นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 53 ขนมอบ

             

            ตอนที่ 53 ขนมอบ

             

             

            ผ่านมาหลายวันแล้วหลังจากงานเลี้ยง นิทานกลับเข้าสู่กิจวัตรประจำวันดั่งเช่นเคย แม้เขาจะมีกังวลเล็กน้อยเรื่องการลอบโจมตีหรือการลอบสังหาร แต่หลายวันมานี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อความไม่ประมาท นิทานและคีตายังคงขยายอาณาเขตของคำแห่งพลัง อาณาเขต อยู่ตลอดเวลาเพื่อตรวจจับสภาพแวดล้อม

             

            แม้จะยังไม่พบเจออะไร แต่เขาก็ยังคงดื้อดึงและเปิดใช้งานคำแห่งพลังไว้ตลอดเวลา หนึ่งคือถือเป็นการฝึกฝนไปในตัว และสองคือหากเกิดเหตุฉุกเฉินใด ๆ เขาจะได้ไหวตัวทัน

             

            แม้ปกติคีตาจะคอยเปิดใช้งานอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่นิทานนั้นไม่ใช่ การใช้งานคำแห่งพลังนี้กินสมาธิของเขาสูงมาก เพียงเปิดไม่นานเขาก็รู้สึกอ่อนล้าความคิดไปหมด เขาจึงพยายามฝึกฝนการใช้งานผ่านการเปิดใช้งานในชีวิตประจำวัน

             

            เช้านี้นิทานแวะเดินผ่านตลาดแห่งหนึ่งก่อนไปทำงาน โดยปกติแล้วยามเขาไปทำงาน เขาเพียงตื่นขึ้นมา กินอาหารในโรงอาหารของที่พักหน่วยพิทักษ์เมือง แล้วจึงไปทำงาน หากในวันนี้พิเศษเล็กน้อย

             

            เขาอยากกินของหวาน!

             

            แม้อาหารของโรงอาหารจะรสชาติดีและไม่ต้องเสียเงิน แต่การต้องกินอะไรซ้ำ ๆ มันทำให้เขาเอียนเต็มที เขาจึงตั้งเป้าว่าวันนี้หลังเลิกงานเขาอยากกินอะไรหวาน ๆ เสียหน่อย

             

            แต่เพียงหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ความอยากของเขาก็เอาชนะความอดทนได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่นิทานมาเดินเตร่อยู่ในตลาดแห่งนี้ก่อนเวลาเริ่มงาน

             

            นิทานมักไปถึงก่อนเวลาเป็นประจำ การไปตรงเวลาบ้างก็ไม่เสียหายอะไร เขาเคยได้ยินคาซาเล่าว่าในตลาดนี้มีร้านขนมร้านหนึ่งที่อร่อยมาก คนต่อแถวยาวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด หากอยากกินต้องไปต่อแถวตั้งแต่เช้า และขณะนี้คือเวลา 8โมงครึ่ง ร้านขนมแห่งหนึ่งที่มีกลิ่นหอมของขนมอบใหม่ ๆ โชยออกมาทำให้นิทานพบเป้าหมายของเขาได้ไม่ยาก

             

            แต่นิทานพลันใจสลายเมื่อเห็นแถวยาวเหยียดที่ต่อหน้าร้านตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด เขาคิดว่าตนมาเช้าแล้ว หากความตั้งใจระดับนี้ยังไม่เพียงพอจะต่อกรกับเหล่าผู้รักขนมหวานทั้งหลายในเมือง

             

            ยามที่เขาคิดจะตัดใจ เขาดันสังเกตเห็นว่ามีร้านขนมอีกร้านหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลออกไป ร้านขนมร้านนี้ก็มีกลิ่นขนมอบหอมหวนลอยออกมาเช่นกัน กลับน่าแปลกใจที่ไม่มีคนต่อแถวอยู่เลย

             

            นิทานที่คิดว่าไหน ๆ ตนก็มาแล้ว จะกลับไปมือเปล่าก็คงน่าเสียดาย จึงเปิดประตูเข้าร้านขนมที่ชื่อ ร้านขนมเอมิลี่

             

            กลิ่นขนมอบและกลิ่นกะทิตีเข้าจมูกนิทานเข้าอย่างจัง เขาพลันเคลิ้มไปกับความหอมที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ขนมมากหน้าหลายตาวางเรียงกันอยู่บนชั้นวางอย่างสะอาดและเป็นระเบียบ

             

            คีตาที่เห็นหน้าตายั่วน้ำลายของขนมเหล่านั้นพลันน้ำลายหยดติ๋ง

             

            “ยินดีต้อนรับจ้า สักครู่นะ ยายพึ่งเปิดร้าน” เสียงของหญิงชราดังขึ้นมาจากหลังร้าน เพียงไม่นาน หญิงชราท่าทางใจดีก็เดินมาที่โต๊ะ

             

            หญิงชราผู้นี้มีใบหน้าประดับรอยยิ้ม รูปร่างอวบอ้วน สีหน้าสดใส นัยน์ตาใสกระจ่าง หากไม่มีริ้วรอยและตีนกาบนใบหน้านิทานคงเข้าใจไปว่าเธอเป็นเพียงหญิงวัยกลางคน เธอสวมถุงมือ หยิบขนมอบใหม่ร้อน ๆ ออกมาจากเตา

             

            เสียงของเตาอบ กลิ่นของขนม และเสียงฮัมเพลงของหญิงชราทำให้นิทานรู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจ บรรยากาศสบายใจเช่นนี้ชวนให้เขาคลายความตึงเครียดตลอดหลายวันได้

             

            เมื่อหญิงชราจัดการทุกสิ่งเรียบร้อย จึงเดินมาหาพวกเขาด้วยรอยยิ้ม

             

            “ยายไม่เคยเห็นหน้าเรามาก่อนเลยนะ ย้ายเข้ามาใหม่หรือเปล่าจ๊ะเนี่ย” หญิงชราใจดีถามขึ้น

             

            “ครับ ผมพึ่งย้ายเข้ามาอยู่ไม่นานนี้เองครับ” นิทานตอบ นิทานแม้จะย้ายเข้ามาอยู่ได้เกินเดือนแล้ว แต่เขาไม่ค่อยได้ไปไหนมากนัก

             

            หญิงชรายิ้มรับ เธอบรรจงหยิบขนมมากหน้าหลายตามาวางไว้บนถาด กลิ่นหอมอบอวลพลันทำให้คีตากระดิกหางไปมา

             

            “งั้นลองกินขนมยายดูก่อนได้เลยนะ ถูกใจอันไหนค่อยซื้อ” เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมากินด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

             

            นิทานไม่ปฏิเสธ เขาตอบรับอย่างสุภาพพลางหยิบขนมชิ้นหนึ่งเข้าปาก อีกชิ้นหนึ่งยื่นให้คีตา ดูจากท่าทางของมันแล้ว มันสมควรกินได้ไม่มีปัญหาใด ๆ

             

            เพียงเข้าปาก นิทานก็สัมผัสได้ถึงเนื้อสัมผัสอันนุ่มนวลและรสหวานฉ่ำ ความละมุนของขนมชิ้นนั้นทำเอานิทานถึงกับยิ้มออกมาอย่างอดไม่อยู่

             

            “อร่อยใช่มั้ยล่ะ นั่นขนมเทียนสูตรพิเศษของยายเลยนะ” หญิงชรายิ้มเมื่อเห็นใบหน้ามีความสุขของทั้งสอง

             

            “โฮ่ง!”

            อร่อย อร่อย อร่อย!

             

            นิทานยิ้มบาง ยังไงของหวาน ๆ ก็ทำให้เขาอารมณ์ดีได้เสมอ ๆ

             

            “อร่อยมากเลยครับ” นิทานยิ้มพลางหยิบขนมอีกชิ้นเข้าปาก

             

            “อันนี้ก็อร่อยมากเลยครับ อืม.. เลือกไม่ถูกเลย งั้นผมขออย่างละสามถุงครับ” นิทานพูดพลางหัวเราะ มือหนึ่งหยิบขนมอีกชิ้นป้อนให้แก่คีตา หญิงชรามองภาพคีตากินขนมของตนอย่างมีความสุขด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนโยน

             

            “กินเยอะมากเลยนะเนี่ย” หญิงชราหัวเราะเบา

             

            “ผมจะเอาไปแบ่งเพื่อนที่ทำงานด้วยครับ ผมกินคนเดียวไม่ไหวหรอก แต่คีตาก็ไม่แน่นะครับ” นิทานหัวเราะพลางชี้ไปที่คีตาที่เคี้ยวขนมตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข

             

            หญิงชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เธอบรรจงหยิบขนมอบหอม ๆ บรรจุใส่ถุงยื่นให้นิทาน

             

            “ไว้ผมจะมาอีกแน่นอนครับ” นิทานพูดในขณะที่คีตานั้นกระดิกหางไปมา เดินเข้าไปออดอ้อนคุณยาย

             

            “เด็กดี เด็กดี ไว้มาอีกนะ” คุณยายลูบหัวคีตาอย่างเบามือพลางโบกมือลา

             

            นิทานเดินออกมาจากร้านขนมเอมิลี่ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข แม้เขาจะอดกินร้านขนมที่คาซาแนะนำมา แต่ร้านขนมร้านนี้ที่เขาค้นพบนั้นก็อร่อยมากแล้ว

             

            ขณะที่นิทานเดินออกจากตลาดพร้อมหอบถุงขนมเต็มสองมือ เขาพลันได้ยินเสียงเด็กคนหนึ่งร้องไห้ผ่านพลังของเขา นิทานลองกะเวลาในหัวเล็กน้อย เมื่อพบว่าตนยังพอมีเวลา จึงแวะเวียนเดินตามเสียงนั้นไป

             

            องค์หญิงไพลิน? 

             

            ร่างอันคุ้นตาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นไม่ไกลจากนิทาน องค์หญิงไพลินกำลังนั่งปลอบเด็กหญิงคนหนึ่งที่ร้องไห้จ้า องค์หญิงนั้นยิ้มอย่างน่ารักพลางลูบหัวน้อย ๆ ของเด็กหญิงที่ดูแล้วอายุไม่ถึง 10ปี

             

            ด้วยคำแห่งพลัง อาณาเขต ที่เปิดใช้งานตลอดเวลา นิทานจึงได้ยินบทสนทนาของพวกเธอแม้จะไม่ชัดนักก็ตาม

             

            “ไม่เป็นไรนะคนเก่ง คุณพ่อกำลังมาแล้วล่ะ”

             

            “พ่อคะ…” เด็กหญิงเบะปาก

             

            “เดียวพี่อยู่เป็นเพื่อนนะคะ ไม่เป็นไร” องค์หญิงไพลินล้วงผ้าเช็ดมือราคาแพงขึ้นมาซับน้ำตาและน้ำมูกของเด็กหญิง

             

            นิทานที่มองภาพนั้นจากไกล ๆ อดยิ้มขึ้นไม่ได้

             

            “องค์หญิงคะ ร้านขายเนื้อกับร้านขายผักทะเลาะกันอีกแล้วค่ะ องค์หญิงช่วยไปพูดให้หน่อยได้มั้ยคะ” สตรีคนหนึ่งวิ่งมาอย่างกระหืดกระหอบพลางพูดกับองค์หญิง

             

            “เฮ้อ อีกแล้วเหรอ บอกพวกเขาอย่าพึ่งทะเลาะกันได้มั้ย ฉันต้องอยู่รอพ่อของเด็กคนนี้ก่อน” องค์หญิงมองเด็กหญิงที่กำลังร้องไห้

             

            “แต่องค์หญิงคะ…” สตรีคนนั้นท่าทางร้อนใจ

             

            ระหว่างที่สถานการณ์กำลังอึดอัด กลับเป็นเด็กหญิงคนนั้นที่เช็ดน้ำตาของตน

             

            “ไม่เป็นไรค่ะ พ่อของหนูอีกพักเดียวก็มาแล้ว หนูรอได้ค่ะ พี่สาวไปช่วยคุณน้าเขาก่อนเถอะค่ะ” เธอปาดน้ำตาน้อย ๆ บนใบหน้า

             

            “แต่…หยดน้ำ” องค์หญิงไพลินสีหน้าลำบากใจ

             

            “หนูไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ หนูจะโตขึ้นไปเข้มแข็งเหมือนพี่สาว เพราะงั้นพี่สาวไม่ต้องห่วงนะคะ” หยดน้ำฮึดพูดแม้นัยน์ตาของเธอจะยังสั่นเครือและมือไม้ยังคงสะท้านเล็กน้อย แต่เธอก็สูดน้ำมูกรวบรวมความกล้าพูดออกมา

             

            องค์หญิงไพลินเห็นดังนั้นก็ฝืนยิ้ม เธอลูบหัวของเด็กหญิงผู้แข็งแกร่งตรงหน้าอย่างอดไม่ได้

             

            “งั้นเดียวพี่สาวจะรีบกลับมานะคะ” องค์หญิงพูดเสร็จจึงลุกขึ้นวิ่งเหยาะ ๆ ตามสตรีชาวเมืองไป

             

            นิทานยิ้มให้กับความเข้มแข็งของเด็กหญิงคนนี้ เขานึกถึงตัวเองสมัยเด็กที่มักร้องไห้อยู่คนเดียวยามดึกหลังจากที่พ่อแม่ของเขาจากไป

             

            เขากะเวลาในหัวเล็กน้อยและถอนหายใจออกมา

             

            สายสักครั้งหัวหน้าไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง นิทานคิด เขาวางถุงขนมลงและหาที่นั่งที่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก อาณาเขต ยังคงครอบคลุมร่างของเด็กหญิงตัวน้อยไว้ในระยะสายตาเขาเสมอ

             

            เขาลอบสังเกตองค์หญิงไพลินที่กำลังห้ามคุณป้าสองคนที่หัวมุมตึกห่างออกไป แม้ทั้งสองจะทะเลาะกันแต่กลับไม่ได้มีวี่แววความรุนแรงอะไร ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน นิทานก็เห็นว่าชาวเมืองมากมายเข้ารุมล้อมองค์หญิงไพลิน พวกเขาต่างยิ้มแย้มพร้อมมอบผลไม้และขนมต่าง ๆ ให้

             

            แม้เธอจะปฏิเสธของส่วนใหญ่ไปและใบหน้ามีสีหน้าลำบากใจ แต่เธอกลับหัวเราะและยิ้มอย่างงดงามท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น

             

            ก็ยิ้มแบบปกติได้นี่ นิทานยิ้ม

             

            โครกกก

             

            เสียงหนึ่งดังขึ้นเข้าโสตประสาทของนิทาน เรียกความสนใจของเขากลับมาจากองค์หญิงไพลินและชาวเมือง เมื่อสังเกตดูจึงเห็นว่าเป็นเสียงท้องร้องของเด็กหญิงคนนั้นเอง นิทานอดหัวเราะไม่ได้ เขาลูบคีตาเล็กน้อย หยิบถุงขนมขึ้นมาแล้วจึงเดินเข้าไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้นพร้อมคีตา

             

            “เอ๊ พี่ได้ยินเสียงท้องร้องดังเชียว ใช่ของเรารึเปล่าครับ” นิทานเว้นระยะจากเธอสองถึงสามก้าวเธอจะได้ไม่ตกใจที่อยู่ ๆ ก็มีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาประชิด เขายิ้มอย่างนุ่มนวลในขณะที่คีตานั่งลงด้านหลังของนิทาน ราวกับพยายามต้องการให้ร่างบางของนิทานบังร่างใหญ่โตของมัน

             

            คีตาที่เอียงคอมองจากด้านหลังของนิทานสร้างภาพอันน่าขบขันที่ทำให้เด็กหญิงอดยิ้มไม่ได้

             

            “หนู..” หยดน้ำนึกถึงคำสอนของผู้เป็นพ่อเรื่องคนแปลกหน้า สีหน้าหวาดระแวง แต่ก็อดเหลือบมองถุงขนมที่ส่งกลิ่นหอมในมือนิทานไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ลอบมองใบหน้าใหญ่โตลิ้นห้อยของคีตาข้างหลังนิทานเป็นพัก ๆ

             

            “พี่เป็นหน่วยพิทักษ์เมืองครับ ไม่เป็นไรนะ ไม่ใช่คนไม่ดีหรอก” นิทานชี้ไปที่ตราของหน่วยพิทักษ์เมืองบนตัว

             

            เด็กหญิงคนนั้นยังไม่คลี่คลายท่าทางระวังตัว แต่ดูผ่อนคลายลงเมื่อได้ยินว่าเขามาจากหน่วยพิทักษ์เมือง

             

            “กินมั้ยครับ อร่อยมากเลยนะ พี่พึ่งซื้อมาจากร้านคุณยายใจดีตรงหัวมุมนี้เอง” นิทานยกถุงขนมให้ดู

             

            “คุณแม่สอนว่าอย่ารับขนมจากคนแปลกหน้า…” เด็กหญิงน้อยแม้ท้องยังร้องหากยังจำคำสอนของคุณแม่ได้ขึ้นใจ

             

            นิทานได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ เขาย่อตัวลงกับพื้นให้ระยะสายตาของเขาเท่ากับหยดน้ำ

             

            “งั้นขอพี่แนะนำตัวก่อนนะครับ เราจะได้เป็นเพื่อนกันได้” นิทานยิ้มอ่อนโยน

             

            “พี่ชื่อนิทานครับ ส่วนน้องหมาตัวนี้ชื่อคีตา เป็นคู่หูของพี่เอง” นิทานหันไปอุ้มร่างใหญ่โตของคีตาขึ้น คีตาพลันกระดิกหางไปมา เอียงคอมองหยดน้ำพร้อมกับพับหูของตนไปมา ภาพหมายักษ์ที่ถูกอุ้มพร้อมกระดิกหางนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากเด็กหญิงตรงหน้า

             

            “เราชื่ออะไรคะ พี่กับคีตาอยากเป็นเพื่อนกับเรานะ” นิทานยิ้ม พลางจับมือของคีตาให้ยื่นไปหาเด็กหญิงอย่างน่ารัก

             

            เด็กหญิงแม้ยังระแวงเล็กน้อยแต่ก็ค่อย ๆ ยื่นมือไปจับขาของคีตา เมื่อเห็นว่าคีตาไม่ดุ เพียงกระดิกหางไปมาอย่างน่ารัก เธอจึงเผยรอยยิ้มกว้าง

             

            นิทานวางคีตาลงพลางส่งสัญญาณให้คีตาเข้าไปเล่นกับหยดน้ำ คีตาที่รู้งานจึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับยื่นหน้าอันใหญ่โตเข้าไปหามือของเด็กหญิงอย่างช้า ๆ

             

            เมื่อเด็กสาวสัมผัสถึงขนอันอ่อนนุ่มของคีตา นัยน์ตาของเธอก็เป็นประกาย ลูบไล้คีตาอย่างเบามือ

             

            “หนูชื่อหยดน้ำค่ะ” เด็กสาวยิ้มออกมาพลางแนะนำตัว คีตาที่เมื่อยืนขึ้นก็สูงเหนือหัวของเด็กหญิงพลันมุดตัวลงต่ำ ช้อนเด็กหญิงขึ้นบนหลังจนเธอร้องอย่างตกใจ

             

            เมื่อเธอจับขนของคีตาแน่น รอยยิ้มและสายตาเป็นประกายก็ปรากฏ เธอลูบคีตาที่ให้เธอขี่พลางหัวเราะเสียงดัง

             

            “โฮ่ง!”

            เพื่อน เพื่อน!

             

            “คีตาบอกว่าเพื่อนแหน่ะ” นิทานหัวเราะ

             

            “อื้ม! เพื่อนกันนะ คีตา!” เด็กหญิงหัวเราะอย่างร่าเริง

             

            “งั้นในเมื่อเราเป็นเพื่อนกันแล้ว เราก็กินขนมได้แล้วนี่ครับ อร่อยนะ ดูสิ” นิทานหยิบขนมเทียนชิ้นหนึ่งขึ้นมาโยนให้คีตา คีตาก็รับลูก กระโดดงับอย่างแม่นยำ พาร่างของเด็กหญิงลอยสู่ฟ้าเพียงชั่วครู่ เรียกเสียงหัวเราะจากเด็กหญิงได้อีกครั้ง

             

            เธอรับถุงขนมเทียนจากนิทานอย่างช้า ๆ พลางหยิบขนมชิ้นหนึ่งในนั้นเข้าปากเคี้ยว เมื่อเธอกินเข้าไปชิ้นหนึ่ง นัยน์ตาเธอก็ส่องประกาย รอยยิ้มปรากฏชัดอย่างแจ่มใส เธอรีบหยิบขนมอีกชิ้นเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข

             

            “อร่อยมั้ย” นิทานหยิบขนมชิ้นหนึ่งใส่ปาก นั่งลงข้าง ๆ คีตาและเด็กหญิง

             

            “ขอบคุณนะคะพี่นิทาน อร่อยมากเลยค่ะ!” เธอเคี้ยวตุ้ย ๆ พลางหยิบขนมเข้าปาก เธอไม่ลืมที่จะหยิบอีกชิ้นหนึ่งป้อนคีตาที่วางเธอลงจากหลัง

             

            นิทานหัวเราะบางเบา คีตาทิ้งตัวลงนั่งข้างเด็กหญิงและนิทาน กินขนมอย่างมีความสุข

             

            “แล้วคุณพ่อไปไหนล่ะคะ ทำไมเรามาอยู่คนเดียวแบบนี้”

             

            “คุณพ่อออกไปซื้อเนื้อค่ะ ยังไม่กลับมาเลย แต่อีกเดียวก็กลับมาแล้วล่ะคะ” เมื่อพูดถึงคุณพ่อ สีหน้าของหยดน้ำก็มุ่ยลงอีกครั้ง

             

            “เก่งมากเลยนะเนี่ย รอคุณพ่อเองได้ด้วย” นิทานรีบเปลี่ยนเรื่อง

             

            “ไม่หรอกค่ะ เมื่อกี้มีองค์หญิงมานั่งเป็นเพื่อน องค์หญิงใจดีที่สุดเลยค่ะ” เมื่อเด็กหญิงพูดถึงองค์หญิง สีหน้าของเธอก็เป็นประกาย

             

            “หยดน้ำชอบองค์หญิงไพลินเหรอ” นิทานชวนคุย

             

            “ชอบมาก ๆ เลยค่ะ พี่สาวทั้งฉลาด เก่ง ใจดี เข้มแข็ง หนูอยากโตขึ้นเป็นแบบองค์หญิง คุณพ่อกับคุณแม่ก็ชอบองค์หญิงมาก ๆ เลยค่ะ” เด็กหญิงพูดด้วยรอยยิ้ม

             

            “งั้นเหรอคะ เข้มแข็งจริง ๆ ด้วยนะ องค์หญิงน่ะ” นิทานยิ้ม

             

            “พี่นิทานก็ชอบองค์หญิงเหมือนกันใช่มั้ยคะ ก็องค์หญิงน่ะ ใจดีที่สุดเลย!”

             

            “อื้ม พี่ชื่นชมเธอมากเลยล่ะ”

             

            ทั้งสองคนคุยกันอีกเล็กน้อย หยดน้ำเล่าเรื่องที่โรงเรียนของเธอ ของโปรดของเธอ ขนมที่เธอชอบ รวมถึงเรื่องที่เธอชอบองค์หญิงและองค์หญิงใจดีแค่ไหน

             

            นิทานรับฟังเธอพูดจ้อด้วยรอยยิ้ม เขาถามกลับบ้างและตอบคำเป็นบางครั้งเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกเหมือนเธอคุยอยู่คนเดียว

             

            ผ่านไปไม่นานนิทานก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง มือหนึ่งลูบหัวของเด็กหญิงเบา ๆ

             

            “พี่ต้องไปแล้วล่ะครับ เดียวอีกพักเดียวก็มีคนมาหาเราแล้วล่ะ” นิทานวางถุงขนมเทียนที่ยังเต็มถุงไว้ให้เธออีกหนึ่งถุง

             

            “ไปแล้วเหรอคะ” หยดน้ำสีหน้ามุ่ยลง

             

            “ขอโทษนะ แต่เราไม่ต้องกลัว มีคนกำลังมารับเราแล้วล่ะ” นิทานลูบหัวของหยดน้ำขณะที่คีตาก็เดินเอาหน้าไปถูแก้มของหยดน้ำ เรียกรอยยิ้มจากใบหน้าเธอได้อีกครั้ง

             

            “ขอบคุณนะคะสำหรับขนมอร่อย ๆ คีตาด้วยนะ ไว้มาเล่นกันใหม่!” หยดน้ำไหว้อย่างน่ารัก

             

            นิทานไม่พูดอะไร เพียงยิ้มเล็กน้อยพร้อมเดินจากมา

             

            เมื่อเขาหายไปจากสายตาของเธอ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

             

            “หยดน้ำ ขอโทษนะคะที่ปล่อยไว้คนเดียว เหงามั้ย” องค์หญิงไพลินวิ่งหอบเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว

             

            “ไม่ค่ะ! เมื่อกี้มีพี่ชายใจดีมาอยู่ด้วย หนูไม่เหงาเลย” หยดน้ำยิ้ม

             

            “เอ๊ะ พี่ชายใจดีเหรอ ไม่ใช่คนน่าสงสัยใช่มั้ย?” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว เธอรู้ดีว่าโลกนี้มีคนวิปริตที่คิดเลวทรามกับเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อย่างหยดน้ำมากแค่ไหน

             

            “ไม่ใช่นะคะ พี่ชายใจดีมากเลย พี่ชายเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์เมือง นั่งคุยกับหยดน้ำ แถมให้ขนมหยดน้ำกินด้วย” หยดน้ำส่ายหน้า พลางยื่นถุงขนมให้องค์หญิงดู

             

            องค์หญิงไพลินรับถุงขนมมาดูเล็กน้อย เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรจึงหยิบมากินชิ้นหนึ่ง รสหวานนุ่มของขนมทำเอาเธอถึงกับระบายยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ

             

            “ดีจังเลยนะคะ ได้เจอพี่ชายใจดีด้วย หยดน้ำได้ขอบคุณพี่ชายรึยังคะ” องค์หญิงยิ้ม

             

            “ขอบคุณแล้วค่ะ! หยดน้ำขอบคุณน้องหมาสีดำตัวใหญ่ข้าง ๆ พี่ชายด้วย!” หยดน้ำยิ้มแป้น

             

            “เพื่อนใหม่ของหยดน้ำค่ะ น่ารักมาก ๆ เลย พาหยดน้ำขึ้นหลังด้วย!” หยดน้ำเล่าด้วยรอยยิ้ม เธอโบกไม้โบกมือไปมาอย่างตื่นเต้น

             

            องค์หญิงพลันชะงักไปเล็กน้อย

             

            เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์เมือง พี่ชายใจดี สุนัขตัวใหญ่สีดำ… องค์หญิงไพลินพลันนึกถึงหน้าของคนคนหนึ่ง

             

            “พี่สาวเป็นอะไรรึเปล่าคะ” เมื่อเห็นองค์หญิงที่นิ่งไป หยดน้ำจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้

             

            องค์หญิงสะบัดหน้าเล็กน้อย เผยรอยยิ้มนุ่มนวล

             

            “ไม่มีอะไรค่ะ เรามารอคุณพ่อกันต่อดีกว่าเนอะ”


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน