ตอนที่ 23 เราเล่นเกมหรือเกมเล่นเรา?
ค่ำคืนของวันหนึ่งประมาณสามทุ่มกว่าเห็นจะได้…เสือน้อยค่อยๆ แง้มประตูบ้านออก เขากลัวเหล็กบานพับส่งเสียงดัง ‘อ๊อดแอ้ด’เสียเหลือก่อน ประเดี๋ยวจะกลายเป็คนปลุกพ่อแม่ให้ตื่นขึ้นมา
สายตาก็เหลือบไปฝั่งตรงข้ามเห็น…เ้าทองสุขหลับปุ๋ยก่อนจะค่อย ๆ ย่องเดินเข้าบ้านคล้ายพวกตีนแมวที่จะเข้ามาลักทรัพย์
เสือน้อยขึ้นมาบนบ้านไม่เห็นใครจึงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง…ทว่าทันใดนั้นเองแสงไฟก็สว่างขึ้นเผยให้เห็นหญิงหุ่นดีกำลังเดินเข้ามาหา บนศีรษะมีแกนดัดผมอยู่หลากสี
หญิงสาวเดินดุ่ม ๆเข้ามาหาเ้าเสือน้อย…พร้อมกับรอยยิ้มสังหาร!
เสือน้อยคล้ายเห็นพญามัจจุราชซึ่งเตรียมพิฆาตเขาเต็มที่แค่เพียงสายตาก็ที่สะกดให้เด็กหนุ่ม…ยืนนิ่งเป็ลูกแมวแต่โดยดีเสือน้อยนั้นเห็นว่าท่าจะยากพ้นเคราะห์ จึงยิ้มใจดีสู้นางพญาเสือ “สวัสดีจ้ะแม่...ยังไม่นอนอีกหรือ?”
เธอกอดอกมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ดวงตาอันคมกริบของเธอสะกดลูกชายได้อยู่หมัดนักล่ะ แม่ชบาพูดขึ้นว่า “พอดีเห็นพวกตีนแมวมันแอบย่องเข้าบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ น่ะ!”
ก่อนมองลูกชายตัวแสบอีกครู่หนึ่ง“ไปคุยที่ศาลาริมน้ำ” เธอหันตัวเดินนำหน้าไป
เด็กหนุ่มเดินตามอย่างว่าง่าย สุดหล้าฟ้าเขียวจะหนีไปไหนพ้น เขาคล้ายกับลูกแมวที่ถูกพันธนาการด้วยเชือกล่องหนจับลากจูงไปมาตามใจชอบเมื่ออยู่กับเ้าของที่แท้จริง ผู้เป็ดั่งเ้าชีวิต
ณ ศาลาริมน้ำ พ่อผันนั่งคอยพร้อมกีตาร์ตัวโปรดอยู่นานแล้ว แสงไฟจากหลอดนีออนส่องสว่างไปทั่วศาลาพร้อมกันนั้นเสียงดนตรีก็คลอเคลียมากับสายลมที่พัดโบกเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแฝงอยู่
บนโต๊ะวางอาหารกับข้าวไว้พร้อมแม้จะเย็นไปนานแล้วก็ตามแต่ เห็นได้ชัดว่าเตรียมไว้สำหรับเสือน้อย
พ่อผันหันมามองลูกชายครู่หนึ่งมือก็เกาดีดกีตาร์ไปพลาง ๆ “กินข้าวสิ…เตรียมไว้ให้แน่ะประเดี๋ยวกินเสร็จแล้วค่อยคุย!”
เสือน้อยแค่มองดูก็รู้อาหารไม่ได้ร้อนเหมือนดั่งทุกวันใจจริงเขาอยากจะเดินเอาอาหารไปใส่ไมโครเวฟเสียหน่อยจะได้กินของร้อน ๆ ทว่านางพญาเสือยืนขวางลำไว้อยู่
เขาจึงฝืนใจกินทั้งอย่างนี้ หลังจากนั้นไม่นานเสือน้อยก็รีบกินรีบอิ่มประเดี๋ยวนานไปมัจจุราชอารมณ์เสีย จะกระชากิญญาเขาไปเสียก่อน!
“อิ่มแล้วพ่อ...” เสือน้อยยิ้มแห้ง ๆ เขานั่งตัวตรงสูดหายใจลึก ๆ
พ่อก็ไม่พิรี้พิไร “สี่วันก่อนเสือบอกพ่อว่า จะกลับมาให้ทันกินข้าวเย็น แต่ปรากฏว่ามาไม่ทันเลยสักวันหนึ่งและยิ่งนานยิ่งดึก…อยู่แต่ร้านเกมทั้งวัน?”
แม่ชบาก็ตามมาสมทบนั่งจ้องอยู่ด้านข้างพ่อผัน
“วันนี้สามทุ่มกว่าพึ่งจะกลับมีเหตุผลจะอธิบายมั้ย?” พ่อผันถามขึ้น
เสือน้อยจนใจเขารู้ว่าตัวเองผิดก็ยอมสารภาพเสียดีกว่า เผื่อว่าโทษหนักจะได้กลายเป็เบา “คือ...เล่นเกมเพลินไปหน่อยน่ะพ่อ พอดีเกมมันหยุดไม่ได้จริง ๆก็เลยกลับบ้านช้า…”
พ่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามออกไปว่า “อืม...สรุปแล้วว่า นี่เราเล่นเกมอยู่หรือว่าเกมมันกำลังเล่นเรา?”พ่อพูดเข้าประเด็น
และต่อด้วยประโยคปิดท้าย“วันหลังถ้าจะกลับบ้านดึก ก็ให้โทรมาบอกพ่อบอกแม่ก่อนดีมั้ย? จะได้ไม่ต้องปล่อยให้พ่อแม่นั่งรอ?”
ศรีภรรยาที่อยู่ด้านข้างผงะไปชั่วครู่ในใจบ่นอุบ “นี่ยังจะปล่อยให้กลับดึกอีกหรือ?”
ใจจริงเธออย่างดัดนิสัยเอาให้หนักเช่นว่าต้องกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน!
แต่ก็ไม่อยากขัดใจสามีด้วยเพราะเขาเป็ผู้นำครอบครัว ค่อยไปถามหาเหตุผลทีหลังอีกอย่างทะเลาะกันต่อหน้าลูกชาย ประเดี๋ยวมันจะสับสนเอาว่าจะฟังใครดี...
“ไปอาบน้ำนอนได้แล้วอย่าลืมกลับไปนั่งคิดคำที่พ่อถามล่ะ ไม่ต้องตอบพ่อหรอกตอบตัวเองก็พอ…”พ่อหันไปพยักพเยิดเชิงส่งสัญญาณให้ไปได้
ทว่าเด็กหนุ่มมีหรือจะกล้าไปทันทีเขาหันไปมองแม่ชบาก่อน...
เธอก็เชิดจมูกทำท่าไม่สนใจจึงทำให้เด็กหนุ่มก็คลายใจ คล้ายกลับว่าได้รับอภัยโทษรีบเดินกลับห้องนอนของตัวเองอย่างสงบเสงี่ยม
……
หลังจากเห็นเ้าเสือน้อยกลับเข้าห้องไปแล้วแม่ชบาก็ถามขึ้นมาว่า “ทำไมไม่ลงโทษหนัก ๆ ไปเลยล่ะพ่อ?” แม่ชบาไม่เข้าใจจริงๆ
“อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่าถ้าฝืนเด็กมันมากเกินไป ประเดี๋ยวจะเตลิดเอานะแม่ ขนาดเลิกเหล้าเลิกยายังต้องใช้เวลาให้เวลามันอีกหน่อยเถอะแม่ เด็กวัยรุ่นมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละแม่ไม่ว่าจะยุคเราหรือยุคนี้”
ผันตอบตามประสบการณ์ความเป็จริง
เสือน้อยเก็บเอาคำพูดพ่อมาใส่ใจคิดทบทวนอย่างละเอียด ตอนที่อาบน้ำสระผมก็ยังวนเวียนคิดถึงแต่ประโยคนั้น“เออสรุปว่าใครเล่นใครวะ?” เขานอนเอามือก่ายหน้าผากนอนคิดอยู่นานสองนานจนผล็อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้นเสือน้อยก็ตื่นขึ้นไปเรียนตามปกติแต่ปัญหาก็ดันเกิดขึ้นมาจนได้ เพราะเมื่อวานเขาลืมทำการบ้าน! ทั้งยังต้องพิมพ์งานส่งแถมยังต้องเข้าสันปกอีก
เรียกได้ว่าตอนนี้เขาซวยเป็แน่แท้แล้วจึงรีบควักโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือเพื่อนรักทั้งหลายในห้อง ในโรงเรียนแม้จะมีห้องเฉพาะไว้พิมพ์เอกสารแต่ก็มีเครื่องจำกัดจำนวน ถ้าจะมาพิมพ์ต้องมาเสียแต่รุ่งสางจองคิวไว้ั้แ่เนิ่นๆ
สำหรับคนที่มีเครื่องพิมพ์แบบเสือน้อยมันไม่เป็ปัญหาแต่อย่างใดว่าวันนี้เขาดันลืมพิมพ์งานมา และไฟล์งานก็อยู่ที่บ้าน ส่วนร้านรับพิมพ์เอกสารก็อยู่ห่างจากโรงเรียนไปหลายร้อยเมตร!
ส่วนอื่นน่ะถ่ายเอกสารส่งได้แต่สำคัญก็คือหน้าปกกระดาษแข็ง…ที่มาพร้อมชื่อผู้จัดทำ เสนอโดย และวิชาอะไร!
เสือน้อยจึงยอมเข้าโรงเรียนสายเพราะบอกให้เพื่อนเอาแฟลชไดร์ฟไฟล์งาน มาส่งให้ที่รั้วของโรงเรียนก่อนวิ่งไปหาร้านพิมพ์งานแต่ก็หายากเสียเหลือเกินผิดขนัดกับร้านเกม ที่เดินไปตรงไหนก็เจอเขาบ่นอุบในใจระหว่างที่วิ่งไป
กว่าจะทำจนเสร็จผลก็คือวันนี้เสือน้อยเข้ามาโรงเรียนสายเป็วันแรกเขาวิดพื้นอยู่กับที่ยี่สิบครั้ง
ครูฝ่ายปกครองจึงปล่อยผ่านไป‘เข้าแถวพิเศษ!’ สำหรับนักเรียนมาสายโดยเฉพาะ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าโรงเรียน
แถวเด็กพิเศษนี่แยกเพียงแค่ระดับ ม.ต้น กับ ม.ปลาย เขาดีใจนิดหน่อยอย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมชะตาเยอะมาก ...
หลังจากเคารพธงชาติทำกิจกรรมเสร็จ ก็แยกย้ายไปตามห้องเรียนของตนเองทว่ายังโดนตัดคะแนนจิตพิสัยเล็กน้อย แต่ยังดีหากถูกตัดจิตพิสัยในคาบเรียนจะหนักกว่าเพราะแค่หนึ่งคะแนนก็มีผลต่อเกรดของรายวิชาได้
……
จนกระทั่งพักเที่ยงเสือน้อยก็ยังนั่งคิดเกี่ยวกับคำพูดพ่อ
เขาทบทวนตัวเองไปมาก่อนพึมพำขึ้น “ดูเหมือนว่าจะเป็เกมที่เล่นเราเสียมากกว่า?”
จะว่าไปเพื่อนในห้องตอนเช้าๆ ก็พากันโดดเรียนไปเล่นเกมไม่ยอมมาเรียนจนครูประจำชั้นเชิญพ่อแม่มาพบปัญหาเด็กติดเกม จึงกลายเป็ปัญหาสังคมที่ให้ความสนใจ สื่อหลักก็เล่นข่าวนี้อยู่เป็ประจำ
ส่วนเสือน้อยนั้น ก็คล้ายคิดเหม่อลอยนึกเื่อื่นไปเรื่อยเพื่อลดความกลุ้มใจ นึกไปนึกมาก็คิดถึงเ้าทองสุข เขาไม่ได้ไปเล่นกับมันหลายวันแล้วทุกวันสิงอยู่แต่ร้านเกม พอนึกถึงเ้าควายทองสุขเขาก็บังเกิดความคิดขึ้นมา!
จึงย้อนกลับไปที่คำถามของพ่อทันทีถ้าลองปรับมาใช้ในกรณีของเขา “ซึ่งโดยปกติแล้ว เราขี่ควาย…หรือว่าควายขี่เรา!?” พอเสือน้อยคิดได้ดังนี้ ก็ปรากฏภาพขึ้นภายในสมองของเขาอย่างชัดเจน
“ถ้าเกิดว่าควายมันขี่เรานั่นก็แสดงว่ามันต้องเกิดปัญหาอะไรสักอย่างแล้ว!” เขาสมองโล่งขึ้นมาทันที เขาพูดพึมพำกับตัวเองไม่หยุดพร้อมตบเข่าดังฉาด
หรือถ้ามองในอีกมุมหนึ่งควายโดยปกติแล้วเราเลี้ยงมันไว้เพื่อใช้งานไม่ใช่หรือ? ทั้งทำไร่ไถนาทั้งขี่สัญจรไปไหนมาไหนได้
โดยไม่ทันไรความคิดของพ่อเพียงแค่จะปลุกสติเสือน้อยกลับทำให้เด็กหนุ่มคิดไปไกลกว่านั้นมากนัก!
“ดังนั้นเราจะต้องขี่ควายและใช้ควายทำงานมันถึงจะถูกหลัก!” ดวงตาของเขาฉายแววเจิดจ้าออกมาคล้ายคนเบิกดวงตาเห็นธรรมได้ประมาณนั้น
ถึงแม้จะเพียงเสี้ยวเดียวก็ตามทีสมองของเขาก็ได้ครุ่นคิดหาวิธีการใช้ควาย เขาเริ่มลูบคางไปมาในขณะที่นั่งอยู่หน้าศาลาพระครู กับเพื่อนในกลุ่ม
“วันก่อน ไอ้รุ่นพี่ม.3 มันมาตื๊อขอซื้อดาบเราแลกเป็เงินสดนี่หว่า!?” ตอนนั้นเขาไม่มีความคิดที่จะขายมันเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าตัวเขาไม่ได้ขาดเงินขาดทองจึงได้บอกปฏิเสธไป
และพอคิดได้ดังนั้นจึงบอกเพื่อนขอตัวเดินไปหาของหวานกินก่อน