รินรดากลับมาจากมหาวิทยาลัยพร้อมข่าวดีเื่งาน แต่กลับพบว่าบ้านมืดสนิท กลิ่นอาหารบนโต๊ะเย็นชืด โทรศัพท์ของพ่อติดต่อไม่ได้ตลอดทั้งวัน ความกังวลแล่นจับขั้วหัวใจเมื่อพบว่าสิ่งของส่วนตัวของพ่อยู่ครบ แต่พ่อกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เข็มนาฬิกาบนผนังเดินผ่านตัวเลขสิบสองไปอย่างเงียบเชียบ...
แสงไฟจากหลอดนีออนริมถนนด้านนอกลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา กระทบกับความเงียบสงัดภายในบ้านที่เคยอบอวลด้วยรอยยิ้มและกลิ่นหอมของน้ำซุป รินรดายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถง หัวใจของเธอเริ่มเต้นตึกตักเป็จังหวะที่ระสับกระส่าย เสียงต้มซุปที่เคยปูดโพลงอยู่ในครัวบัดนี้เหลือเพียงความเย็นชืด บนโต๊ะอาหารมีเพียงชามซุปกิมจิที่ไร้ไอร้อนและโทรศัพท์มือถือของพ่อที่วางทิ้งไว้พร้อมข้อความสายไม่ได้รับนับสิบสาย
"พ่อคะ... พ่ออยู่ไหน"
เธอพยายามเปล่งเสียงเรียก ทว่าความเงียบกลับตอบรับเธอดั่งเงาดำที่ค่อยๆ กลืนกินบ้านทั้งหลัง พ่อไม่เคยหายไปโดยไม่บอก ไม่เคยทิ้งโทรศัพท์ไว้ และไม่เคยปล่อยให้ไฟในบ้านดับมืดเช่นนี้ ความกลัวเริ่มเกาะกินหัวใจทีละน้อย สายตาของรินรดาพยายามกวาดมองไปทั่วทุกมุมบ้าน เพื่อหาร่องรอยความผิดปกติ
จนกระทั่ง... สายตาของเธอไปหยุดลงที่ ปลายโถงทางเดิน
บานประตูไม้ลวดลายโบราณที่เคยปิดล็อกแ่ามาตลอด 22 ปี—บานประตูที่พ่อสั่งเสียไว้ด้วยน้ำเสียงจริงจังเสมอว่า ‘ห้ามก้าวขาเข้าไปเด็ดขาด’ ยามนี้มันกลับ แย้มเปิดออก ไว้เล็กน้อย ช่องว่างเพียงไม่กี่เิเนั้นเผยให้เห็นความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ด้านใน ราวกับปากของอสูรร้ายที่กำลังรอคอยให้เธอเดินทางเข้าไปหา
ฝ่ามือเรียวเย็นเยียบ รินรดาบดริมฝีปากแน่นก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้า ทุกจังหวะการย่ำลงบนพื้นไม้ส่งเสียงแว่วก้องในความเงียบ ความสงสัยที่สะสมมาั้แ่เด็กปะทุขึ้นสู้กับความกลัว เธอหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้ ดมได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่ลอยออกมาจากรอยแยกนั้น... มันไม่ใช่กลิ่นฝุ่นหรือความอับชื้น แต่เป็กลิ่น หอมอ่อนๆ ของสมุนไพรโบราณผสมกับกลิ่นกระดาษสาเก่าแก่ที่ไม่คุ้นเคย
มือสั่นเทาของเธอยื่นออกไป แตะลงบนบานประตูไม้ที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง แล้วค่อยๆ ผลักมันออกอย่างช้าๆ...
กริ๊ก...
เสียงกลไกบางอย่างภายในห้องดังขึ้นเบาๆ วินาทีที่ประตูเปิดกว้าง ภาพเบื้องหน้าทำให้นางเอกถึงกับหยุดหายใจ ห้องทำงานของพ่อไม่ได้มีคอมพิวเตอร์หรือเอกสารบัญชีอย่างที่เธอเคยจินตนาการไว้ แต่กลับเต็มไปด้วยแผนที่ดาวโบราณที่แขวนเรียงราย คัมภีร์อักษรฮันกึลโบราณนับร้อยเล่ม และที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางโต๊ะไม้แท่นใหญ่... คือ สมุดบันทึกปกหนังแท้สลักลายั ที่ประดับด้วยแท่งโลหะลวดลายแปลกตา
รินรดาก้าวเข้าไปหาบันทึกเล่มนั้นราวกับถูกเวทมนตร์ดึงดูด ปลายนิ้วััลงบนหน้ากระดาษสาเหลืองกรอบ ละอองหมึกพู่กันจีนสลักเป็ภาพวาดของชายวัยกลางคนในชุดขุนนางโชซ็อนเต็มยศ—ใบหน้าที่แม้จะอยู่ในลายเส้นพู่กัน แต่เธอก็จดจำได้ทันที... นั่นคือ พ่อของเธอเอง!
และเมื่อเปิดไปอีกหน้า หัวใจของเธอก็ตุกแล่นขึ้นมาถึงลำคอ เมื่อภาพวาดถัดมาคือชายหนุ่มหน้าตาคมคาย สายตาเรียวยาวทรงอำนาจใต้หมวกกาตโบราณ... ชายหนุ่มคนเดียวกับที่เข้ามาวิ่งวุ่นอยู่ในความฝันของเธอทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง!
"เป็ไปไม่ได้..." รินรดาพึมพำ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความสับสนและช็อกสุดขีด
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ปะติดปะต่อเื่ราว แสงจันทร์เต็มดวงนอกหน้าต่างก็ส่องทอดลงมากระทบแท่งโลหะบนปกสมุดบันทึกพอดี ตัวอักษรโบราณบนหน้ากระดาษเริ่มเปล่งแสงสีทองเรืองรอง และขยับหมุนเกลียวดั่งมีชีวิต!