เสียงลมพัดแรงดั่งคำคร่ำครวญของ์ที่ร่ำไห้ โหมกระหน่ำผ่านยอดไม้ที่สูงตระหง่านราวจะโค่นหุบเขาทั้งลูก ท้องฟ้าในยามอรุณยังคลุมเงาหมอกหนาทึบ ขับเน้นความหนาวเย็นจนขนลุกทั่วสรรพางค์กาย
เบื้องล่างของหุบเขาแห่งนั้น คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ “ซื่อหาน” ตั้งอยู่ริมตีนเขาเฟยหยุน หมู่บ้านนี้แสนจะธรรมดา มีเพียงกระท่อมไม้ไผ่เรียงราย ชาวบ้านใช้ชีวิตด้วยการเพาะปลูกและล่าสัตว์ในป่า ไม่มีค่ายกล ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสูง ไม่มีแม้แต่โรงฝึก
แต่ในบ้านไม้ซอมซ่อหลังหนึ่งริมหมู่บ้าน ชายชราในชุดเก่า ๆ กำลังนั่งอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าสงบ ริมฝีปากบางสั่นไหวเมื่อเขามองผ่านม่านหมอกไปยังยอดเขา
“เซียวเอ๋อร์…”
เขาพึมพำชื่อของเด็กชายที่นอนหมดสติอยู่ในเรือนเล็กด้านใน ท่ามกลางกลิ่นสมุนไพรที่ต้มจนเดือด ผ้าห่มผืนหนาคลุมร่างเล็กนั้นไว้จนมิด มีเพียงใบหน้าที่ดูสงบ ราวคนหลับไหลแต่ไม่ใช่ฝันดี
เด็กชายผู้นั้นชื่อว่า หลิงเซียว
ไม่เคยมีใครรู้ว่าเขามาจากไหน รู้เพียงว่าเมื่อเจ็ดปีก่อน ในคืนเดือนดับ หญิงสาวลึกลับได้อุ้มเด็กทารกมาทิ้งไว้หน้าบ้านชายชรา แล้วจากไปพร้อมเสียงคำรามของอสูรบนยอดเขาทางเหนือ…
และนับแต่นั้น เด็กคนนั้นก็ถูกเลี้ยงดูในหมู่บ้านนี้ ใช้นามสกุลหลิงตามคนที่เก็บมาเลี้ยง
หลิงเซียวเติบโตมาเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา มีแววตาลึกซึ้งเกินวัย แต่ในหมู่บ้านกลับไม่มีใครชื่นชอบเขานัก เหตุผลนั้นไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็เด็กนอก แต่เพราะเขา… “ฝึกพลังปราณไม่ได้”
…
“เ้าจะฝึกมันไปทำไม ในเมื่อเ้าฝึกปราณไม่ได้!”
เสียงหัวเราะหยามเหยียดของหลิงจื้อดังขึ้นอีกครั้ง
หลิงเซียวนั่งนิ่งอยู่กลางลานดินฝึกซ้อม มือขวากำเชือกหนังเส้นเก่าแน่น บนร่างมีาแจาง ๆ จากการฝึกซ้ำ ๆ แม้ไม่มีพลังปราณ แต่เขาก็ไม่ยอมเลิกรา
“เ้าจะเทียบกับพวกเราที่มีพลังได้อย่างไร? ดูสิ เ้าฝึกมาสามปี ยังอยู่แค่ระดับแรกไม่ได้ด้วยซ้ำ!”
เด็กชายกลุ่มหนึ่งหัวเราะชอบใจ ขณะที่หลิงเซียวลุกขึ้นช้า ๆ ดวงตาของเขานิ่ง สะท้อนความอดทนที่ลึกล้ำเกินวัย
“เพราะข้า…เห็นในสิ่งที่พวกเ้าไม่เคยเห็น” เขาพูดเบา ๆ
“เห็นอะไร? ความฝันบ้าบอของคนไร้ค่า?”
“ไม่ใช่ความฝัน…” หลิงเซียวกระซิบ “…แต่เป็อดีต”
หลิงจื้อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเหี้ยม
“ถ้าอย่างนั้น ก็กลับไปอยู่กับความฝันของเ้าซะ!”
เขาใช้เท้าเตะเข้าท้องหลิงเซียวเต็มแรง ร่างเล็กกระเด็นไปยังเนินดินหลังลานฝึก พื้นที่ตรงนั้นชันลาดไปทางผาชัน
หลิงเซียวกลิ้งไปกับก้อนหิน ดินทราย และเมื่อไม่มีแรงจะหยุด เขาก็ไถลไปจนถึงขอบเหว
“เซียวเอ๋อร์!”
เสียงชายชราดังแว่วมาไกล ๆ แต่มันไม่ทันแล้ว
พื้นหินที่แตกร้าวจากแรงกลิ้งกระแทกก่อนหน้า ยุบลงกะทันหัน
ร่างของหลิงเซียวตกสู่เหวลึกทันที
…
ความมืดครอบคลุมทุกสิ่ง
ไม่มีความเจ็บ ไม่มีความกลัว มีเพียงเสียงหัวใจเต้นแ่ ๆ ใต้ชั้นหินหนาวเย็น
หลิงเซียวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก
กลิ่นอับของความชื้นในถ้ำ และเสียงหยดน้ำดังแว่วมาเป็ระยะ เขาขยับตัวช้า ๆ พบว่าร่างกายเจ็บไปทุกส่วนแต่ยังไม่ตาย
เขาควรจะตกจากความสูงขนาดนั้นแล้วตายสิ้นไป แต่กลับมีบางอย่างช่วยพยุงชีวิตเขาไว้
แสงสลัวจากกำแพงหินตรงหน้าสะท้อนออกมาเบา ๆ เผยให้เห็นแท่นศิลาโบราณที่มีอักษรประหลาดสลักไว้
และเมื่อเขาเข้าใกล้ อักษรนั้นก็เรืองแสงจาง ๆ ปรากฏรูปลักษณ์ของสัตว์วิเศษสี่ทิศ: นกสีดำเพลิง, เสือขาวน้ำแข็ง, เต่าั์ูเา และัทองมรกต
จู่ ๆ พลังแปลกประหลาดก็ไหลเข้าสู่กลางอกของเขา
เขาหมดสติไปอีกครั้ง
…
แต่คราวนี้… เมื่อสติกลับมา…
ความทรงจำ กลับมาก่อนความเ็ป
เขาเห็น…ห้องทดลอง หุ่นจักรกล เมืองลอยฟ้า ผู้คนในชุดโลหะ อาวุธอนาคตที่เขาออกแบบ
เขาจำได้
เขาคือ หลิงเซียว
นักประดิษฐ์จากโลกอนาคต ผู้เคยควบคุมกองทัพจักรกลด้วยปลายนิ้ว
ผู้ที่ตายไปในการะเิของาโลกเทียม
“นี่มัน…”
“ข้ากลับมาเกิดใหม่…ในโลกใบใหม่”
เขาพึมพำกับตนเอง
ดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนไป — เยือกเย็น มั่นคง และเต็มไปด้วยเป้าหมาย
เขาอาจยังไม่มีพลังปราณ…
แต่ตอนนี้ เขามีความรู้จากทั้งสองโลก
เขา…จะไม่ยอมแพ้ให้โชคชะตาอีกต่อไป
…