งของมนุษชายสูงอายุประมาณ 70 ปี ผมยาวสีขาวถูกโพกคาดที่หน้าผากด้วยผ้าสีขาวาเก่าๆมีแผ่นโลหะติดตรงกลางสัญลักษณ์คล้ายิญญาสีดำสนิทประดับเป็เอกลักษณ์ มักแต่งกายด้วยชุดสีดำ เป็ผ้าชนิดบาง คลุมทับด้วยหนังสีดำหนาดูน่าเกรงขาม รองเท้าหนังสีดำเย็บขอบตะเข็บขาวพื้นรองเท้าเป็เหล็ก กลไกขยับงอฝ่าเท้าได้ ข้อมือมีปลอกแขนผ้าดูนุ่มบุทับด้วยหนังหนาสีดำสนิทเอวด้านซ้ายพกดาบด้ามและฝักสีดำด้านสนิท ยิ่งดูสง่างามสมวัยย์ มักพบเจอชาวหมู่บ้านแห่งเหล็กทั้งยังเคยเข้ามาพักที่หมู่บ้านหลายครั้ง ตลอด 10กว่าปีที่ผ่านมา แค่ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็"มาร" ตามที่ถูกกล่าวหาเลย มีแต่จะคอยปกป้องหมู่บ้าน และผู้คนที่เดินทางผ่าน ทั้งยังเคยสังหารนักรบระดับประกายแสงการปาที่ทำร้ายมนุษย์มามากมาย จนเมื่อเหตุการณ์ลุงสิริ ถูกฆ่า ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทั้ง4 นายสิบกองกำลังปราบมา แม้ไม่เป็ที่ชื่นชอบของคนในหมู่บ้าน แต่ผู้ใหญ่สรรค์ ไม่อยากให้เื่บานปลายไปกว่านี้ จึงเรียกลูกบ้านมาช่วยย้ายทั้ง4 ที่สลบออกจากร้านของศรันย์ ส่งไปที่ศาลาชุมนุมประจำหมู่บ้านเพื่อพักฟืื้น ปฐมพยาบาล โดยมีบางคนช่วยศรันย์เก็บกวาด ทั้งนี้ศรันย์ก็ยึดถุงเงินและดาบของทั้ง 4 คนนั้นไว้ ก่อน
"ด้วยเงินแค่นี้ยังไม่่พอจ่ายที่พวกมันเคยมาเบ่งกินฟรีตลอดปีนี้เลย" ศรันย์กล่าว
ศรันย์ "ผมรู้ว่าพวกลุงๆน้าๆ กังวลเื่ที่ผมทำขึ้นนี้ เพราะผมเบื่อที่จะต้องยอมถูกเอาเปรียบจากไอ้พวกนี้ แตาอาจารย์ก็กำชับผมไว้แล้วว่าไม่ให้ฆ่าพวกกองกำลังปราบมารเด็ดขาด เหตุผลว่าทำไมท่านยังไม่ได้บอก แม้ผมจะเล่าถึงความชั่วของพวกมันแล้วก็ตาม รวมถึงท่านยังเคยเห็นเองด้วยซ้ำ โดยเฉพาะไอ้ "สมา " หัวหน้าไอ้4ตัวนี้ท่านยิ่งกำชับไว้ว่าห้ามฆ่ามันเด็ดขาด ซึ่งอีกไม่นานมันคงจะเข้ามาที่หมู่บ้าน ซึ่งคงจะเกิดเื่อีก เดี๋ยวผมจะจัดการเื่นี้เองครับ"
มันไม่น่าง่ายอย่างนั้นนะซิ ตอนนี้ พวกมันคงรู้แล้วว่าเอ็งฝีกวิชาจากใคร ทีนี้มันคงระดมคนมาที่นี่เพื่อจับท่าน "ทรนง" กับนายแน่ๆ
น้าว่า เอ็งหลบไปก่อนซักพักรอให้ไอ้พวกนี้หายดีก่อนค่อยกลับมา ระหว่างนั้นพวกข้าจะคอยพูดคุยกล่อมพวกมันให้เอง
ซึ่งจริงๆข้าไม่อยากให้การขุดเชื่อมทางเพื่ออพยพระหว่างหมู่บ้านแห่งเหล็กกับอาณาจักรพฤกษาหยุดชะงัก
ศรันย์ แม้ไม่เห็นด้วย แต่ก็เข้าในจุดประสงค์ เดิมทีไม่อยากให้ทุกคนเดือดร้อน แต่ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้ หากไอ้สมา
หากหัวหน้าของนายสิบทั้ง 4 คนนั้นกลับมาที่หมู่บ้านแห่งเหล็ก คงต้องวุ่นวายแน่ สมาก็มีฝีมือเหนือกว่าทั้ง 4 คนรวมกันซะอีก
ศรันย์ เคยเห็นครั้งหนึ่งเมื่อ ครึ่งปีก่อน สมาถูกล้อมด้วยมอนสเตอร์ตั๊กแตนต่อยมวยั์ แขนที่เป็ฟันเลื่อยดูคมกริบทั้ง2ข้าง เขี้ยวโง้งคมกริบน่ากลัวทั้ง3ตัว สมายืนนิ่งคุมเชิงไม่หวาดกลัวดาบเงาวับสะท้อนกับสภาพแวดล้อมจนดูเหมือนใสเห็นเพียงด้ามดาบที่กำไว้ ตั๊กแตนั์สสูงประมาณ2เมตรกว่า จ้องแก้วใสดูเป็อัญมณีล้ำค่าที่วางไว้บนแผ่นหนัง ซึ่งก็คือดวงตาของมอนสเตอร์ตั๊กแตนั์นั่นเอง เดาได้ว่าคงถูกฆ่าแล้วชิงดวงตามานั่นเอง เ้าพวกนี้คงตามมาล้างแค้นให้เ้าของดวงตา ตั๊กแตนั์ตัวแรกกึ่งะโกึ่งบินเข้าหาสมาด้วยความเร็วสูงก่อนใช้แขนอันคมกริบตวัดเข้าลำคอของสมาอย่างรวดเร็ว ทันกันนั้นเองดาบที่ตั้งที่รับไว้ก่อนตวัดดรับแขนฟันเลื่อยไว้ได้ทัน แขนที่คมยาวถูกตัดขาดออกไปประมาณ30เิเแต่ยังมีลมปราณสีฟ้าถูกปล่อยออกมาจากดาบเป็3สายคมดุจดาบฟาดใส่ร่างตั๊กแตนแขนด้วน ผ่าเปลือกหุ้มตัวที่เหมือนเกราะ เืสีม่วงไหลทะลัก ดาบที่คมจนไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ฟาดเ้าลำขอของตั๊กแตนตัวเดิมเพื่อจบศึกตัวแรก ตัวขาดกระเด็น สมาขว้าหัวไว้ได้ใช้ดาบแงะดวงตาที่วาวสุกใสออกจากหัวนั้นทันทีแล้วโยนดวงตารวมกับดวงตาเดิมที่ชิงมา
อีก2ตัวที่เหลือพุ่งเข้าใส่พร้อมๆกัน ปีกที่กระพือสร้างกระแสลมแรงพัดพาหอบเศษหินและไม้หมุนวนเป็พายุงวงช้างหอบเข้าหาสมาดูน่ากลัว สมายืนเกร็งพลังไม่คิดหลบหนีเกินบมปราณเกิดเป็ลมหมุนรอบตัวคล้ายจะเตรียมทดสอบความสามารถของตัวเอง ส่องประกายจากอัญมณีที่ประดับจากดาบดูวูบวาบ ทำให้เห็นคมดาบบอย่างชัดเจน ปราณดาบถูกเร่งจนขีดสุด
ถูกตวัดออกไปเป็ปราณดาบแหวกอากาศเข้าปะทะกับพายุโจมตีจากตั๊กแตน เกิดแรงะเิเสียงดังสนั่นป่าต้นไม้โดยรอบหักโค่นหลายต้นผลดูเสมอกัน
แต่ตั๊กแตน ยังคงบินคู่กันมา ตัวแรกที่ถึงตัวสมาก่อนตวัดแขนอันคมกริบใส่ทั่บ่าสมาทันที
สมาตั้งรับด้วยการแทงดาบทะลุรวบทั้ง2แขนติดกัน ตั๊กแตนหนีบแขนล็อคดาบที่ปักแขนไว้ไม่สามารถขยับได้อีกตัวเข้าซ้ำทันที แขนฟันเลื่อยฟากเข้าตำแหน่งที่บ่าของสมาผ้าคลุมสีฟ้าถูกฉีกกระชากเผยให้เห็นเสื้อเกราะสีฟ้าถูกฉีกกระกระชากออกบางส่วนเช่นกัน พลังวิเศษจากเกราะดีดการโจมตีจากแขนกระแทกกลับจนคมเลื่อยที่แขนป่นแตกแต่แรงที่ถูกฟาดส่งให้ดาบถูกระชากออกจากแขนอีกตัวทึ่ล็อคไว้จนแขนขาดกระเด็นเืสีม่วงไหลทะลัก ส่งกลิ่นเหม็นตามลมพัดโชย
สมาเมื่อได้ดาบคืนไม่รอช้าให้เสียจังหวะฟาดดาบเข้ากลางลำตัวตั๊กแตน ตัวที่ฟาดจนเกราะเสียหายทันที แต่ ตั๊กแตนตัวนั้นก็ระวังอยู่จึงหลบโดยการะโถอยหลัง แต่ไม่พ้นคมดาบจากปราณทีปล่อยออกมาบาดทะลุเปลือกที่หุ่มตัวดุจเสื้อเกราะ เืสีม่วไหลทะลัก สมาตามซ้ำด้วยการพุ่งตัว ดาบเสียบกลางหน้าอกทะลุหลัง ตั๊กแตนั์ พร้อมเร่งพลังปราณหมุนเป็สว่านเจาะเป็แผลกลวงปราณยังไม่สิ้นสุดพุ่งทะลุต้นไม้ด้านหลังหักโค่น เมื่อถอนดาบออกจากร่างตั๊กแตนั์ ก็ฟันหัวขาดทันที
ตัวที่เสียแขนแม้เืยังไหลไม่หยุด อาศัยที่สมาหันหลังไปต่อสู้กับตั๊กแตนั์ที่เพิ่งตายไป หมุนตัวโจมตีด้วยปีกอันคมกริบดุจดาบั์ตัดเข้าลำตัวสมาแต่ถูกเกราะรับการโจมตีไว้สมาแม้ไม่าเ็ แต่แรงโจมตีทำให่ล้มลักษณะหน้าทิ่มดิน แต่ยังอาศัยจังหวะที่ตนก้มต่ำดูเสียเปรียบนี้ ตวัดดาบต่อเนื่องเข้าที่หน้าาแข้งของตั๊กแตนั์ตัวที่3นี้จนขาขาดกระเด็น ล้มทั้งยืน แขนขาขาดนอนหงายเืทะลักจากบาดแปลเก่าและใหม่ สมาลุกยืนขึ้น มือข้างซ้ายลูบที่เสื้อเกราะบริเวณส่วนที่เสียหาย ด้วยความโล่งใจ เพราะถ้าไม่ได้สวมเกราะวิเศษนี้ เขาคงขาดสะพายแล่ง ตายเป็แน่ ด้วยความโกรธนี้ สมาเดินเข้าหาต๊กแตนตัวที่าเ็ พร้อมพูดกับมันด้วยน้ำเสียงที่โกรธจัด "ไม่รู้พวกแก3ตัวเป็บอะไรกับไอ้ตั๊กแตนที่ข้าขวักตามันมาไว้ในกองผ้านั่น แต่ตามันไม่ใหญ่เท่าพวกแก3ตัว แต่คงพอสำหนับค่าซ่อม"เกราะฟ้ากลืนพายุ"ของข้าบ้าง
สมาจ้องมองร่างพิการพร้อมเล็งดาบไปที่ตาทั้ง2ดวงแล้วแทงเข้าเบ้าตาพร้องแงะอย่างปราณีตป้องกันความเสียหายของดวงตาไม่ให้เสียราคา เ้าของดวงตาร้องเสียงโหยหวนด้วยความเ็ปก้องป่า
ศรันย์ที่เฝ้าแอบดูจนตลอด อดสงสารไม่ได้ยากเข้าต่อสู้กับสมาเพราะไม่ชอบความโเี้ แต่ด้วยคำสั่งของอาจารย์ทำให้ต้องอดทนวไว้ก่อน
สมาเตาะร่างขาดรุ่งนิ่งนั้นให้นอนคว่ำ เผยให้เห็นหลังที่มีปีกที่เคยแข็งดุจเหล็ก เกือบตัดตัวสมาขาด2ท่อนเช่นกัน
แต่ตอนนี้ดูหดเล็กลงดูบางใสหาความแข็งแกร่งไม่ได้ สมาจึงเลิกสนใจ จากนั้นก็จวัดดาบฟันคอตั๊กแตนขาดกระเด็น จบการต่อสู้ สมาได้รับาเ็เล็กน้อยแต่ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าผลเสีย
ศรันย์ประเมินนฝีมือของสมากับตัวเองในตอนนั้นแล้วหากจะชนคงจะยาก ทักษะการตัดสินใจที่รวดเร็วเป็จุดเด่นของสมา พลังปราณที่ใช้รุนแรงและได้ผล เมื่อเทียบกับตอนนี้กับครึ่งปีก่อน ก็พอมีโอกาสมากขึ้น
หลังเหตุการณ์ต่อสู้กับนายสิบทั้ง4 3วัน ทุกอย่างดูเงียบสงบ ดาบและเงินที่ศรันย์ยึดมา ก็ฝากผู้ใหญ่สรรค์ คืนให้ทั้ง 4 คนหลัจากนั้น 2 วัน ช่างเช้าที่สดใส ศรันย์ ลงจากห้องห้องนอน มาเปิดร้านอาหารตามปกติ โดยมีน้าพงษ์ มาส่งวัตถุดิบปรุงอาหารตามปกติ โดยจะมาส่งทุก3วัน โดยใต้พื้นร้านจะเป็ห้องเย็นใช้เก็บป้องกันของเน่าเสียได้่หนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะใช้หมดก่อนเสีย เฉพาะทำเพื่อส่งให้พวกนักขุดเจาะทุกวันก็มากแล้ว
เช้าวันนี้พิเศษกว่าทุกวัน เพราะการมาของแขกพิเศษเข้ามาที่ร้านแต่เช้า เสียงทักทายดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากชายวัยกลางคน “เฮ้ยตื่นรึยังว่ะเ้าของร้าน ลูกค้ามาแล้ว หิวโว้ย!?!" ทุกคนในหมู่บ้านรู้จักแขกพิเศษนี้เป็อย่างดี เขาก็คือ “บดินทร์" “ครับ อาบดินทร์ ผมอยู่ในครัว เดี๋ยวออกไปเช็ดโต๊ะให้ก่อนนะครับ" ศรันย์ร้องตอบรับ ชายผู้นี้เป็ว่าที่เ้าสำนัก5ดาบ ฉายา ดัชนีไร้ดาบ ผู้สำเร็จปราณดาบ7 อัศจรรย์ถึงขั้นปราณสลักเพชร โดดเด่น น่านับถือ นามว่า “บดินทร์”