“ข้ากลับมาแล้ว”
เสียงบุรุษนอกประตูสงบนิ่ง มิได้แฝงโทสะ หากหนักแน่นเสียจนความอบอุ่นภายในเรือนพลันเย็นลงราวกับเปลวไฟในเตาถูกหิมะกลบฝัง
“เหตุใด...ในเรือนของข้า จึงมีแขกอยู่เล่า”
ไม่มีผู้ใดตอบในทันที
แสงอาทิตย์สีหม่นทอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่าง เผยให้เห็นเงาของบุรุษร่างสูงซึ่งยืนอยู่ตรงชานเรือน ดาบยาวข้างกายของเขาทอดเงาเอียงลงบนพื้น ประหลาดตรงที่เงาดาบนั้นยาวกว่าตัวเ้าของเกือบหนึ่ง่คน
ยิ่งไปกว่านั้น—
เงาของบุรุษขยับตามลมหายใจ
แต่เงาของดาบกลับนิ่งสนิท
เยว่หลันมองภาพนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนลดสายตาลงยังสมุดเย็บด้ายในมือ
ข้อความหน้าสุดท้ายยังคงอยู่
จงตามหาผู้ที่ยังจำชื่อของตนเองได้
เขาคือกุญแจดอกสุดท้าย
บุรุษผู้นี้อาจเป็คนที่บันทึกกล่าวถึง
หรืออาจเป็สิ่งที่บันทึกพยายามเตือนพวกเขาให้หลีกหนี
หลี่เฟิงเหยียนขยับมายืนข้างนาง มือขวายังวางอยู่บนด้ามกระบี่ แต่ไม่ชักออกจากฝัก
“เ้าของเรือนกลับมาแล้ว” เขากล่าวเสียงเรียบ “แขกเช่นพวกเรา สมควรออกไปต้อนรับ”
เยว่หลันเหลือบมองเขา
คนทั่วไปเมื่อเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ ย่อมเลือกปิดประตูหรือเตรียมรับศึก
แต่หลี่เฟิงเหยียนกลับเลือกเปิดทาง
มิใช่เพราะประมาท
หากเพราะเขา้าเห็นว่า บุรุษข้างนอกจะปฏิบัติตนเช่นเ้าของบ้านจริงหรือไม่
เยว่หลันปิดสมุดเย็บด้าย แล้ววางลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ
ทันใดนั้น หมึกดำบนหน้าปกที่เคยว่างเปล่าก็ค่อย ๆ ซึมขึ้นจากเนื้อกระดาษ
ปรากฏเป็อักษรเพียงคำเดียว
ช้า
นางชะงัก
เหอซานมองเห็นเช่นกัน สีหน้าของนักพรตชราเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“มันกำลังเตือนเรา”
“หรือกำลังถ่วงเวลาเรา” หลี่เฟิงเหยียนตอบ
เยว่หลันไม่ได้หยิบสมุดขึ้นมาอีก
นางเดินกลับสู่ห้องโถง แล้วหยุดห่างจากประตูสามก้าว
“ผู้มาเยือนมีนามว่าเยว่หลัน” นางเอ่ย “ขออภัยที่เข้ามาในเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาต”
ด้านนอกเงียบไป
ครู่หนึ่ง เสียงนั้นจึงตอบกลับมา
“เยว่หลัน...”
เขาเอ่ยนามของนางช้า ๆ ราวกับกำลังค้นหาในความทรงจำที่เลือนราง
“ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้”
คำตอบดูธรรมดา
ทว่าโคมแดงในมือเยว่หลันกลับสั่นเบา ๆ
เปลวไฟสีฟ้าภายในเอนเข้าหาประตู
มิใช่การตอบสนองต่อิญญา
แต่คล้ายกำลังคำนับ
เยว่หลันก้มมองเปลวไฟ พลางเอ่ยถาม
“แล้วท่านเล่า มีนามว่าอะไร”
ทันทีที่คำถามนั้นหลุดออกไป กระดิ่งทั้งเจ็ดใต้ชายคาพลันหยุดไหวพร้อมกัน
ความเงียบแผ่คลุมบ้านหลังที่ห้าสิบสี่
แม้แต่ถ่านในเตายังหยุดแตกเสียง
บุรุษนอกประตูไม่ตอบ
ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงของเขาจึงดังขึ้นอีกครั้ง
“ข้ามีนามว่า...”
เขาหยุดกลางประโยค
เงาที่ทอดอยู่บนกระดาษหน้าต่างสั่นไหว
มิใช่เพราะร่างกายขยับ
แต่ราวกับมีเงาอีกหลายร่างกำลังพยายามแทรกซ้อนออกมาจากภายในตัวเขา
“ข้ามีนามว่า...”
เสียงเดิมกล่าวซ้ำ
คราวนี้แหบพร่ากว่าเดิม
จากนั้นเสียงที่สามก็ดังทับขึ้นมา
เป็เสียงชายชรา
“อย่าถามชื่อข้า”
ตามมาด้วยเสียงเด็กหนุ่ม
“ข้าจำไม่ได้”
และเสียงสตรีที่เบาราวลมหายใจ
“คืนชื่อให้พวกเรา...”
จ้าวเหวินก้าวถอยหลังทันที
ทหารด้านหลังหลายคนชักดาบออกจากฝักครึ่งคืบ
หลี่เฟิงเหยียนกลับยกมือห้าม
“อย่าขยับ”
เสียงทั้งหมดหยุดลง
เหลือเพียงเสียงบุรุษคนแรก
“ข้า...คือเ้าของเรือน”
เยว่หลันทอดสายตามองเงาบนหน้าต่าง
“เ้าของเรือนสกุลหลิวมีนามว่าอะไร”
เงานั้นนิ่งงัน
ครู่ถัดมา ประตูไม้ก็เปิดออกช้า ๆ
ไม่มีมือผลัก
ไม่มีกลอนถูกเลื่อน
ลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่านธรณีประตู พาเถ้าสีขาวบางส่วนเข้ามาในเรือน
บุรุษผู้นั้นยืนอยู่เบื้องหน้า
เขามีอายุราวสามสิบปลาย ๆ รูปร่างสูง ไหล่กว้าง สวมเสื้อคลุมเดินทางสีเทาเข้มซึ่งเปียกชื้นจากหิมะ เส้นผมรวบด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ใบหน้าคมคายแต่ซีดขาว ราวกับไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์มานานหลายปี
ข้างเอวมีดาบยาวหนึ่งเล่ม
มือขวาสวมแหวนหยกดำ
ทว่าไม่มีหิมะเกาะบนไหล่ของเขาแม้แต่น้อย
ทั้งที่ด้านนอกหิมะกำลังตก
บุรุษผู้นั้นกวาดตามองทุกคน ก่อนหยุดสายตาที่เยว่หลัน
“เ้าถือโคมของผู้ส่งิญญา”
“ท่านรู้จักมันหรือ”
“เคยเห็น”
“ที่ใด”
เขาไม่ตอบ
กลับก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
ทันทีที่รองเท้าของเขาแตะพื้นเรือน อาหารบนโต๊ะทั้งหกชุดพลันปล่อยไอร้อนขึ้นพร้อมกัน
เก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่หัวโต๊ะขยับออกเอง
ราวกับกำลังรอให้เขานั่ง
เขาเดินไปยังเก้าอี้ตัวนั้นอย่างคุ้นเคย วางมือบนพนัก แต่ไม่ได้หย่อนกายลง
ดวงตาของเขามองชามข้าวหกใบ
ชามใบแรก
ใบที่สอง
ใบที่สาม
แล้วหยุดตรงชามใบเล็กซึ่งวางอยู่ระหว่างรองเท้าเด็กกับผ้าเช็ดหน้าปักอักษรหลิว
สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลง
แต่แหวนหยกดำบนนิ้วหัวแม่มือกลับแตกร้าวเป็เส้นเล็ก ๆ
“เหตุใดพวกเขาจึงยังไม่กลับมา”
คำถามนั้นมิได้ถามผู้ใดโดยเฉพาะ
เยว่หลันมองเขาอย่างระมัดระวัง
“ท่านจำได้หรือไม่ว่า คนในเรือนออกไปที่ใด”
บุรุษผู้นั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
“ไปฟังระฆัง”
“ระฆังดังที่ใด”
“ศาลเ้า”
“แล้วเหตุใดท่านจึงไม่ไปกับพวกเขา”
คำถามสุดท้ายทำให้ดวงตาของเขาสั่นไหว
ภาพบางอย่างคล้ายผ่านวาบอยู่ในม่านตา
หิมะสีแดง
คบเพลิง
เด็กหญิงร้องไห้
และคนจำนวนมากคุกเข่าอยู่กลางลาน
ทั้งหมดปรากฏเพียงพริบตา ก่อนหายไป
“ข้าไปแล้ว”
เขาตอบ
“แต่ท่านเพิ่งกลับมา”
“ใช่”
“หากท่านไปศาลเ้าในคืนนั้น เหตุใดจึงเพิ่งกลับมาถึงเรือนหลังจากผ่านไปสามสิบเจ็ดปี”
บุรุษผู้นั้นมองนางตรง ๆ
“ผู้ใดบอกเ้าว่าผ่านไปสามสิบเจ็ดปี”
คำถามนั้นทำให้เยว่หลันนิ่งไป
เขาก้มมองอาหารบนโต๊ะอีกครั้ง
“ข้าออกจากเรือนเมื่อยามซวี”
“ระฆังดังเจ็ดครั้ง”
“จากนั้นข้าก็เดินกลับมา”
“ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ”
สำหรับเขา เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
ทว่าสำหรับโลกภายนอก ผ่านไปแล้วสามสิบเจ็ดปี
นี่หมายความว่า คนผู้นี้ไม่ได้ถูกกักไว้ในเวลาเดียวกับหมู่บ้าน
เขาอยู่ในช่องว่างอีกชั้นหนึ่ง
ชั้นที่แม้แต่เวลาในชิงเหอก็เข้าไม่ถึง
เหอซานเอ่ยถาม
“ท่านพบสิ่งใดระหว่างทางกลับ”
บุรุษผู้นั้นเหลือบมองนักพรตชรา
“ท่านเป็ผู้ฝึกเต๋า”
“เพียงพอรู้เื่ิญญาอยู่บ้าง”
“เช่นนั้นท่านคงรู้ว่า บางเส้นทางมิได้พาคนกลับบ้าน”
เหอซานหรี่ตา
“แต่พากลับไปยังความทรงจำ”
บุรุษผู้นั้นพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“ข้าเดินผ่านชิงเหอเจ็ดครั้ง”
“ทุกครั้งข้าเห็นหมู่บ้านแตกต่างกัน”
“ครั้งแรก ไม่มีผู้คน”
“ครั้งที่สอง ทุกคนยืนหันหลังให้ข้า”
“ครั้งที่สาม บ้านทุกหลังไม่มีประตู”
“ครั้งที่สี่ มีเด็กหญิงคนหนึ่งเดินตามข้า”
เยว่หลันกำด้ามโคมแน่นขึ้น
“นางถือโคมแดงหรือไม่”
ชายผู้นั้นมองโคมในมือนาง
“ไม่”
คำตอบมาเร็วเกินไป
เร็วราวกับเขาเตรียมไว้แล้ว
เยว่หลันจึงถามต่อ
“เช่นนั้นนางถือสิ่งใด”
คราวนี้เขาเงียบ
หลี่เฟิงเหยียนเป็ผู้ตอบแทน
“ระฆัง”
บุรุษผู้นั้นหันมองเขาเป็ครั้งแรก
ดวงตาของทั้งสองประสานกัน
ในชั่วขณะนั้น เปลวไฟในเตาพลันลุกสูงขึ้นจนเกือบแตะคานเรือน
เงาดาบของบุรุษบนพื้นขยับ
แต่เงากระบี่ของหลี่เฟิงเหยียนกลับขยับตามไปด้วย
ราวกับอาวุธทั้งสองรู้จักกัน
“ท่านเคยเห็นดาบของข้าหรือ” หลี่เฟิงเหยียนถาม
บุรุษผู้นั้นมองฝักกระบี่สีดำข้างเอวเขา
“ข้าเคยเห็นคนที่ถือมัน”
“เมื่อใด”
“ก่อนที่เ้าจะเกิด”
จ้าวเหวินชะงัก
เหอซานพลันขมวดคิ้ว
หลี่เฟิงเหยียนกลับไม่เปลี่ยนสีหน้า
“คนผู้นั้นมีนามว่าอะไร”
บุรุษผู้นั้นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
เป็รอยยิ้มแรกนับั้แ่เข้ามาในเรือน
“เ้ามาถึงบ้านของผู้อื่น แล้วถามชื่อคนตาย”
“แต่กลับไม่ถามว่า ดาบของเ้าฝังคนไว้กี่คน”
คำกล่าวนั้นทิ้งความเย็นจัดไว้ในห้อง
เยว่หลันหันมองหลี่เฟิงเหยียน
เขายังคงสงบนิ่ง
แต่นิ้วที่วางบนด้ามกระบี่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย
บุรุษผู้นั้นเดินผ่านพวกเขาไปยังห้องหนังสือ
ท่าทางทุกก้าวคุ้นเคยกับเรือนหลังนี้
เขารู้ว่าพื้นแผ่นใดส่งเสียง
รู้ว่าม่านผืนใดต้องเลี่ยง
รู้แม้กระทั่งว่ากล่องไม้จันทน์วางอยู่ตรงไหนโดยไม่ต้องหันมอง
แต่เมื่อเดินถึงหน้าม้วนภาพวาดบรรพชน เขากลับหยุด
ร่างทั้งร่างแข็งค้าง
ในภาพมีบุรุษวัยกลางคน สตรีหนึ่งคน เด็กชาย และเด็กหญิง
เยว่หลันจับตาดูสีหน้าของเขา
ไม่มีความยินดี
ไม่มีความโศกเศร้า
มีเพียงความว่างเปล่า
“ท่านรู้จักคนในภาพหรือไม่” นางถาม
“นี่คือครอบครัวของข้า”
“ผู้ใดคือท่าน”
ชายผู้นั้นยกมือชี้ไปยังบุรุษวัยกลางคนในภาพ
“ข้า”
เหอซานสูดลมหายใจลึก
เพราะบุรุษในภาพมีอายุราวสี่สิบปี
แต่ผู้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขาดูอ่อนวัยกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น—
มุมล่างของภาพระบุชัดว่า วาดในปีเหมันต์ที่สิบหก
ก่อนเกิดเหตุการณ์เพียงหนึ่งปี
หากชายผู้นี้คือเ้าของเรือนจริง รูปลักษณ์ของเขาไม่ควรแตกต่างกันถึงเพียงนี้
เยว่หลันไม่โต้แย้ง
นางเดินเข้าไปใกล้ม้วนภาพ แล้วมองสัญลักษณ์ดาบใต้หิมะบนฉากกั้นเื้ั
“คนในภาพสวมแหวนหรือไม่”
บุรุษผู้นั้นก้มมองมือขวาของตน
แหวนหยกดำยังอยู่
แต่ในภาพวาด บุรุษเ้าของเรือนประสานมืออยู่เบื้องหน้า
นิ้วหัวแม่มือขวาถูกแขนเสื้อปิดไว้พอดี
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น
เปลวไฟสีฟ้าส่องผ่านผืนไหม
ลวดลายบางอย่างซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าค่อย ๆ ปรากฏขึ้นใต้สีหมึก
บริเวณมือขวาของเ้าของเรือนมีรอยแก้ไข
จิตรกรเคยวาดแหวนวงหนึ่งไว้
ก่อนมีผู้ใช้หมึกสีเดียวกันทาทับ
“มีคนลบแหวนออกจากภาพ” จ้าวเหวินกล่าว
บุรุษผู้นั้นมองภาพโดยไม่กะพริบตา
“ภรรยาข้าไม่ชอบแหวนวงนี้”
“เหตุใด”
“นางบอกว่ามันไม่ใช่ของคนเป็”
ทันทีที่เขากล่าวจบ แหวนหยกดำบนมือก็เย็นจัดจนเกิดไอขาว
จากรอยร้าวเล็ก ๆ มีของเหลวสีดำซึมออกมา
มิใช่เื
คล้ายหมึกเก่าซึ่งเก็บไว้นานหลายสิบปี
หยดหมึกตกลงบนพื้น
หนึ่งหยด
สองหยด
แล้วไหลรวมกันเป็ตัวอักษร
หลิวจิ่นเหอ
ชายผู้นั้นมองชื่อบนพื้น
ใบหน้าซีดลงกว่าเดิม
เยว่หลันเอ่ยอย่างช้า ๆ
“นี่คือนามของท่านหรือ”
ริมฝีปากเขาขยับ
แต่ไม่มีเสียงออกมา
ทันใดนั้น ประตูทุกบานในเรือนพลันปิดกระแทกพร้อมกัน
ปัง!
หน้าต่างสั่นะเื
อาหารบนโต๊ะทั้งหกชุดเน่าเปื่อยในพริบตา
ดอกเหมยในแจกันเหี่ยวเฉา
หมึกบนแท่นเขียนหนังสือแห้งกลายเป็ผง
ราวกับเวลาสามสิบเจ็ดปีซึ่งเคยถูกกักไว้ กำลังไหลกลับเข้ามาในบ้านพร้อมกัน
ชายผู้นั้นทรุดลงข้างหนึ่ง
มือกำแหวนหยกแน่น
“อย่าเรียกชื่อนั้น”
เสียงของเขาเปลี่ยนไป
ไม่ใช่เสียงของคนคนเดียวอีกต่อไป
“นั่นไม่ใช่ข้า”
“แล้วท่านคือผู้ใด” เยว่หลันถาม
“ข้าเป็ผู้กลับบ้าน”
“ทุกคนย่อมกลับบ้านได้ แต่เ้าของบ้านต้องมีชื่อ”
“ข้าไม่มีชื่อ”
“เช่นนั้นเหตุใดจึงจำคนในภาพได้”
ชายผู้นั้นชะงัก
เยว่หลันก้าวเข้าใกล้อีกหนึ่งก้าว
“เหตุใดจึงจำตำแหน่งของโต๊ะ จำรอยไม้บนพื้น และจำได้ว่าภรรยาไม่ชอบแหวนวงนี้”
“เพราะข้าเคยอยู่ที่นี่”
“หรือเพราะท่านความทรงจำของเ้าของเรือน”
ประโยคสุดท้ายทำให้ร่างของเขาแข็งค้าง
แหวนหยกดำแตกออกอีกหนึ่งรอย
เสียงเด็กหญิงดังขึ้นจากด้านหลังม้วนภาพ
“พี่สาว...”
ทุกคนหันไปพร้อมกัน
อาหลิงยืนอยู่ตรงมุมห้อง
ไม่ใช่เด็กหญิงที่พวกเขาพบในศาลเ้า
นางสวมเสื้อสีแดงเก่า ผมยาวปล่อยสยาย ใบหน้าซีดขาว และถือระฆังทองสัมฤทธิ์ใบเล็กไว้ในมือ
ที่น่าประหลาดคือ—
นางไม่มีเงา
อาหลิงมองบุรุษผู้นั้น น้ำตาไหลเงียบ ๆ
“เขาไม่ใช่ท่านพ่อ”
ชายผู้นั้นหันไปมองเด็กหญิง
ความว่างเปล่าในดวงตาพลันแตกสลาย
“อาหลิง”
เขาเรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กหญิงกลับถอยหลัง
“ท่านพ่อไม่เคยเรียกข้าว่าอาหลิง”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“แล้วเขาเรียกเ้าว่าอะไร”
อาหลิงเม้มริมฝีปาก
ก่อนตอบเบา ๆ
“หลิงเอ๋อร์”
ชายผู้นั้นนิ่งงัน
เพียงคำเรียกเดียว กลับกลายเป็รอยแยกในความทรงจำที่เขา
เพราะความทรงจำซึ่งถูกขโมย อาจเลียนแบบเหตุการณ์ได้
แต่ไม่อาจเลียนแบบความรักทั้งหมดของคนผู้หนึ่ง
“เ้าคือใคร” อาหลิงถาม
ชายผู้นั้นยกมือกุมศีรษะ
เสียงมากมายดังออกมาจากร่างเขา
“ข้าเป็เ้าของเรือน”
“ข้าเป็ทหาร”
“ข้าเป็คนตีระฆัง”
“ข้าเป็ผู้เฝ้าประตู”
“ข้าเป็คนที่ถูกลืม”
คำตอบแต่ละประโยคมาจากคนละเสียง
ร่างของเขาเริ่มสั่น
เงาหลายสิบเงาแผ่ออกจากฝ่าเท้าไปทั่วพื้น
แต่ละเงาสวมอาภรณ์ต่างกัน
ชาวบ้าน
ทหาร
นักพรต
คนชรา
เด็กหนุ่ม
ราวกับภายในร่างเดียวมีความทรงจำของผู้คนจำนวนมากถูกเย็บรวมไว้
เหอซานหยิบยันต์ออกมา
“ถอยออกจากเขา!”
แต่เยว่หลันกลับยกมือห้าม
นางมองแหวนหยกดำอย่างไม่ละสายตา
“ไม่ใช่เขาที่กักความทรงจำเ่าั้”
“เป็แหวน”
หลี่เฟิงเหยียนมองรอยหมึกบนพื้น
“แหวนเก็บชื่อของผู้คนไว้”
“ไม่เพียงชื่อ” เยว่หลันตอบ “แต่เก็บความทรงจำซึ่งผูกกับชื่อนั้นด้วย”
ทุกครั้งที่ชาวบ้านลืมชื่อ
ความทรงจำของพวกเขาอาจถูกดูดเข้าไปในแหวน
ชายผู้นี้มิได้เป็เ้าของเรือน
แต่เมื่อสวมแหวนไว้นาน เขาจึงเริ่มเชื่อว่าตนเองคือทุกคนที่ถูกแหวนขโมยชื่อไป
เขาจำบ้านหลังนี้ได้
เพราะในแหวนมีความทรงจำของหลิวจิ่นเหอ
เขาจำกระบี่ของหลี่เฟิงเหยียนได้
เพราะในแหวนอาจมีความทรงจำของใครบางคนซึ่งเคยเห็นมันมาก่อน
และเขาไม่อาจตอบชื่อของตนเองได้
เพราะชื่อแท้จริงของเขาอาจถูกแหวนกลืนกินไปเป็ชื่อแรก
เยว่หลันเดินเข้าหาเขา
“ถอดแหวนออก”
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำสนิทไร้ตาขาว
“ถ้าข้าถอดมัน...พวกเขาจะออกมา”
“ผู้ใด”
ริมฝีปากของเขาเผยอขึ้น
“ทุกคนที่ยังไม่ตาย”
เสียงระฆังใบเล็กในมืออาหลิงดังขึ้นเอง
กัง...
เพียงครั้งเดียว
แต่เสียงนั้นกลับทำให้พื้นเรือนสั่นะเื
ม้วนภาพวาดบรรพชนบนผนังปริแตกตรงกลาง
ด้านหลังผืนภาพมิใช่กำแพง
หากเป็ช่องลับขนาดเท่าฝ่ามือ
ภายในมีแผ่นหยกสีขาววางอยู่หนึ่งชิ้น
บนแผ่นหยกสลักอักษรไว้
ทัพเหนือ — หน่วยที่เจ็ด
ผู้รอดชีวิตหนึ่งคน
ห้ามกลับเมืองหลวง
หลี่เฟิงเหยียนหยิบแผ่นหยกออกมา
เมื่อพลิกอีกด้าน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
ด้านหลังมีตราประจำราชสำนัก
แต่ตรงกลางตราถูกกรีดทับด้วยรูปดาบปักลงบนูเาหิมะ
“หน่วยที่เจ็ด...” จ้าวเหวินพึมพำ “กองทัพหน่วยนี้ถูกบันทึกว่าสูญหายระหว่างาชายแดนเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน”
“ไม่ใช่สูญหาย” ชายผู้สวมแหวนกล่าว
น้ำเสียงของเขากลับเป็เสียงเดิมแล้ว
“พวกเราถูกส่งมา”
“ส่งมาทำสิ่งใด”
เขามองหลี่เฟิงเหยียน
“นำบางสิ่งออกมาจากูเา”
“สิ่งใด”
ชายผู้นั้นเงยหน้ามองสัญลักษณ์ดาบใต้หิมะในภาพ
“ประตู”
ภายนอกเรือน เสียงระฆังจากศาลเ้าดังขึ้นเป็ครั้งแรก
กัง...
อาหลิงหน้าซีด
“ไม่ใช่เวลา”
เสียงที่สองดังตามมา
กัง...
เงาทั้งหลายใต้เท้าชายสวมแหวนเริ่มดิ้นรน
เสียงที่สาม
กัง...
หน้าต่างทุกบานมีรอยมือปรากฏขึ้นจากด้านนอก
มิใช่สิบหรือยี่สิบมือ
แต่เป็ร้อย
ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านกำลังยืนล้อมเรือนหลังที่ห้าสิบสี่
ทุกคนก้มหน้า
ริมฝีปากขยับพร้อมกัน
“คืนชื่อเรา...”
เสียงที่สี่ดังขึ้น
กัง...
ชายผู้สวมแหวนยกมือขวาขึ้น
รอยร้าวบนแหวนหยกดำแผ่ไปทั่วทั้งวง
“พวกเขามาเอาคืน”
“ท่านรู้หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไร” เยว่หลันถาม
“รู้”
เขามองอาหลิง
ในแววตาปรากฏความรู้สึกที่ไม่ใช่ของตนเอง
ความรักของบิดาที่มีต่อบุตรสาว
ความเสียใจของคนที่กลับบ้านไม่ทัน
และความหวาดกลัวของทหารผู้หนึ่งซึ่งรู้ว่าตนกำลังนำหายนะกลับมาสู่หมู่บ้าน
“ต้องตีระฆังให้ครบเจ็ดครั้ง”
เสียงที่ห้าดังขึ้นทันที
กัง...
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น
“แล้วจะเกิดอะไรขึ้น”
ชายผู้นั้นตอบด้วยเสียงแ่เบา
“เวลาที่ถูกขโมยจะกลับคืน”
เสียงที่หกดังขึ้น
กัง...
ทุกคนในเรือนเงียบงัน
เพราะพวกเขาต่างเข้าใจความหมายของประโยคนั้น
หากเวลาสามสิบเจ็ดปีกลับคืนสู่ชาวบ้านในคราวเดียว—
บ้านทุกหลังจะพังทลาย
ร่างกายของผู้ที่ยังมีชีวิตจะชราลงในพริบตา
ิญญาของผู้ที่ตายไปแล้วจะได้รับความทรงจำทั้งหมดกลับคืน
รวมถึงความทรงจำของคืนที่ไม่มีผู้ใดอยากจดจำ
เยว่หลันมองชายผู้สวมแหวน
“ใครเป็ผู้ตีระฆัง”
เขาส่ายหน้า
“ไม่มีผู้ใด”
“เช่นนั้นเหตุใดมันจึงดัง”
ชายผู้นั้นหันไปมองอาหลิง
แต่เด็กหญิงกลับไม่ได้ถือระฆังอีกต่อไป
มือของนางว่างเปล่า
ระฆังใบเล็กไปปรากฏอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ
ข้างสมุดเย็บด้าย
หน้ากระดาษซึ่งเคยปิดสนิทพลิกเปิดเอง
หมึกสีดำเขียนข้อความใหม่อย่างเร่งรีบ
อย่าให้ระฆังดังครั้งที่เจ็ด
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
“เมื่อครู่ท่านบอกว่าต้องตีให้ครบเจ็ดครั้ง”
ชายผู้สวมแหวนมองข้อความนั้น
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
“ข้าจำได้เช่นนั้น”
หลี่เฟิงเหยียนเอ่ยเสียงเย็น
“ความทรงจำใดบอกท่าน”
เขาตอบไม่ได้
เพราะภายในร่างของเขามีความทรงจำของคนมากมาย
หนึ่งในนั้นอาจกำลังโกหก
หรือบางที—
ผู้ที่ส่งหน่วยทหารมาที่ชิงเหอเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน อาจจงใจฝังความทรงจำเท็จไว้ในแหวนั้แ่ต้น
เสียงระฆังยังไม่ดังครั้งที่เจ็ด
แต่แรงสั่นะเืเริ่มส่งผ่านพื้นดิน
ผนังเรือนแตกร้าว
แสงสีดำลอดขึ้นมาจากใต้พื้นไม้
เยว่หลันก้มลงมอง
ใต้บ้านหลังที่ห้าสิบสี่ มีวงแหวนอาคมขนาดใหญ่ซ่อนอยู่
ลวดลายเหมือนกับผนึกเจ็ดชั้นบนแผนที่ทุกประการ
เพียงแต่ใจกลางวงแหวน—
ไม่ใช่ดอกไม้เจ็ดกลีบ
หากเป็ชื่อของคนผู้หนึ่ง
ชื่อซึ่งถูกขูดลบจนเหลือเพียงอักษรตัวสุดท้าย
...เยว่
เยว่หลันรู้สึกหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ
หลี่เฟิงเหยียนเห็นเช่นกัน
เขายังไม่ทันเอ่ยถาม เสียงระฆังครั้งที่เจ็ดก็ดังขึ้นจากใต้พื้นเรือน
กัง—
มิใช่จากศาลเ้า
มิใช่จากชายคา
หากดังมาจากใต้เท้าของเยว่หลันโดยตรง
พื้นไม้แยกออกเป็สองฝั่ง
ลมเย็นจัดพุ่งขึ้นจากช่องมืดเบื้องล่าง
พร้อมเสียงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนางจดจำได้แม่นยำ
เสียงของหลินหว่านชิง
ผู้ที่ควรจากโลกนี้ไปแล้ว
“เยว่หลัน...”
“อย่าปล่อยให้เขาจำชื่อของตนเองได้”
เยว่หลันชะงัก
ชายผู้สวมแหวนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
คราวนี้แววตาของเขาไม่สับสนอีกต่อไป
รอยร้าวบนแหวนหยกดำแตกออกจนเผยให้เห็นตัวอักษรสีแดงที่ซ่อนอยู่ภายใน
เขามองเยว่หลัน แล้วกล่าวชื่อของตนอย่างชัดเจนเป็ครั้งแรก
“ข้ามีนามว่า...เซียวจิ่งหาน”
ทันทีที่ชื่อนั้นถูกเอ่ย—
กระบี่ข้างกายของหลี่เฟิงเหยียนก็ชักตัวเองออกจากฝัก
และพุ่งตรงเข้าหาลำคอของชายผู้นั้น
ราวกับมันเฝ้ารอสังหารเขามานานถึงสามสิบเจ็ดปี
จบตอนที่ 5