มีบางคนที่คิดว่าตนนั้นตาฝาดไปเพราะว่ากองเหรียญเข้าสอบนี้ดูแล้วอย่างน้อยก็ต้องมีถึงหนึ่งพันเหรียญทว่าเด็กคนนั้นไม่ว่าอย่างไรอายุก็ไม่น่าจะถึงสิบห้า แล้วทำไมเขาถึงได้เหรียญเข้าสอบมามากขนาดนี้?
สายตาของผู้คนจดจ้องไปที่กองเหรียญเข้าสอบอย่างไม่วางตาเย่วิ่นถอนหายใจด้วยความใจหาย แล้วกล่าวออกมาอย่างอดไม่ได้ว่า “เต้าหลิงสามารถหาเหรียญตรามาได้เยอะขนาดนี้เชียวหรือ? หรือว่าเขาจะทะลวงขั้นพลังแล้ว?”
“พระเ้า! นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่?” เถาคังหนิงหยิกต้นขาของตนอย่างแรงสีหน้าฉายแววดีอกดีใจ อันดับหนึ่งของเขตสิบเชียวนะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าสำนักชิงซานจะมีคนได้อันดับที่หนึ่งนี่มันน่ากลัวมาก
ในขณะที่เขากำลังดีอกดีใจอยู่นั้นสายตาก็พลันเหล่ไปมองพวกหัวจื้อเฉิงสองคนที่กำลังอึ้งอยู่ ก่อนจะหัวเราะดังลั่นออกมาอย่างอดไม่ได้“พลิกผันจริงๆ ฮ่าๆๆ”
สีหน้าของเด็กหนุ่มชุดขาวดูไม่สู้ดีนักั์ตาฉายแววทั้งโกรธทั้งอับอาย เมื่อครู่ เขาก็เพิ่งจะพูดเองว่า
เต้าหลิงเอาแต่ซ่อนตัวแต่อีกฝ่ายกลับหาเหรียญตราเข้าสอบมาได้เป็จำนวนมาก นี่ก็เท่ากับว่าเขาถูกหักหน้า
อีกแล้ว
วิหคเพลิงสีแดงฉานตัวหนึ่งลอยเคว้งอยู่กลางอากาศมันอยากจะร้องไห้ออกมาเสียจริงๆ มันอุตส่าห์
อดหลับอดนอนอย่างเหน็ดเหนื่อยกว่าจะเอาเหรียญเข้าสอบพวกนั้นมาได้อันดับหนึ่งควรจะเป็มันสิ
“เขางั้นหรือ?” กันเหยาอึ้งไป นางรู้จักพลังของเต้าหลิงดีอย่างมากก็น่าจะติดแค่อันดับหนึ่งร้อยต้นๆ คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะคว้าอันดับที่หนึ่งมาครองได้นั่นทำให้นางใมาก
“ไอ้ขยะนั่น เป็ไปได้ยังไง?” สีหน้าของหวังจวิ้นอี้ดูไม่ดีนักเดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายก็เป็แค่ขยะที่เดินผ่านมาเท่านั้น แต่เขากลับได้อันดับหนึ่งไปทั้งยังช่วยชีวิตกันเหยาไว้อีก ซึ่งพวกเขาแทบจะไม่ได้โอกาสเข้าใกล้
“เ้าหามาคนเดียวหมดเลยอย่างนั้นหรือ?” ผู้าุโซุนเซี้ยงซานมองไปที่ใบหน้าละอ่อนของเต้าหลิงด้วย
ความตกตะลึงเขาคิดไม่ถึงว่าอันดับหนึ่งของเขตสิบจะเป็เด็กอายุไม่ถึงสิบห้าคนนี้
เต้าหลิงเกาหัวพลางกล่าวเสียงเบาออกมา“มีนกน้อยใจกว้างให้ข้ามาขอรับ เป็แค่เื่บังเอิญน่ะ เื่บังเอิญ”
“ไม่นะ” วิหคเพลิงเนื้อตัวสั่นเทาอยู่ครู่หนึ่งก่อนร่วงลงมาจากท้องฟ้าแล้วสำรอกเืออกมามันรู้สึกเ็ปหัวใจมาก เ้านั่นกล้าพูดเช่นนั้นออกมาได้อย่างไรไม่อายปาก ข้าใจกว้างเสียที่ไหนเ้านั่นเป็คนแย่งมันไปจากข้าชัดๆ
ผู้คนต่างตกตะลึงเื่บังเอิญนี้มันจะเหลือเชื่อมากเกินไปหน่อยแล้ว เพราะมีประโยชน์มากมายที่จะได้รับภายในใจของพวกเขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก พวกเขาอดไม่ได้ที่อยากจะแย่งชิงของพวกนั้นมาเป็ของตน
“เป็ไปไม่ได้” สีหน้าหวังย่าอัปลักษณ์ถึงขีดสุด นางโกรธมากจนตัวสั่น เทพแห่งการนอนของสำนักอย่างเต้าหลิงจะได้อันดับหนึ่งไอ้ขยะที่อยากให้ข้าเป็ผู้หญิงของมัน ไอ้คนที่ถูกข้าฆ่าตายไปแล้วแต่มีชีวิตรอดกลับมาได้แต่ตอนนี้กลับติดสิบอันดับต้นๆ ของสำนักซิงเฉิน
หัวใจของนางเต็มไปด้วยความสับสนยุ่งเหยิงสีหน้าดูไม่ออกเลยว่าเคียดแค้นหรือว่าเสียดาย ถ้าตอนนั้น
นางรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาเอาไว้ตอนนี้เื่มันจะไร?
ฝ่ามือเรียวของนางกำแน่นในขณะที่นางกำลังหวาดกลัวอยู่นั้น ร่างของนางก็สะดุ้งขึ้นมา แล้วหวังหลิ่งกับหวังจวิ้นเฟยอยู่ที่ไหน?
“หรือว่าไอ้ขยะนั่นจะฆ่าพวกเขาแล้ว?” นางกล่าวคำรามขึ้นในใจถ้าเต้าหลิง่ชิงอันดับที่หนึ่งของเขตสิบมาได้ เช่นนั้นก็ชัดเจนแล้ว เพราะหวังหลิ่งกับเต้าหลิงก็เป็ศัตรูคู่อาฆาตกันทว่าเขาจะหาญกล้ามากขนาดนั้นเชียวหรือ?
สีหน้าของหวังจวิ้นอี้เริ่มเย็นลงการสอบครั้งนี้น้องชายของเขาหวังจวิ้นเฟยเข้าร่วมการสอบด้วย ทั้งเขายังเอากำไลมิติของตนมอบให้กับน้องชายแต่ตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนกัน?
กำไลมิติเป็สิ่งล้ำค่ามากทั้งยังเป็ของที่ผู้าุโในตระกูลมอบให้กับเขา หรือว่าจะหายไปแล้ว?
“ไม่ว่าเ้าเด็กหนุ่มคนนั้นจะได้เหรียญมาโดยบังเอิญหรือไม่ก็ตาม แต่หากเขาเข้าสำนักซิงเฉินได้ด้วยสิบอันดับต้นๆเขาก็จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ภายภาคหน้าจะต้องแข็งแกร่งมากแน่นอน”
“ใช่แล้ว แม้ว่าเขาจะด้อยกว่าผู้สืบทอดตระกูลใหญ่ๆ อยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ทรัพยากรจำนวนไม่น้อยอยู่ดี อย่างไรก็ต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเขาเอาไว้”
ผู้คนโดยรอบกล่าวพูดคุยกันทั้งกำชับศิษย์ของตนให้ผูกมิตรกับเขาเอาไว้เพราะคนที่ติดสิบอันดับต้นๆ ของสำนักซิงเฉินจะได้รับของรางวัลมากมายของรางวัลที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ก็เป็เพียงรางวัลเบื้องต้นเท่านั้น
ที่นี่มีคนจากตระกูลใหญ่ๆหลายตระกูลไม่เคยปรากฏตัว พวกเขาล้วนแต่เป็คนของตระกูลขุนนางยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณ บ้างก็เป็ยอดอัจฉริยะที่ตกลงมาจากฟากฟ้าพวกเขามาก็เพื่อโถงวิหารซิงเฉิน ซึ่งทางสำนักให้เขาเข้ามาได้เป็กรณีพิเศษ จึงไม่จำเป็ต้องเข้าร่วมการสอบ
โถงวิหารซิงเฉินเป็สถานที่ลับแห่งหนึ่งในทุกๆ ครั้งที่โถงวิหารเปิด ก็พลันดึงดูดอัจฉริยะจำนวนมากให้มาที่นี่ ว่ากันว่าอู่ตี้ก็จะมาด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะว่าวิชาโคจรทิศดาราที่เป็หนึ่งในเจ็ดสิบสองวิชายอดมหาอำนาจนั้นน่ากลัวมากและบนโลกนี้ก็มีเพียงแค่เจ็ดสิบสองวิชาเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถูกเก็บรักษาไว้ในตระกูลขุนนางโบราณ
“สำนักซิงเฉินก็เป็ขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่ที่มีมาั้แ่สมัยโบราณ พวกเขาน่าจะมีข้อมูลของ
กายาศักดิ์สิทธิ์”เต้าหลิงครุ่นคิด ภายในใจเขารู้สึกสงสัยในกายศักดิ์สิทธิ์ของตนมาก ทว่า
เื่นี้คงไม่มีใครให้คำตอบแก่เขาได้
“หวังว่าจะหาข้อมูลเจอ” เต้าหลิงเดินเข้ามาในกลุ่มคน ผู้คนหนึ่งพันคนกำลังยืนอยู่ด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมแต่ละคนต่างก็เต็มไปด้วยความดีอกดีใจ
“เอาล่ะ ตอนนี้พวกเ้าตามข้าไปในสำนักซิงเฉินเพื่อเอาเหรียญตราและของอีกเล็กน้อย”ผู้าุโ
ซุนเซี้ยงซานสะบัดแขนเสื้อแล้วพากลุ่มคนเดินมุ่งหน้าไปที่สำนักซิงเฉิน
ผู้คนที่เหลือถอนหายใจแล้วส่ายหน้าปีนี้เข้าสำนักซิงเฉินไม่ได้ ก็คงต้องรอปีหน้า
เมืองชิงโจวตั้งอยู่สุดทิศตะวันตกทำให้มีบรรยากาศและทัศนียภาพเหมือนกับสถานที่อื่นๆ ที่นี่มีเทือกเขายาวเหยียด ทั้งยังมีูเาิญญาสูงเด่นอยู่หลายลูกทำให้กลุ่มคนต่างตกตะลึง เพราะข้างในนี้ดูๆ แล้วเหมือนกับตั้งอยู่ในูเาลูกใหญ่อย่างไรอย่างนั้น
“เห็นูเาิญญาเหล่านี้หรือไม่?” ผู้าุโสามซุนเซี้ยงซานชี้ไปที่ยอดเขาพลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจ “ูเาิญญาเหล่านี้มีไม่น้อยที่มีอยู่มาั้แ่สมัยโบราณซึ่งผู้าุโของสำนัก
ซิงเฉินได้ย้ายมันเข้ามาูเาทุกลูกล้วนไม่ธรรมดา พวกมันสามารถนำมาเจียระไนเพื่อเอามาสร้างเป็ของล้ำค่าได้”
“แบบนี้นี่เอง” เต้าหลิงอ้าปากค้าง “ูเาเหล่านี้สามารถเอามาทำเป็ของล้ำค่าได้อย่างนั้นหรือ?นี่มันน่าใจริงๆ เดาว่าพวกมันน่าจะดูดซับพลังฟ้าดินบริสุทธิ์มานานหลายยุคสมัยแล้ว”
พลังฟ้าดินของที่นี่เข้มข้นกว่าที่เมืองชิงโจวมากโดยเฉพาะยอดเขาสูงทะลุชั้นเมฆ มันพ่นหมอก์ออกมา ภายในหมอกเมฆมีร่างคนกำลังขยับ้าเต็มไปด้วยวิหารจำนวนมาก
น้ำตกไหลลงมาจากทุกหนแห่งสัตว์อสูรที่หาพบได้ยากจากโลกภายนอกเดินไปยังแสงภายใน แปลงสมุนไพร ต้นสมุนไพรโบราณส่องแสงประกายออกมาเปล่งปลั่งทำให้เต้าหลิงเหมือนกับเปิดโลกใหม่ ของพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็ของล้ำค่าฟ้าดิน ไม่คิดว่าที่สำนักซิงเฉินจะมีมากขนาดนี้
“นั่นอะไร?” มีคนกล่าวขึ้นด้วยความใ สายตาก็จ้องมองเข้าในส่วนลึกบนท้องฟ้ามีทางช้างเผือกที่ร่วงหล่นลงมาเหมือนกับสายน้ำสีเงิน ภายในมีแสงของดวงดาวส่องแสงริบหรี่เป็นิมิตที่น่ากลัวมาก
ในตอนนั้นมีร่างเงาของคนคนหนึ่งยืนอยู่ด้านล่างทางช้างเผือกเขากำลังดูดกลืนพลังดาราในทุกๆ ่จังหวะของลมหายใจเข้าออก ในตัวก็พลันสั่นไหว เป็พลังที่น่ากลัวยิ่งนัก
“มีคนกำลังดูดกลืนพลังดาราอยู่ ข้าได้ยินมาว่าพลังนั่นเป็พลังที่สูงมาก แล้วก็มีประโยชน์ต่อขั้นสถิติญญามากด้วย”กลุ่มคนกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง พวกเขาพูดคุยกันต่างๆ นานา และต่างก็อยากจะเข้าไปฝึกข้างใน
“นั่นเป็สถานที่สำคัญของสำนักซิงเฉิน พลังดาราเ่าั้จะต้องใช้วิธีการพิเศษในการเก็บเกี่ยวพลังของดาราลงมา”ซุนเซี้ยงซานหัวเราะฮ่าๆ อย่างภูมิใจ
ไม่ใช่แค่คนที่เห็นครั้งแรกที่ตกตะลึงถึงจะเป็คนที่มาจากตระกูลใหญ่ๆ ต่างก็ต้องอิจฉา ถ้าสามารถฝึกฝนในทางช้างเผือกได้ ในระยะหนึ่งจะต้องได้ประโยชน์อย่างมากเป็แน่
“ท่านผู้าุโคนที่ฝึกฝนอยู่ในทางช้างเผือกคือใครอย่างนั้นหรือ? ข้ารู้สึกว่าเขาน่ากลัวมาก” เด็กสาวหน้าตาสะสวยนางหนึ่งถามขึ้น
สายตาของผู้คนต่างจดจ้องไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านล่างทางช้างเผือกหลอมกายาของเขาน่าหวั่นเกรงมาก ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยแสงสีเงินราวกับดวงดาวขนาดใหญ่ที่ปลดปล่อยคลื่นพลังที่น่ากลัวออกมา
“เขาก็คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิง นามว่าชิงอี้เฟย” ซุนเซี้ยงซานเอ่ยพลางหัวเราะออกมานั่นแสดงให้เห็นว่าสำนักซิงเฉินแข็งแกร่งขนาดไหน เพราะขนาดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิงยังฝึกฝนในสำนักนี้แล้วศิษย์คนอื่นๆ ล่ะจะขนาดไหน
เต้าหลิงใมากเขากวาดสายตาขึ้นไป คนคนนั้นก็คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิง เขาเคยได้ยินชื่อเมื่อนานมาแล้วทว่าคิดไม่ถึงว่าจะมาเจอเขา ชื่อเสียงสมคำร่ำลือจริงๆ
“ที่แท้เขาก็คือชิงอี้เฟย เดาว่าขั้นพลังจะต้องน่ากลัวมากแน่ สมกับที่เป็แนวหน้าของแคว้น”
“ว่ากันว่าชิงอี้เฟยสามารถประมือกับอัจฉริยะในแคว้นอื่นๆ ได้ ภายภาคหน้าเขาจะต้องมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าอีกทั้งข้าก็ยังได้ยินมาอีกว่าเขามีวิชายอดมหาอำนาจ” ผู้คนต่างก็มองไปยังร่างเงาที่อยู่ใต้ทางช้างเผือกด้วยสายตาแห่งความเคารพพลางพูดคุยกันด้วยความอิจฉา
ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าชิงอี้เฟยมีพลังมหาศาลถึงห้าหมื่นชั่งในขั้นหลอมกายาและยังมีพลังในการต่อสู้สูงมาก น้อยคนนักจะสามารถทะลวงขีดจำกัดขึ้นไปได้ถึงขนาดนี้อีกทั้งกายของชิงอี้เฟยก็ยังเป็กายราชันย์ ซึ่งเป็กายที่น่ากลัวไม่ได้ด้อยไปกว่าสัตว์อสูรโบราณเลย
พร้อมกับการฝึกฝนพลังของเขาในตอนนี้ยังน่ากลัวมากซึ่งทิ้งห่างจากอัจฉริยะคนอื่นไปไกลโข ในโลกใบนี้อัจฉริยะไม่ได้น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวก็คือระดับของพลัง
“ทางช้างเผือกนั้นเป็สถานที่ที่สำคัญยิ่ง หากพวกเ้ามีโอกาส ตอนนั้นพวกเ้าก็จะได้ไปฝึกที่นั่นเอง”จากนั้นซุนเซี้ยงซานก็อธิบายต่อว่า “คนที่ติดอันดับสิบต้นๆ ในครั้งนี้ หากทะลวงถึงขั้นสถิติญญาแล้วก็จะสามารถไปฝึกที่นั่นได้สิบวัน”
เสียงที่กล่าวออกมาทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทุกๆ สายตาจ้องไปที่คนทั้งสิบคนด้วยความอิจฉา ดวงตาทั้งสองของวิหคเพลิงฉายสีความขมขื่น
มีคนเม้มริมฝีปากแล้วกล่าวออกมา“ว่ากันว่าพลังที่ถูกปลุกขึ้นในขั้นสถิติญญานั้นเกี่ยวข้องกับพลังโลกภายนอก”
“อย่างที่เ้ากล่าว ขั้นสถิติญญา คือกล้ามเนื้อกายที่ผ่านจิตผสานเข้าด้วยกันกับฟ้าดินยิ่งผสานพลังได้มากเท่าไร พลังก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น ทำให้พลังที่ถูกปลุกน่ากลัวมากขึ้น”
ซุนเซี้ยงซานพยักหน้าคำพูดของเขาทำให้สายตาของผู้คนโดยรอบพลันประกายแสงความอิจฉาเพิ่มขึ้นไปอีก นี่มันเป็โชคชั้นใหญ่เลยนะอย่างไรซะนี่มันก็เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังในขั้นสถิติญญา
ในตอนนี้พวกเขามารวมตัวกันอยู่ที่เขตลงทะเบียนศิษย์ เต้าหลิงและอีกเก้าคนได้รับสิทธิขึ้นไปลงทะเบียนก่อนและได้รับเหรียญตราสีเงินกับของรางวัลในการเข้าสอบครั้งนี้
“ในที่สุด ของรางวัลก็มาอยู่ในมือ” ภายในใจของเต้าหลิงเต็มไปด้วยความดีใจ ตอนนี้เขามีผลผ่านจิตสองผลและโอสถเม็ดสถิติญญาจิตม่วงอีกหนึ่งเม็ดหากทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิติญญา พลังของเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวะโเป็แน่
ส่วนเื่การไปเลือกวิชามหาอำนาจที่หอคัมภีร์ยุทธ์เขายังไม่รีบร้อน เพราะว่าตอนนี้พลังของเขายังน้อยเกินไป รอจนทะลวงสู่ขั้นสถิติญญาก่อนแล้วค่อยไปเพราะวิชามหาอำนาจนั้นจำเป็ต้องมีพลังที่มากพอ จึงจะสามารถควบคุมมันได้
“ให้ิญญามิงค์อยู่ในห้องก่อนก็แล้วกัน แล้วลองไปที่หอคอยทงหลิงชั้นเก้าดู”เต้าหลิงครุ่นคิดครู่หนึ่งพลางหมุนร่างแล้วเดินออกไป เขาอยากจะไปฝึกฝนที่หอคอยทงหลิงก่อนการจัดการของสำนักซิงเฉินไม่ได้ยุ่งยาก ทั้งสิบอันดับต้นๆ ก็ยังได้สิทธิพิเศษ สามารถจัดการเวลาทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง