บทที่ ๗ : ใส่ร้าย
เวลาผ่านไปหลายเดือน...
สภาพมณฑลหนานซาเริ่มมีผู้คนสัญจรค้าขายอย่างคับคั่งเฟยหลงประกาศสถาปนาหัวเมืองในมณฑลรัฐขึ้นสามเมือง และแต่งตั้งเมืองหนานอิงเป็เหมืองหลวงหลักของมณฑล
เมื่อเศรษฐกิจดีเงินทองก็หาได้ไม่ยากเมื่อมันหาได้ไม่ยาก ก็ทำให้มีเงินในระบบหมุนเวียนเพื่อใช้พัฒนามณฑลได้มากขึ้นและนั่นจึงทำให้เฟยหลงตัดสินใจออกคำสั่งให้เหล่าข้าราชบริพารลงมือปูพื้นหินบนถนนทุกเส้นของมณฑลส่งเสริมให้การเดินทางของเหล่าพสกนิกรสู่หัวเมืองต่างๆ ล้วนแล้วแต่สะดวกสบาย
“หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราต้องเน้นทำถนนทั่วมณฑลให้ดีถึงเพียงนั้นทำไมเราไม่นำเงินจากภาษีที่ได้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นก่อนเพคะ” ลั่วลั่วเอ่ยถามผู้เป็นาย ขณะที่กุ้ยเฟยฟางเซียนหัวเราะร่าเมื่อได้ยิน “เด็กโง่! นี่เขาเรียกว่า ‘การคมนาคม’ หากเราทำถนนได้ดีมากเท่าไหร่ การขนส่งก็จะมีต้นทุนถูกลงและเดินทางได้เร็วขึ้นมากเท่านั้นแถมยังส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายทัพทหารไปประจำจุดซุ่มเสี่ยงต่างๆ อย่างฉับไว... ประชาชนในเมืองก็จะพลอยได้อนิสงค์ไปด้วย”ร่างระหงยิ้มอธิบายแบบใจเย็น โดยหวังให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงประโยชน์ของสิ่งที่กำลังทำอยู่“เอาล่ะ! หากจะแปลให้เ้าเข้าใจได้ง่ายขึ้นมันก็หมายถึง...พวกข้าวของเครื่องใช้จากพ่อค้ามณฑลอื่นๆ จะย่นระยะเวลาในการขนส่งลงเท่าตัวเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ถ้วยโถจานชาม เครื่องเคลือบดินเผา พวกเขาจะนำสิ่งของเหล่านี้...มาแลกเปลี่ยนกับผลผลิตทางการเกษตรของเราได้ตลอดยิ่งเดินทางง่าย การแลกเปลี่ยนก็ง่าย จำไว้นะลั่วลั่ว”
เป็จริงอย่างที่เฟยหลงว่าไว้ทุกประการเพราะในเวลานี้มีประชาชนมากหน้าหลายตาอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในมณฑลหนานซาอย่างอุ่นหนาฝาคั่งพวกเขาเ่าั้ดูเบิกบานขึ้น แจ่มใสขึ้น ไม่ต้องทนทรมานเพราะความอดอยากอีกต่อไปแถมข้าวของเครื่องใช้ก็มีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนวางขายในตลาดมากกว่าเมืองหลวงฉีอิงแห่งอาณาจักรต้าฉีเสียอีก
สี่เดือนต่อมา...
ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวก็ได้รับรายงานจากหัวหน้าทหารเป็กองเอกสารหลายฉบับแน่ล่ะ! ยิ่งบ้านเมืองเจริญขึ้นมากเท่าไหร่ พวกโจรต่างถิ่นก็หวังรุกรานมากขึ้นเท่านั้นนั่นจึงทำให้เฟยหลงมีอาการหงุดหงิดงุ่นง่านเป็พิเศษ ก่อนตัดสินใจก่อตั้งกรมตำรวจประจำมณฑลรัฐขึ้นโดยมีเขากุมอำนาจเอาไว้ในมือแบบเบ็ดเสร็จ
กุ้ยเฟยฟางเซียนเรียกประชุมนายทหารของมณฑลรัฐระดับหัวกะทิจำนวนหนึ่งร้อยคนและแต่งตั้งพวกเขาเป็หัวหน้าหน่วยคุมกองตำรวจที่เพิ่งตั้งใหม่โดยแบ่งแยกหน้าที่ออกจากกันอย่างชัดเจน... ระหว่างทหารกับตำรวจ
“กองทหารมีไว้คุ้มกันชายแดนของมณฑล กองตำรวจมีไว้จัดการกับชาวบ้านที่ทำผิดกฎหมาย” เขากล่าวขึ้นในที่ประชุมด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมแจกอาหารกระป๋องให้เหล่านายตำรวจคนละหนึ่งกระป๋อง
พวกนายตำรวจที่ได้รับอาหารกระป๋องมีสีหน้างุนงงเล็กน้อยเมื่อพวกเขากลืนมันลงท้องตามคำสั่งของกุ้ยเฟยฟางเซียน ระดับการบ่มเพาะของพวกเขาก็ก้าวทะยานขึ้นสองขั้นจนตอนนี้นายตำรวจทุกคนล้วนแล้วแต่มีปราณระดับักันทั้งสิ้น
“รสชาติอร่อยอร่อยราวกับอาหารทิพย์จาก์... โอ้ว!... นี่มันหยวนตัน! หยวนตันขั้นเทวะมิมีผิด ไม่ใช่ของหาง่าย นี่มันคือสมบัติชาติชัดๆ”ตำรวจนายหนึ่งดวงตาเบิกกว้าง ก่อนที่ทุกคนในห้องประชุมแสนโอ่อ่าจะคุกเข่าทำความเคารพแก่ฟางเซียนด้วยท่าทางซาบซึ้ง“กุ้ยเฟยช่างมีเมตตานัก พวกหม่อมฉันจะขอติดตามองค์กุ้ยเฟยไปตลอดชีวิต”
ยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้นเฟยหลงพลันหรี่ตายิ้มรับเหล่ากองตำรวจใหม่ด้วยสีหน้าแช่มชื่น พลางเอื้อนเอ่ยตอบกลับเสียงดังกังวาน“สำหรับผู้ใดที่ทำหน้าที่ได้ดี ข้าจักเลื่อนขั้นให้เ้าเป็หัวหน้ากองพร้อมกับมอบเ้าสิ่งนี้ให้อีก” หญิงสาวชูอาหารกระป๋องขึ้นหรา“และหากทำหน้าได้ดีขึ้นไปอีก พวกเ้าสักคนจะกลายเป็ผู้บัญชาการทัพตำรวจแห่งหนานซา” กุ้ยเฟยฟางเซียนยกชาขึ้นจิบช้าๆ ั์ตากำลังมองกองตำรวจจำนวนร้อยคนเบื้องหน้า“แล้วก็...ผู้บัญชาการกองตำรวจจักได้รับรางวัลเป็สิ่งนี้”มือขาวเล็กคว้าขวดเครื่องดื่มชูกำลังมาตั้งไว้บนโต๊ะหนึ่งมุมปากสีแดงสำทับต่อขึ้นทันทีเพื่อกระตุ้นเหล่าตำรวจให้ตั้งใจทำงานกันมากขึ้น“มันสามารถทำให้บรรลุปราณขั้นราชันย์ เพียงแค่ดื่มลงไปจนหมดขวด!”
สายตานายตำรวจทุกคนจ้องค้างตะลึงพรึงเพริดใช่! พวกเขาไม่เคยเห็นรูปร่างบรรจุภัณฑ์แบบนี้มาก่อน
“สิ่งนั้นมันโปร่งใสมองทะลุเห็นน้ำทิพหยวนตันอยู่ภายใน” ชายคนหนึ่งขยี้ตาพินิจดูขวดเครื่องดื่มชูกำลัง
“สมกับเป็หยวนตันขั้นสูงสุดจริงๆ...เหมือนกับกล่องเหล็กโลหะบรรจุหยวนตันที่พวกเราเพิ่งกินไปเมื่อสักครู่มิมีผิด” ตำรวจอีกนายกล่าวสำทับ จ้องมองดูกระป๋องโลหะที่ว่างเปล่าซึ่งถือไว้อยู่ในมือตนเอง
เมื่อจบการประชุมเหล่าตำรวจจำนวนร้อยคนก็แยกย้ายออกปฏิบัติหน้าที่อย่างเร่งรีบ พวกเขาหายลับออกจากห้องโถงในจวนว่าการที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ซึ่งมันมีขนาดใหญ่โตกว่าวังหลวงแห่งต้าฉีหลายเท่านัก
“ลั่วลั่ว” อดีตฮองเฮาเอ่ยเรียกเสียงหวาน พร้อมยื่นขวด ‘กระทิงดำ’เครื่องดื่มชูกำลังที่เปิดฝาแล้วยื่นให้
องครักษ์หญิงคุกเข่าก้มหน้าใบหน้าน่ารักแดงก่ำไม่กล้าสบตาผู้เป็นาย “หม่อมฉันรับไว้ไม่ได้หรอกเพคะของที่ช่วยในการบ่มเพาะพลังทางลัดเฉกเช่นนี้ มีค่าเกินกว่าชีวิตของหม่อมฉันเสียอีก”
กุ้ยเฟยฟางเซียนลูบหัวเอ็นดูอีกฝ่ายดวงหน้าราวเทพธิดากำลังยิ้มอ่อนปลอบขวัญ “ข้าสั่งให้เ้าดื่มเ้าก็ต้องดื่ม เ้าที่เป็องครักษ์ประจำตัวของข้าดันมีพลังปราณต่ำกว่ากองตำรวจเสียอีกหากยังเป็เช่นนี้อยู่...เ้าจักปกป้องข้าได้อย่างไร!”
เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วลั่วก็คว้าขวดกระทิงดำยกขึ้นดื่มจนหมดเกลี้ยง ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ การบ่มเพาะของเด็กสาวก็ทะยานทะลุขั้นราชันย์จนร่างกายเปล่งแสงสีแดงสดแสดงออร่าออกมารอบตัว
เฟยหลงค้ำคางจ้องมองเงาร่างของลั่วลั่วแบบนิ่งเงียบก่อนเอื้อนเอ่ยสำทับขึ้นว่า “เ้าต้องรู้จักซ่อนปราณของเ้าไว้โดยกำหนดลมหายใจข่มพลัง... ต้องไม่แสดงปราณราชันย์ของเ้าออกมาให้ผู้คนพบเห็นเพราะข้าไม่้าให้มีผู้ใดล่วงรู้ถึงสิ่งที่เรามี...” ริมฝีปากสีแดงอธิบายให้องครักษ์สาวเข้าใจถึงเหตุผล“มันจักทำให้ศัตรูประเมินความสามารถของพวกเราต่ำ และจะทำให้พวกเขาประมาทเสมอหากคิดลงมือกับพวกเรา”
“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ...กุ้ยเฟยถ้าเช่นนั้นองค์กุ้ยเฟยก็ข่มปราณกดพลังเอาไว้เช่นกันหรือเพคะ เพราะหม่อมฉันััปราณของพระองค์ไม่ได้เลยเอ่อ...เหมือนองค์กุ้ยเฟยเป็คนธรรมดาอย่างไรอย่างนั้น”
เฟยหลงยิ้มกว้างเป็เชิงตอบกลับก่อนที่ร่างระหงซึ่งนั่งค้ำคางขาไขว่ห้างอยู่จะเปล่งออร่าลมปราณสีทองออกมาเพียงเสี้ยววินาทีทำให้ลั่วลั่วตะลึงงันหงายหลังล้มตึงกองกับพื้น
“ระระดับผู้บริสุทธิ์” องครักษ์สาวอุทานน้ำเสียงตะกุกตะกักใบหน้าตื่นตระหนกเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นต่ออีกฝ่าย
“จักกลัวข้าไปไยเด็กน้อยในเมื่อเ้าจงรักภักดีต่อข้า ข้าก็จักคอยปกป้องเ้าเฉกเช่นเดียวกัน” เสียงเจื้อยแจ้วฟังลื่นหูปลอบประโลม พลันตรงเข้าไปประคองเงาร่างของเด็กสาวให้ลุกขึ้น“พวกเราก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน อย่าได้คิดมาก เด็กโง่”
“หม่อมฉันจะขอติดตามกุ้ยเฟยฟางเซียนไปตลอดชีวิตจักคอยรับใช้อารักขาแม้ตัวตายก็ตาม” ลั่วลั่วคุกเข่าคำนับหลายครั้งจนเฟยหลงเบ้ปากเบื่อหน่าย...พร้อมอดครุ่นคิดภายในใจไม่ได้ว่า...
‘คนมิตินี้เอะอะอะไรก็ติดตาม ติดตาม เฮ้อ!’
เวลาเดียวกันนั้นเอง...
ณ ท้องพระโรงเมืองหลวงแห่งอาณาจักรฉี
อดีตผู้ว่าการมณฑลรัฐหนานซากำลังเข้ากราบบังคมทูลต่อฮ่องเต้ฉีคังอย่างเร่งรีบโดยมีเสนาอำมาตย์ซ้ายขวารายล้อมด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น?
“หม่อมฉันโหลวเปิ่นเหวยผู้ว่าการมณฑลรัฐหนานซาขอถวายบังคมขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
“ไม่ต้องมากพิธีว่าความของเ้ามา” ชายในชุดเหลืองตรัสถามขณะนั่งอยู่บนบัลลังก์สีหน้าหล่อเหลาเป็กังวลจนเหล่าข้าราชบริพารน้อยใหญ่มองเป็ตาเดียวกัน
“หม่อมฉันโดนผู้ตรวจการแผ่นดินฟางเซียนปลดออกจากตำแหน่งโดยที่มิได้มีพระราชโองการรับสั่งจากองค์ฝ่าาแม้แต่น้อย หม่อมฉันจึงเดินทางมายังเมืองหลวงฉีอิง...หวังให้พระองค์ทรงพิจารณาคดีไต่สวน...ให้ความเป็ธรรมแก่กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ร่างผอมกะหร่องของโหลเปิ่นเหวยก้มคำนับหน้าพระพักตร์น้ำตานองหน้าพร้อมยื่นเอกสารเท็จส่งมอบให้เหล่าข้าราชบริพาร ก่อนนำไปส่งให้องค์จักรพรรดิบนราชบัลลังก์อีกทอดหนึ่ง
“ฟางเซียน!บังอาจ!” ั์ตาขององค์ฮ่องเต้เขม็งแข็งกร้าวเมื่อพระองค์ได้อ่านเอกสารเ่าั้ พลันลงมือฉีกทึ้งกระชากแผ่นกระดาษออกเป็สองส่วนด้วยความโมโห
“ั้แ่วันที่พระนางไปเหยียบถึงจวนว่าการของมณฑลรัฐพระนางก็ไม่ตรวจดูเอกสารสิ่งใดเลย กลับปลดหม่อมฉันที่ทำงานในถิ่นทุรกันดารอย่างไม่เห็นหัว”ใบหน้าแก่ชราเ้าเล่ห์แสร้งทำหน้าเศร้า “ในเวลาที่ผ่านมาหนึ่งปีกว่าก็ไม่ยอมส่งบรรณาการจากหนานซากลับมายังเมืองหลวงกักตุนเสพสุขใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในจวนว่าการ ก่อนแต่งตั้งให้ตนเองเป็ผู้ดูแลมณฑลรัฐซ่องสุมกองกำลังกับโจรป่า ขูดรีดภาษีประชาชนให้อดอยากยากแค้นซ้ำเติมความทุกข์ของชาวบ้าน เป็เช่นนี้ เหล่าพสกนิกรหนานซาจะตราหน้าองค์ฮ่องเต้ว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ในความเป็จริงแล้วเฟยหลงส่งมอบบรรณาการจากหนานซากลับมายังเมืองหลวงมากมายกว่าแต่ก่อนหลายเท่านักแถมยังส่งกลับมาทุกเดือนมิได้ขาดตกบกพร่อง แต่โดนคนของโหลวเปิ่นเหวยแอบอ้างตนเป็คนของวังหลวงกักเก็บตุนข้าวของบรรณาการเ่าั้ไว้เสียเอง เหตุเพื่อสร้างเื่ใส่ร้ายป้ายสีแก่อดีตองค์ฮองเฮาฟางเซียนเพื่อให้พระนางต้องโทษคดีอาญา ตามแผนการขององค์ไทเฮาแห่งอาณาจักรฉีได้วางไว้...
แน่นอนว่า...คนที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงของจริงคือโหลวเปิ่นเหวยต่างหาก! จึงทำให้เฟยหลงปลดเขาออกจากหน้าที่ทันทีเมื่อไปถึงมณฑลหนานซาในเวลานั้น...ทั้งการกินอยู่อย่างเลิศหรู ขณะที่ประชาชนอดอยากล้มตาย ทั้งการขึ้นภาษีขูดรีดแต่ส่งบรรณาการกลับวังหลวงเพียงหยิบมือ...
เมื่อเสพสุขจนเคยตัวพอโดนตัดหางจากเฟยหลง โหลวเปิ่นเหวยจึงเครียดแค้นเป็อย่างยิ่ง เขาถึงขั้นสาบานกับฟ้าดินว่าจะกำจัดกุ้ยเฟยฟางเซียนออกจากมณฑลรัฐหนานซาด้วยน้ำมือของตนเอง
แต่ไม่ว่าจะกระทำการอันใดก็ล้มเหลวไปเสียหมดไม่ว่าจะเป็แผนปลุกปั่นประชาชนในหนานซาให้ประท้วงขับไล่กุ้ยเฟยฟางเซียนก็ไม่เห็นเป็ผลเลยสักนิดแถมประชาชนยังรักใคร่ในตัวผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่มากขึ้นทุกวัน จนโหลวเปิ่นเหวยต้องรับข้อเสนอจากองค์ไทเฮาเพื่อทำให้กุ้ยเฟยฟางเซียนต้องโทษคดีอาญาตามแผน...ในข้อหา ‘ก่อการฏโกงกินบ้านเมือง’ ซึ่งมันเป็โทษที่ต้องปะาถึงเก้าชั่วโคตร
“บังอาจมากฟางเซียน” ฮ่องเต้หนุ่มกำกำปั้นแน่นเส้นเืปูดโปนที่ขมับอย่างเห็นได้ชัด โหลวเปิ่นเหวยอมยิ้มในใจ เพราะขณะนี้...ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็ไปตามแผนขององค์ไทเฮาแห่งฉีเสียแล้ว
“หม่อมฉันมีความเห็นว่าหลักฐานแค่เอกสารไม่กี่แผ่นและคำพูดของชายผู้นี้ดูมีน้ำหนักไม่เพียงพอขอฝ่าาทรงไตร่ตรองให้ดีอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะมีพระบัญชาใดๆ ออกไป” มหาอุปราชอี้เกาเทียนถวายบังคมกราบทูล ใบหน้าอวบอูมในชุดขุนนางสีดำลายดอกเหมยกำลังออกอาการหวาดหวั่น
จักรพรรดิแห่งฉีใช้มือตบโต๊ะเสียงดัง
ปึง!
ั์ตายังคงจ้องมองมหาอุปราชราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“สายเืย่อมเป็สายเืถ้าเ้าไม่มีความดีความชอบในรัชสมัยของเสด็จพ่อมาก่อน หัวของเ้าคงได้หลุดจากบ่าไปแล้ว...อี้เกาเทียน” พระาาแห่งจักวรรดิฉีตรัสเสียงสูง “เ้าที่เป็บิดาของฟางเซียนคิดเข้าข้างบุตรสาวก็มิเห็นแปลก แต่เวลานี้มันดูเหมือนจะเกินไปหน่อยไหม... ข้าจะมีหน้าไปมองเหล่าพสกนิกรได้อย่างไรเมื่อแต่งตั้งลูกสาวของเ้าให้ไปโกงกินบ้านเมือง”
“เตียวชิงเทียนขอถวายบังคมฝ่าา...หม่อมฉันขออาสาออกไปปราบฏฟางเซียนด้วยตนเอง เพราะดูเหมือนนางจะแอบซ่องสุมกำลังเอาไว้มากโข...ตามรายงานเอกสารที่โหลเปิ่นเหวยได้แจ้งไว้...และเท่าที่กระหม่อมอ่านดูอยู่เมื่อครู่ เหมือนนางยังแอบคบคิดติดต่อกับอาณาจักรเว่ยอีกด้วยหากพวกเว่ยได้ครองหนานซา การที่พวกมันจะยกทัพลงใต้บุกโจมตีเมืองหลวงเห็นจะเป็เื่ง่ายขอทรงมีพระบัญชาให้หม่อมฉันด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เงาร่างใหญ่ในชุดเกราะเหล็กทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นขณะที่มหาอุปราชอี้เกาเทียนเหงื่อไหลไคลย้อยเต็มใบหน้า เพราะเขาไม่รู้เลยว่า...บุตรีของตนกำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่
“ดี!...ท่านแม่ทัพเตียวชิงเทียนเสนอตัวออกโรงเองเฉกเช่นนี้ กับปราณระดับัอย่างท่าน...พวกฏคงตายเสียดีกว่าอยู่ ว่ากันว่าแค่พวกเว่ยเห็นหน้าท่านต่างก็พากันกลัวหัวหดขวัญกระเจิงแล้ว”เสนาบดีฝ่ายซ้ายเฉาซื่อเหม่ยเอ่ยสำทับ ใบหน้ายิ้มแย้มก่อนหันไปมองมหาอุปราชด้วยสายตาเยาะเย้ย
องค์ฮ่องเต้ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทำมือเหมือนเป็สัญญาณบอก
“ข้าอนุญาต...ทำตามที่เ้าเห็นสมควรเลยแม่ทัพชิงเทียน” ชายในชุดเหลืองลายัตรัสตอบอีกฝ่าย คิ้วขมวดเป็ปมยับยู่ชนกัน
บุรุษในชุดเกราะสอดมือประสานทำความเคารพอีกครั้งใบหน้าที่เต็มไปด้วยาแออกอาการฮึกเหิมถึงขีดสุด
“รับพระบัญชา...แล้วหม่อมฉันจะนำศีรษะของอี้ฟางเซียนกลับมาถวายพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
หากแต่ว่าจักรพรรดิฉีคังกลับส่ายศีรษะแบบไม่ค่อยเห็นด้วย ั์ตาปรากฏแววลังเลอยู่เล็กน้อยคล้ายพระองค์เริ่มระแคะระคายอะไรบางอย่าง ก่อนจะรับสั่งสำทับเตียวชิงเทียนด้วยน้ำเสียงอันแ่เบาออกมา
“นำตัวนางกลับมาก็พอ...ข้าจะไต่สวนนางด้วยตนเอง”
โปรดติดตามตอนต่อไป