บทที่9 สร้างยังไม่ได้ก็ซ่อมกันไปก่อน
เย็นวันนั้นหลังกลับจากในเมืองหลินเสี่ยวเฉินเพิ่งก้าวพ้นประตูกระท่อมก็เห็นพี่สาวกำลังจัดสำรับอาหารเย็นอย่างเรียบง่ายลงบนโต๊ะไม้เตี้ยกลิ่นข้าวต้มร้อนกับผักต้มจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศบิดาของเขานั่งพิงผนังอยู่บนเตียงไม้ สีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมมากแม้ร่างกายยังซูบผอมแต่ก็พอจะลุกขึ้นนั่งได้เองแล้วส่วนมารดาของเขากำลังตักน้ำใส่ชามเตรียมไว้ให้ทุกคน
ทันทีที่เห็นน้องชายกลับมาหลินอวี้หลานก็หันมาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “กลับมาได้พอดี รีบล้างมือเถิดวันนี้ท่านแม่ต้มข้าวสุกกว่าทุกวันหน่อยเ้าจะได้กินง่าย ๆ”
แต่หลินเสี่ยวเฉินกลับส่ายหน้าเขาวางห่อผ้าในมือลงข้างฝาก่อนคว้าขวานด้ามสั้นที่พิงอยู่มุมห้องขึ้นมา “พี่หญิงพาพ่อกับแม่กินกันไปก่อนเถิด ไม่ต้องรอข้าหรอก”
“เ้าจะไปไหนอีก ฟ้าใกล้มืดแล้วนะ” หลินอวี้หลานชะงักมองขวานในมือของน้องชายอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าจะเข้าป่าไปตัดไม้ไผ่มาซ่อมผนังบ้านก่อน”เขาตอบรวดเร็ว “เก็บอาหารไว้ให้ข้าด้วยก็พอ เดี๋ยวกลับมากินทีหลัง”
คำตอบนั้นทำให้หลินอวี้หลานขมวดคิ้วทันทีนางก้าวเข้ามาใกล้พลางเอื้อมมือคว้าแขนน้องชายไว้ “จะรีบไปทำไมกัน เ้าเพิ่งกลับจากทำงานในเมือง เหนื่อยมาทั้งวันแล้วพักก่อนสักครึ่งชั่วยามไม่ได้หรือ บ้านยังไม่พังคืนนี้เสียหน่อย”
“พักไม่ได้หรอกพี่หญิง” หลินเสี่ยวเฉินหันไปมองพี่สาวดวงตาของเขาจริงจังจนเกินวัยเด็กสิบขวบ จากนั้นจึงพูดช้า ๆ แต่หนักแน่น“อีกไม่ถึงเดือนก็จะเข้าฤดูเหมันต์แล้วถ้าปล่อยให้บ้านผุแบบนี้ต่อไปพอลมหนาวมาผนังรั่วทุกด้านพวกเราคงทนกันไม่ไหวแน่”
เด็กชายกวาดตามองผนังไม้เก่าที่แตกร้าวเป็แนวยาวหลายแห่งแผ่นไม้บางส่วนผุจนแทบยุ่ย เพียงลมแรงพัดก็สั่นเอี๊ยดอ๊าด
“ถ้ายังเป็แบบนี้ต่อไป ถึงตอนนั้นคงได้หนาวตายกันหมด”เขากล่าวพลางถอนหายใจ
คราวนี้เป็หลินอวี้หลานที่มองไปรอบบ้านแล้วต้องเป็ฝ่ายถอนใจขึ้นมาบ้าง“เช่นนั้นก็ไปเถอะ หากว่ามีอะไรให้พี่ช่วยเ้าก็บอกได้เลย”
หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้าอย่างมุ่งมันจากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากบ้านไปมุ่งหน้าไปยังป่าหลังหมู่บ้าน หลินอวี้หรานมองตามหลังน้องชายไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงทว่าก็ทำได้เพียงแค่ส่งกำลังใจให้เขาเท่านั้น
ความจริงแล้วในใจของหลินเสี่ยวเฉินไม่ได้้าเพียงแค่ซ่อมบ้านเท่านั้นสิ่งที่เขาอยากทำคือสร้างบ้านใหม่ทั้งหลังแบบบ้านหลังใหม่ที่เขาออกแบบไว้ยังคงอยู่ในหัวอย่างชัดเจนโครงไม้ที่เคยคิดว่าจะใช้ไม้ไผ่เขาอยากเปลี่ยนให้เป็ไม้เนื้อแข็งที่แข็งแรงเดิมทีคิดว่าจะใช้ผนังดินอัดหนาทว่าบัดนี้อยากเปลี่ยนมาใช้ผนังอิฐแล้วหลังคามุงกระเบื้องแน่นกันลมหนาวได้ดีกว่ากระท่อมเก่านี้หลายเท่าแต่ปัญหาคือเวลามีจำกัดเกินไปหากจะเริ่มสร้างใหม่ตอนนี้ย่อมไม่ทันก่อนฤดูเหมันต์มาถึงอีกทั้งคะแนนความสุขที่เขาสะสมไว้จนถึงตอนนี้แม้จะเพิ่มขึ้นมากจากการเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังก็ยังเพียงพอแค่แลกไม้ไผ่ได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น ส่วนเสาไม้ อิฐ และวัสดุอื่นๆ ยังไม่มีเงินซื้อเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้คือซ่อมแซมบ้านหลังเดิมให้ผ่านฤดูหนาวนี้ไปก่อน
เมื่อเข้าป่ามาพอสมควรเด็กชายจึงหยุดตรงที่โล่ง ๆ แห่งหนึ่งรอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดกับเสียงใบไม้เสียดสีกันตามแรงลมยามค่ำเขาวางขวานลงข้างตัวก่อนหลับตาเรียกระบบขึ้นมาในใจ
หน้าจอสีฟ้าจาง ๆปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างคุ้นเคยเขาเลื่อนดูคะแนนสะสมที่มีอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจใช้คะแนนทั้งหมดแลกไม้ไผ่ออกมาหลายมัดเพียงพริบตาเดียวไม้ไผ่ลำตรงสีเขียวสดหลายลำก็ปรากฏขึ้นเรียงอยู่บนพื้นหญ้าเบื้องหน้า
หลินเสี่ยวเฉินถอนหายใจเบา ๆ พลางใช้มือแตะเนื้อไม้เรียบเย็นเขาเลือกไม้ลำที่เหมาะสมที่สุดมาสองลำ แล้วเริ่มลงมือทันที สิ่งที่เขาตั้งใจทำคือ“สับฟากไม้ไผ่”
ในชาติก่อนตอนที่ยังเป็นักศึกษามหาวิทยาลัยเขาเคยเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชนยากจนทางตอนใต้ของจีนที่นั่นเขาได้เรียนรู้การซ่อมบ้านพื้นถิ่นจากช่างชาวบ้านหนึ่งในทักษะสำคัญคือการสับฟากไม้ไผ่เพื่อทำฝาผนังและพื้นบ้านซึ่งตอนนั้นเขาไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งความรู้เ่าั้จะกลายมาเป็สิ่งจำเป็ต่อชีวิตใหม่ของตนเอง
เขาเริ่มจากตัดไม้ไผ่เป็ปล้องยาวประมาณหนึ่งวาแล้วใช้มีดปลายแหลมกรีดจากหัวปล้องลงมาถึงปลายแบ่งลำไผ่ออกเป็ซีกใหญ่สองซีกก่อนจากนั้นจึงผ่าซ้ำแต่ละซีกออกเป็แผ่นเล็กลงอีกหลายชิ้นเมื่อได้ชิ้นไม้ไผ่ขนาดพอดีแล้วก็ใช้มีดเฉือนผิวด้านในออกทีละน้อยจนแต่ละชิ้นบางลงและแบนราบคล้ายแผ่นกระดานบาง ๆกระบวนการนี้ต้องอาศัยแรงมือความแม่นยำและความอดทนสูง หากกดมีดแรงเกินไปฟากไม้ไผ่อาจแตกเสียหายทันที
หลินเสี่ยวเฉินนั่งทำอย่างชำนาญแม้มือเล็กของเด็กสิบขวบจะยังมีแรงไม่มากนักแต่ด้วยความทรงจำจากชีวิตก่อนเขาจึงควบคุมจังหวะได้ดีทีเดียวไม่นานนักแผ่นฟากไม้ไผ่บางเรียบหลายแผ่นก็เริ่มกองเรียงกันอยู่ข้างตัว
เขาวางแผนจะนำแผ่นเหล่านี้ไปปิดรอยแตกของผนังด้านในและด้านนอกโดยใช้เชือกป่านมัดยึดกับโครงไม้เดิมเสริมด้วยดินเหนียวผสมฟางอัดอุดช่องว่างอีกชั้นหนึ่งวิธีนี้แม้ไม่ใช่การซ่อมถาวรแต่ก็ช่วยกันลมหนาวและลดรอยรั่วได้มากพอสมควร
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนพระจันทร์ลอยสูงเหนือยอดไม้หลินเสี่ยวเฉินจึงหยุดพัก เช็ดเหงื่อที่ไหลอาบหน้าผากแม้อากาศกลางคืนจะเย็นลงมากแล้วแต่งานสับฟากทำให้เสื้อผ้าของเขาชุ่มเหงื่อไปทั้งตัว
เขามองกองไม้ไผ่ที่เตรียมไว้แล้วประเมินในใจอย่างน้อยคืนนี้น่าจะซ่อมผนังด้านทิศเหนือได้ก่อนหนึ่งด้านซึ่งเป็ด้านที่ลมหนาวพัดแรงที่สุด
เมื่อลากกองฟากไม้ไผ่ชุดแรกกลับถึงบ้านท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้วกระท่อมเล็ก ๆ ยังมีแสงตะเกียงลอดออกมาจากช่องฝาหลินอวี้หลานเปิดประตูออกมาเห็นน้องชายแบกไม้ไผ่เต็มบ่าก็รีบเข้ามาช่วยรับ
“ดูเ้าสิ เหงื่อเต็มตัวไปหมด”นางพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิแต่แฝงความเป็ห่วง “อย่างน้อยก็ควรกินข้าวก่อน”
หลินเสี่ยวเฉินยิ้มบาง ๆ ละฟากไม้ไผ่ไว้ที่พื้น “เดี๋ยวค่อยกินก็ได้ข้าขอซ่อมผนังคืนนี้ก่อน”
หลินอวี้หลานมองกองฟากไม้ไผ่เรียงสวยอย่างประหลาดใจ “เ้าทำเองหมดนี่หรือ”
“อืม” หลินเสี่ยวเฉินตอบพลางอมยิ้ม
หญิงสาวหยิบแผ่นหนึ่งขึ้นมาพลิกดูสีหน้าฉายความทึ่งชัดเจนเพราะแผ่นไม้ไผ่ทุกแผ่นบางเท่ากันอย่างประณีตราวกับฝีมือช่างชำนาญ
หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้อธิบายอะไรมากเขาเพียงยกขวานกับมีดขึ้นอีกครั้งก่อนเริ่มปีนขึ้นซ่อมผนังด้านเหนือทันทีท่ามกลางสายตาเงียบงันของคนในครอบครัวหลินอวี้หรานเองก็ช่วยน้องชายด้วยการยื่นแผ่นฟากไม้ไผ่ให้บางครั้งก็ช่วยจับเพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น
ภายใต้แสงตะเกียงอ่อน ๆ เงาร่างเล็กของเด็กชายกำลังขยับทำงานไม่หยุดแม้ตัวจะเล็กแต่แววตากลับแน่วแน่เกินวัยคืนนี้เขายังสร้างบ้านใหม่ไม่ได้แต่เขาจะไม่มีวันยอมให้ครอบครัวต้องหนาวตายอยู่ในบ้านผุพังหลังนี้เด็ดขาด