"มิได้การ จำต้องหาทางเข้าเมืองไปให้ได้!"
หากซูไท่ไท่ขายลูกสาวของเขาไปจริงๆแล้วเงินทองที่ได้มาเล่า?
ถึงแม้ว่าเด็กคนนั้นจะมิได้งดงามเช่นซูอี้หว่านแห่งบ้านรองแต่ก็ยังถือว่าพอดูได้ อีกทั้งยังเยาว์วัย มิถึงกับต้องขายในราคาถูกกระมังเงินก้อนนี้จะปล่อยให้ยายแก่นั้นกินแต่ผู้เดียวได้อย่างไร!
เงินขายตัวบุตรสาวของเขาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้ผู้เป็นบิดาอย่างเขาเป็นผู้เก็บรักษา!
จ้าวเสี่ยวชุ่ยหารู้ไม่ว่าซูฉงกวงกำลังคิดเช่นนี้นางเพียงคิดว่าเขาเป็นกังวลถึงความเป็นไปของซูไท่ไท่และบุตรสาวจึงพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่ลังเล เมื่อนึกถึงบุตรสาวที่ขาดการติดต่อนานก็อดหลั่งน้ำตาสายหนึ่งด้วยยความเจ็บปวดใจไม่ได้
"เสี่ยวฉินของข้าช่างน่าสงสารเหลือเกินแต่ก่อนอยู่ที่บ้านก็มิเคยขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มอาหารการกินไม่รู้ว่านางเป็นอยู่อย่างไรแล้ว..."
ซูฉงกวงไม่มีอารมณ์จะฟังนางพร่ำเพ้ออีกทั้งในยามนี้เขาก็กำลังกลัดกลุ้มใจ มิอยากเอ่ยสิ่งใดตอบ คิดแล้วคิดอีกแม้จะปรึกษาหารือกับจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็คงไม่ได้สิ่งใด จึงลุกขึ้นจากห้องตรงไปยังห้องของบุตรชาย หวังจะหารือร่วมกัน
น่าเสียดายที่พวกพี่น้องซูต้าไฉมิได้เป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดอันใด บิดาบุตรร่วมกันปรึกษาหารือเป็นเวลานานแต่ก็ไม่อาจหาหนทางใดได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงตัดสินใจรอคอยต่อไปหวังว่าอีกสองสามวันจะมีผู้คนเหล่านั้นมาหาอีกครา
สิ่งที่ทำให้พวกเขาผิดหวังคือเป็นเวลาสองวันแล้ว ก็มิได้มีผู้ใดมาเยือน กลับได้ยินว่าในหมู่บ้านเกิดเรื่องใหญ่มีกลุ่มคนจำนวนมากบุกไปยังบ้านตระกูลหลี่ผลปรากฏว่าถูกชาวบ้านจำนวนมากถือจอบเสียมขับไล่จนต้องหนีออกมาหัวซุกหัวซุน
เพราะบ้านของซูฉงกวงและบุตรนั้นเปลี่ยวร้างครั้นเกิดเรื่อง พวกเขาก็มิได้ล่วงรู้ถึงความเคลื่อนไหวแต่เนิ่นๆเมื่อได้ยินภายหลัง ก็เป็นเพียงคำเล่าลือสองสามประโยคจึงมิได้ทราบถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวโดยละเอียด
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมิได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก เพราะซูฉงกวงในยามนี้รวมถึงคนตระกูลซูคนอื่นๆในใจล้วนคิดแต่ว่า ผู้คนเหล่านั้นเหตุใดจึงยังไม่มา พวกเขาจะมาหรือไม่
ณโรงสุราประตูมังกร มองไปยังแขกเหรื่อที่นั่งอยู่ประปรายในห้องโถงหลี่จ่างกุ่ยก็อดมิได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครา ถึงแม้ว่าในใจจะกลัดกลุ้มเพียงใดแต่ในทุกครั้งที่มีแขกเรียกหา เขาก็จำต้องฝืนยิ้มออกไปต้อนรับ
ถึงกระนั้นแขกเหรื่อเหล่านั้นก็ยังคงจู้จี้จุกจิก ส่วนใหญ่ไม่พอใจในรสชาติของอาหารอีกทั้งยังมักจะนำไปเปรียบเทียบกับภัตตาคารซานไห่ของตระกูลซู
ผู้ที่เอ่ยอย่างสุภาพก็เพียงบอกให้หลี่จ่างกุ่ยว่าจ้างพ่อครัวคนใหม่ หรือให้พ่อครัวของโรงสุราประตูมังกรฝึกปรือฝีมือให้ดียิ่งขึ้นผู้ที่เอ่ยอย่างไม่รื่นหูก็มักจะขว้างปาข้าวของ ต่อว่าฝีมือเช่นนี้เหตุใดจึงตั้งราคาสูงถึงเพียงนี้ สุดท้ายก็เอ่ยปากอย่างแข็งกร้าวว่าจะไม่มาทานอาหารที่โรงสุราของพวกเขาอีกต่อไป
แขกเหรื่อเหล่านั้นทำให้หลี่จ่างกุ่ยระอาใจเป็นอย่างยิ่งเพลิงโทสะที่กดไว้ในใจจึงยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อคนเหล่านั้นจากไปเพลิงโทสะก็ไม่อาจระงับไว้ได้อีกต่อไป พลันปะทุออกมา
"เพล้ง!!!"
หลี่จ่างกุ่ยยกมือขึ้นตบโต๊ะอย่างแรงโต๊ะที่ทำจากไม้เนื้อแข็งยังสั่นสะเทือนตามไปด้วย "พวกเจ้า... พวกเจ้าทำงานกันอย่างไร? หืม?"
เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันนำมือที่เจ็บไปไว้ด้านหลัง สีหน้ายิ่งดูน่าเกลียด "ก็แค่คู่สามีภรรยาหนุ่มสาว เหตุใดจึงจัดการมิได้?"
เดิมทีเขาวางแผนไว้เป็นอย่างดีผู้จัดหาสินค้าในเมืองเหล่านั้น ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนความประสงค์ของตระกูลหลงจัดหาผักให้ภัตตาคารของตระกูลซูกับอิแค่ทำให้คู่สามีภรรยาตระกูลหลี่มิกล้าช่วยตระกูลซูซื้อผักอีกภัตตาคารซานไห่ก็ไม่อาจเปิดต่อไปได้
แต่ใครเลยจะคิดว่าในตอนนั้นคนทั้งสามรับปากกับตนอย่างหนักแน่นว่าจะต้องทำให้คู่สามีภรรยาตระกูลหลี่มิกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้าขายนี้อีกแต่ผลที่ได้กลับมาคือ แต่ละคนมีสภาพบอบช้ำอย่างเห็นได้ชัดเห็นได้ชัดว่าถูกผู้อื่นจัดการมาเสียแล้ว
เรื่องนี้ก็แล้วกันไปคงต้องโทษที่เขาดูแคลนพวกชาวบ้านในหมู่บ้านมากเกินไปวันรุ่งขึ้นก็สั่งให้พวกนั้นไปตามลูกน้องจากโรงพนันมาอีกเจ็ดแปดคนคิดว่าครั้งนี้คงจะสำเร็จลุล่วงโดยไม่มีอุปสรรค แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าเมื่อคนเหล่านั้นกลับมา สภาพกลับดูน่าสมเพชยิ่งกว่าเดิม
เรื่องนี้ทำให้หลี่จ่างกุ่ยโกรธจนควันออกหูด่าทอสาปแช่งชาวบ้านแห่งหมู่บ้านหลิวเหล่านั้นอยู่หลายวันทว่าการนั่นก็หาได้ช่วยอะไรไม่ทั้งยังไม่กล้าที่จะรายงานเรื่องราวให้หลงจินทราบด้วยตอนนี้หลี่จ่างกุ่ยจนแต้มอย่างแท้จริง ไม่รู้จะจัดการกับพวกชาวบ้าน หรือคู่สามีภรรยาตระกูลหลี่อย่างไรดี
ท้ายที่สุดแม้ว่าตระกูลหลงจะมีอิทธิพล แต่ในฐานะที่เขาเป็นผู้ดูแลโรงสุราประตูมังกรในเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นคนมีหน้ามีตาผู้หนึ่งแต่เมื่อไปถึงหมู่บ้าน ฐานะของเขากลับไม่ได้มีประโยชน์เฉกเช่นในเมือง
ท้ายที่สุดตระกูลหลงก็มิได้มีความสัมพันธ์กับทางราชการชาวบ้านเพียงแต่ทำไร่นาปลูกผักเลี้ยงชีพ จ่ายภาษีที่ทางราชการเรียกเก็บตามกำหนดตระกูลหลงไม่ได้มีอำนาจที่จะบีบบังคับพวกเขาได้
หากสั่งให้ร้านค้าในเมืองไม่ขายสิ่งของให้ชาวบ้านก็มิใช่เป็นการจัดการชาวบ้านเหล่านั้นแต่กลับเป็นการล่วงเกินพ่อค้าใหญ่เล็กในเมืองแทน
ถึงแม้ว่ากำลังซื้อของชาวบ้านจะไม่สูงนักแต่ชาวบ้านในสิบกว่าหมู่บ้านรอบเมืองอวิ๋นเฉิงก็มิใช่น้อยเมื่อรวมกันแล้วก็เป็นแหล่งลูกค้าที่ไม่สามารถละเลยได้
ใครจะยอมทิ้งผลประโยชน์มหาศาลเพียงเพื่อรักษาหน้าให้ตระกูลหลง ช่างเป็นหน้าตาที่แลกมาด้วยราคาแสนแพง
ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็มิอาจทำได้หลี่จ่างกุ่ยยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ มองไปยังลูกน้องของตนเหล่านั้นเพลิงโทสะในใจก็ยิ่งลุกโชน "พวกเจ้ามันไม่ต่างอะไรจากพวกเศษสวะ!เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ยังทำมิได้ ไสหัวกลับบ้านไปซะโรงสุราประตูมังกรไม่เลี้ยงดูพวกเหลือเดน!"
หลี่จ่างกุ่ยต่อว่าสองสามคำก็ยังรู้สึกว่ามิสาสมเขายืนอยู่ที่เดิมหายใจหอบอย่างรุนแรงบรรยากาศรอบตัวเขานั้นน่าขนลุกขนพองอย่างยิ่ง
ลูกน้องคนนั้นยืนตะลึงตัวสั่นระริกมิกล้าแม้แต่จะหายใจ ครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ยังหวาดหวั่นว่าจะถูกนายของตนขับไล่เมื่อครุ่นคิดไตร่ตรอง ในที่สุดก็คิดถึงคนจากบ้านใหญ่ตระกูลซู
เขาลอบเงยหน้าขึ้นประเมินสีหน้าของหลี่จ่างกุ่ยจากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังว่า"นายท่าน ตามที่ข้าน้อยเห็นสู้ให้คนจากบ้านใหญ่ตระกูลซูเหล่านั้นลองดูดีไหมขอรับ?"
"หืม?" เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้หลี่จ่างกุ่ยก็ขมวดคิ้ว "ลองทำอะไรอีกยายเฒ่าตระกูลซูผู้นั้นถูกคนจับเข้าคุกไปแล้ว พวกที่เจ้าว่ามา จะมีประโยชน์อันใด?"
หลี่จ่างกุ่ยสงสัยในสิ่งนี้เป็นอย่างยิ่งซูไท่ไท่ผู้นั้นอย่างไรเสียก็ยังคงมีฐานะเป็นผู้อาวุโสสามารถใช้เรื่องความกตัญญูมากล่าวอ้างได้แต่คนจากบ้านใหญ่ตระกูลซูจะมีอันใดมากล่าวอ้างได้อีก?
แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าน้องรุ่งเรืองแล้วต้องช่วยเหลือพี่ ถึงแม้ว่าจะไม่ไยดีแต่ก็แค่ถูกผู้อื่นนินทา ทว่าสถานการณ์นี้จะเหมือนกันได้อย่างไร?
บุตรชายคนที่สองของตระกูลซูผู้นั้นกระดูกก็มิรู้ว่าเน่าเปื่อยไปอยู่ที่ใดแล้ว เหลือเพียงหญิงม่ายกับบุตรทั้งสองนางจะพึ่งพาตนเองบ้างไม่ได้เชียวหรือยังจะต้องอุ้มชูครอบครัวของพี่ชายของสามีอีกหรือ?
ถึงแม้ว่าจะเป็นศัตรูกับบ้านรองตระกูลซูหลี่จ่างกุ่ยกลับไม่ใคร่จะเห็นดีเห็นงามกับบ้านใหญ่ตระกูลซูเลยสักนิด