ยามค่ำคืนแม้ไป่เจ๋อจะนอนหลับไปแล้ว แต่นักเรียนหญิงทั้ง 10คนที่เป็แฟนคลับของซีโม่ยังไม่ได้นอน พวกเธอกำลังคุยกันในไลน์กลุ่ม
[มีใครนึกออกบ้างว่าทำไมพวกเราถึงไปนอนอยู่ตรงนั้นกัน]
[นึกไม่ออกเลยก็รู้สึกตัวพร้อมกันนี่]
[ตอนแรกพวกเรารอไป่เจ๋อที่หน้าโรงเรียนไม่ใช่เหรอ]
[เอ่อทุกคน ฉันว่าดูนี่กันก่อนไหม] เ้าของข้อความส่งรูปในสมาร์ทโฟนของเธอลงในไลน์กลุ่มภาพนั้นเป็ภาพที่เพื่อน ๆ ในกลุ่มกำลังพยายมจะปลดกางเกงกับถอดเสื้อของไป่เจ๋อเผยให้เห็นกล้ามเนื้อของไป่เจ๋อที่เป็ลอนสวยงามให้เห็นอยู่ในรูป
[กรี๊ดนี่พวกเราทำเื่แบบนี้โดยไม่รู้ตัวได้ยังไงเนี่ย]
[เืจะหมดตัวแล้วทิชชู่ ๆ]
[ไป่เจ๋อซ่อนรูปมาก]
[งานดีมากมิน่าทำไมฉันถึงขาดสติ]
[เอ่อไป่เจ๋อจะแจ้งความจับพวกเราไหม] หลังข้อความนี้เด้งขึ้นมาห้องสนทนาก็เงียบลงครู่หนึ่ง
[ไม่หรอกมั้งไม่งั้นพวกเราคงถูกตำรวจ ไม่ก็อาจารย์รวบตัวไปสอบสวนแล้ว]
[ไปขอโทษดีไหม]
[เห็นด้วยอ้อ จะว่าไปรายงานของอาจารย์จาง ไป่เจ๋อยังไม่มีกลุ่มนี่นา เราชวนเขาเข้ากลุ่มของพวกเราก็ได้เป็การไถ่โทษ ดีไหม]
[ความคิดเยี่ยมมากเอาตามนั้น ฉันเห็นด้วย]
[เห็นด้วยค่า]
[เห็นด้วย]
การพูดคุยของเหล่าเด็กสาวจบลงในไม่ช้าพวกเธอเองก็ต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้มีสอบแต่เช้าเหมือนกัน
เช้าวันต่อมา
ไป่เจ๋ออาบน้ำแต่งตัวเขานำสมุดที่เขียนนิยายใส่ลงในกระเป๋าสะพาย ซึ่งมีจำนวนมากถึง 10 เล่มทำให้เขาไม่ได้เอาหนังสือรายวิชาที่จะสอบไปอ่านเลย
วันนี้ไป่เจ๋อเลือกออกจากห้องเช่าเช้ากว่าปกติ และเลือกการเดินไปโรงเรียนแทนเพราะ่นี้มีแต่พวกนักข่าวถือกล้องคอย วนเวียนตามหาจอมยุทธ์ปริศนาอยู่พวกเขาหวังว่าจะได้พบจอมยุทธ์ลึกลับแห่งสวนสาธารณะในเขตนี้ไป่เจ๋อมักเห็นแสงสะท้อนจากเลนส์กล้องบ่อย ๆ จึงคิดว่าคงต้องรอให้ข่าวเงียบไปสักพักถึงจะกลับมาใช้วิชาตัวเบาะโไปตามหลังคาได้อีก
โรงเรียนของไป่เจ๋อ
“ไป่เจ๋อ”เสียงของเด็กสาวดังขึ้น ทำให้ไป่เจ๋อสะดุ้งสุดตัว เขาจำเสียงได้ มันเป็เสียงของ 1ในนักเรียนหญิง 10 คนเมื่อวานที่เกือบจะรุมโทรมเขา
‘บัดซบนี่ข้าไปทำอันใดให้พวกเ้ากัน ถึงขนาดมาดักรอข้าแต่เช้าราวกับเป็เ้ากรรมนายเวรเยี่ยงนี้’ ไป่เจ๋อก่นด่าในใจ
“วะ...ว่าไงมีธุระอะไรรึเปล่า” ไป่เจ๋อเดินมาหากลุ่มนักเรียนหญิงขณะเดียวกันเขาก็พบว่าพวกเธอดูเขินอาย หน้าแดงทำให้ไป่เจ๋ออดสงสัยไม่ได้ว่าเขาทำอะไรพลาดตอนลบความทรงจำรึเปล่าแต่คิดยังไงก็ไม่พบความผิดพลาดในการลบความทรงจำเลยสักนิด
“คือพวกเราทุกคนอยากจะขอโทษเื่เมื่อวานน่ะนายยกโทษให้พวกเราได้ไหม” นักเรียนหญิงพูดไปด้วย มองหน้าของไป่เจ๋อไปด้วยเพียงสบตาเข้ากับไป่เจ๋อ เธอก้มหน้าลงพร้อมกับใบหูที่แดงเหมือนลูกมะเขือเทศ
“ไม่เป็ไรฉันยกโทษให้ แต่อย่าทำอีกล่ะ แค่นี้ฉันก็ระแวงพวกเธอจะแย่แล้ว”ไป่เจ๋อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีจะพุ่งจู่โจมเขาเหมือนเมื่อวานก็วางใจยอมพูดคุยตามปกติ
“ไม่ทำอีกแน่นอนเอ่อ...ไป่เจ๋อ นายทำรายงานวิชาพละของอาจารย์จางเสร็จรึยัง” หนึ่งในกลุ่มนักเรียนหญิงถามขึ้น
“อ้อที่ว่าให้ทำรายงานเกี่ยวกับกีฬาหรือศิลปการต่อสู้มา 1 ชนิดน่ะเหรอ” ไป่เจ๋อตอบ
“ใช่พวกฉันยังไม่ได้ทำเลย ถ้านายยังไม่ได้ทำ พวกเราอยากชวนนายมาเข้ากลุ่มน่ะอาจารย์บอกว่าถ้าทำกีฬาประเภทเดียวกันก็สามารถจับกลุ่มกันทำได้ กีฬา 1 ชนิดไม่เกิน10 คน พวกฉันเลยจะแบ่งเป็ 2 กลุ่ม นายสนใจเข้ากลุ่มไหนก็ได้ถือเป็การไถ่โทษที่พวกเรา...ทำไม่ดีกับนาย...ดีไหม”นักเรียนหญิงที่เป็หัวหน้ากลุ่มกล่าว
“ฉันทำเสร็จแล้วล่ะทำเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้น่ะ” ไป่เจ๋อตอบ
“เอ๋ผิดคาดเลยแฮะ มันต้องมีการสาธิตด้วยนะ นายไหวเหรอ อาจารย์จางจะเป็คนทดสอบเองเลยนะฉันได้ยินมาว่าอาจารย์เขาเป็กังฟูด้วย นายจะเจ็บตัวเปล่า ๆ น่ะสิ”นักเรียนหญิงคนหนึ่งในกลุ่มกล่าวเตือนไป่เจ๋อ
“ไม่มีปัญหาหรอกพวกเธอต่างหากล่ะที่กำลังแย่น่ะ จะเสร็จทันเหรอ” ไป่เจ๋อถามกลุ่มนักเรียนหญิงทั้ง10 คน
“ไม่เป็ไรน่ากลุ่มพวกชั้นน่ะเป็กลุ่มเด็กผู้หญิงที่ใหญ่สุดในห้องเลยน้าได้เปรียบด้านจำนวนคนอยู่แล้ว” นักเรียนหญิงที่เป็หัวหน้ากลุ่มตอบเธอรู้สึกได้ว่าอาการประหม่าตอนคุยกับไป่เจ๋อลดลงแล้วทำให้ท่าทางของเธอดูเป็ธรรมชาติมากขึ้น
“ยังไงก็ขอให้โชคดีนะฉันขอไปรอหน้าห้องสอบก่อนล่ะ” ไป่เจ๋อหันหลังกำลังจะเดินจากไป แต่จู่ ๆนักเรียนหญิงทั้งกลุ่มก็วิ่งเข้ามาคล้องแขนเขาไว้ก่อนจะใช้สมาร์ทโฟนถ่ายเซลฟี่กับเขาแบบไม่ทันตั้งตัว
“ไปก่อนล่ะไว้เจอกัน” กลุ่มนักเรียนหญิงชิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้โอกาสเขาได้ตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น
‘พวกนางน่ากลัวจริงๆ ด้วย ครานี้ถึงขั้นลบจิตของตัวเองจนข้าััการเคลื่อนไหวของพวกนางไม่ได้เลยหรือว่าประสาทััการรับรู้ของข้าจะทื่อลงกัน เห็นทีคงต้องหาเวลาฝึกประสาทการรับรู้เสียแล้ว’ไป่เจ๋อคิด
ไป่เจ๋อที่เดินเข้ามาในอาคารเรียนสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาของนักเรียนหญิงหลายคนจับจ้องมาที่เขาใช่แล้วกลุ่มนักเรียนหญิงเมื่อเช้าได้นำรูปที่พวกเธอถ่ายกับไป่เจ๋อส่งไปให้คนอื่นในไลน์กลุ่มดูและกระจายไปทั่วโรงเรียนในไม่กี่นาทีทำให้บรรยากาศตอนนี้แทบร้อนเป็ไฟมีนักเรียนหญิงหลายคนเข้ามาขอถ่ายรูปกับไป่เจ๋อตลอดทาง แต่ไป่เจ๋อปฏิเสธไปเพราะเขาจะรีบไปที่ห้องสอบ
แน่นอนว่าไป่เจ๋อรีบทำข้อสอบให้เสร็จแล้วไปหลบภัยบนดาดฟ้าจนใกล้ได้เวลาสอบวิชาต่อไป เขาถึงเดินมาที่หน้าห้องสอบและในวิชาสุดท้าย ไป่เจ๋อก็รีบทำข้อสอบให้เร็วที่สุดเพื่อหลีกหนีพวกนักเรียนหญิงที่จะมาขอถ่ายรูปเขา
‘หมอนั่นเดาข้อสอบเหรอไหงเสร็จเร็วงี้เนี่ย’ นักเรียนชายที่นั่งด้านหลังไป่เจ๋อคิด
‘หรือว่าเขามีธุระ’นักเรียนหญิงที่นั่งด้านซ้ายมือของไป่เจ๋อคิด
‘อ๊าแบบนี้ฉันก็อดถ่ายรูปกับเขาน่ะสิ’ นักเรียนหญิงอีกคนกรีดร้องในใจ
หลังสอบเสร็จนักเรียนหญิงต่างก็มองหาไป่เจ๋อแต่ก็มีเพื่อนร่วมห้องของไป่เจ๋อบอกว่าไป่เจ๋อทำข้อสอบเสร็จและน่าจะกลับไปแล้ว ทำให้พวกเธอต้องผิดหวังแต่ในใจก็คิดว่าหลังสอบกลางภาคก็คงได้เจอไป่เจ๋ออีก
ไป่เจ๋อเดินทางไปยังบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของซีหลัวตามเวลาที่นัดไว้เขาขึ้นลิฟต์ VIP เช่นเคย และทันทีที่ลิฟต์เปิดไป่เจ๋อพบว่าซีหลัวได้นั่งรอเขาอยู่ที่โซฟารับแขกหน้าห้องทำงานอยู่
“โอ้เธอมาแล้วสินะ เข้าไปในห้องกันเถอะ” ซีหลัวลุกขึ้นและเปิดประตูให้ไป่เจ๋อ
ภายในห้องของซีหลัวไป่เจ๋อพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าใไม่น้อย ข้างหลังเก้าอี้ทำงานของซีหลัวเหนือขึ้นไป้า เป็ภาพอักษรที่เขามอบให้กับซีหลัวซึ่งถูกจัดไว้ให้ดูโดดเด่นมากที่สุดอีกทั้งยังเข้ากับเจตจำนงของภาพอักษรนี้อีกด้วย
“คุณจัดวางมันได้ดีทีเดียว”ไป่เจ๋อกล่าวชม
“ฮ่าฮ่า ฮ่า เมิ่งตงจัดการน่ะ ว่าแต่เอามาด้วยใช่ไหม”ซีหลัวถูมือของเขาพร้อมกับแบมือออกมา ไป่เจ๋อวางกระเป๋าของเขาลงก่อนจะหยิบสมุดที่เขียนเนื้อหานิยายทั้งหมดส่งไปให้กับซีหลัว
“เยอะขนาดนี้เชียวเหรอ”ซีหลัวใกับจำนวนสมุดตรงหน้าของเขา
“ครับทั้งหมดนี่เป็นิยายเกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธที่ได้รับฉายาว่าเทพกระบี่ ครับ” ไป่เจ๋อยืนยันว่าทั้งหมดนี่เป็นิยาย 1 เื่ที่เขาเขียน
“สักครู่นะ”ซีหลัวกดโทรศัพท์เรียกให้ตามพนักงานขึ้นมา 10 คนก่อนจะสั่งให้พนักงานนำสมุดที่มีเนื้อหาของนิยายไปสแกนใส่ไดร์ฟ
“ฉันจะเก็บต้นฉบับลายมือไว้ส่วนตัวที่อยู่ในไดร์ฟนี้ฉันให้เธอไว้พร้อมเอกสารของสำนักทรัพย์สินทางปัญญาว่านิยายเื่นี้เป็ของเธอส่วนเื่ที่จะเสนอสำนักพิมพ์กับเฉินเฟิงเธอจะเสนอราคาเองหรือให้ฉันจัดการให้ดีล่ะ” ซีหลัวถาม
“ให้คุณซีหลัวเป็คนจัดการก็ได้ครับในส่วนของสำนักพิมพ์ หากเขาให้ค่าลิขสิทธิ์ที่สูงมากผมยินดีเพิ่มเงื่อนไขว่าหากเขียนนิยายเื่ใหม่จบจะเสนอสำนักพิมพ์ของเขาเป็สำนักพิมพ์แรก” ไป่เจ๋อกล่าว
“ตกลงตามนั้นรอสักครู่นะ ฉันกำลังส่งไฟล์ไปให้เพื่อนของฉันที่เป็เ้าของสำนักพิมพ์”ซีหลัวกล่าว ระหว่างนั้นเขารู้สึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงช่วยไป่เจ๋อโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน หลานรึก็ไม่ใช่อาจจะเป็เพราะเขาประทับใจไป่เจ๋อที่เป็เด็กมีความสามารถและยังกตัญญูช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวอีกทั้งยังรู้จักใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมด้วย
“ไป่เจ๋อฉันขอพูดแบบไม่อ้อมค้อมเลยนะ เธอสนใจจะมาเป็หลานบุญธรรมของฉันไหม”ซีหลัวตัดสินใจพูดมันออกมา เขาอยากได้หลานแบบนี้ หากซีโม่ไม่สืบทอดกิจการต่อเขาคิดว่าไป่เจ๋อน่าจะเหมาะกับการสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทในอนาคตแต่เขาก็ยังต้องขอเวลาดูพฤติกรรมของไป่เจ๋ออีกสักหลายปี
“ผมไม่เหมาะสมหรอกครับ” ไป่เจ๋อตอบอย่างถ่อมตัว
“อะไรที่เธอว่าไม่เหมาะล่ะเงินในบัญชีกับอายุของเธอ มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอนั้นคู่ควรทั้งฐานะและความสามารถ”ซีหลัวกล่าว
“แล้วลูกกับหลานของคุณล่ะครับพวกเขาจะคิดยังไงถ้ารู้เื่นี้” ไป่เจ๋อถาม
“ฉันยังไม่บอกพวกเขาตอนนี้หรอกฉันเชื่อลางสังหรณ์ของฉันว่าเธอจะต้องโด่งดังในอนาคตแน่ ๆถึงตอนนั้นค่อยบอกพวกเขาก็ได้ หากเธอแสดงความสามารถให้คนทั่วไปยอมรับได้ฉันคิดว่าลูกกับหลานของฉันก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ” ซีหลัวอธิบาย
“ถ้าคุณปู่คิดว่าผมเหมาะสมผมก็ยินดีครับ” ไป่เจ๋อยิ้ม ซีหลัวลุกจากเก้าอี้คว้าตัวไป่เจ๋อมากอด
“ดีมากต่อแต่นี้ไปเธอเป็หลานฉันแล้วนะ เสี่ยวเจ๋อ ถ้าเจอซีโม่ก็เรียกเขาว่า พี่โม่ นะเข้าใจไหม” ซีหลัวกล่าว ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนได้รับการเติมเต็มขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
“เอ่อซีโม่ เขาเรียกผมว่า อาจารย์ไป่ นะครับ” ทันทีที่ซีหลัวได้ยิน เขาก็หัวเราะลั่นเป็เพราะว่าซีโม่เห็นซีหลัวเคารพในความสามารถของไป่เจ๋อซีโม่เลยเรียกไป่เจ๋อว่าอาจารย์ไป่ตามเขา
“งั้นเธอเรียกเขาว่าซีโม่เฉยๆ ก็ได้ เดี๋ยวฉันบอกเขาเองว่าฉันอนุญาตให้เธอเรียกฉันว่าปู่” ซีหลัวกล่าว
หลังจากนั้นซีหลัวกับไป่เจ๋อคุยกันหลายเื่พวกเขารับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ไป่เจ๋อยอมกินเพื่อรักษาน้ำใจภายในกระเพาะของเขาตอนนี้ลมปราณกำลังทำการสลายของสกปรกที่ไม่จำเป็แยกไว้ตอนที่ไป่เจ๋อเช็ดปาก เขาบ้วนมันออกมาใส่กระดาษเช็ดปากทันที และขอตัวกลับบ้านซึ่งทางซีหลัวได้ให้คนขับรถของเขา ขับรถไปส่งไป่เจ๋อ
สำนักพิมพ์ซานหลง
อู๋เจี่ยผู้เป็เ้าของสำนักพิมพ์ และเป็สมาชิกคนหนึ่งของสมาคมรักภาพอักษรเขาเป็เพื่อนของซีหลัว และซีหลัวได้ร้องขอให้เขาช่วยพิจารณานิยายเื่หนึ่ง
อู๋เจี่ยนั้นรับมาตามมารยาทเขาได้ทำการแจกจ่ายต้นฉบับที่ได้มาจากซีหลัวให้กับผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณาส่วนตัวเขานั้นก็เข้าไปงีบในห้องพักของเขาที่อยู่ข้างห้องทำงานส่วนพวกผู้เกี่ยวข้องต่างก็รับไปอ่านและคุยกันเองเป็การส่วนตัว
“เยอะขนาดนี้คุณภาพจะมีไหมเนี่ย”
“ประธานบอกว่าทำเหมือนกับเวลามีคนมาเสนองานเขียนให้สำนักพิมพ์พิจารณาตามปกติ”
“ประธานนี่น่านับถือจริงๆ ถึงจะเป็เพื่อนกันแต่ธุรกิจก็คือธุรกิจล่ะนะ”
“ก็แน่ล่ะใครจะยอมลงทุนโดยที่รู้ว่าจะต้องขาดทุนล่ะ”
หลังพนักงานที่เกี่ยวข้องคุยกันได้สักพักพวกเขาก็แยกย้ายกันกลับไปที่โต๊ะ เพื่อเริ่มอ่านนิยายที่ได้รับแจกจ่ายมาทันที
“หือ”
“อ๊ะหรือว่า”
“แบบนี้นี่เอง”
เสียงอุทานต่างๆ หลุดออกมาจากปากพนักงานเป็ระยะ แต่ก็ไม่มีใครพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพวกเขารู้สึกว่านิยายนี้ยิ่งอ่านยิ่งติดลม เวลาผ่านไปจนถึงตี 5 พวกเขาถึงอ่านกันจบ
“วะ....วางมือไม่ได้เลย”มีคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมกับเอนหลังพิงกับเก้าอี้แล้วหลับตาลง
“ใช่มันน่าติดตามจริง ๆ ถ้าหากว่าฉันไม่ได้อ่านมันทั้งหมดในคราวเดียวคงแทบคลั่งแน่”หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้น
“ฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อนล่ะเดี๋ยวจะกลับมานอนซะหน่อย ประธานอู๋ คงเรียกประชุมตอน 9 โมงเช้าแน่”ชายอีกคนกล่าวขึ้น
“ผมด้วยสิเดี๋ยวตั้งปลุกไว้ให้” ชายหนุ่มอีกคนหยิบเอาสมาร์ทโฟนขึ้นมาตั้งเวลาไว้ก่อนจะเดินไปที่โซฟาและงีบหลับไป
พนักงานที่อ่านนิยายกันมาทั้งคืนต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำในห้องน้ำของสำนักงานก่อนจะหาที่หลับที่นอนกัน เพื่อเตรียมประชุมตอน 9 โมงเช้าต่อไป
ห้องประชุมสำนักพิมพ์ซานหลง
9โมงเช้า ที่ห้องประชุมของสำนักพิมพ์ซานหลง อู๋เจี่ย นั่งอยู่หัวโต๊ะส่วนที่เหลือเป็ผู้เกี่ยวข้องในการพิจารณา 10 คนที่ตอนนี้ยังมีอาการง่วงงุนอยู่บ้าง แต่พวกเขาดีขึ้นมากหลังจากได้นอนพักมาบ้างแล้ว
“หลังจากที่พวกคุณอ่านแล้วเป็ยังไงบ้าง”อู๋เจี่ยถามขึ้น
“มันไม่ควรถูกเรียกว่านิยาย”มีชายคนหนึ่งพูดขึ้น อู๋เจี่ย หลับตาลง เขากะไว้แล้วว่าจะต้องเป็แบบนี้ซีหลัวเพื่อนของเขาทำไมไม่คัดกรองมาให้เขาทำเขาขายหน้าต่อหน้าลูกน้องแบบนี้ได้ยังไงกัน
“มันควรถูกเรียกว่ายอดวรรณกรรม ถึงจะถูก” ชายคนนั้นพูดต่อ อู๋เจี่ย ลืมตาขึ้น นี่เขาฟังผิดไปรึเปล่าทำไมพนักงานของเขาถึงกล้าใช้คำว่า ยอดวรรณกรรม
“คุณว่าอะไรนะ”อู๋เจี่ยถามชายคนนั้นอีกครั้ง
“ผมบอกว่ามันควรถูกเรียกว่าเป็ยอดวรรณกรรม ครับ การใช้ภาษา หลักอักษรล้วนอยู่ในขั้นสูงอีกอย่างลายมือของเขานั้นงดงามมาก หากเปลี่ยนจากปากกาเป็พู่กันมันคงเหมือนคุณได้จับตำราวรรณกรรมโบราณเลยล่ะครับ”ชายคนนั้นเริ่มกล่าวชมนิยายที่เขาอ่านมาทั้งคืนอย่างออกรสชาติ
“คุณพูดเกินไปรึเปล่า”อู๋เจี่ย ถามขึ้น
[ไม่เกินจริงเลยครับ/ค่ะท่านประธาน] คราวนี้ทั้ง 10 คนลุกขึ้นยืนพูดพร้อมกัน
“ประธานอู๋คุณต้องอ่านมันด้วยตัวคุณเอง” มีชายวัยกลางคนยื่นไดร์ฟมาให้เขาอู๋เจี่ยรับมาเปิดอ่าน ไม่นานเขาเหมือนหลุดเข้าไปในโลกของนิยาย ความสนุกน่าติดตามจนหยุดไม่อยู่นี่มันคืออะไรกันมี่ให้เว้นพักหายใจบ้างเป็บางครั้งเพื่อดึงอารมณ์อู๋เจี่ยอ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้แต่ตอนที่เขากำลังจะเปิดไฟล์ตอนใหม่ของนิยาย ก็มีมือ ๆ หนึ่งมาจับมือของเขาเอาไว้
“ประธานอู๋ใจเย็นก่อน ตอนที่พวกผมอ่านก็เป็เหมือนคุณนั่นแหละ” ชายวัยกลางคนกล่าว อู๋เจี่ยเข้าใจแล้วว่าทำไมคนพวกนี้ถึงได้ยกย่องนิยายเื่นี้นักรวมถึงซีหลัวเพื่อนของเขาด้วย
“งั้นเรามาลงมติกันซื้อ ยกมือ ไม่ซื้อ นิ่งไว้” อู๋เจียประกาศขึ้น พร้อมกับทุกคนยกมือขึ้นทั้งหมด
“สรุปคือซื้อต่อไปสัญญาที่ทางผู้เขียน...หือ” อู๋เจี่ยเพิ่งสังเกตเห็นนามปากกาของผู้แต่งนิยายเื่นี้เขาและเพื่อนสมาคมรักษ์ภาพอักษรไม่มีทางลืมชื่อนี้ชื่อที่เป็ผู้มอบภาพอักษรซึ่งเป็สมบัติของชาติไปแล้ว ให้พวกเขาได้ชื่นชมกัน
“เป็อะไรไปครับประธานอู๋”มีคนอดไม่ได้ที่เห็นประธานอู๋นิ่งไป
“พวกคุณรู้ชื่อของผู้เขียนภาพอักษรทั้ง2 ที่เป็สมบัติชาติรึเปล่า” อู๋เจี่ยถามขึ้น
“สักครู่ครับ”พวกเขาก้มลงค้นหาข้อมูลจากสมาร์ทโฟนทันที ก่อนที่จะทำหน้าตาตื่นเทียบชื่อในสมาร์ทโฟนกับชื่อผู้แต่งนิยายเื่นี้
“นะ...นี่หรือว่า” พนักงานที่เป็ชายวัยกลางคนถึงกับมือไม้สั่นด้วยความตื่นเต้น เพราะหากพวกเขาตกลงซื้อนิยายเื่นี้ปรมาจารย์ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็สมบัติของชาติจะมาเยือนที่สำนักพิมพ์ของพวกเขา
“มีความเป็ไปได้สูงเพราะเพื่อนของผมคือซีหลัว ผู้ที่ถือครองหนึ่งในภาพอักษรนั้นเขาน่าจะรู้จักกับปรมาจารย์ท่านนี้ ดังนั้นในสัญญานี้ค่าลิขสิทธิ์นั้นเขา้าให้เราจ่ายตามกำไรสุทธิต่อเล่มโดยแบ่งกัน50:50 แต่หากให้เขา 60 และเรา 40 เมื่อมีนิยายเื่ใหม่เขาจะนำมาขายให้กับเราพวกคุณคิดว่ายังไง” ไม่รอช้าอู๋เจี่ยได้บอกรายละเอียดของสัญญาทันที
“หากเป็ปรมาจารย์ท่านนั้นจริงผมว่า60:40 จะสร้างผลกำไรในระยะยาวได้นะครับ” มีพนักงานแสดงความคิดเห็นขึ้นจากนั้นก็มีเสียงเห็นด้วยตามกันมา
“ตกลงตามนี้60:40 ผมจะได้นัดเขามาเซ็นสัญญา ให้ฝ่ายกฎหมายร่างสัญญาไว้ให้เรียบร้อย ปิดประชุม”จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไป ส่วนอู๋เจี่ยได้โทรกลับไปหาซีหลัวว่าเขาตกลงซื้อลิขสิทธิ์นิยายเื่นี้แล้ว
“เข้าใจแล้วขอบใจนะเสี่ยวอู๋” ซีหลัวกล่าวขอบคุณ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเพราะอู๋เจี่ยถึงกับชื่นชมผลงานของไป่เจ๋อว่าเป็ ยอดวรรณกรรมซึ่งเขาเองก็เห็นด้วยกับเื่นี้
“เหล่าซีอย่าเพิ่งวางสาย วันเซ็นสัญญาคุณพอจะเชิญท่านปรมาจารย์ให้เกียรติผมเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อได้รึเปล่า” อู๋เจี่ยพูดด้วยความตื่นเต้น เขาอยากพบปรมาจารย์ท่านนี้มากเพราะวันที่มีการจัดแสดงภาพอักษรนั้น เขาติดงาน เลยไม่ได้ไปร่วมงานในครั้งนั้นด้วยอีกทั้งภายในงานเองก็ไม่ให้ถ่ายภาพใด ๆทำให้เขาไม่ได้เห็นหน้าของปรมาจารย์ที่ทุกคนในชมรมต่างกล่าวขวัญกัน
“ได้สิฉันจะเชิญเขาให้ สักครู่นะ...ตกลง เขาไปแน่ งั้นแค่นี้นะ ขอบใจมาก” ซีหลัววางสายจากอู๋เจี่ย ก่อนที่จะคิดว่าถ้าอู๋เจี่ยได้พบว่าไป่เจ๋อคือปรมาจารย์ท่านนั้น อู๋เจี่ยจะทำยังไง ก่อนจะหัวเราะเสียงดังลั่นห้อง