
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วคาร์ลก็เดินถือห่อผ้าและถุงกระดาษพะรุงพะรังตามหลังแคเรนออกจากร้านอาหารมา แคเรนพยายามจะช่วยเขาถือแต่เขาก็ปฏิเสธมาตลอดทางจนกระทั่งมองเห็นไกอัสที่กำลังวิ่งตรงมาทางพวกเขาคาร์ลยื่นถุงสัมภาระบางส่วนให้ไกอัสช่วยถือโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องขอเลยหลังจากนั้นคาร์ลและแคเรนก็เดินตามไกอัสไปยังที่พักซึ่งเขาจ่ายเงินจองห้องเอาไว้แล้ว
แคเรนเดินตามคาร์ลขึ้นไปบนชั้นสองของที่พักโดยมีไกอัสเดินตามหลังมาด้วยไกอัสหยุดยืนรออยู่หน้าห้องปล่อยให้คาร์ลนำสัมภาระของแคเรนเข้าไปวางในห้องแคเรนเดินไปนั่งลงบนเตียงซึ่งเบาะมันไม่นุ่มสบายเหมือนเบาะในห้องนอนของปราสาทคาร์ลเห็นเธอนั่งนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรในใจก็ถามขึ้น
“ท่านหญิงเป็อะไรหรือเปล่าข้างนอกอาจไม่สะดวกสบายเหมือนในปราสาท อดทนหน่อยนะครับ”
“ข้าไม่เป็ไรพรุ่งนี้เราจะไปที่ไหนกันหรือ”
“เมืองไมเนอร์เราต้องไปพบกับตระกูลอีสตันบูลก่อน”
“เหมือนเคยอ่านเจอในตำราตระกูลนักประดิษฐ์ใช่มั้ย”
“พวกเขาเป็ช่างตีโลหะวิสทานัมที่สืบทอดวิชากันมาั้แ่ต้นตระกูลซึ่งรับใช้ราชินีเรเนเซียที่หนึ่งท่านควรจะต้องทำความรู้จักกับพวกเขาก่อน”
“เข้าใจแล้วพวกเ้าไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า”
“ทราบแล้วครับ”คาร์ลรับคำพลางวางสัมภาระของแคเรนลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วจึงเดินออกจากห้องแล้วปิดประตูปล่อยให้แคเรนได้ใช้เวลาเป็ส่วนตัวในห้องของตนเอง
กลางราตรีอันเงียบสงัดดวงจันทร์ที่มองเห็นจากที่พักแห่งนี้ไม่ต่างจากดวงจันทร์ที่มองเห็นจากปราสาทเพียงแต่มันให้ความรู้สึกห่างเหินมากกว่าเพราะปราสาทค่อนข้างสูงจึงมองเห็นจากระยะใกล้กว่าตอนออกจากปราสาทแคเรนหยิบอาวุธชิ้นหนึ่งติดมือมาด้วย เธอเดินไปหยิบมันออกจากห่อผ้าในสัมภาระมันคือดาบสั้นสีเงินยาวประมาณหนึ่ง่แขนซ่อนคมอยู่ในฝักสีเงินสลักลวดลายปราณีต ปลายด้ามมีพลอยสีแดงเม็ดใหญ่ประดับอยู่
แคเรนเสียบมันเข้ากับเข็มขัดที่เอวก่อนจะดึงดาบสั้นออกจากฝักเธอแง้มเปิดประตูคอยดูว่ามีใครอยู่ข้างนอกหรือไม่เมื่อเห็นว่าคาร์ลกับไกอัสไม่อยู่ข้างนอกเธอก็เดินกึ่งย่องลงมาข้างล่างเพื่อออกมาเดินเล่นนอกที่พักในยามราตรี
แคเรนอยากลองออกมาเดินเล่นนอกปราสาทตอนกลางคืนมานานมากแล้วแต่ไม่เคยมีโอกาสเลยยามนี้เธอรู้สึกผ่อนคลายและเป็อิสระจากสายตาของพ่อบ้านและองครักษ์แต่ดูเหมือนบ้านเรือนยามกลางคืนก็ปิดไฟมืดไม่คึกคักเหมือนตอนกลางวันมีเพียงร้านอาหารบางร้านเท่านั้นที่ยังจุดโคมไฟสว่างไสว และส่วนใหญ่จะเป็ผู้ชายแทบจะทุก่วัยที่เดินเข้าออกแคเรนเคยรู้เื่สถานเริงรมย์และร้านเหล้าจากในตำรานอกจากจะเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงสีแล้วก็ยังเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยปัญหาและเธอไม่ได้้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายใดๆ
แคเรนเดินเลี่ยงจากร้านค้าเ่าั้มาจนถึงหน้าตลาดซึ่งตอนกลางวันเคยเป็ตลาดนัดเมื่อเดินผ่านตรอกนั้นมาอีกหน่อยก็พบกับชายในชุดคลุมสวมหมวกฮู้ดซึ่งลักษณะการเดินของเขาเหมือนชายคนเดียวกับเมื่อกลางวันที่เธอเห็นไม่มีผิดเธอจึงเดินตามเขาไปจนถึงบ้านซึ่งทำจากอิฐสีขาวมุงหลังคากระเบื้องสีน้ำเงินหลังหนึ่งตั้งโดดเดี่ยวอยู่ห่างไกลจากชุมชนล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ แคเรนจึงแอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้คอยจับตาดูชายในชุดคลุมดำ
ชายในชุดคลุมดำไม่ได้เดินเข้าไปในบ้านแต่เดินไปยังทางลงใต้ดินข้างๆบ้านแทน แคเรนกำลังจะเดินตามไปแต่ชายในชุดคลุมดำรู้ตัวเสียก่อน เขาถือมีดหันหลังมาจะทำร้ายแคเรนแต่เธอะโถอยหลังทันเสียก่อนชายในชุดคลุมดำยังคงวิ่งตรงมาทางเธอ แคเรนพยายามจะใช้พลังควบคุมโลหะกับดาบสั้นเล่มนั้นแต่ด้วยความที่ยังไม่เคยชินทำให้เธอใช้พลังไม่ได้มีดกำลังจะพุ่งเข้ากลางท้องของเธอ แต่มือหนึ่งยื่นมาจากด้านข้างกำคมมีดเอาไว้ได้ทันเสียก่อนเืสีแดงไหลอาบคมมีดทำให้ภาพความทรงจำคล้ายๆ กันเมื่อตอนเด็กปรากฏขึ้นในหัวมือนั้นเป็มือของคาร์ล
แคเรนยังคงตกตะลึงยืนนิ่งอยู่กับที่ในขณะที่ไกอัสถือดาบจะแทงชายในชุดคลุมดำจากด้านหลัง ชายในชุดคลุมดำรู้ตัวรีบปล่อยมือจากมีดของตนเองที่คาร์ลยังคงกำแน่นเอาไว้ในมือก่อนจะวิ่งหนีหายไปในความมืดคาร์ลขยับมีดมากำที่ด้ามแทนก่อนมองสำรวจด้ามมีดอย่างพินิจแต่มีดนี้ไม่ได้มีอะไรเป็พิเศษเป็เพียงมีดทั่วไปที่หาซื้อได้ตามตลาดและโลหะก็ไม่ใช่โลหะวิสทานัมอีกด้วยคาร์ลจึงโยนมีดทิ้งลงพื้น ไกอัสเดินเข้ามามองดูมีดบนพื้นก่อนถามขึ้น
“เห็นหน้าคนร้ายมั้ย”
“ไม่เห็นมีดนั่นก็ไม่ได้มีสัญลักษณ์หรือทำขึ้นเป็พิเศษด้วย”
แคเรนที่พึ่งตื่นจากภวังค์เห็นเืไหลออกจากมือของคาร์ลไม่หยุดจึงรีบดึงมือเขามาพลิกดูาแแล้วกล่าวถามท่าทางเป็กังวล
“เ้าเป็อะไรหรือเปล่าแผลลึกมั้ย”
“แผลนิดหน่อยครับข้าใช้แรงจับมีดเอาไว้ได้ทัน ใส่ยาแล้วพันผ้าไว้ก็ไม่เป็ไรแล้ว”
สีหน้าของไกอัสแสดงความแปลกใจอยู่นิดหน่อยไม่คิดว่าพ่อบ้านธรรมดาจะรู้จักวิธีรับคมดาบได้แต่ไม่ได้ทักท้วงอะไรเขาเพียงเดินลงไปตามทางบันไดหินที่ชายในชุดคลุมดำคิดจะลงไปเมื่อครู่นี้แต่กลับเจอประตูเหล็กสีดำที่ถูกล็อกแม่กุญแจเอาไว้อย่างแ่าเปิดไม่ออกแทน
ไกอัสเดินกลับขึ้นมาหาคาร์ลและแคเรนพลางส่ายหน้าแล้วกล่าวขึ้น
“ข้างล่างนั่นเข้าไปไม่ได้เื่นี้ข้าจะส่งข่าวแจ้งให้กองปราบมาตรวจสอบทีหลังตอนนี้เรากลับที่พักกันก่อนเถอะ”
คาร์ลเห็นด้วยกับไกอัสจึงทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่ายเมื่อกลับถึงที่พักแคเรนก็ขออุปกรณ์ปฐมพยาบาลจากเ้าของที่พักแล้วเทผงยาจากขวดแก้วใบเล็กลงบนาแคาร์ลไม่แม้แต่จะกระพริบตาหรือแสดงอาการเ็ปออกมาทำให้ไกอัสที่ยืนมองอยู่ยิ่งสงสัยในขณะที่แคเรนนึกถึงภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมาตอนที่เกือบถูกคนร้ายแทงเธอเอ่ยถามขึ้นรู้สึกค้างคาใจ
“เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือเปล่าตอนที่พวกเรายังเด็กๆ ”
“ข้ามาเป็พ่อบ้านให้ท่านหญิงั้แ่เด็กก็จริงแต่ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้หรอกครับ ท่านไม่เคยออกจากวังจะเจอกับอันตรายได้ยังไง”
แคเรนคิดตามซึ่งก็ฟังดูมีเหตุผลเธอไม่ได้ถามอะไรต่อพลางทำแผลให้คาร์ลจนเสร็จหลังจากพันผ้าที่มือแล้วคาร์ลก็ขยับมือไปมาซึ่งมันยังใช้การได้ดีแคเรนเห็นแบบนั้นก็อดถามขึ้นไม่ได้
“เ้าไม่เจ็บบ้างหรือ”
“เจ็บครับ”
“ข้าไม่ได้ยินเสียงร้องจากปากเ้าเลย”
“ข้าติดนิสัยมาน่ะครับยิ่งร้องก็จะยิ่งถูกทำร้าย เงียบไว้ได้จะดีกว่า”
“คราวหน้าจะเจ็บจะโกรธก็ร้องออกมาเถอะไม่ต้องเงียบไว้หรอก”
แคเรนกล่าวพลางเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาลลงในกล่องเธอจะลุกขึ้นเดินเอากล่องไปคืนให้เ้าของที่พักแต่ไกอัสรับกล่องไปทำแทนเธอคาร์ลลุกขึ้นก่อนกล่าวกับแคเรน
“ท่านหญิงกลับห้องพักผ่อนเถอะอย่าหนีไปเที่ยวคนเดียวอีก ไม่งั้นท่านอาจมีอันตรายเหมือนครั้งนี้”
แคเรนได้แต่พยักหน้ารับแล้วจึงเดินกลับเข้าห้องพักของตนเองแต่โดยดี
เช้าวันรุ่งขึ้นภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใสดวงอาทิตย์ยามเช้าส่องสว่างผ่านม่านเมฆเบาบางรถม้าของแคเรนวิ่งมาตามทางถนนลูกรังซึ่งตัดออกนอกเมืองฟาห์ลันสองข้างทางขนาบด้วยต้นไม้ยืนต้นสีเขียวชอุ่มมองดูร่มรื่นสบายตา สายลมอ่อนๆยามเช้าพัดผ่านใบไม้ไหวทำให้ไกอัสในชุดคลุมสีเขียวอ่อนซึ่งนั่งควบม้าอยู่นอกรถรู้สึกเย็นสบายโชคดีที่ั้แ่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ยังไม่มีฝนตกลงมาเลยไม่งั้นถนนคงเฉอะแฉะไปด้วยน้ำไม่เหมาะกับการเดินทาง