ฟางเหลาหู่มองพัดที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความตั้งใจ
ไม่ว่าจะดูอย่างไรนี่เป็เพียงพัดธรรมดาเล่มหนึ่ง ไม่มีราคาค่างวดเท่าใด
น่าแปลกที่ยังสามารถคงสภาพดีอยู่ใต้ดินบนศพของเปี่ยนฝูซี่เอ๋
ภายหลังรับฟังรายงานจากชิโนะ มันก็พอคาดเดาเหตุการณ์ออก
การตายของเ้าค้างค้าวย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเสี้ยวอู่ิ
มันรู้ดีว่าเสี้ยวอู่ิคอยตามสืบเื่ของพรรคปราบั
เหมือนที่เสี้ยวอู่ิรู้ว่าพรรคปราบัมีตัวตนและกำลังเคลื่อนไหวเพื่อแผนการบางอย่าง
ในา ข่าวสารเป็สิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากำลัง
ฟางเหลาหู่ไม่เสียดายวิธีที่ใช้ ขอเพียงให้ได้ข่าวสารสำคัญ หรือเพื่อรักษาความลับของพรรค
เพื่อจัดการกับเหมยฮวาซึ่งแยกตนออกไป พรรคปราบัต้องสูญเสียอย่างหนัก
ชี่หยวนเฟิงาเ็สาหัส เ้าค้างคาวตกตาย นี่เป็สิ่งที่เหนือความคาดหมาย
เสี้ยวอู่ิผู้นี้มีพลังฝีมือลึกล้ำ
มันเป็ศิษย์สำนักใด
ชิโนะปรากฏตัวขึ้น
“ไกว่เช่อเฉียวตายแล้ว”
มันรายงานสั้น ๆ
ฟางเหลาหู่หันไปมองทิวเขาไกลตา
ยังมิทันเริ่มการค้ารายใหญ่ กลับขาดทุนข้าวหนึ่งกำมือ
“เตรียมตัวเดินทางไปลั่วหยาง”
ระยะทางจากฉางอานมาลั่วหยางไม่มีสิ่งผิดปกติ
ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน เสี้ยวอู่ิก็พาหวงซิ่นมาถึงสำนักจนได้
เหมยฮวาแยกตัวไปโรงเตี๊ยมก่อน นางไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมาตระกูลหวง
ระหว่างเดินทางหวงซิ่นเอาแต่ชวนเสี้ยวอู่ิดื่มสุราที่ซื้อตุนไว้ แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าสำนักสติของมันก็กลับคืนมา
นี่คือบ้านหลังเดียวของมัน
แม้หัวใจว้าเหว่อ้างว้าง แต่ยังมีบ้านอยู่
บ้านที่ต้องปกปักรักษา
ส่วนเสี้ยวอู่ิคาดเดาถึงการต้อนรับอันหวือหวาของเจียเจีย
เกรงว่านางจะโผเข้าหามันต่อหน้าบิดามารดา
นั่นจะทำฉันใด
แต่เมื่อพบกันนางเพียงยิ้มทักทายเหมือนคนรู้จักทั่วไป
สร้างความประหลาดใจให้พอสมควร
หรือนางเติบใหญ่
หรือนางเปลี่ยนไป
“ขอบคุณที่พาหวงซิ่นกลับมา” ประมุขหวงตบไหล่เสี้ยวอู่ิเบา ๆ
เสี้ยวอู่ิประสานมือคารวะ ก้มตัวต่ำลงกว่าปกติ
“เป็ความผิดของข้าพเ้า ตระกูลหวงจึงต้องสูญเสียศิษย์หลายคน”
เจียเจียยืนนิ่งน้ำตาคลอ
แท้จริงแล้วนางเป็คนขอให้บิดาส่งศิษย์เ่าั้ไปตามหาเสี้ยวอู่ิ
เสี้ยวอู่ิกลับถือว่าเป็ความผิดของมัน
ประมุขหวงใบหน้าหมองเศร้า
“นี่เป็ฝีมือของพวกคนชั่วร้าย อย่างไรมันต้องชดใช้ มาเชิญทานอาหารกันก่อน ท่านเสี้ยวเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว”
หลังอาหารกลางวัน เสี้ยวอู่ิขอตัวกลับโรงเตี๊ยม
ระหว่างทางมันเดินโบกพัดชมเมืองลั่วหยางที่ห่างเหินไปนาน
ไม่ทราบว่าร้านขายของเบ็ดเตล็ดกิจการเป็อย่างไร
พลันรู้สึกได้ถึงคนตามมาข้างหลัง
“คุณหนูเจียใยไม่พักผ่อน”
“ข้าพเ้าไม่ได้ทำอะไรเหน็ดเหนื่อยให้ต้องพัก”
นางเดินขยับขึ้นมาเดินเคียงคู่มัน ใช้หัวไหล่เบียดกันอย่างท้าทาย
คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองความสวยสดใสอาจหาญของบ๊วยหวานนางนี้
ส่วนเสี้ยวอู่ิเป็เหมือนตัวประกอบในละครเท่านั้น
“ท่านจะไปที่ใด”
“ย่อมกลับโรงเตี๊ยม”
ตอนนี้มันรู้ตัวว่าไม่สามารถไปดูของเบ็ดเตล็ดแล้ว
“ข้าฯไปด้วย”
"ไปเพื่อ”
“ข้าพเ้าจะไปจับจองห้องให้ท่านเพิ่มอีกหนึ่งห้อง ห้ามมิให้หลับนอนห้องเดียวกับนางมารนั้น”
เสี้ยวอู่ิลอบถอนใจ
นึกว่านางเติบใหญ่ขึ้นแล้ว
หากมีเยื่อใยเพียงแยกหอห้องจะมีความหมายใด
หากไร้เยื่อใยการอยู่ร่วมห้องจะนำมาซึ่งสิ่งใด
แต่สำหรับเจียเจีย ขอเพียงเสี้ยวอูิยินยอมรับการจัดการเื่ห้องนอนจากมัน นางก็ยินดีมากแล้ว
เว่ยกงกงจิบชาแดง
ผู้ที่นั่งด้วยคือเ้ากรมตุลาการเป่าไฉ
“ผลการชันสูตรเป็อย่างไร” กงกงเอ่ยถามเสียงจริงจัง
เป่าไฉขยับเอกสารในมือไปมา
“ผู้ตายคือไกว่เช่อเฉียว รองเ้าสำนักพรรคปราบัมิมีผิด สาเหตุการตายคือ ถูกฝ่ามือของบัณฑิตปางเหยี่ยนเสี้ยวอู่ิ”
“นี่แสดงว่าพวกมันเริ่มลงมือก่อการ”
เป่าไฉตัดสินใจประคองเอกสารส่งให้
“นี่เป็รายงานเกี่ยวกับพรรคปราบัที่กรมตุลาการจัดทำขึ้น ขอท่านกงกงโปรดถวายต่อพระจักรพรรดินี คาดว่ามีคนของมันแฝงกายอยู่ในลั่วหยาง ฉางอานหรือแม้แต่ในพระราชวัง การค้นหาสามารถเริ่มต้นในสามจุดนี้”
เว่ยกงกงใช้ความคิด
นี่ย่อมเป็การเล็งผลเลิศของเ้ากรมอ้วนผู้นี้ ด้วยพื้นที่ที่ว่าเป็จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด การปล่อยให้กลุ่มฏแฝงกายอยู่จะเป็อันตรายต่อราชสำนักอย่างยิ่ง หากจับกุมฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จย่อมเป็ผลงานอันโดดเด่นของมัน แต่หากสถานที่ปฏิบัติงานเป็พื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เ้ากรมผู้นี้คงไม่ยอมไป ต้องเป็หน้าที่ของฝ่ายทหารแล้ว
เพียงแต่พวกนั้นถนัดใช้กำลัง มิค่อยทันแผนการอันแยบยลของพรรคปราบัอันชั่วร้าย
“เราจะกราบทูลให้ ขอกรมสิงปู้เตรียมตัวไว้”
ฟาร่าขี่ม้ามาตามทางเข้าเมืองลั่วหยาง
ท่าทางบนหลังม้าของนางทะมัดทะแมงคล่องแคล่วนัก
เมื่อใกล้จะพ้นชายป่า
เบื้องหน้ามีชายร่างั์คล้ายกระทิงสามตัวเดินอยู่
บนบ่าของมันนั่งไว้ด้วยสตรีนางหนึ่ง
นางขับม้าเข้าไปหา
เมื่ออยู่ใกล้ต้าคลุ้มคลั่ง แม้แต่ม้ายังดูตัวเท่าสุนัขใหญ่
ไป่เซ่อเชินที่นั่งบนบ่ามัน หันไปมองฟาร่าอย่างเหยียดหยันตัดพ้อ
“ฟางเหลาหู่ไม่มั่นใจในพวกเราหรือ”
ฟาร่าไม่สนใจนาง
สายตามองที่ต้าคลุ้มคลั่ง
ในรองเ้าสำนักทั้งหมด มีแต่มันที่นางแยกไม่ออก ว่านี่คืออัจฉริยะหรือคนบ้า
ส่วนที่เหลือล้วนแต่ตัวเลวร้าย
หากไม่มีแม่เฒ่ากับฟางเหลาหู่ พวกมันอาจสร้างความวุ่นวายได้ทุกเมื่อ
“ข้าฯมาตามคำสั่ง”
ไป่เซ่อเชินสะบัดหน้าไปอีกทาง แต่นิ้วมือกลับลอบดีดดัชนีใส่ฟาร่าเบา ๆ
ไม่ะเืกล้ามเนื้อแน่นขนัดนั่นแม้แต่น้อย
ต้าคลุ่มคลั่งพลันเดินเลี้ยวเข้าไปในป่า
“เ้าตัวั์จะไปไหน ถนนอยู่ทางนี้”
ไป่เซ่อเชินโวยวาย ขยับกายจะะโหนี
ต้ากลุ่มคลั่งทำไม่ได้ยิน มือใหญ่จับนางรั้งให้นั่งอยู่บนไหล่มัน คนเดินตรงเข้าป่า
ฟาร่าต้องส่ายตัวหัวกับความประหลาดของชายหญิงคู่นี้ แล้วรีบควบม้าไปตามทาง
ยามเย็นของลั่วหยาง
อากาศตงเทียนหนาวเหน็บ หัวใจของเสี้ยวอู่ิที่เคยอบอุ่นตอนที่อยู่ในวังหลวงเริ่มเปลี่ยนเป็เหน็บหนาว
ระหว่างเดินทางจากฉางอาน เหมยฮวากลับมาพูดคุยกับมันน้อยลงเรื่อย ๆ
พอมันกลับถึงโรงเตี้ยมนางก็เข้าห้องไปแล้ว
เสี้ยวอู่ินอนอยู่บนเตียงในห้องที่เจียเจียจับจองให้ ไกลจากห้องเหมยฮวาที่สุด พยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่เกิดขึ้นในโรงเตี๊ยม แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใด
เหมยฮวานั่งเชยคางกับมือ ทอดตาออกไปนอกหน้าต่าง
ความอบอุ่นวาบหวามในวังหลวงฉางอานจืดจางลงอย่างรวดเร็ว
นางมิแปลกใจเท่าใด
ผู้ใดใช้ให้มันหน้าตาธรรมดาเกินไป
สำหรับสตรีที่คุ้นชินกับพญาอินทรี เป็ดพะโล้ย่อมไม่สามารถเร้าใจได้นาน
ละอองหิมะโปรยปราย
ทันใดนางเห็นร่างหนึ่ง ยืนสวมชุดสีขาวอยู่กลางหิมะ
มันยืนอยู่นิ่งๆ มีผ้าปิดใบหน้า เปิดเพียง่ดวงตา
เหมยฮวากระพริบตา
มันหายไป
ชิโนะมาถึงที่นี่
หรือคนผู้นั้นก็มาแล้ว
สายตาของนางเปลี่ยนเป็ประกายเจิดจ้า แล้วหม่นหมองสลับกันไปมา
ฟางเหลาหู่นั่งรถม้าคันใหญ่เข้าเมืองลั่วหยางใน่เย็น
รถตกแต่งหรูหรา ความจริงสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้นับสิบ แต่มันกลับนั่งเพียงผู้เดียว
ฟาร่าควบม้าอยู่ด้านข้าง
ทหารเฝ้าประตูเมืองเห็นผิดปกติ จะขอตรวจค้น แต่ฟาร่ายื่นหนังสือฉบับหนึ่งให้ คนและรถก็ผ่านมาอย่างง่ายดาย
รถม้าแล่นผ่านตลาด
ชิโนะพลันนั่งอยู่ข้างสารถี
ฟาร่าเอ่ยถามเสียงแ่เบา
“นายท่านจะไปหานางหรือไม่”
ฟางเหลาหู่มองลอดม่านเห็นผู้คนผ่านไปมาบนท้องถนน
“เมื่อรู้ว่าเรามา นางย่อมเสาะหามาเอง”
ประมุขหวงดื่มชาอู่หลงยามเย็น ชมสวนดอกไม้อันกว้างขวาง
พักนี้การฝึกฝีมือของตระกูลหวงเพิ่มความเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่า ศิษย์ในสำนักหลายคนถึงกับโอดครวญ แต่เมื่อเห็นท่านประมุขซึ่งอายุเจ็ดสิบปี คอยเดินตรวจการฝึกั้แ่เช้าจนค่ำ พวกมันจึงฮึกเหิมกัดฟันสู้
ส่วนศิษย์าุโทั้งสี่แทบมิได้พักผ่อน เสวียจง เยวี่ยจง และหวงหลงมิได้ไปนอนที่บ้านกับครอบครัวหลายวันแล้ว
สำหรับหวงซิ่นนี่นับเป็่เวลาที่มันอาศัยการทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เพื่อช่วยให้ลืมดวงตาคมราวมีดโกนนั้น
มันได้เห็นหน้านางตอนไม่มีผ้าปิดบังเพียงแวบเดียว ตอนที่นางก้มลงมามองมัน ก่อนเตะเท้ากลับหลังใส่
ดวงตาคมกริบ จมูกโด่ง แต่นางมีริมฝีปากบางเล็กน่ารักกระไรปานนั้น
มันไม่อาจลืมใบหน้าและเท้านั้นได้เลย
เหงื่อที่ไหลมาทั้งวันกลับไม่ช่วยเท่าใด
มันต้องออกไปหาสุรา
รถม้าของฟางเหลาหู่จอดที่โรงเตี๊ยมหรูหราที่สุดของลั่วหยาง
มันเข้าพักห้องชั้นเยี่ยมที่สุด
ฟางเหลาหู่จองห้องอาหารส่วนตัวห้องหนึ่ง กว้างขวางพอรองรับแขกได้ยี่สิบคน
สุราอาหารอย่างดีถูกจัดเตรียมไว้พร้อมพรัก
ยามเหม่า (ประมาณหนึ่งทุ่ม)
ชิโนะปรากฏกาย
ฟางเหลาหู่ลุกขึ้นไปโดยไม่พูดจา
ในห้องอาหารย่อมมีคนอยู่
มีแต่คนอื่นต้องรอมัน มันมิค่อยรอใคร
ไป่เซ่อเชินกับต้าคลุ้มคลั่งนั่งอยู่ใกล้หัวโต๊ะ
ส่วนที่เหลือกลับเป็เ้าหน้าที่ข้าราชการตำแหน่งระดับสูงในลั่วหยางกับคหบดีใหญ่หลายคนของเมืองนี้
หรือพวกมันไม่เกรงกลัวถูกพบเห็น
ภายในห้องมีหญิงงามเมืองและนางรำสิบกว่าคนคอยปรนนิบัติพวกมันมิขาดตกบกพร่อง
เมื่อฟางเหลาหู่เข้ามานั่งที่หัวโต๊ะ หญิงเ่าั้ต้องออกไปข้างนอกก่อน
ชิโนะสวมชุดดำสะพายดาบรูปร่างแปลกตา สั้นและเล็กกว่าดาบทั่วไปเล็กน้อย ยืนอยู่ด้านซ้ายของฟางเหลาหู่
อีกด้านย่อมเป็ฟาร่า
“วังหลวงเป็อย่างไรบ้าง” ฟางเหลาหู่ถามเข้าประเด็นสำคัญ
มันมิชอบพูดพร่ำมากความ
ไม่แม้แต่ทักทายโอภาปราศรัย
เ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบคารวะแล้วตอบ
“สายข่าวแจ้งว่า กรมตุลาการพยายามจะขอปราบปรามในเขตวังหลวง ฉางอานและลั่วหยาง แต่ยังไม่มีคำสั่งจากพระจักรพรรดินี”
“ศพของท่านไกว่เช่อเฉียวถูกนำไปชันสูตรและจัดเวรยามเฝ้าอย่างแ่า ยากที่เราจะชิงกลับมา” อีกคนรีบรายงาน
ฟางเหลาหู่พยักหน้า หันไปทางคหบดีร่างอ้วนหนาราวน้องชายคนเล็กของต้าคลุ้มคลั่ง
มันรีบคารวะ
“กิจการในเครือเป็ไปด้วยดี ตอนนี้เราเพิ่มคนเข้าไปในตลาดและชุมชนได้นับพัน ส่วนใหญ่มิได้มีการลงทะเบียนไว้ จึงไม่มีหลักฐานการเข้าเมือง”
“ผู้น้อยให้คนคอยอารักขาร้านขายของเบ็ดเตล็ดของกุ้ยชุนตลอดเวลา ทราบว่าเสี้ยวอู่ิชอบไปซื้อพัดจากนาง”
แววตาของฟางเหลาหู่มีประกายเล็กน้อย ก่อนสลายไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากรับฟังรายงานเพิ่มเติมอีกพักใหญ่ ฟางเหลาหู่ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
"พี่ไป่ พี่ต้า และฟาร่า ร่วมกันจัดการกับเสี้ยวอู่ิได้หรือไม่"
ทุกคนหน้าแปรเปลี่ยน
ต้องใช้บุคคลระดับรองเ้าสำนักถึงสองคนและคนสนิทของมันอีกหนึ่งคน เพื่อจัดการคนคนเดียวกระนั้นหรือ
“มันเป็ผู้ใด” เ้าหน้าที่คนหนึ่งถามเบา ๆ
“มันเป็บัณฑิตปางเหยี่ยน ตำแหน่งไม่ปรากฏชัด สังกัดเว่ยกงกง”
ฟางเหลาหู่กลับรู้ข้อมูลของเสี้ยวอู่ิ
ไป่เซ่อเชินหันไปมองมันด้วยสายตาขุ่นเคือง
แต่นางเคยประมือกับเสี้ยวอู่ิมาแล้ว ทราบว่าบุคคลผู้นี้ไม่อาจดูแคลน
ฟางเหลาหู่้าสังหารมันให้ได้
นี่มิใช่การประลองยุทธ หรือความแค้นส่วนตัว แต่เป็กิจการของพรรคเพื่อเป้าหมายอันสูงส่ง
“หากฟาง้า ต้าจะฆ่ามัน”
ฟาร่าต้องหันไปมอง
กระทิงั์นี่คือคนบ้าหรืออัจฉริยะกันแน่
ฟางเหลาหู่ยิ้มออกมาได้ในที่สุด
“ถ้าเช่นนั้นขอพี่ต้ารอคำสั่งจากผู้น้อง”
สาวงามถูกเรียกเข้ามาอีกครั้ง
ฟางเหลาหู่กลับขึ้นไปห้องพัก ทิ้งให้ทุกคนสามารถพูดจาดื่มกินอย่างเต็มที่
ฟาร่าค่อยผ่อนคลาย ยกไหสุรากรอกปากราวกับน้ำเปล่า
ต่อหน้าฟางเหลาหู่ แม้แต่นางก็มิอาจหายใจโดยแรง
ต้าคลุ้มคลั่งพอเมามายกลับถอดเสื้อผ้าล่อนจ้อน สาวงามในห้องถึงกับหัวเราะใช้มือปิดตา แต่ละนิ้วห่างกันราวไข่ไก่ ด้วยมิเคยเห็นความอลังการขนาดนี้
ไป่เซ่อเชินทนมองไม่ได้รีบออกจากห้องไป
ไม่มีผู้ใดทราบว่าชิโนะจากไปตอนไหน
ค่ำแล้ว
คืนนี้แสงจันทร์สลัวราง หิมะโปรยปรายหนาแน่น
สายลมแรงพัดหวีดหวิว เร่งเร้าสายหิมะให้รุนแรงจนยากจะมองเห็นหนทาง
เสี้ยวอู่ินอนกอดความเหงาอยู่จนยามซื่อ (ราวสี่ทุ่ม) ในที่สุดมันตัดสินใจใช้วิชาตัว หนักเดินเสียงดังไปยังห้องของนาง
ไม่มีแสงโคมลอดออกมา
มันเดินไปมาอยู่หน้าห้องสักสิบรอบ
แผลที่ไหล่เจ็บแปลบขึ้น
ภายในห้องยังคงเงียบ
สุดท้ายมันตัดสินใจเคาะ
ไม่มีเสียงตอบรับ
มันกลั้นใจผลักประตูเปิดเข้าไป
ในห้องไม่มีผู้คน
ฟางเหลาหู่นั่งจิบสุราเผาดาบอยู่ในห้องอันหรูหราเพียงผู้เดียว
ภายนอกหิมะหนักหน่วงขึ้นทุกที
แสงจันทร์แทบมองไม่เห็นแล้ว
เงาร่างสายหนึ่งลอยฝ่าหิมะเข้ามาทางหน้าต่าง
นุ่มนวลงดงาม
เป็เหมยฮวา