12
เหยาเยี่ยชิงปรากฏตัวออกมาจากเรือนกลาง หลังจากที่หลิวหยางหลับไปก็แวะไปเอาตำราใช้สำหรับฝึกติดมือไปยังลานกว้าง ส่วนหนึ่งที่เขารับศิษย์สายตรงเป็เพราะค่ายกลตระกูลฝู
แม้จะเป็เื่ประหลาดที่เขาสามารถจดจำกระบวนท่าจากความทรงจำของเ้าสำนักฝูได้ แต่คงเป็เื่ที่ดีหากมีผู้สืบทอดค่ายกลให้อยู่ปกป้องชาวบ้านต่อไป ตัวเขาเองก็ไม่คิดจะอยู่ในร่างอันทรงเกียรตินี้ตลอดไป
สำนักบำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่มีศิษย์จำนวนมาก ดังนั้นผู้าุโในสำนักทั่วไปมีขั้นต่ำอยู่ที่หกถึงสิบคนแต่สำหรับสำนักเสียงหรูมีจำนวนศิษย์เพียงร้อยห้าสิบคน ผู้าุโสองคน อีกทั้งค่ายกลที่สืบต่อมายังไม่มีผู้ใดใช้การได้
แม้ในตอนนี้จะสามารถดำรงอยู่ได้แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับสำนักเจียวหั่วในเขตลู่หลินที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างสงบสุข เดิมทีแล้วเขตไฉหงก็เป็เช่นนั้น แต่หลายปีมานี้สำนักบำเพ็ญทั่วไปก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวอย่างเช่นตระกูลอู๋เองก็มีสำนักเยียนคอยให้ท้ายทางการค้า
หลิวหยางเคยเล่าว่าในศึกครั้งก่อนที่เ้าสำนักฝูจะหลับใหล ศิษย์ในสำนักต่างสละชีพเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ หลังศึกจบลงเหลือศิษย์เพียงห้าคนและผู้าุโอีกหนึ่งท่านคือจิ้นฮุ่ยิ่
ตัวเขาเองก็เป็ปุถุชนคนหนึ่งจิตใจส่วนลึกยังมีกิเลส ไม่อาจตัดใจให้ข่ายอาคมในความทรงจำของเ้าสำนักฝูเลือนหายไปเหลือแต่เื่เล่า จึงตัดสินใจด้วยความเห็นแก่ตัวสืบทอดค่ายกลให้แก่คนที่เหมาะสม
กล้าอ่อนที่เขาตั้งใจฝากฝันไว้คือเด็กทั้งสองคนตรงหน้า คนหนึ่งเก่งกาจในการอ่านค่ายกล คนหนึ่งเก่งกาจในการพลิกแพลง
เสียงการเคลื่อนไหวของเหยาเยี่ยชิงทำให้มู่เยว่ชินและโจวหนิงฮวาที่อยู่ในศาลาหันมอง ภาพที่เห็นคืออาจารย์ตนปรากฏตัวขึ้นแถมในมือยังหอบเอาสิ่งของมากมายจนสูงแทบมิดหัว
เหยาเยี่ยชิงทำทุกอย่างจนชินถึงแม้จะรับศิษย์เข้ามาอยู่ใต้อาณัติก็ไม่คิดจะเรียกหาภาพเลยออกมาทุลักทุเลยิ่ง ทั้งสองเข้าไปแย่งของในมือทันทีไม่นานแขนทั้งสองข้างของเ้าสำนักฝูจึงว่างเปล่าลง
“ไม่จำเป็ต้องเอาไปหมดข้าถือเองได้”
เหยาเยี่ยชิงคิดจะช่วยถือแต่เจอเข้ากับสายตาของโจวหนิงฮวาก็ถึงกับชะงัก หลายวันมานี้ตนพบปะกับนางอยู่บ้างหลังจากพูดคุยก็รู้ว่านางมีนิสัยรักในกฎเกณฑ์อย่างมาก ยอมหักไม่ยอมงอ ดังนั้นแล้วจึงหันไปหามู่เยว่ชินแทนหวังหยิบตำรามาบางส่วน มือเอื้อมไปได้ครึ่งเดียวก็เจอสายตาดุดัน
นี่เขาโดนตักเตือนทางสายตาสองรอบเชียวหรือ ร่างนี้เป็ของเ้าสำนักเสียงหรูผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ?
“ข้า…” ทั้งสองไม่สนใจฟังคำพูดของเหยาเยี่ยชิงเดินลงไปยังลานฝึกอย่างรวดเร็วทิ้งให้อาจารย์ผู้ทรงศักดิ์หุบคำพูดลงด้วยตนเอง
“..”
ไม่นานเวลาก็ล่วงเลยเข้าวันที่สามหลังจากที่เริ่มฝึกศิษย์สายตรงและศิษย์สายใน หลังจากวันรับเลือกศิษย์เขาก็ได้เห็นความอ่อนหัดของศิษย์ในสำนัก หลายวันมานี้จึงหาวิธีเก่าที่เ้าสำนักฝูใช้ฝึกตอนวัยเยาว์มาให้ศิษย์ได้ฝึก
ต้นกล้าแต่ละต้นล้วนมิอาจใช้ดินประเภทเดียวกันปลูกให้เติบโตอย่างเท่าเทียมกันได้ เด็กทุกคนก็เช่นกัน เขามิอาจใช้ตำราเดียวฝึกชูให้ต้นกระบองเพชรเติบโตในดินที่อุดมสมบูรณ์ ความถนัดของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันดังนั้นแล้วเขาจำเป็ต้องแบ่งหมวดหมู่ออกเป็หลายแขนง
ศิษย์ทุกคนเชื่อฟังคำพูดเขาเป็อย่างมากแม้กระทั่งศิษย์สายตรงยังขอเข้าร่วมด้วย เหยาเยี่ยชิงขึ้นไปมองบรรดาศิษย์อยู่บนหอสังเกตการณ์ที่ตั้งอยู่ข้างลานฮุ่ยเหอ
เมื่อทอดสายตาลงความรู้สึกแปลกประหลาดกลับจู่โจมเข้ามา ทั้งที่เป็การฝึกสอนตามปกติแต่เหตุใดวันนี้กลับดูเศร้าเช่นนี้
ตรงหน้าเขามีศิษย์แบ่งออกเป็หลายแขนงกำลังฝึกอย่างขะมักเขม้น สายตาพลันไปสะดุดเข้ากับมู่เยว่ชิน เวลาเพียงสามวันก็จดจำหลักการฝึกได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเลื่อนไปสบเข้ากับโจวหนิงฮวา
นางมองขึ้นมาปะทะกับเหยาเยี่ยชิงอย่างตรงไปตรงมา หางตาเฉี่ยวคมขับเน้นให้ใบหน้ารูปไข่ดุดันกว่าเดิม ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อสบตาเข้ากับนางก็รู้สึกว่ามีมีดมาจ่ออยู่หลังคอ นึกว่านางจะปาดคอตนเสียให้ได้
มองไปได้ไม่นานก็มีศิษย์สายนอกขึ้นมากล่าวรายงานด้วยท่าทางเร่งรีบ “เรียนเ้าสำนักฝู เ้าสำนักเจียวหั่วมาขอเข้าพบ ตอนนี้รออยู่ที่ตีนเขาขอรับ”
เหยาเยี่ยชิงมองไปยังตีนเขาด้วยความเหนื่อยใจ หลิวหยางไปสร้างปัญหากับสำนักใหญ่อย่างสำนักเจียวหั่ว แต่ถึงคนของตนจะดูเหิมเกริมไปบ้างแต่การกระทำเหยียดหยามของเ้าสำนักฉีทำให้เขาไม่พอใจอยู่บ้าง
หลิวหยางเป็ปีศาจที่โง่งม แต่ั้แ่รู้จักเขาสามารถพูดได้ว่ามันเป็ปีศาจที่มีจิตใจบริสุทธิ์และยังเป็ปีศาจที่ช่วยปกป้องมนุษย์ สิ่งที่หลิวหยางเล่ามาด้วยท่าทางธรรมดาทำให้เขาโกรธจนอัดอั้น
แต่ภายในเวลาอันสั้นเ้าสำนักฉีสามารถรับรู้ได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของหลิวหยาง เกรงว่าสำนักแห่งนี้คงมีคนของสำนักอื่นแฝงตัวอยู่ไม่น้อย ไม่กี่วันก็สืบหาความได้รวดเร็วไร้ที่ติ “บอกว่าอีกสามชั่วยาม [10] ข้าจะเข้าไปพบ”
หลิวหยางยังต้องเรียนรู้อีกมาก มันทั้งตรงไปตรงมา ซื่อตรงและโง่งม เขาไม่อยากให้มันต้องเจอกับความทุกข์มากนัก
ไม่นานตะวันก็ลาลับขอบฟ้า มีแสงจากโคมสว่างไสวอยู่ตีนเขา คนกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่ทางเข้าสำนัก
พวกเขารอมาสี่ชั่วยามแม้แต่ชาสักถ้วยยังไม่ได้ดื่ม
ไม่นานเหยาเยี่ยชิงก็ปรากฏกายขึ้น
“เกรงว่าเสียมารยาทต่อเ้าสำนักฉีแล้ว” ว่าพลางทำความเคารพคนตรงหน้า แม้การกระทำของเหยาเยี่ยชิงจะดูเกรงอกเกรงใจแต่ให้ความไม่ไยดีอยู่หลายส่วน แต่ฉีซูเมิ่งกลับไม่ถือสาหาความ
“คารวะเ้าสำนักฝู ข้ามาหาหลิวหยาง”
“เกรงว่าคงไม่สะดวกนัก ไว้คราวหน้าเถิด”
ศิษย์หญิงรูปร่างกำยำถึงกับหน้าขึ้นสี พวกนางรอมากว่าสี่ชั่วยามไม่มีแม้แต่คำกล่าวเชิญเข้าสำนักนับว่าเสียหน้ามากแล้ว แต่คนตรงหน้ากลับเอ่ยไล่อย่างไม่เกรงใจ
ฉีซูเมิ่งเห็นว่าศิษย์ตนกำลังจะก่อเื่ก็ส่งสายตาตักเตือนไป
“สบายดีหรือไม่ ข้าอยากพบพูดคุย”
เหยาเยี่ยชิงลอบสังเกต เมื่อก่อนสำนักเจียวหั่วยิ่งใหญ่ไม่แพ้สำนักเสียงหรู ศึกสำคัญเป็ตายล้วนเสียสละไม่แพ้กันจึงตัดสินใจอธิบายให้กระจ่างขึ้น
“ข้าไม่ได้ปิดบังหลิวหยางว่าท่านมาเยือน สี่ชั่วยามเป็เวลาที่ข้าให้มันทบทวนว่า้าพบท่านหรือไม่ เกรงว่าข้าคงไม่อาจให้ท่านพบปะได้” เหยาเยี่ยชิงกล่าวออกไปด้วยความสัจจริง ถึงแม้ตนจะไม่อยากให้พบมากเพียงใดแต่ไม่อาจยัดเยียดสิ่งที่้าให้ผู้อื่นจึงเลือกให้มันตัดสินใจเอง
“ท่านกลับไปเถิด สบายดีหรือไม่ท่านคงรู้อยู่แก่ใจดีแล้ว ส่วนที่ผ่านมาถือว่าเป็ข้าที่อบรมหลิวหยางไม่ดี ต้องขอโทษแทนคนของข้าด้วย” เขาหันหลังเดินกลับไปทางเดิมแต่ไม่นานก็มีเสียงเอ่ยขึ้นทำให้เหยาเยี่ยชิงถึงกับหันมอง
“เ้าเป็คนรักของมันหรือ” ฉีซูเมิ่งกล่าวออกมาสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เหยาเยี่ยชิงถึงกับเลิกคิ้วคิดไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา “เป็หรือไม่ข้าก็ไม่นำมันไปสนองตัณหาเช่นท่าน” กล่าวจบก็ไม่สนใจคนตรงหน้าอีก
เหยาเยี่ยชิงเดินจากไปนานแล้วแต่ฉีซูเมิ่งยังคงอยู่ที่ตีนเขา เหม่อมองไปยังทางเข้า ห่างออกไปก็มีสุนัขสีดำตัวโตเกาะอยู่บนต้นไม้ หลิวหยางดูอยู่เช่นกัน ั้แ่มันได้ข่าวก็ปีนไปดูบนยอดไม้ สายตาและหูมันดีมากแม้อยู่ไกลยังคงได้ยิน มันเฝ้ามองจนร่างสูงลับสายตาไปจึงค่อยปีนลงมา
เหยาเยี่ยชิงยังคงมีน้ำโหอยู่แปดส่วน เขาก้าวยาวเดินทางกลับไปยังเรือนแต่ระหว่างทางกลับพบคนคุ้นเคย ตรงหน้ามีชายร่างอ้วนท้วมใส่ชุดเครื่องแบบของสำนัก
“คารวะเ้าสำนักฝู” เมื่อสบตากับเขาใบหน้ากลมจึงเอ่ยขึ้นด้วยความยิ้มแย้ม
เหยาเยี่ยชิงเห็นดังนั้นจึงเข้าไปทักทาย “ไม่ต้องมากพิธีนัก”
ผู้าุโจิ้นเป็บุคคลที่ดูแลสำนักเสียงหรูแทนเ้าสำนักฝู หากจะให้พูดตามจริงคนตรงหน้าเป็เ้าสำนักไปแล้วขาดแต่เพียงในนามเท่านั้น
“ข้าอยากเอ่ยชวนไปร่ำสุราระลึกความหลัง”
โดยปกติแล้วการดื่มสุราเป็สิ่งต้องห้ามภายในสำนักยกเว้นพิธีสาบาน ดังนั้นการดื่มสุราจำเป็ต้องถอดชุดปลดป้ายและลงเขาเท่านั้น
เขาคิดไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยรับคำ คนตรงหน้าเป็ถึงคนรู้จักเก่าของเ้าสำนักฝูหากเอ่ยปัดก็เกรงว่าจะเสียมารยาทจึงเอ่ยรับคำไป
เวลานี้ค่อนข้างดึกมากแล้วเมื่อมาถึงตัวเมืองร้านที่เปิดอยู่จึงมีแค่ไม่กี่ร้าน ตลอดทางมาคนตรงหน้าก็ชวนคุยไม่หยุด ภายในหอสุราจัดว่าไม่เล็กไม่ใหญ่ผู้คนบางตา เมื่อจัดแจงที่นั่งเสร็จก็สั่งอาหาร
ระหว่างทางลอบสังเกตเรื่อยมา ผู้าุโท่านนี้จัดเป็ผู้ที่เข้าถึงได้ง่ายพูดคุยได้ไม่นานก็คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
“…ตอนแต่งตั้งผู้าุโลี่ท่านรู้หรือไม่ว่านางเอ่ยว่าอย่างไร” ใบหน้าเขายังยิ้มแป้นเอ่ยอย่างออกรส
เหยาเยี่ยชิงได้แต่เอ่ยรับ “ว่าอย่างไรหรือ”
“นางกล่าวว่าข้าคิดดีแล้วจริงหรือ ตอนนั้นข้ายังไม่แจ้งนักแต่ไม่นานข้าก็เข้าใจ ตอนนั้นเปิดรับศิษย์เป็ปีที่สี่ เดิมทีคัดเข้ามาแต่ละครั้งล้วนไม่ต่ำกว่าสี่สิบเมื่อนางมาก็ลดฮวบลงอย่างน่าใจหายฮ่า ๆ ๆ ๆ”
เหยาเยี่ยชิงนึกสภาพศิษย์แต่ละคนที่ออกมาจากค่ายกลของลี่หลินจึงยิ้มเจื่อนออกไป
หากว่ากันตามตรงแล้วตลอดระยะเวลาห้าสิบปีเปิดรับศิษย์เพียงสี่ครั้งจัดว่าน้อยมากแล้ว แต่จำนวนที่รับเข้าในแต่ละครั้งเพียงแค่สี่สิบคนนั้นต่ำยิ่งกว่า
ในสำนักบำเพ็ญทั่วไปรับศิษย์แต่ละรอบไม่ต่ำกว่าสองร้อยทั้งสิ้น สำนักเสียงหรูเป็ที่เคารพในคนหมู่มาก จำนวนที่เข้าสอบจึงแทบเรียกได้ว่าล้นเมือง ในปีของผู้าุโลี่เหลือไม่ถึงยี่สิบแทบจะตัดความฝันของผู้คนจริง ๆ
สุรามาถึงเพียงไม่นานคนตรงหน้าก็ซัดเข้าไปกว่าครึ่งขวด เขามองจอกในมือตนอย่างอดไม่ได้ หลิวหยางเคยบอกว่าเ้าสำนักฝูดื่มสุรามากไม่ได้ดังนั้นแล้วเขาจึงสนใจเพียงกับแกล้มและนั่งคุยกับคนตรงหน้าแทน
ก่อนจากกันจิ้นฮุ่ยิ่จึงยกสุราคำนับเขาครั้งหนึ่ง เหยาเยี่ยชิงได้แต่ยิ้มเจื่อนคิดว่าจอกเดียวนับว่าไม่มาก เมื่อรับคำนับก็ดื่มพรวดลงท้องไป
หลังออกมาแล้วจึงแยกย้ายกัน จิ้นฮุ่ยิ่กล่าวว่าต้องไปทำธุระต่อดังนั้นตนจึงถูกทิ้งให้กลับขึ้นเขาเอง ตอนนี้ร่างกายของเขาร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจึงตัดสินใจใช้กระบี่เหาะไปยังหุบเขาฝูสุดแรง
ไม่นานเหยาเยี่ยชิงก็มาถึงสำนักก่อนสุราออกฤทธิ์ อาการนี้เรียกว่าดื่มสุราไม่ได้ไม่ใช่ดื่มได้ไม่มาก!
อยากกลับเรือนไปดุหลิวหยางนัก ในสภาพนี้หากคนอื่นพบเข้าเกรงว่าจะเสื่อมเสียเกียรติของเ้าสำนักฝู ผู้อาศัยร่างผู้อื่นอย่างเขาจึงตัดสินใจทะยานไปยังปลายหุบเขาแทน ยอดเขาเต็มไปด้วยต้นฮุ่ยหลินเช่นเดิม ไม่ไกลนักมีธารน้ำแห่งหนึ่ง เขามุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“ตุบ!” ร่างกายไม่เป็ใจนักเดินก้าวไปได้ไม่ไกลกลับล้มลง เหยาเยี่ยชิงรีบหันซ้ายขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้อื่นจึงโล่งใจ ไม่นานก็ดันตัวพาร่างเดินขึ้นอีกครั้ง
“ตุบ ตุบ…ตุบ”
ล้มลุกคลุกคลานอยู่สามรอบก็ถึงที่หมาย เหยาเยี่ยชิงเริ่มปลดเสื้อนอกออก ตอนนี้ร่างกายเขาร้อนดุจไฟเผา
การคิดการอ่านเริ่มถดถอยเพียงแค่ปลดเสื้อยังทำได้ยากเย็น ปลดไปได้ไม่นานจึงถอดใจจ้ำอ้าวไปเสียอย่างนั้น เขามีพลังเซียนจึงไม่ใส่ใจเื่เล็กน้อยมากนักเพียงแค่อยากให้ผิวกายัักับความเย็นเท่านั้น
เมื่อร่างััความเย็นจึงรู้สึกดีขึ้นจากท่ายืนก็นั่งลงปล่อยให้น้ำไหลผ่านตัว ธารน้ำแห่งนี้จัดเป็แหล่งกำเนิดของสายน้ำทอดยาวลงไปยังตีนเขา ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีเพียงผู้าุโและศิษย์สายตรงฉะนั้นจึงไม่มีผู้คนผ่านไปมาทำให้เงียบสงบจนรู้สึกผ่อนคลาย
เหยาเยี่ยชิงซึมซับบรรยากาศได้ไม่นานก็มีกลิ่นหอมลอยมาตามสายลม กลิ่นนี้เหมือนกับกลิ่นของมู่เยว่ชิน
…เยว่ชิน! เขารีบหันไปสำรวจอย่างรวดเร็วไม่นานก็เจอกับร่างเล็ก
[10] หนึ่งชั่วยามคือเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง