บทที่24 เหตุการณ์ในอดีต
ด้านท่านปู่ทั้งสองนั่งแยกหลบมุมมานั่งท้าด่วนหมากอยู่ไม่ห่างนัก ปล่อยให้เด็กๆ ได้พูดคุยซักถามกันไปก่อน
“ข้าดีใจที่เ้าปล่อยวางแล้วยอมออกมาจากเงามืดนั้นได้เสียที ถึงเ้าจะหลบอยู่แบบนี้ต่อไปคนพวกนั้นก็ยังหวาดระแวงเ้าและพยายามสืบหาตัวเ้าเพื่ออะไรเ้าก็รู้”
เกาฮุ่ยเหอเอ่ยขึ้นขณะวางหมากสีขาวลงบนกระดาน
“ข้าตัดสินลบตัวตนเดิมแล้วหลบเร้นกายมาอยู่เยี่ยงหมอชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง นั่นเพราะข้าคิดว่าหากเพียงตัวข้าและลูกเมียหายสาบสูญไปเื่ทุกอย่างจะจบลง ตระกูลหวังซึ่งเป็ตระกูลเดิมของข้า ก็จะได้ไม่ต้องมาเผชิญความเดือดร้อน ตอนที่ชิงเอ๋อร์เข้ามาปรึกษาว่าสามารถผลิตเกลือและสกัดน้ำมันให้ชาวบ้านทั่วไปได้ใช้แบบไม่ต้องไปซื้อหา ตอนนั้นหากข้าขอให้นางปิดเงียบรู้กันแค่เราก็ย่อมทำได้ แต่ข้าอยากให้ชาวบ้านและคนในแคว้น ต่างพากันลืมตาอ้าปากได้ จึงเสนอให้เ้าติดต่อองค์รัชทายาทอย่างไรล่ะ ข้าเองก็อยากช่วยฮ่องเต้ทางอ้อม ถึงแม้ข้าจะลาออกมาจากแพทย์หลวง พระองค์ก็ยังถือเป็ลูกศิษย์คนแรกของข้า ข้าย่อมต้องห่วงเป็ธรรมดา แต่เหตุจูงใจหลักที่ข้ายอมออกมาเผยตัวตนคือข่าวที่เ้านำมาแจ้งแก่ข้า ว่าเหตุการณ์ครานั้นผู้ที่อยู่เื้ันอกจากพวกตระกูลจางยังมีหวังอี้หานน้องชายต่างมารดาข้าร่วมมือด้วยอีกคน”
ลู่เสียนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาต้องหลบเลี่ยงมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษเงียบง่ายไม่้ายุ่งเกี่ยวกับใครโดยไม่จำเป็นั้น เหตุเพราะหลังจากเขาทำพิธีฝังศพอาจารย์ผู้เป็หมอเทวดาและตามหาร่างบุตรสาวของอาจารย์ผู้เป็รักแรกของเขาไม่พบ จึงตัดสินใจกลับไปยังตระกูลเดิมนั่นคือตระกูลหวัง และชื่อสกุลเดิมของเขาคือ หวังลู่เสียน ระหว่างทางกลับบ้านเดิมในเมืองหลวง
เขาพบเด็กชายผู้หนึ่งกำลังวิ่งหนีการไล่ล่าจาก2คนร้าย เขาจึงเข้าไปช่วยโดยใช้ผงยาสลบชนิดรุนแรงซัดใส่คนร้ายทั้ง2คนที่ติดตามเด็กชาย สุดท้ายพวกเขาทั้งหมดไม่ใช่คนร้ายแต่เป็องครักษ์ประจำตัวของเด็กชายต่างหาก สอบถามไปมาจนได้ความว่า เขาเป็คุณชายน้อยที่เบื่อการบังคับให้อยู่แต่ในจวนจึงแอบหนีเที่ยวเล่นออกมาภายนอก ครั้นพอเหล่าองครักษ์เด็กชายฟื้นสติ หวังลู่เสียนจึงขอแยกตัวเพื่อกลับบ้าน แต่เด็กชายผู้นั้นก็ไม่ยินยอมยืนยันขอติดตามเขามาด้วย พร้อมทั้งขอให้เขาแวะพาชมสิ่งต่าง ๆ ตลอดทาง ด้วยเป็เด็กที่สนใจเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและเมื่อรู้ว่าเขาเป็หมอจึงขอให้เขารับเป็ศิษย์เนื่องจากเด็กชายอยากนำความรู้ไปรักษามารดาตนเอง เขาใจอ่อนยอมรับเป็ศิษย์คนแรกได้สั่งสอนเด็กคนนั้นมาตลอดทางกลับจนถึงเมืองหลวงและได้แยกย้ายกัน จนรุ่งเช้ามีราชโองการเรียกตัวเขาเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้ เมื่อเข้าเฝ้าเขาจึงได้รู้ว่าเด็กชายคนนั้นคือฮ่องเต้นั่นเอง
หลังจากนั้นเขาก็ถูกแต่งตั้งให้เป็แพทย์หลวงส่วนพระองค์ งานหลักของเขาคือการอยู่รับใช้ใกล้ชิดเปรียบเป็พี่เลี้ยงเป็ที่ปรึกษา สอนปรุงยาตามที่พระองค์อยากรู้ แต่พระองค์มักจะไต่ถามถึงเื่ราวภายนอกวังจากเขาเสียเป็ส่วนใหญ่ เพราะเหตุว่าเขาเคยท่องเที่ยวพเนจรไปหลายแคว้น เขาใช้ชีวิตอย่างเป็ปกติผ่านมาหลายปีเป็ที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้มากมายจนอาจเกินหน้าเกินตาผู้อื่น เนื่องจากพระองค์ชอบมาปรึกษาเื่รวมต่าง ๆแม้แต่ข้อราชการกับเขาอยู่ตลอด ราชครูจางซึ่งเป็บิดาของจางฮองเฮาและขุนนางบางคนจึงไม่พอใจ ด้วยเพราะความคิดเห็นของตัวเขาส่วนใหญ่มักไม่สอดคล้องกับฝ่ายราชครูจากอยู่ตลอด
โดยเฉพาะเื่สัมปทานค้าเกลือที่สกุลจางผูกขาดมาอย่างช้านาน จากรุ่นสู่รุ่นแบบไม่มีวันจบสิ้น ครั้งหนึ่งเขาเคยเสนอแนะให้ฮ่องเต้ปรับเป็ประมูลสัมปทานทุก2ปีเพื่อให้ผู้อื่นเข้ามามีโอกาสดูแล ลดการผูกขาดของราคาเกลือ หลังจากนั้นมาก็มีการประมูลสัมปทานเกลือทุกสองปีเรื่อยมา นั่นเป็เหตุที่ทำให้ราชครูจางแค้นเคืองเขาเป็อย่างมาก และครั้งสุดท้ายตอนที่ฮ่องเต้สอบถามความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับนิสัยใจคอของบุตรชายทั้งสองพระองค์ อย่างองค์ชายใหญ่จ้าวหนิงหลง และองค์ชายรองจ้าวเฉิงเจีย เขาก็กล่าวไปตามความเป็จริงไม่ได้คิดสรรเสริญ หรือยกย่องเข้าข้างองค์ชายใหญ่แต่อย่างใด แม้จะองค์ชายใหญ่จะเป็หลานชายของสหายสนิทของเขาก็ตาม
เขาไม่คิดว่ารุ่งขึ้นในท้องพระโรงองค์ฮ่องเต้จะทรงประกาศแต่งตั้งองค์ชายใหญ่จ้าวหนิงหลงเป็องค์รัชทายาทในทันที
ต่อมาไม่นานเกิดเหตุการณ์จางฮองเฮาประชวรแบบไม่ทราบสาเหตุ เหล่าบรรดาแพทย์หลวงทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่ง เกาฮุ่ยเหอ ที่ตอนนั้นอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าแพทย์หลวง ก็ไม่สามารถวินิจฉัยอาการและรักษาพระนางได้ จึงเหลือเพียงเขาที่เป็แพทย์หลวงประจำองค์ของฮ่องเต้ ต้องรับดูแลรักษาอาการพระนางแทน อาการที่เกิดขึ้นมาจากพิษชนิดหนึ่งที่เกิดจากเกสรดอกหญ้าที่พบได้บนเขาของชนเผ่าฝูกุยที่อยู่ทางตอนเหนือของแคว้น หลังจากเขาทราบที่มาของอาการป่วย เขาจึงเริ่มต้นการรักษาด้วยวิชาแพทย์ที่ได้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์จนพระนางอาการดีขึ้น
แต่เื่ราวกลับไม่จบแค่นั้นราชครูจางได้ยื่นฎีการ้องเรียนว่าเขาและภรรยาที่เป็อดีตองค์หญิงของชนเผ่าฝูกุย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางยาพิษจางฮองเฮา ราชครูจางสร้างหลักฐานเท็จขึ้นหลายอย่างแต่เขาและเกาฮุ่ยเหอก็ช่วยแก้ต่างได้ทุกครั้ง จนสุดท้ายหลักฐานเทียบยาที่ใช้รักษาฮองเฮาที่เขาเป็ผู้เขียนมีสมุนไพรตัวหนึ่งโผล่มาในเทียบยา ซึ่งสมุนไพรตัวนี้ไม่สามารถต้มรวมกับยาที่มีอยู่ในเทียบก่อนหน้าได้ เพราะมันจะส่งผลให้สตรีไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกต่อไป
เขายืนยันว่าเทียบยานั้นเขาเป็ผู้เขียนแต่ชื่อสมุนไพรชนิดสุดท้ายเข้ามิได้เป็ผู้เขียนมันลงไป แต่ก็จนใจเพราะลายมือมันเหมือนของเขามากจนแยกไม่ออก เขาจำได้ว่าวันนั้นขณะที่เขาเขียนเทียบยามีหมอหญิงและนางกำนัลอยู่ด้วย พวกนางได้อ่านและเห็นเทียบยาต้นฉบับของเขาทั้งหมดจึงสามารถเรียกตัวมาเป็พยานได้ ระหว่างที่เขาโดนกักขังเพื่อสืบพยานหลักฐาน หมอหญิงกลับตกน้ำตาย ส่วนนางกำนัลก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เกาฮุ่ยเหอผู้เป็สหายพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะช่วยให้เขาพ้นผิด เขาได้เสาะหาผู้ที่เชี่ยวชาญในการคัดลอกลายมือมาทดลองเขียนเทียบยาต่อหน้าองค์ฮ่องเต้มากกว่า10คน ซึ่งสามารถลอกเลียนแบบได้เหมือนกันจนแยกไม่ออก ทำให้ขุนนางฝ่ายตรงข้ามราชครูจางต่างพากันร้องว่าลายมือในเทียบยาอาจถูกทำปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายเขาได้เช่นกัน เขาเองในตอนนั้นทราบจากน้องชายต่างมารดาว่าคนในตระกูลต่างพากันถูกทำร้ายบ้างหายตัวไป ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกเมียของเขาก็ถูกทำร้ายด้วยเช่นกัน
ในระหว่างที่ยังสืบหาความจริงไม่กระจ่างฮ่องเต้และเกาฮุ่ยเหอได้ปรึกษาหาทางออกของเื่โดยการทำทีปลดเขาออกจากตำแหน่งและไล่ออกจากเมืองหลวงให้ไปใช้ชีวิตอยู่ชายแดนเหนือที่เป็บ้านเกิดของภรรยา โดยไม่สามารถกลับมาเมืองหลวงได้อีก แต่ในความเป็จริงเื่ทั้งหมดเป็การจัดฉากขึ้น เขาเองเบื่อการแย่งชิงและความริษยาของผู้คนในวงหลวง จึงคิดละทิ้งตัวตนและออกมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเงียบง่ายกับครอบครัวทางตอนใต้ แต่ราชครูจางก็พยายามสืบเสาะตามหาเขามาโดยตลอดแต่เป็เพราะได้สหายสนิทอย่างเกาฮุ่ยเหอ และหลานชายอย่างเกาเทียนเย่คอยช่วยลบร่องรอยมาโดยตลอด