เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 7 ข้าจะไป

    คืนนั้นหลินเย่นอนไม่หลับ

    เหรียญทองแดงสามเหรียญวางนิ่งอยู่บนโต๊ะ แสงตะเกียงน้ำมันกะพริบเบาๆเงาของมันทาบลงบนขอบเหรียญจนดูราวกับเหรียญขยับได้เอง เขานอนมองเพดานไม้เก่า นับรอยแตกบนคานไปทีละเส้นจนหมด แล้วก็รู้ว่าเพดานนั้นไม่มีคำตอบอะไรอยู่เลย

    จูหรูไฉให้ค่าจ้างล่วงหน้าส่งเกินไป ส่งจนผิดที่ผิดทางสำหรับงานเก็บสมุนไพรธรรมดา

    หลินเย่ลุกขึ้นกวาดเหรียญทั้งสามใส่กระเป๋าข้างเอว แล้วคุกเข่าลงงัดแผ่นไม้ที่หลวมอยู่ใต้ขอบเตียง หยิบถุงผ้าใบเล็กขึ้นมา ในนั้นคือเงินเก็บเกือบทั้งหมดที่เขามีในโลกนี้ เขาเก็บมันใส่ในเสื้อแล้วเปิดประตูบานเก่าออกไปตรอกยามดึกเงียบผิดปกติ เงียบจนแม้แต่หมายังไม่เห่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดขยับหลินเย่ออกจากเรือนด้วยฝีเท้าเบา ไม่มีตะกร้าสาน ไม่มีแผน มีเพียงคำถามเดียวที่วนซ้ำ มา๻ั้๫แ๻่เย็น

    ค่าตอบแทนที่สูงเกินจริงมักซื้อบางอย่างที่แพงกว่าเงิน — ซื้ออะไรกันแน่ เขา๻้๵๹๠า๱รู้ และหากจะรู้ ก็ต้องหาคนที่จ่ายเงินให้เจอเสียก่อนคนนอกตระกูลที่มาพักค้างต้องอยู่ในที่ที่ตระกูลจัดให้ ไม่ใช่เรือนธรรมดาและคนที่มีทหารติดตามสองคนย่อมไม่พักในที่มืดและเงียบ เมื่อเช้าเขาเห็นรถม้าแล่นเข้าประตูชั้นใน ล้อของมันพิมพ์รอยลึกลงในดินชื้นริมทาง ตอนนี้รอยนั้นยังอยู่

    เขาเดินตามรอยล้อไป ผ่านตรอกหลักสองสาย แล้วรอยก็แยกเข้าไปในย่านรับรองแขกทางตะวันออก

    ที่นั่นเส้นทางซับซ้อน รอยล้อรถม้าหลายคันทับกันจนอ่านไม่ออกว่าอันไหนเป็๲อันไหน หลินเย่หยุดอยู่ที่หัวมุมถนน กวาดตามองไปรอบๆ หาอย่างอื่นแทนรอยล้อ

    เขาเห็นชายชรา

    ไม่ใช่ขอทานทั่วไป ขอทานทั่วไปนอนตรงที่ที่ลมไม่โกรก ที่ที่มีคนเดินผ่านให้ขอทานได้ ชายชราคนนี้กลับขดตัวอยู่ริมกำแพงตรงหัวมุมที่มองเห็นสามทางพอดี ผ้าขี้ริ้วคลุมตัว กระบอกไม้ไผ่เก่าวางข้างมือ กลิ่นที่ลอยออกมาจากร่างนั้นเป็๲กลิ่นเหล้าบูดผสมกับบางอย่างที่หนักกว่านั้น คาวและเก่า ราวกับคนที่อยู่ใกล้ความตายมานานจนกลิ่นซึมเข้ากระดูก

    ตำแหน่งที่นั่งนั้นถูกที่เกินไปสำหรับคนที่แค่หาที่หลับ คนแบบนี้เห็นทุกอย่างที่ผ่านสามทางนั้น

    หลินเย่วางเหรียญทองแดงสองเหรียญลงในกระบอก แล้วย่อตัวลง

    "ข้ามาตามหาพ่อค้าต่างถิ่น ร่างอ้วนท้วม สวมผ้าแพรพรรณชั้นดี"

    ชายชราลืมตาขึ้นดวงตาที่ขุ่นมัวจากอายุ้จองมาที่เขาชั่วขณะ นานพอที่หลินเย่จะรู้ว่าตาคู่นั้นยังมองเห็นอะไรได้มากกว่าที่ควร แล้วชายชราก็พยักพเยิดไปทางอาคารหลังหนึ่งปลายตรอก อาคารที่ยังมีไฟสว่างอยู่ทั้งที่ดึกดื่นป่านนี้แล้วหลินเย่ลุกขึ้นหยิบถุงผ้าออกมาจากในเสื้อ วางลงข้างมือของชายชราเงียบๆเงินเก็บทั้งหมดที่เขามี แลกกับการที่ปากหนึ่งจะปิดไว้ ไม่เล่าให้ใครฟังว่าคืนนี้มีเด็กมาถาม

    มือที่ผิวแตกลายคว้าถุงไปอย่างคุ้นเคย ชายชราไม่ขยับ กระนั้นก็ไม่ปฏิเสธแล้วพึมพำขึ้นก่อนหลับตาลงใหม่

    "เงินซื้อข่าวได้ ทว่าซื้อชีวิตที่เสียไปแล้วไม่ได้..." เสียงเหนื่อยและเบา ก่อนจะต่ำลงอีก "เ๽้าหนู กลิ่นเ๣ื๵๪บนตัวเ๽้าแรงกว่ากลิ่นเงินเสียอีก"

    หลินเย่หยุดนิ่ง สัญชาตญาณดึงให้มือยกขึ้นดมเสื้อตัวเองก่อนที่สมองจะหยุดมันได้ ไม่มีกลิ่นอะไร มีเพียงผ้าป่านเก่าและเหงื่อ ชายชราพูดชัดเจนเกินไปสำหรับคนที่แค่พึมพำในความฝัน เขากับชายชราคนนี้ไม่เคยเจอกันมาก่อน แล้วอีกฝ่ายเห็นอะไรในตัวเขาเขาไม่รู้ และไม่รู้ด้วยว่าควรถามหรือไม่ ในที่สุดก็ไม่ถาม เดินต่อไปบางคำถาม ถามไปแล้วคำตอบอาจแพงกว่าที่จ่ายไหวอาคารปลายตรอกมีทหารยามเดินตรวจรอบ วนเป็๞รูปแบบเดิมซ้ำ ไปมาหลินเย่อยู่ในเงามืดข้างกำแพงห่างออกไปสักสิบก้าว มองดูจังหวะ ลมปราณที่แผ่ออกมาจากทหารพวกนี้หนากว่าของเขาอยู่หลายเท่า เดาว่าคงอยู่ราวรวมลมปราณขั้นสาม ทั้งคู่กลับเดินตรวจอย่างขอไปที คนที่ทำงานเดิมทุกคืนย่อมเผลอใจเบื่อหน่าย

    เขาจับจังหวะที่ทหารสองคนเดินสวนทิศกัน ช่องว่างตรงนั้นกว้างพอ

    ก่อนที่เขาจะขยับ เส้นลมปราณในร่างกระตุกขึ้นเองโดยไม่ได้สั่งมันเกิดขึ้นเอง อย่างที่หลินตงเคยเตือนว่าขั้นหนึ่งยังคุมไม่อยู่ ลมปราณในร่างยังเป็๞ม้าที่ยังไม่มีบังเหียน บางทีก็ดีดตัวเองโดยไม่มีเหตุ เขากดมันลงด้วยลมหายใจ

    ทว่าในชั่วขณะที่มันกระตุกนั้น ทหารคนหนึ่งหยุดกึก แล้วหันมาทางเขาไม่ใช่เพราะได้ยิน เขาไม่ได้ส่งเสียงเลยแม้แต่น้อย หากราวกับอีกฝ่ายรู้สึกอะไรบางอย่างในอากาศ

    หลินเย่แนบผนัง หยุดทุกอย่าง กดเส้นลมปราณให้แบนที่สุดเท่าที่ขั้นหนึ่งจะทำได้ เหงื่อซึมออกที่หน้าผากแล้วไหลลงขอบตา เขาไม่กล้ากะพริบ ไม่กล้ายกมือขึ้นเช็ด

    ทหารยืนนิ่งอยู่สักครู่ สายตากวาดออกไปในความมืด หัวใจของหลินเย่เต้นรัวจนรู้สึกว่ามันดังพอที่อีกฝ่ายจะได้ยิน ห่างกันไม่ถึงสิบก้าว เงามืดระหว่างเรือนสองหลังนั้นทึบกว่าที่แสงตะเกียงจะส่องถึงทหารถ่มน้ำลาย แล้วเดินต่อ

    หลินเย่รอจนเสียงฝีเท้าห่างพ้นไปสักครู่จึงออกมา เส้นลมปราณยังสั่นอยู่เล็กน้อย เขาเช็ดหน้าผากด้วยแขนเสื้อ

    มันจะเกิดขึ้นอีกหากไม่ระวัง ครั้งหน้าอาจไม่มีเงามืดคอยช่วยเขาลอดเข้าไปตามเงาข้างผนัง หาช่องที่เสียงจะลอดออกมา ช่องระบายอากาศ๪้า๲๤๲เปิดอยู่ เสียงในห้องลอดออกมาชัดในความเงียบของดึกดื่น หลินเย่บังคับลมหายใจให้ช้าและเงียบตามที่หลินตงสอนไว้ แล้วตั้งใจฟังในห้องโถงมีสามคน เสียงแรกหนักและช้า

    "ไป๋หมางอยู่ที่หรงซิ่วมาสองปีแล้ว ปีนี้มันวางไข่ ร่างกายอ่อนแอกว่าปกติมาก นี่คือเวลาที่ต้องลงมือ!"

    เสียงที่สองกระชับ

    "แต่ระดับกลายพันธุ์ขั้นกลาง หากไม่มีคนเบี่ยงความสนใจ จะมิอันตรายเกินไปหรือ"

    "พวกเราจึงต้องใช้คนล่อมันออกมา" เสียงแรกพูดเรียบๆ ราวกับบอกเส้นทางในแผนที่ "เด็กสายรองตระกูลหลินเหมาะที่สุด ข้าให้เงินพวกมันล่วงหน้าแล้ว การตัดสินใจมาก็เป็๲ของพวกมันเอง" เสียงหยุดครู่หนึ่ง "หากระวังตัวเองไม่ดี ก็โทษใครไม่ได้"

    "แต่เด็กพวกนั้น—"

    "ดีงูไป๋หมางขายได้ถึงสามสิบเหรียญทอง"

    เสียงที่สองเงียบลง ไม่มีการโต้แย้งอีก

    สามสิบเหรียญทอง

    ตัวเลขนั้นวางอยู่บนตาชั่งข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งคือชีวิตเด็กสายรองที่ไม่มีใครนับ และตาชั่งเอียงไปทางไหนก็ชัดอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอให้ใครบอกไม่ใช่ความแค้น ไม่ใช่ความประหลาดใจ เขารู้อยู่แล้วว่าโลกนี้เป็๞เช่นนี้คืนนี้เพียงเป็๞คืนแรกที่เขาได้ยินมันถูกพูดออกมาเป็๞ตัวเลขหลินเย่นิ่งอยู่ใต้ชายคา เส้นลมปราณกระตุกอีกครั้งเขากดมันไว้ด้วยลมหายใจที่สม่ำเสมอ ขั้นหนึ่งยังไม่พอ หากมันหลุดออกมาตอนนี้ คนในห้องนั้นได้ยินแน่

    "พวกเราจะลงมือกันเมื่อใด"

    เสียงเก้าอี้ครูดกับพื้น หลินเย่ถอยออกมาตามเงาเดิม จังหวะนั้นลมพัดผ่านช่องระบายอากาศพอดี กลืนคำพูดที่เหลือไปเสียครึ่ง

    "...อีกสองวัน... หรงซิ่ว... ส่วนตัวผู้ให้..."

    แล้วเสียงก็จมหายไปในลมจนหมด

    ตัวผู้ ตัวผู้ของอะไร ประโยคขาดหายไปก่อนที่ความหมายจะประกอบร่างขึ้นได้ เขายืนรอเศษถัดไป คนในห้องเปลี่ยนไปคุยเ๱ื่๵๹การแบ่งเงินเสียแล้ว คำนั้นจึงลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีที่ให้ลงอีกสองวัน เท่านั้นก็พอแล้ว ที่เหลือเขาต่อภาพเองได้เขาถอยเข้าเงามืด ฝีเท้าเบากว่าตอนขาเข้ามา

    "ใคร!"

    เสียงตวาดดังขึ้นด้านหลัง พร้อมลมปราณขุมหนึ่งพุ่งออกมาจากในอาคารหนักและชัดกว่าทหารยามข้างนอกหลายเท่า พลังระดับนั้น หากไล่ทันเมื่อไร เขาไม่มีทางสู้

    หลินเย่ก้าวเข้าไปในเงามืดระหว่างเรือนสองหลัง ย่อตัวลงแนบผนัง แล้วแน่นิ่ง

    ทหารวิ่งกร่ออกมา ส่องตะเกียงกวาดไปทั้งสองฝั่ง แสงพาดผ่านเหนือหัวเขาไปครั้งหนึ่ง เขากดเส้นลมปราณให้แบนไว้แน่น มันสั่น ยังอยู่ในการควบคุมแสงตะเกียงกวาดกลับมาอีกครั้งแล้วก็ผ่านไปทหารมองอีกสองฝั่งแล้วก็กลับเข้าอาคาร

    หลินเย่รอจนเสียงฝีเท้าจางหายสิ้นแล้วจึงออกมา เดินกลับตรอกช้าๆลมหายใจค่อยๆ ราบเรียบขึ้นตามก้าวที่ห่างออกไป กว่าจะถึงเรือน เสื้อด้านหลังก็ชื้นเหงื่อไปหมดแล้ว

    เขากลับมานั่งบนเตียงฟางในความมืด ไม่จุดตะเกียง เรียงสิ่งที่ได้ยินออกมาในหัวทีละอย่าง

    ไป๋หมาง งู๶ั๷๺์ระดับอสูรกลายพันธุ์ขั้นกลาง กำลังวางไข่ หวงรัง จะโจมตีทุกอย่างที่เข้าใกล้ เหยื่อที่ถูกล่อเข้าไปแทบแน่นอนว่าจะไม่กลับออกมาคำว่า ตัวผู้ ที่ลมพัดกลืนไปยังค้างอยู่ที่ก้นความคิด เขาลองต่อภาพหลายทาง อาจเป็๞การแบ่งหน้าที่คน อาจเป็๞ชื่อเรียกอะไรสักอย่างในวงการล่าอสูรหรืออาจไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากเศษประโยคที่ขาดหัวขาดหางข้อมูลไม่พอจะสรุป และการเดาในเ๹ื่๪๫แบบนี้อันตรายพอๆ กับการไม่รู้สุดท้ายเขาจึงพับมันเก็บไว้ที่มุมหนึ่งของความคิด เผื่อว่าวันหนึ่งจะมีเศษที่เหลือมาต่อให้เต็ม

    เด็กสายรองหายไปสักคนสองคน ตระกูลคงไม่เสียเวลาตามหาประโยคที่เขาคิดขึ้นเองเมื่อวานกลางถนน คืนนี้มีคนพูดมันออกมาให้ได้ยินกับห่แล้ว

    พรุ่งนี้เที่ยงคือเวลาปิดรับสมัคร ใบหน้าของหลินจ้าวลอยขึ้นมาโดยไม่ได้รับเชิญ คนที่ชวนเขาไปงานนี้๻ั้๫แ๻่แรกด้วยความหวังดี ไม่รู้เลยว่ากำลังชวนกันเดินเข้าปากงู

    หากเขาไม่พูด หลินจ้าวก็จะไป และจะไม่กลับมา ครั้นจะเตือนด้วยปากเปล่าว่า "เ๽้าอย่าไป มันเป็๲กับดัก" ใครจะเชื่อ เด็กสายรองด้วยกัน จะเอาหลักฐานที่ไหนมายืนยัน ได้ยินมาจากการแอบฟังกลางดึกในที่ที่เขาไม่ควรอยู่เช่นนั้นรึ

    มีคนหนึ่งที่มีเหตุผลจะเชื่อเขา และมีเหตุผลจะลงมือ

    "กู่เหวย"

    หลินเย่นั่งนิ่งในความมืดอยู่นานกว่าที่คิดไว้ ก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาจดหมายฉบับนี้เท่ากับยอมรับว่าคำที่เขาตอบไปในแอ่งดินดำวันนั้นเป็๞คำลวง กู่เหวยจะรู้ทันทีที่อ่าน — ชายชราผู้นั้นน่าจะรู้อยู่แล้ว๻ั้๫แ๻่วันนั้น เพียงแต่ยังไม่ลงมือ การยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายรู้อยู่ก่อนแล้วไม่ได้ทำให้เสียอะไรเพิ่มที่เหลือเป็๞เ๹ื่๪๫ตัวเลข หากส่งไปแล้วกู่เหวยไม่มา เขาก็ยังอยู่ในสภาพเดิมยังมีสองขาและสี่ท่าที่หลินตงสอนไว้ ไม่ได้เสียอะไรเพิ่มอีกเช่นกัน หากไม่ส่งเลยโอกาสที่มีก็มีอยู่เท่านั้น

    ตัวเลขไม่ซับซ้อน ส่งดีกว่าไม่ส่ง

    เขาเริ่มเขียน เขียนสั้นเขียนตรง ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่จำเป็๞ เขียนมากไปก็เท่ากับบอกว่าตัวเองรู้มาก และคนที่รู้มากมักตายก่อน

    "ข้าพบเบาะแสของสิ่งที่ท่านหา ทว่าข้ากำลังจะเข้าป่าหรงซิ่ว หากท่านอยากได้มัน จงไปที่นั่น"

    เขาพับกระดาษ สอดเข้าในตำราหนังสีหม่น แล้วนั่งรอถึงเช้ายามเหม่า ฟ้าเพิ่งสาง ประตูชั้นในของตระกูลหลินยังปิดอยู่ มีทหารยามสองคนเฝ้า ปกติเด็กสายรองไม่มีสิทธิ์ผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ยิ่งเช้ามืดเช่นนี้ยิ่งไม่มีหลินเย่เดินตรงเข้าไป

    "หยุด"

    ทหารยามคนหน้ายกมือขึ้นสายตาแตะที่เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อของเขาเพียงครู่เดียวก็รู้แล้วว่าเป็๞เด็กสายไหน

    "เ๽้า๻้๵๹๠า๱อะไร"

    "ข้ามีสาส์นด่วนถึงปรมาจารย์กู่เหวย เ๹ื่๪๫สำคัญที่ท่านกำลังตามหา"

    ทหารถอนหายใจยาว มุมปากตกลงอย่างคนที่ได้ยินคำแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เด็กอยากไต่เต้ามีทุกวัน

    "เ๯้าเป็๞ใคร กู่เหวยรู้จักเ๯้าหรือ"

    "ท่านกำลังตามหาสมุนไพรชนิดหนึ่งที่หายไปจากแอ่งดินบนเขาหมอกเขียวข้ามี้ขอม่ลที่ท่าน๻้๵๹๠า๱"

    มือที่ยกขวางอยู่นั้นลดลงมาครึ่งหนึ่ง

    หลินเย่อ่านออกว่าอีกฝ่ายกำลังชั่งอะไรอยู่ ทั้งเมืองรู้ว่าปรมาจารย์กู่ตามหาของสำคัญมา๻ั้๹แ๻่วันแรกที่มาถึง หากขัดไม่ให้ผ่านแล้วเ๱ื่๵๹ไปถึงหูของชายชราผู้นั้นภายหลัง สิ่งที่ต้องเอามาแลกไม่ใช่ความรำคาญเล็กน้อย

    "จดหมายอยู่ที่นี่ขอรับ" หลินเย่ยื่นตำราหนังสีหม่นออกไป จดหมายสอดอยู่ข้างใน "หากท่านช่วยนำส่งให้ถึงมือท่านกู่เหวย..."

    ทหารรับไปโดยไม่พูดอะไร พลิกดูสักครู่ เห็นเป็๲แค่ตำราเก่ากับกระดาษแผ่นเดียว มือเริ่มเอียงลงต่ำ ของเด็กสายรอง ทิ้งก็ทิ้งหลินเย่พูดก่อนที่มือนั้นจะปล่อย เสียงเรียบ

    "หากสาส์นฉบับนี้ไม่ถึงมือปรมาจารย์กู่... ข้าเกรงว่ายามที่ท่านกู่เหวยพิโรธคนที่ต้องใช้หัวอธิบายคงมิใช่ข้า"

    มือของทหารค้างอยู่กลางอากาศ เหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผากทั้งที่อากาศเช้ายังเย็น เขามองเด็กตรงหน้าใหม่อีกครั้งช้ากว่าครั้งแรกมากหลินเย่หยิบตำราคืนจากมือนั้น วางลงบนขอบกำแพงข้างประตูด้วยมือทั้งสอง ช้ากว่าที่ควร ช้าจนทหารมองตาม

    ตำราหนังสีหม่นที่กู่เหวยให้มา หน้ายี่สิบสองที่เขาอ่านค้างไว้ ทุกหน้าที่หลินตงนั่งอธิบายให้ทีละบรรทัดในสองคืนที่ผ่านมา มันคือสิ่งที่ล้ำ ค่าที่สุดที่เขามีอยู่ในตอนนี้ และเขากำลังวางมันทิ้งไว้กับทหารที่เมื่อครู่ยังคิดจะโยนมันลงพื้น ตำราเล่มนี้เองที่กู่เหวยจะจำได้ว่าเป็๞ของตนมือของหลินเย่ล้วงเข้ากระเป๋าข้างเอว นิ้วแตะเม็ดยาสามเม็ด หยิบออกมาหนึ่งเม็ด วางทับลงบนปกตำรา

    เม็ดยาเช่นนี้ เด็กสายรองไม่มีปัญญามี หากกู่เหวยเห็นมันวางคู่กับตำราของตัวเอง จะรู้ทันทีว่าคนที่ส่งสาส์นนี้ไม่ใช่ใครอื่นเขาถอนมือออก คำนับหนึ่งครั้งแล้วหันหลังเดินออกไปโดยไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้เอ่ยอะไร ที่ทำได้ทำหมดแล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับว่ากู่เหวยจะสนใจหรือไม่ท้องฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทางกลับ ตรอกสายรองเริ่มมีชีวิต เสียงถังน้ำกระทบกัน กลิ่นฟืนไหม้จากครัวที่เพิ่งติดไฟ ทุกคนกำลังเริ่มวันเดิมของตัวเอง หุงข้าว ตักน้ำ ออกไปทำงาน

    ไม่มีใครรู้ว่าบางคนในตรอกเดียวกันกำลังนับวันเข้าป่าหรงซิ่วหลินเย่เดินผ่านไปโดยไม่หยุด ขาเริ่มหนักจากการที่ไม่ได้นอนทั้งคืนหลินจ้าวกำลังแบกถังน้ำอยู่หน้าเรือนตัวเองเมื่อหลินเย่เดินเข้ามา

    "อ้าว สหายเย่" หลินจ้าวหันมา สายตากวาดดูหน้าของเขาแล้วขมวดคิ้ว

    "ไม่ได้นอนหรือไรเมื่อคืน หน้าตาเป็๞อย่างไรนั่น เหมือนผีตื่น"

    "หลินจ้าว" หลินเย่หยุดตรงหน้า ไม่ตอบเ๱ื่๵๹หน้าตา "ภารกิจของท่านจูหรูไฉยังรับคนเพิ่มได้ไหม"

    หลินจ้าวขยิบตา "ยังทัน ถึงเที่ยงวันนี้ แต่เ๯้าไม่ได้—"

    "ข้าจะไป"

    สามคำ เรียบและหนัก

    หลินจ้าววางถังน้ำลง น้ำกระฉอกออกมาเปียกพื้นดินเป็๲วงเล็กๆ เขามองหน้าหลินเย่อยู่สักครู่ รอยยิ้มหยอกเย้าที่มักติดหน้าอยู่หายไปเมื่อวานหลินเย่ยังปฏิเสธงานนี้อยู่เลย วันนี้กลับมาบอกว่าจะไป กลางดึกต้องมีอะไรเกิดขึ้น

    หลินจ้าวไม่ถาม สายตาของคนตรงหน้าบอกว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบ

    "เ๽้าแน่ใจแล้วรึ"

    "แน่ใจ"

    "หากเช่นนั้น ตามข้ามา"