อันที่จริงต้าหมินอยากพูดชื่อจริง ๆ ของตนมากกว่า แต่อาจารย์เคยบอกไว้ “ผู้คนในดินแดนนี้หวาดระแวงคนต่างชาติที่สุด” เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอาจารย์จึงตั้งชื่อญี่ปุ่นให้ ส่วนชื่อเดิมถือเสียว่าเป็ชื่อรอง ตั้งให้แค่ชื่อ ไม่มีนามสกุล
สาเหตุที่ไม่มีนามสกุลเขาคิดเองว่า องเมียวจิก็เหมือนนักพรตหรือผู้ออกบวชย่อมต้องตัดขาดจากตระกูล ไม่จำต้องเอ่ยถึง
“เอออออ ข ข ข้า ข้าชื่ออุเอะโนะ นี่คือบ้านของข้าเอง” อุเอะโนะยังใไม่หาย
“อืม ในเมื่อมีศพของ เออ ตัวอะไรไม่รู้อยู่หน้าบ้าน จะมานั่งคุยสบาย ๆ ก็ใช่เื่ งั้นข้าเข้าเื่เลยแล้วกัน”
ต้าหมินเริ่มเล่าเื่ของตนนับั้แ่ข้ามกำแพงเมืองมา โดยมีอุเอะโนะกับมิซึกิส่งเสียงอุทานเป็ระยะ
“…ข้าเจอบุตรสาวท่านที่นั่น เธอขอเลื่อนเวลาตาย พอเข้ามาในบ้านพบสิ่งผิดปกติจึงใช้เทพวิชาปลุกสิ่งของสามสิ่งขึ้นมาสอบถาม สิ่งของเหล่านี้้าแทนคุณจึงทำลายคำสาปแช่งที่อยู่ในบ้าน และในตัวของน้องจันทร์เ้าจนหมด ขณะข้ากำลังสนทนาเรื่อยเปื่อย จวนจะเข้าประเด็น ท่านก็กลับมาพอดีแถมพาตัวอะไรไม่รู้มาอีก เกิดการต่อสู้ สุดท้ายจบอย่างที่เห็น”
ต้าหมินเล่าเสียคอแหบคอแห้ง จะขอให้คุณแม่ท้องโตก่อไฟต้มน้ำชงชาก็กระไรอยู่ เสียดายไม่มีกาต้มน้ำไฟฟ้าจะได้เสียบปลั๊กปุ๊บได้น้ำร้อนปั๊บ
“ที่แท้ท่านคือองเมียวจิและผู้มีพระคุณ”
อุเอะโนะรีบคำนับหน้าผากจรดพื้น ฝ่ายมิซึกิภรรยาก็เช่นกัน เธอยังบอกบุตรสาวให้ทำตามด้วย
“ไม่ต้องมากพิธี” ต้าหมินรีบบอกให้ทุกคนลุกขึ้น จากนั้นค่อยเข้าสู่เื่สำคัญ
“สิ่งของสามสิ่งนี้มีชีวิตขึ้นได้ เพราะการดูแลและใช้งานด้วยความทะนุถนอมของพวกท่าน หลังจากแทนคุณแล้ว สิ่งของเหล่านี้ได้กลับสู่สภาวะเดิมอีกครั้ง อย่างไรก็ตามข้าอยากให้พวกท่านรักษาไว้ให้ดี เผื่อยามใดเกิดอันตรายขึ้นอีก บางทีสิ่งของเหล่านี้อาจจะสำแดงอิทธิฤทธิ์อีกครั้ง”
ต้าหมินก้มลงหยิบสิ่งของทั้งสาม แล้วยื่นส่งให้อุเอะโนะเก็บรักษา พร้อมกำชับต่อว่า
“อาการป่วยของลูกท่านเกิดจากคำสาปแช่ง ข้าแนะนำให้ย้ายออกจากห้องแถวนี้โดยเร็ว ผู้ที่สาปแช่งก็คือเหล่าเพื่อนบ้าน ห้องนี้เคยอบอวลด้วยความคับข้องใจ ความรู้สึกผิด ความอิจฉาริษยาและความแค้น ไม่ว่าจะมีเหตุบาดหมางอะไรกันมา คงไม่อาจจบลงง่าย ๆ ด้วยการขอโทษ”
อุอะโนะรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง มิซึกิก็เช่นกัน พวกเขาสองสามีภรรยาดีกับเพื่อนบ้านเสมอ หากใครขาดข้าวสารกรอกหม้อก็แบ่งให้ไม่เคยเอ่ยทวง ไม่ว่าของอะไรล้วนหยิบยืมได้ ยกเว้นเื่เงินที่ให้ไม่ได้ เพราะบางคนติดพนัน บางคนติดสุรา หากให้เงินก็เหมือนทำร้ายพวกเขา ไม่คิดว่าจะอาฆาตพยาบาทกันด้วยเื่แค่นี้
ทั้งผัวเมียจมจ่อมไปกับคำพูดของต้าหมิน กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจึงปลุกทั้งคู่จากภวังค์
“โคทาโร่ ข้าบอกให้เ้ารออยู่นอกเมืองไง ทำไมเข้ามาในเมืองเสียเล่า หา! หาาาา!” เสียงพร่ำบ่นของโนะฮิเมะดังมาแต่ไกล
ข่ายเทพพิชิตฟ้า
“สหายของข้ามาแล้ว น้องจันทร์เ้าพี่ชายไปก่อนนะ” ต้าหมินหันมาโบกมือให้เด็กหญิง ก่อนวิ่งออกไปนอกห้อง ยามนี้เพื่อนบ้านตื่นกันหมดแล้ว แต่พอเห็นซากปีศาจต่างหดหัวหลบเข้าบ้านกันหมด
ต้าหมินสั่งการดาบสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวพาตัวลอยขึ้น ทว่าไม่เป็ผล จึงเปลี่ยนใจใช้เสียงแทน
“ข้าอยู่นี่ อยู่ตรงนี้ ยูฮู้...”
จากกันไม่กี่ชั่วโมงกลับรู้สึกนานเป็ปี เมืองหลวงไม่ได้สงบสุขอย่างชื่อ มีปีศาจบุกมาถึงที่ ขอกลับไปอยู่ข้างกายอาจารย์กับสหายตัวกวนดีกว่า
“พรึ่บ ๆ”
เสียงกระพือปีกดังใกล้เข้ามา
“เ้าจะะโให้เสียงดังทำไม กลัวใครไม่รู้เหรอว่าอยู่ตรงนี้...” สหายตัวกวนบ่นกระปอดกระแปดพลางะโลงพื้นมายืนตรงหน้า ขณะที่อีกคนร่อนลงพื้นอย่างช้า ๆ แสดงความต่างชั้นของฝีมือ ด้วยนกกระเรียนตัวใหญ่เกินไปมันจึงบินขึ้นไปรอบนท้องฟ้า
ทีแรกต้าหมินคิดว่าอีกคนคืออาจารย์ เพราะมาพร้อมกับโนะฮิเมะ แต่เมื่อคนนั้นเดินเข้ามาหา กลับเป็เด็กหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบ ยิ้มในหน้า สะพายคันธนูหยาบ แต่งกายชุดรัดกุมคล้ายชุดนักรบในเทศกาลล่าสัตว์ แขนเสื้อและขากางเกงแคบ เสื้อผ้าเนื้อหนา
ทำไมยิ่งมองยิ่งคุ้นตา
“อะไร ไม่เจอกันพักเดียวจำอาจารย์ไม่ได้แล้วเหรอ คนตาถั่ว” โนะฮิเมะยังคงบ่นเหมือนเดิม
พอได้ยินคำใบ้ค่อยขบคิดเข้าใจ ร่างชราคงเป็ร่างมายาชายหนุ่มจึงเป็ร่างจริง
แหม! วิชาองเมียวช่างสุดยอด
“ศิษย์คารวะอาจารย์ขอรับ” ต้าหมินรีบเดินเข้าไปแล้วประสานมือคำนับแบบชาวยุทธ์
เสียงหัวเราะดังขึ้น เสียงหนึ่งหัวเราะชอบใจ อีกเสียงหนึ่งหัวเราะสมน้ำหน้า ถึงตาไม่เห็นก็รู้ว่าเสียงใดเป็ผู้ใด เขาคร้านที่จะไปต่อปากต่อคำ อยู่ ๆ เสียงแหบห้าวของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้น
“คุกเข่า”
เขาคุกเข่าโดยไม่อาจขัดขืน เสียงอ่อนเยาว์คล้ายมีพลังบางอย่าง
“เ้าผ่านการทดสอบ บัดนี้เ้าคือศิษย์ของข้า คาโมะ โนะ ทาดายูกิ อย่างเต็มตัว”
ใครจะคิดการทดสอบยังไม่จบ และต้าหมินผ่านมาได้โดยไม่รู้ว่ามีการสอบด้วยซ้ำ
เอ๊ะ! หรือน้องจันทร์เ้าร่วมมือกับอาจารย์มาหลอกข้า ดูแล้วน่าจะไม่ใช่ คงเป็เหตุบังเอิญแล้วอาจารย์ใช้มาลองใจว่าข้าจะเลือกหนีไปเที่ยวเล่นหรือช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก คนโบราณระวังตัวอะไรกันนักหนา ทดสอบตั้งสามครั้งสามคราเห็นข้าเป็คนหูยาน*หรือยังไง
“อาจารย์จะสอนเวทวิชาสุดท้ายให้เ้า หากทำได้ก็ถือว่าเ้าขึ้นจุดสูงสุดของขั้นทารก ส่วนจะผ่านสู่ขั้นต่อไปได้หรือไม่ก็ขึ้นกับบุญวาสนา”
เมื่อได้ยินประโยคนี้อารมณ์น้อยใจของต้าหมินปลาสนาการสิ้น คนเปลี่ยนเป็คาดหวังรอคอย นับั้แ่เขาทะลุมิติมาโลกอดีต เพื่อไม่ให้ดำดิ่งสิ้นหวัง เขาได้แต่พยายามคิดว่าโลกใบนี้เป็เพียงโลกในความฝัน โลกในนิยาย พอตื่นก็จะพบว่าตนนอนอยู่บนเตียงหนานุ่ม ดังนั้นมีอะไรเข้ามาก็ต้องเร่งศึกษา ทำตัวให้เหมือนแก้วเปล่าพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้ฝึกยอดวิชาอย่างคัมภีร์มารนพเก้า**ใครจะอดใจไหว
“ใช้สิ่งที่เรียนรู้มาเป็พื้นฐาน ‘ััิญญา’ และ ‘ปลุกิญญา’ เ้าล้วนผ่านมาได้แล้ว คราวนี้แค่ขยายขอบเขตออกไปเท่านั้น”
ทาดายูกิกล่าวด้วยน้ำเสียงชืดชา แต่ทว่าแววตากลับแฝงไว้ด้วยความคาดหวัง
“ท่านอุเอะโนะ”
อุเอะโนะซึ่งแอบมองผ่านร่องประตู รีบก้าวออกมา คุกเข่ารอคำสั่ง
“เพิ่งผ่านเทศกาลทันโกะมา บ้านท่านใช่ประดับหญ้าโชบุ***หรือไม่ ถ้ามีข้าใคร่ขอสักหน่อย”
“เชิญตามสบายเลยขอรับนายท่าน”
“งั้น เราผู้เฒ่าไม่เกรงใจนะ”
ชายหนุ่มยกมือขึ้น หญ้าโชบุ*กำหนึ่งซึ่งวางอยู่หน้าประตูบ้านก็ลอยขึ้นตาม พอชายหนุ่มบิดข้อมือหญ้าโชบุกำนั้นค่อยม้วนพันกันเป็ศรยาวแล้วลอยไปอยู่ตรงหน้าต้าหมิน
โคทาโร่ลองใช้ััิญญา ใช้หญ้านี้เป็ฐานมองหาสิ่งเดียวกัน”
ต้าหมินรีบหลับตา หญ้าพลันลอยเข้ามาในมือ มือััใจวาดภาพ ขยายขอบเขตการรับรู้ วางใจอยู่นอกกายััวัตถุรอบข้าง ผู้คน สิ่งก่อสร้าง เพียงครู่เขาก็ััสิ่งเดียวกันได้จากห้องแถวนี้ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายออกไปเป็บ้านใกล้เรือนเคียง จากนั้นแผ่ไปถึงประตูราโชมอน
“เมื่อเ้าััได้แล้ว ค่อย ๆ ขยายความรู้สึกออกไป ไม่ต้องกลัว ปล่อยไปตามธรรมชาติ ได้เท่าไหนก็เท่านั้นไม่ต้องฝืน”
เสียงอาจารย์ดั่งเห่กล่อม ใจผ่อนคลายเลิกคาดหวัง ััได้เท่าใดก็เท่านั้น เมื่อไม่หวังก็ไม่กังวล ความรู้สึกขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ในใจรู้สึกหลอนว่าตนััได้กว่าครึ่งเมืองแล้ว
“จากนั้นให้สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ััรับรู้กับต้นหญ้าในมือเ้า จนรู้สึกว่ามันคือสิ่งเดียวกันไม่มีเขาไม่มีเรา มีเพียงหญ้าในมือ เข้าใจหรือไม่?”
“ครับ ตอนนี้ข้าทำได้แล้วครับ”
“ดี จากนั้นใช้ ‘ปลุกิญญา’ ใส่เจตจำนงของตนลงไปในหญ้าในมือ บอกให้มันให้สังหารปีศาจทุกตนในเมืองนี้ ยังจำปีศาจที่ตายอยู่หน้าเรือนของท่านอุเอะโนะได้หรือไม่ บอกกับต้นหญ้าเพิ่มอีกว่าจงสังหารปีศาจที่ชั่วร้ายแบบนี้”
“ครับ”
ในสมองของต้าหมินวาดภาพปีศาจชั่วซึ่งมาสังหารครอบครัวน้องจันทร์เ้า พร้อมสั่งให้ต้นหญ้าสังหารปีศาจชั่วเหล่านี้
“ดี หลับตาเอาไว้ ทำใจให้สบาย ยึดคำสั่งให้มั่น เวลานี้ข้ากำลังยื่นมือไปจับต้นหญ้าในมือเ้า จำความรู้สึกของหญ้าในมือเอาไว้”
ทันใดนั้นมือขวาของทาดายูกิพลันเปล่งแสงเรืองรอง แสงเจิดจ้ามาจากยันต์สีขาวจารึกอักขระสีแดง มือซ้ายกำคันธนู เขาค่อย ๆ เอื้อมมือขวาหยิบลูกศรยาวจากมือของต้าหมิน บัดนี้แสงเจิดจ้าจากยันต์หลอมกลืนเข้ากับลูกศร พอแสงเข้ากับลูกศรอย่างสมบูรณ์ เขาค่อยดึงลูกศรพาดกับสาย
ยามน้าวสายยันต์สีขาวเกิดลุกไหม้เปลวไฟอาบไล้ลูกศร เปลวไฟสีขาวเจิดจ้าลุกโพลง จังหวะนั้นเองทาดายูกิยิงลูกศรขึ้นฟ้าทันที
การอธิบายนั้นยืดยาวจริงแล้วเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นรวดเร็วนัก
พลันลูกศรขึ้นสู่กลางฟ้า มันแขวนตัวอยู่ครู่หนึ่ง แสงเพลิงเจิดจ้าดั่งอาทิตย์กลางหาว
ตูม!
ศรเพลิงะเิราวกับดอกไม้ไฟ เสียงกัมปนาทกึกก้องไปทั้งเมือง เปลวเพลิงกระจายตัวออกไปครึ่งเมือง
เสียงะเิคือเสียงปลุก ความคิดคือคำสั่ง
โองการ์บัญชา หญ้าโชบุในนครเฮอันพลันมีชีวิต!!!
หญ้าโชบุบ้างเหี่ยวเฉา บ้างเขียวสด ทั้งหมดทั้งมวลต่างเปล่งประกายเจิดจ้า
หญ้าโชบุที่ประดับอยู่หน้าบ้าน
หญ้าโชบุที่อยู่ในอ่างน้ำ
หญ้าโชบุที่กองอยู่มุมห้อง
หญ้าโชบุที่ตกแต่งศาลเ้า
แสงสีเขียวเรืองรองดั่งมรกตแผ่ออกมาจากโคนจรดปลาย ใบหญ้าลอยออกมาจากเรือนทุกหลังตรงเข้าฟาดฟันปีศาจทุกตนที่อยู่ใกล้!
เสียงคำราม เสียงโหยหวน เสียงคร่ำครวญ เสียงกรีดร้อง ะเืฟ้าดิน…
*คนหูยาน ในที่นี้หมายถึงเล่าปี่ คราวเชิญขงเบ้งมาเป็กุนซือ เล่าปี่ต้องเดินทางไปเยือนกระท่อมของขงเบ้งถึงสามครั้งสามครา
**คัมภีร์มารนพเก้า สุดยอดคัมภีร์ยุทธในเื่ัหยกของกิมย้ง
***หญ้าโชบุ (菖蒲) นิยมใช้ประดับตกแต่งบ้านในเทศกาลทันโกะ ต้นหญ้าออกดอกสีม่วง แซมขาวบ้างเหลือง ใบมีลักษณะเรียวยาวและแหลมคม ลักษณะคล้ายดาบ (คล้ายหญ้าคาของบ้านเรา) เชื่อกันว่าหากบ้านใดประดับหญ้านี้ไว้หน้าบ้าน ั์และภูตผีปีศาจจะกลัวไม่กล้าย่างกายเข้ามา บางครอบครัวนำมาแขวนไว้ชายคาบ้านหรือใส่ในอ่างอาบน้ำ
ความเชื่อนี้ไม่จำกัดอยู่เพียงชาวบ้าน ในพระราชวังหรือบ้านเรือนขุนนางก็นิยมนำมาประดับตกแต่ง
หญ้าชนิดนี้ยังสามารถนำมาดองทำเป็เหล้าสาเกได้ด้วย เรียกว่า ‘เหล้าไอริส’ เชื่อกันว่าช่วยขับไล่สิ่งไม่ดี โรคภัย และขจัดิญญาสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย