คืนนั้นหลินเย่นอนไม่หลับ
เหรียญทองแดงสามเหรียญวางนิ่งอยู่บนโต๊ะ แสงตะเกียงน้ำมันกะพริบเบาๆเงาของมันทาบลงบนขอบเหรียญจนดูราวกับเหรียญขยับได้เอง เขานอนมองเพดานไม้เก่า นับรอยแตกบนคานไปทีละเส้นจนหมด แล้วก็รู้ว่าเพดานนั้นไม่มีคำตอบอะไรอยู่เลย
จูหรูไฉให้ค่าจ้างล่วงหน้าส่งเกินไป ส่งจนผิดที่ผิดทางสำหรับงานเก็บสมุนไพรธรรมดา
หลินเย่ลุกขึ้นกวาดเหรียญทั้งสามใส่กระเป๋าข้างเอว แล้วคุกเข่าลงงัดแผ่นไม้ที่หลวมอยู่ใต้ขอบเตียง หยิบถุงผ้าใบเล็กขึ้นมา ในนั้นคือเงินเก็บเกือบทั้งหมดที่เขามีในโลกนี้ เขาเก็บมันใส่ในเสื้อแล้วเปิดประตูบานเก่าออกไปตรอกยามดึกเงียบผิดปกติ เงียบจนแม้แต่หมายังไม่เห่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดขยับหลินเย่ออกจากเรือนด้วยฝีเท้าเบา ไม่มีตะกร้าสาน ไม่มีแผน มีเพียงคำถามเดียวที่วนซ้ำ มาั้แ่เย็น
ค่าตอบแทนที่สูงเกินจริงมักซื้อบางอย่างที่แพงกว่าเงิน — ซื้ออะไรกันแน่ เขา้ารู้ และหากจะรู้ ก็ต้องหาคนที่จ่ายเงินให้เจอเสียก่อนคนนอกตระกูลที่มาพักค้างต้องอยู่ในที่ที่ตระกูลจัดให้ ไม่ใช่เรือนธรรมดาและคนที่มีทหารติดตามสองคนย่อมไม่พักในที่มืดและเงียบ เมื่อเช้าเขาเห็นรถม้าแล่นเข้าประตูชั้นใน ล้อของมันพิมพ์รอยลึกลงในดินชื้นริมทาง ตอนนี้รอยนั้นยังอยู่
เขาเดินตามรอยล้อไป ผ่านตรอกหลักสองสาย แล้วรอยก็แยกเข้าไปในย่านรับรองแขกทางตะวันออก
ที่นั่นเส้นทางซับซ้อน รอยล้อรถม้าหลายคันทับกันจนอ่านไม่ออกว่าอันไหนเป็อันไหน หลินเย่หยุดอยู่ที่หัวมุมถนน กวาดตามองไปรอบๆ หาอย่างอื่นแทนรอยล้อ
เขาเห็นชายชรา
ไม่ใช่ขอทานทั่วไป ขอทานทั่วไปนอนตรงที่ที่ลมไม่โกรก ที่ที่มีคนเดินผ่านให้ขอทานได้ ชายชราคนนี้กลับขดตัวอยู่ริมกำแพงตรงหัวมุมที่มองเห็นสามทางพอดี ผ้าขี้ริ้วคลุมตัว กระบอกไม้ไผ่เก่าวางข้างมือ กลิ่นที่ลอยออกมาจากร่างนั้นเป็กลิ่นเหล้าบูดผสมกับบางอย่างที่หนักกว่านั้น คาวและเก่า ราวกับคนที่อยู่ใกล้ความตายมานานจนกลิ่นซึมเข้ากระดูก
ตำแหน่งที่นั่งนั้นถูกที่เกินไปสำหรับคนที่แค่หาที่หลับ คนแบบนี้เห็นทุกอย่างที่ผ่านสามทางนั้น
หลินเย่วางเหรียญทองแดงสองเหรียญลงในกระบอก แล้วย่อตัวลง
"ข้ามาตามหาพ่อค้าต่างถิ่น ร่างอ้วนท้วม สวมผ้าแพรพรรณชั้นดี"
ชายชราลืมตาขึ้นดวงตาที่ขุ่นมัวจากอายุ้จองมาที่เขาชั่วขณะ นานพอที่หลินเย่จะรู้ว่าตาคู่นั้นยังมองเห็นอะไรได้มากกว่าที่ควร แล้วชายชราก็พยักพเยิดไปทางอาคารหลังหนึ่งปลายตรอก อาคารที่ยังมีไฟสว่างอยู่ทั้งที่ดึกดื่นป่านนี้แล้วหลินเย่ลุกขึ้นหยิบถุงผ้าออกมาจากในเสื้อ วางลงข้างมือของชายชราเงียบๆเงินเก็บทั้งหมดที่เขามี แลกกับการที่ปากหนึ่งจะปิดไว้ ไม่เล่าให้ใครฟังว่าคืนนี้มีเด็กมาถาม
มือที่ผิวแตกลายคว้าถุงไปอย่างคุ้นเคย ชายชราไม่ขยับ กระนั้นก็ไม่ปฏิเสธแล้วพึมพำขึ้นก่อนหลับตาลงใหม่
"เงินซื้อข่าวได้ ทว่าซื้อชีวิตที่เสียไปแล้วไม่ได้..." เสียงเหนื่อยและเบา ก่อนจะต่ำลงอีก "เ้าหนู กลิ่นเืบนตัวเ้าแรงกว่ากลิ่นเงินเสียอีก"
หลินเย่หยุดนิ่ง สัญชาตญาณดึงให้มือยกขึ้นดมเสื้อตัวเองก่อนที่สมองจะหยุดมันได้ ไม่มีกลิ่นอะไร มีเพียงผ้าป่านเก่าและเหงื่อ ชายชราพูดชัดเจนเกินไปสำหรับคนที่แค่พึมพำในความฝัน เขากับชายชราคนนี้ไม่เคยเจอกันมาก่อน แล้วอีกฝ่ายเห็นอะไรในตัวเขาเขาไม่รู้ และไม่รู้ด้วยว่าควรถามหรือไม่ ในที่สุดก็ไม่ถาม เดินต่อไปบางคำถาม ถามไปแล้วคำตอบอาจแพงกว่าที่จ่ายไหวอาคารปลายตรอกมีทหารยามเดินตรวจรอบ วนเป็รูปแบบเดิมซ้ำ ไปมาหลินเย่อยู่ในเงามืดข้างกำแพงห่างออกไปสักสิบก้าว มองดูจังหวะ ลมปราณที่แผ่ออกมาจากทหารพวกนี้หนากว่าของเขาอยู่หลายเท่า เดาว่าคงอยู่ราวรวมลมปราณขั้นสาม ทั้งคู่กลับเดินตรวจอย่างขอไปที คนที่ทำงานเดิมทุกคืนย่อมเผลอใจเบื่อหน่าย
เขาจับจังหวะที่ทหารสองคนเดินสวนทิศกัน ช่องว่างตรงนั้นกว้างพอ
ก่อนที่เขาจะขยับ เส้นลมปราณในร่างกระตุกขึ้นเองโดยไม่ได้สั่งมันเกิดขึ้นเอง อย่างที่หลินตงเคยเตือนว่าขั้นหนึ่งยังคุมไม่อยู่ ลมปราณในร่างยังเป็ม้าที่ยังไม่มีบังเหียน บางทีก็ดีดตัวเองโดยไม่มีเหตุ เขากดมันลงด้วยลมหายใจ
ทว่าในชั่วขณะที่มันกระตุกนั้น ทหารคนหนึ่งหยุดกึก แล้วหันมาทางเขาไม่ใช่เพราะได้ยิน เขาไม่ได้ส่งเสียงเลยแม้แต่น้อย หากราวกับอีกฝ่ายรู้สึกอะไรบางอย่างในอากาศ
หลินเย่แนบผนัง หยุดทุกอย่าง กดเส้นลมปราณให้แบนที่สุดเท่าที่ขั้นหนึ่งจะทำได้ เหงื่อซึมออกที่หน้าผากแล้วไหลลงขอบตา เขาไม่กล้ากะพริบ ไม่กล้ายกมือขึ้นเช็ด
ทหารยืนนิ่งอยู่สักครู่ สายตากวาดออกไปในความมืด หัวใจของหลินเย่เต้นรัวจนรู้สึกว่ามันดังพอที่อีกฝ่ายจะได้ยิน ห่างกันไม่ถึงสิบก้าว เงามืดระหว่างเรือนสองหลังนั้นทึบกว่าที่แสงตะเกียงจะส่องถึงทหารถ่มน้ำลาย แล้วเดินต่อ
หลินเย่รอจนเสียงฝีเท้าห่างพ้นไปสักครู่จึงออกมา เส้นลมปราณยังสั่นอยู่เล็กน้อย เขาเช็ดหน้าผากด้วยแขนเสื้อ
มันจะเกิดขึ้นอีกหากไม่ระวัง ครั้งหน้าอาจไม่มีเงามืดคอยช่วยเขาลอดเข้าไปตามเงาข้างผนัง หาช่องที่เสียงจะลอดออกมา ช่องระบายอากาศ้าเปิดอยู่ เสียงในห้องลอดออกมาชัดในความเงียบของดึกดื่น หลินเย่บังคับลมหายใจให้ช้าและเงียบตามที่หลินตงสอนไว้ แล้วตั้งใจฟังในห้องโถงมีสามคน เสียงแรกหนักและช้า
"ไป๋หมางอยู่ที่หรงซิ่วมาสองปีแล้ว ปีนี้มันวางไข่ ร่างกายอ่อนแอกว่าปกติมาก นี่คือเวลาที่ต้องลงมือ!"
เสียงที่สองกระชับ
"แต่ระดับกลายพันธุ์ขั้นกลาง หากไม่มีคนเบี่ยงความสนใจ จะมิอันตรายเกินไปหรือ"
"พวกเราจึงต้องใช้คนล่อมันออกมา" เสียงแรกพูดเรียบๆ ราวกับบอกเส้นทางในแผนที่ "เด็กสายรองตระกูลหลินเหมาะที่สุด ข้าให้เงินพวกมันล่วงหน้าแล้ว การตัดสินใจมาก็เป็ของพวกมันเอง" เสียงหยุดครู่หนึ่ง "หากระวังตัวเองไม่ดี ก็โทษใครไม่ได้"
"แต่เด็กพวกนั้น—"
"ดีงูไป๋หมางขายได้ถึงสามสิบเหรียญทอง"
เสียงที่สองเงียบลง ไม่มีการโต้แย้งอีก
สามสิบเหรียญทอง
ตัวเลขนั้นวางอยู่บนตาชั่งข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งคือชีวิตเด็กสายรองที่ไม่มีใครนับ และตาชั่งเอียงไปทางไหนก็ชัดอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอให้ใครบอกไม่ใช่ความแค้น ไม่ใช่ความประหลาดใจ เขารู้อยู่แล้วว่าโลกนี้เป็เช่นนี้คืนนี้เพียงเป็คืนแรกที่เขาได้ยินมันถูกพูดออกมาเป็ตัวเลขหลินเย่นิ่งอยู่ใต้ชายคา เส้นลมปราณกระตุกอีกครั้งเขากดมันไว้ด้วยลมหายใจที่สม่ำเสมอ ขั้นหนึ่งยังไม่พอ หากมันหลุดออกมาตอนนี้ คนในห้องนั้นได้ยินแน่
"พวกเราจะลงมือกันเมื่อใด"
เสียงเก้าอี้ครูดกับพื้น หลินเย่ถอยออกมาตามเงาเดิม จังหวะนั้นลมพัดผ่านช่องระบายอากาศพอดี กลืนคำพูดที่เหลือไปเสียครึ่ง
"...อีกสองวัน... หรงซิ่ว... ส่วนตัวผู้ให้..."
แล้วเสียงก็จมหายไปในลมจนหมด
ตัวผู้ ตัวผู้ของอะไร ประโยคขาดหายไปก่อนที่ความหมายจะประกอบร่างขึ้นได้ เขายืนรอเศษถัดไป คนในห้องเปลี่ยนไปคุยเื่การแบ่งเงินเสียแล้ว คำนั้นจึงลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีที่ให้ลงอีกสองวัน เท่านั้นก็พอแล้ว ที่เหลือเขาต่อภาพเองได้เขาถอยเข้าเงามืด ฝีเท้าเบากว่าตอนขาเข้ามา
"ใคร!"
เสียงตวาดดังขึ้นด้านหลัง พร้อมลมปราณขุมหนึ่งพุ่งออกมาจากในอาคารหนักและชัดกว่าทหารยามข้างนอกหลายเท่า พลังระดับนั้น หากไล่ทันเมื่อไร เขาไม่มีทางสู้
หลินเย่ก้าวเข้าไปในเงามืดระหว่างเรือนสองหลัง ย่อตัวลงแนบผนัง แล้วแน่นิ่ง
ทหารวิ่งกร่ออกมา ส่องตะเกียงกวาดไปทั้งสองฝั่ง แสงพาดผ่านเหนือหัวเขาไปครั้งหนึ่ง เขากดเส้นลมปราณให้แบนไว้แน่น มันสั่น ยังอยู่ในการควบคุมแสงตะเกียงกวาดกลับมาอีกครั้งแล้วก็ผ่านไปทหารมองอีกสองฝั่งแล้วก็กลับเข้าอาคาร
หลินเย่รอจนเสียงฝีเท้าจางหายสิ้นแล้วจึงออกมา เดินกลับตรอกช้าๆลมหายใจค่อยๆ ราบเรียบขึ้นตามก้าวที่ห่างออกไป กว่าจะถึงเรือน เสื้อด้านหลังก็ชื้นเหงื่อไปหมดแล้ว
เขากลับมานั่งบนเตียงฟางในความมืด ไม่จุดตะเกียง เรียงสิ่งที่ได้ยินออกมาในหัวทีละอย่าง
ไป๋หมาง งูั์ระดับอสูรกลายพันธุ์ขั้นกลาง กำลังวางไข่ หวงรัง จะโจมตีทุกอย่างที่เข้าใกล้ เหยื่อที่ถูกล่อเข้าไปแทบแน่นอนว่าจะไม่กลับออกมาคำว่า ตัวผู้ ที่ลมพัดกลืนไปยังค้างอยู่ที่ก้นความคิด เขาลองต่อภาพหลายทาง อาจเป็การแบ่งหน้าที่คน อาจเป็ชื่อเรียกอะไรสักอย่างในวงการล่าอสูรหรืออาจไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากเศษประโยคที่ขาดหัวขาดหางข้อมูลไม่พอจะสรุป และการเดาในเื่แบบนี้อันตรายพอๆ กับการไม่รู้สุดท้ายเขาจึงพับมันเก็บไว้ที่มุมหนึ่งของความคิด เผื่อว่าวันหนึ่งจะมีเศษที่เหลือมาต่อให้เต็ม
เด็กสายรองหายไปสักคนสองคน ตระกูลคงไม่เสียเวลาตามหาประโยคที่เขาคิดขึ้นเองเมื่อวานกลางถนน คืนนี้มีคนพูดมันออกมาให้ได้ยินกับห่แล้ว
พรุ่งนี้เที่ยงคือเวลาปิดรับสมัคร ใบหน้าของหลินจ้าวลอยขึ้นมาโดยไม่ได้รับเชิญ คนที่ชวนเขาไปงานนี้ั้แ่แรกด้วยความหวังดี ไม่รู้เลยว่ากำลังชวนกันเดินเข้าปากงู
หากเขาไม่พูด หลินจ้าวก็จะไป และจะไม่กลับมา ครั้นจะเตือนด้วยปากเปล่าว่า "เ้าอย่าไป มันเป็กับดัก" ใครจะเชื่อ เด็กสายรองด้วยกัน จะเอาหลักฐานที่ไหนมายืนยัน ได้ยินมาจากการแอบฟังกลางดึกในที่ที่เขาไม่ควรอยู่เช่นนั้นรึ
มีคนหนึ่งที่มีเหตุผลจะเชื่อเขา และมีเหตุผลจะลงมือ
"กู่เหวย"
หลินเย่นั่งนิ่งในความมืดอยู่นานกว่าที่คิดไว้ ก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาจดหมายฉบับนี้เท่ากับยอมรับว่าคำที่เขาตอบไปในแอ่งดินดำวันนั้นเป็คำลวง กู่เหวยจะรู้ทันทีที่อ่าน — ชายชราผู้นั้นน่าจะรู้อยู่แล้วั้แ่วันนั้น เพียงแต่ยังไม่ลงมือ การยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายรู้อยู่ก่อนแล้วไม่ได้ทำให้เสียอะไรเพิ่มที่เหลือเป็เื่ตัวเลข หากส่งไปแล้วกู่เหวยไม่มา เขาก็ยังอยู่ในสภาพเดิมยังมีสองขาและสี่ท่าที่หลินตงสอนไว้ ไม่ได้เสียอะไรเพิ่มอีกเช่นกัน หากไม่ส่งเลยโอกาสที่มีก็มีอยู่เท่านั้น
ตัวเลขไม่ซับซ้อน ส่งดีกว่าไม่ส่ง
เขาเริ่มเขียน เขียนสั้นเขียนตรง ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่จำเป็ เขียนมากไปก็เท่ากับบอกว่าตัวเองรู้มาก และคนที่รู้มากมักตายก่อน
"ข้าพบเบาะแสของสิ่งที่ท่านหา ทว่าข้ากำลังจะเข้าป่าหรงซิ่ว หากท่านอยากได้มัน จงไปที่นั่น"
เขาพับกระดาษ สอดเข้าในตำราหนังสีหม่น แล้วนั่งรอถึงเช้ายามเหม่า ฟ้าเพิ่งสาง ประตูชั้นในของตระกูลหลินยังปิดอยู่ มีทหารยามสองคนเฝ้า ปกติเด็กสายรองไม่มีสิทธิ์ผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ยิ่งเช้ามืดเช่นนี้ยิ่งไม่มีหลินเย่เดินตรงเข้าไป
"หยุด"
ทหารยามคนหน้ายกมือขึ้นสายตาแตะที่เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อของเขาเพียงครู่เดียวก็รู้แล้วว่าเป็เด็กสายไหน
"เ้า้าอะไร"
"ข้ามีสาส์นด่วนถึงปรมาจารย์กู่เหวย เื่สำคัญที่ท่านกำลังตามหา"
ทหารถอนหายใจยาว มุมปากตกลงอย่างคนที่ได้ยินคำแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เด็กอยากไต่เต้ามีทุกวัน
"เ้าเป็ใคร กู่เหวยรู้จักเ้าหรือ"
"ท่านกำลังตามหาสมุนไพรชนิดหนึ่งที่หายไปจากแอ่งดินบนเขาหมอกเขียวข้ามี้ขอม่ลที่ท่าน้า"
มือที่ยกขวางอยู่นั้นลดลงมาครึ่งหนึ่ง
หลินเย่อ่านออกว่าอีกฝ่ายกำลังชั่งอะไรอยู่ ทั้งเมืองรู้ว่าปรมาจารย์กู่ตามหาของสำคัญมาั้แ่วันแรกที่มาถึง หากขัดไม่ให้ผ่านแล้วเื่ไปถึงหูของชายชราผู้นั้นภายหลัง สิ่งที่ต้องเอามาแลกไม่ใช่ความรำคาญเล็กน้อย
"จดหมายอยู่ที่นี่ขอรับ" หลินเย่ยื่นตำราหนังสีหม่นออกไป จดหมายสอดอยู่ข้างใน "หากท่านช่วยนำส่งให้ถึงมือท่านกู่เหวย..."
ทหารรับไปโดยไม่พูดอะไร พลิกดูสักครู่ เห็นเป็แค่ตำราเก่ากับกระดาษแผ่นเดียว มือเริ่มเอียงลงต่ำ ของเด็กสายรอง ทิ้งก็ทิ้งหลินเย่พูดก่อนที่มือนั้นจะปล่อย เสียงเรียบ
"หากสาส์นฉบับนี้ไม่ถึงมือปรมาจารย์กู่... ข้าเกรงว่ายามที่ท่านกู่เหวยพิโรธคนที่ต้องใช้หัวอธิบายคงมิใช่ข้า"
มือของทหารค้างอยู่กลางอากาศ เหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผากทั้งที่อากาศเช้ายังเย็น เขามองเด็กตรงหน้าใหม่อีกครั้งช้ากว่าครั้งแรกมากหลินเย่หยิบตำราคืนจากมือนั้น วางลงบนขอบกำแพงข้างประตูด้วยมือทั้งสอง ช้ากว่าที่ควร ช้าจนทหารมองตาม
ตำราหนังสีหม่นที่กู่เหวยให้มา หน้ายี่สิบสองที่เขาอ่านค้างไว้ ทุกหน้าที่หลินตงนั่งอธิบายให้ทีละบรรทัดในสองคืนที่ผ่านมา มันคือสิ่งที่ล้ำ ค่าที่สุดที่เขามีอยู่ในตอนนี้ และเขากำลังวางมันทิ้งไว้กับทหารที่เมื่อครู่ยังคิดจะโยนมันลงพื้น ตำราเล่มนี้เองที่กู่เหวยจะจำได้ว่าเป็ของตนมือของหลินเย่ล้วงเข้ากระเป๋าข้างเอว นิ้วแตะเม็ดยาสามเม็ด หยิบออกมาหนึ่งเม็ด วางทับลงบนปกตำรา
เม็ดยาเช่นนี้ เด็กสายรองไม่มีปัญญามี หากกู่เหวยเห็นมันวางคู่กับตำราของตัวเอง จะรู้ทันทีว่าคนที่ส่งสาส์นนี้ไม่ใช่ใครอื่นเขาถอนมือออก คำนับหนึ่งครั้งแล้วหันหลังเดินออกไปโดยไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้เอ่ยอะไร ที่ทำได้ทำหมดแล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับว่ากู่เหวยจะสนใจหรือไม่ท้องฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทางกลับ ตรอกสายรองเริ่มมีชีวิต เสียงถังน้ำกระทบกัน กลิ่นฟืนไหม้จากครัวที่เพิ่งติดไฟ ทุกคนกำลังเริ่มวันเดิมของตัวเอง หุงข้าว ตักน้ำ ออกไปทำงาน
ไม่มีใครรู้ว่าบางคนในตรอกเดียวกันกำลังนับวันเข้าป่าหรงซิ่วหลินเย่เดินผ่านไปโดยไม่หยุด ขาเริ่มหนักจากการที่ไม่ได้นอนทั้งคืนหลินจ้าวกำลังแบกถังน้ำอยู่หน้าเรือนตัวเองเมื่อหลินเย่เดินเข้ามา
"อ้าว สหายเย่" หลินจ้าวหันมา สายตากวาดดูหน้าของเขาแล้วขมวดคิ้ว
"ไม่ได้นอนหรือไรเมื่อคืน หน้าตาเป็อย่างไรนั่น เหมือนผีตื่น"
"หลินจ้าว" หลินเย่หยุดตรงหน้า ไม่ตอบเื่หน้าตา "ภารกิจของท่านจูหรูไฉยังรับคนเพิ่มได้ไหม"
หลินจ้าวขยิบตา "ยังทัน ถึงเที่ยงวันนี้ แต่เ้าไม่ได้—"
"ข้าจะไป"
สามคำ เรียบและหนัก
หลินจ้าววางถังน้ำลง น้ำกระฉอกออกมาเปียกพื้นดินเป็วงเล็กๆ เขามองหน้าหลินเย่อยู่สักครู่ รอยยิ้มหยอกเย้าที่มักติดหน้าอยู่หายไปเมื่อวานหลินเย่ยังปฏิเสธงานนี้อยู่เลย วันนี้กลับมาบอกว่าจะไป กลางดึกต้องมีอะไรเกิดขึ้น
หลินจ้าวไม่ถาม สายตาของคนตรงหน้าบอกว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบ
"เ้าแน่ใจแล้วรึ"
"แน่ใจ"
"หากเช่นนั้น ตามข้ามา"