บทที่ 26 : คำถามคาใจ
‘ใช่’
เสียงตอบกลับของแซมทำให้ลูซีฟยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะเรียกรถม้าเพื่อเดินทางกลับไปยังบริษัททิวลิปเหมันต์
หน้าที่ของเขาหมดลงแล้ว ที่เหลือก็แค่ดูว่าพวกเทจ โคเลอร์จะจัดการได้ดีแค่ไหน
มีทั้งความเป็ไปได้ที่จะแค่รวบรวมข้อมูลก่อนหรือจัดกำลังคนเข้าปิดล้อมก่อนเลยจู่โจมแต่ก็มีโอกาสที่ฝ่ายศัตรูจะรู้ตัวและหลบหนีไปได้อย่างทันท่วงที
เปอร์เซ็นต์ต่างกันไม่มาก
แต่ไม่ว่าจะแบบไหนลูซีฟล้วนได้ประโยชน์ หากฝ่ายศัตรูรอดไปได้พวกเขาก็ยังจะหาทางติดต่อเขาเพื่อให้เป็เหยื่ออยู่ดีและข้อตกลงที่ซื้อชีวิตของเขานั้นก็จะทำให้มาร์ชใช้ชีวิตได้หลายปีโดยไม่ต้องทำงาน หรือถ้าถูกจัดการไปจนหมดโดยที่เขาไม่ต้องลงมือเองชีวิตในเมืองแคนดร้าจะไม่ถูกคุกคามอีกต่อไป
เมื่อมาถึงบริษัททิวลิปเหมันต์โดยสภาพไร้รอยขีดข่วนมาร์ชที่นั่งรออย่างกระวนกระวายมาตลอดก็วางใจในที่สุด
“ยินดีต้อนรับกลับครับพี่” เด็กหนุ่มเอ่ยต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“กลับมาแล้ว” ลูซีฟถอดชุดเสื้อสีสดใสของตนเองออกจนเหลือแต่เชิ้ตสีขาว“เท่านี้เราก็สามารถกลับไปบ้านอย่างวางใจได้แล้วล่ะนะมาร์ช”
“เื่จบแล้วเหรอครับ?”
“ไม่รู้สิ แต่หลังจากนี้ไม่ใช่เื่ที่เราจะเข้าไปยุ่งแล้วก็... กลับไปอยู่ที่บ้านมันก็สบายใจกว่า”
“นั่นสินะ บ้านของเราดีที่สุด”มาร์ชพยักหน้าอย่างเงียบเหงา
ลูซีฟเหลือบมองอย่างเข้าใจ ถึงบ้านจะเป็สถานที่พักพิงใจที่ดีที่สุดแต่ในเวลานี้บ้านของพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“พรุ่งนี้ถึงจะทำพิธีฝังของพ่อสินะครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเพื่อเมื่อวานกับวันนี้เกิดเื่อย่างรวดเร็วเกินไป ทำให้บางอย่างไม่ได้ถูกจัดการอีกทั้งร่างของอลันยังถูกนำไปชันสูตร คงทำพิธีไม่ได้ในวันนี้แล้ว
“อืม ภายในวันนี้พวกเขาคงคืนพ่อมาให้เรา...และในคืนนี้ก็ได้บอกลาเป็ครั้งสุดท้าย” นอกจากอีกฝ่ายจะคืนร่างมาเปล่าๆแล้วเขายังต้องซื้อโลงศพ เขาต้องจ้างสัปเหร่อสำหรับขุดหลุมฝังและป้ายหลุมศพซึ่งทั้งหมดราคาไม่กี่เพนนี
สำหรับครอบครัวของเราที่ฐานะไม่สูงนักคงทำได้เพียงเท่านี้
“พวกเรากลับกันเถอะ ยังต้องซื้อวัตถุดิบอีกนะ เราไม่ได้อยู่บ้านหนึ่งคืนแล้วด้วยคงมีของเสียและฝุ่นให้ต้องทำความสะอาด”ลูซีฟกล่าวเพื่อกระตุ้นบรรยากาศ มาร์ชเอียงคอเล็กน้อยแล้วพยักหน้า
“นั่นสินะ แต่คงต้องประหยัดกันหน่อยจนกว่าพี่จะเรียนจบ”
“ไม่จำเป็นะ เพราะพี่ได้งานแล้ว”
“ฮะ?”
“อ้าว พี่ยังไม่บอกเหรอว่าพี่ได้งานที่สำนักงานนักสืบทิวลิปคิมหันต์น่ะ”ลูซีฟเอียงคอมองพลางกะพริบตาปริบๆ อย่างใสซื่อ
“พี่ไม่ได้บอกเลย!” มาร์ชถลึงตาใส่เขาท่าทางดุร้ายจนลูซีฟผงะถอยหลัง “มีอะไรที่พี่ยังไม่บอกพูดออกมาให้หมดเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ไม่มี ไม่มีแล้วจริงๆ มีแค่เื่ได้งานที่สำนักงานนักสืบเท่านั้นที่ลืมบอกเพราะเื่วุ่นๆ”
“แน่นะ?”
“แน่สิ”
“งั้นจะยอมเชื่อก็ได้”
“...”
“แต่ถ้ารู้ภายหลังว่ายังมีปิดบังกันอีกล่ะก็...” เด็กหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทางคุกคามแค่เพียงจ้องเขาด้วยสายตาเ็าๆนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่งเท่านั้น แต่สมองของลูซีฟกลับคิดไปไกลแล้ว
น้องจะทำอะไร?
จะหนีออกจากบ้านหรือจะทำอาหารพิษให้กิน?
หรือว่าจะไล่เขาออกไปนอนนอกบ้าน!?
หรือ... หรือจะกลายเป็เด็กเกเรไม่เชื่อฟัง!?!
ไม่ว่าจะคิดออกมาแบบไหนก็ดูไม่เป็พิษเป็ภัยสำหรับลูซีฟเลยสักนิดเดียวแต่ในฐานะพี่ชายเขาต้องเสแสร้งทำเป็กลัวสักหน่อยเพื่อให้น้องชายที่กำลังวางตัวเหมือนแม่ได้สบายใจ
“ไม่มีแล้วน่า พี่ไม่เคยโกหกนายสักหน่อย”
แล้วก็แอบไขว้นิ้วเงียบๆ ด้านหลังอีกเช่นเคย
บางทีเขาน่าจะหาโมเดลนิ้วปลอมไขว้กันมาเป็พวงกุญแจห้อยติดตัวโกหกบ่อยและไขว้นิ้วบ่อยจนนิ้วจะล็อกแล้ว
แน่นอนว่าน้องชายผู้ถูกพี่หลอกบ่อยๆใน่นี้ย่อมเชื่อถือ ทั้งยังเก็บเสื้อผ้าของตนให้พร้อมเตรียมกลับบ้าน พวกเขายังต้องผ่านตลาดเพื่อซื้อของอีก
ก่อนออกไปลูซีฟได้ฝากข้อความถึงเทจ โคเลอร์ไว้กับลินดาหากจะรอพูดคุยกับอีกฝ่ายคงเสียเวลาตลอดทั้งวัน และเขาเองก็ไม่อยากอยู่ที่บริษัทแห่งนี้นานไปกว่านี้ไม่อย่างนั้นมันจะผิดแผนที่หลอกล่อฝ่ายคนร้ายได้
มันต้องมีแน่ คนที่ติดตามเขามาจากถนนมารี ฉะนั้นเขาจำเป็ต้องแสดงออกถึงความใส่ใจต่อสัญญาที่จะทำกับฝ่ายคนร้ายด้วย
หลังจากซื้อของและกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ห้องเช่านี้ยังคงเหมือนเดิมไม่ได้ถูกรื้อค้นอะไรให้เสียหาย ฝุ่นก็ไม่มีเพราะปิดประตูหน้าต่างไว้อย่างแ่าจะมีก็เพียงกลิ่นอับกับอากาศที่ไม่ถ่ายเท
เพราะมาถึงใน่บ่ายที่แสงแดดกำลังดีลูซีฟเปิดหน้าต่างเพื่อให้แดดส่องเข้ามาและระบายกลิ่นอับออกไปจากห้องของเน่าเสียถูกทำความสะอาดและนำไปทิ้งอย่างเป็ระเบียบ ในห้องของอลันและมาร์ชที่พักด้วยกันของใช้ส่วนตัวของอลันมีไม่มากนักเขาเก็บของเ่าั้ลงกล่องแยกไว้บางสิ่งบริจาคได้และบางสิ่งก็นำมาใช้เองได้
พวกเสื้อผ้าพวกเขาพี่น้องยังสามารถใช้ได้จึงเก็บเอาไว้เงินส่วนกลางที่เก็บออมในกล่องเหล็กถูกหยิบออกมานับจำนวน
เงินออมของพวกเขาตอนนี้มีอยู่ทั้งหมดยี่สิบหกปอนด์สองซิลเป็จำนวนเงินที่พอให้พวกเขาพี่น้องใช้ได้ตามปกติถึงสามเดือน รวมกับที่เขาเก็บไว้ลับๆอีกสามปอนด์ก็เท่ากับยี่สิบเก้าปอนด์สองซิล
โชคดีที่ได้งานมาพอดี ทำให้เขาไม่ต้องใช้เงินออมส่วนนี้ไม่อย่างนั้นเขาคงเลือกที่จะออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเพื่อไปหางานดีกว่าที่จะใช้เงินนี้เรียนให้จบแล้วค่อยหางานทำ
หลังจากมื้ออาหารเย็นพวกเราก็ไม่ได้คุยกันมากมาย เพียงแยกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะความเหนื่อยล้าสะสมลูซีฟนั้นไม่ได้เหนื่อยมากนักเพราะเขาเป็ผู้วิเศษประเภทกายภาพร่างกายแข็งแรงทนทาน แต่ที่เข้านอนเร็วเพราะเขายังมีเื่ที่ต้องคุยกับแซมอยู่
เขายังไม่ลืมคำถามที่ติดค้างไว้เมื่อวานนี้ เมื่อเข้ามาในจิตใต้สำนึกแทนที่จะได้เอ่ยปากถามก็ต้องมาคิ้วกระตุกมองร่างกายที่เหมือนกับตนเองใส่แค่กางเกงขาสั้นกับผ้าพันคอสีส้มสดนั่งเท้าคางรอด้วยท่าทางเฉื่อยชา
“นายกำลังเบื่อเหรอแซม” ลูซีฟนึกอยากเอาเก้าอี้ทุ่มใส่หัวของชายคนนี้จริงๆเห็นหลายวันมานี้สงบเสงี่ยม ไม่สร้างอะไรประหลาดๆ ในจิตใต้สำนึกเพื่อก่อกวนเขานึกไม่ถึงว่าวันนี้จะมีเซอร์ไพรส์
“ฉันก็แค่อยากล้อนายเล่น” แซมหัวเราะขบขัน “ชุดสีส้มสดสะดุดตามากจริงๆ”
“ต่อให้ไม่ใช่สีส้มสด เพียงแค่ชุดที่นายใส่อยู่ตอนนี้ไม่ว่าสีอะไรก็สะดุดตา”
“มันเป็แฟชั่น นายไม่เข้าใจ”
“ผมยอมเป็คนไม่เข้าใจแฟชั่นดีกว่าที่จะใส่แบบนั้นนะ”
กางเกงขาสั้นกับผ้าพันคอ... จะร้อนหรือจะหนาวเอาสักอย่างก็ได้!
“แซม ผมมีเื่คาใจจะถามนาย” ลูซีฟเปิดประเด็นขึ้น แซมดีดนิ้วเปลี่ยนชุดให้เป็เสื้อเชิ้ตกางเกงสีดำท่าทางดูจริงจังมากขึ้นเล็กน้อย
“เอาสิ ฉันก็คิดว่านายมีเื่อยากถามมากมายทีเดียว”
“งั้นคำถามแรก ทำไมเทจถึงได้บอกว่าผู้วิเศษมีได้แค่คนละหนึ่งประเภทเท่านั้นเท่าที่ผมรู้มาจากนาย สามารถมีได้มากกว่าหนึ่งไม่ใช่เหรอ”
“นายเข้าใจถูกแล้ว สามารถมีได้มากกว่าหนึ่งประเภทจริงๆแต่การจะข้ามประเภทพลังมันก็มีวิธีที่ถูกต้องอยู่”
“วิธีที่ถูกต้อง?”
“ใช่แล้ว แต่ฉันยังไม่รู้หรอกนะคงต้องรอนายเปิดพลังประเภทิญญาก่อน”
“อ้าว... ทำไมล่ะ”
“นี่ลูซ นายควรรู้ไว้นะ ถึงฉันจะดูเหมือนรู้ไปทั่วแต่ฉันก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างหรอกนะด้วยขีดพลังของนายที่มีอยู่น้อยนิดแล้วฉันยังรู้ได้ตั้งขนาดนี้ถือว่ามหัศจรรย์มากแล้วต่างหาก”
“...”
ทำไมฟังแล้วเหมือนทั้งกล่าวโทษและยกย่อตนเองไปพร้อมกันได้ล่ะเนี่ย
แซมคงยังไม่ลืมใช่ไหมมันยังเป็พลังของเขาอยู่?
“เอาเป็ว่าหลังจากนี้ฉันจะขยันเพิ่มระดับและเก็บคะแนนคุณูปการเพื่อให้ได้วิธีเป็ผู้วิเศษประเภทิญญาก็แล้วกันนะ”ลูซีฟกล่าวอย่างเอือมระอา แซมยิ้มพลางพยักหน้าอย่างพอใจ
“นายควรมีจุดมุ่งหมายอย่างนั้นแต่แรกแล้วล่ะลูซ”
“แล้วเื่ความเสี่ยงที่จะเป็บ้าหลังจากข้ามประเภทพลังอย่างไม่ถูกวิธีล่ะนายพอรู้ไหม”
“รู้สิ การข้ามประเภทพลังอย่างไม่ถูกวิธีจะทำให้ระบบพลังในร่างกายปั่นป่วนทำให้เกิดสภาวะเสียสติหรือกลายสภาพเป็สัตว์ประหลาดอย่างที่รู้ใช่ไหม พลังทั้งสามประเภทส่งเสริมและขัดแย้งกัน การข้ามประเภทที่ไม่ถูกต้องมีแต่จะสร้างความขัดแย้งของพลังมากกว่าส่งเสริมอยู่แล้ว”
“อย่างนี้นี่เอง” ลูซีฟพยักหน้าเข้าใจ
ตัวเขาเองที่มีพลังทั้งสามประเภท ก็สามารถคาดเดาได้ว่าเขามีพลังครบทุกสายในแต่ละประเภทด้วยเช่นกันไม่อย่างนั้นก็คงเกิดสภาวะเสียสติหรือกลายพันธุ์เพียงแต่พลังพวกนั้นถูกผนึกไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง
การข้ามโลกของเขาก็ไม่ได้มีแต่เื่แย่ๆ อย่างน้อยพลังที่เขาได้ก็ทรงพลัง
“แล้วเื่ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายเมื่อใช้พลังล่ะ”ลูซีฟถามต่อ นี่ก็เป็อีกเื่ที่เขาสงสัยมากเช่นกันถึงแชมจะเคยบอกแล่วว่าเขาไม่จำเป็ต้องจ่ายแต่ก็อยากรู้เอาไว้
มันสามารถใช้เป็จุดอ่อนของศัตรูได้
“ถ้าให้อธิบายอย่างละเอียดฉันก็ไม่รู้จะเริ่มจากไหนแต่เอาแบบเข้าใจง่ายๆ ก็แล้วกัน” แซมกล่าวก่อนจะสร้างกรอบข้อความขึ้นมา “พลังพิเศษนั้นไม่ใช้พลังโดยธรรมชาติของมนุษย์พลังธรรมชาติก็คือออร่าชีวิตสีขาว ในขณะที่ออร่าสีอื่นมาจากการหยิบยืมพลัง”
“หยิบยืมพลังเหรอ ยืมพลังจากใคร?”
“จากศิลานักปราชญ์ไง บนโลกนี้มีแค่ศิลานักปราชญ์ที่เรียกได้ว่าเป็เทพมีพลังกระจายอยู่ทั่วโลก จึงเป็แหล่งพลังมหาศาลที่สามารถหยิบยืมได้ แต่เมื่อได้พลังไปแล้วพวกเขาจะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตนเองแต่สุดท้ายเมื่อผู้หยิบยืมพลังตายไป พลังนั้นก็จะย้อนกลับไปหาศิลานักปราชญ์อยู่ดี”
“นี่คล้ายกับให้กู้ยืมและเก็บดอกเบี้ยไปพร้อมกันเลยไม่ใช่เหรอแต่ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนอีกเนี่ยนะ”
“ค่าตอบแทนก็เหมือนกับเื่ตลกน่ะลูซ”
“ฮะ!?”
“ความจริงแล้วไม่จำเป็ต้องจ่ายค่าตอบแทนก็ได้แต่เพื่อทำให้การใช้พลังพิเศษมันดูยุ่งยากสมกับเป็พลังของเทพก็เลยตั้งเงื่อนไขออกมาเล่นๆเท่านั้น”
“พวกศิลานักปราชญ์เห็นเป็เื่ตลกเลยสินะกับการสร้างความยุ่งยากให้คนอื่นเนี่ย”พูดไปลูซีฟก็คิ้วกระตุกไปด้วย พลังพิเศษของเขาตอนนี้ก็ยืมคนอื่นมาด้วยใช่ไหมเนี่ย
“มันเป็ข้อตกลงั้แ่ยุคแรกแล้วล่ะต้องถามมนุษย์ที่อ้อนวอนขอพลังั้แ่สมัยนั้นว่าคิดอะไรกันอยู่ ศิลานักปราชญ์จะไปคิดเยอะขนาดนั้นได้ยังไงเป็แค่ก้อนหินเองนะ”
“...”
อ้าว ศิลานักปราชญ์เป็ก้อนหินหรอกเรอะ
เป็ก้อนศิลาตามชื่อเลยใช่ไหมน่ะ!
ลูซีฟยกมือขึ้นกุมขมับ สรุปว่าศิลานักปราชญ์ไม่ได้น่าเป็ห่วงที่ห่วงคือสติปัญญาของคนยุคก่อนที่เสนอตัวเป็ตัวตลกให้กับก้อนหินแล้วความบันเทิงนั้นก็สืบทอดมาถึงปัจจุบัน
“ทีนี้ก็เริ่มเข้าใจแล้วสินะ” แซมหัวเราะกับสีหน้าประหลาดๆของลูซีฟ “หลังจากนี้นายได้ก้าวเข้าสู่โลกของผู้วิเศษอย่างเป็ทางการผ่านทางเ้าตำรวจหน้าใสนั่นจะได้รู้เื่ราวอีกมากมายเลยทีเดียวถึงตอนนั้นนายจะได้รู้ว่าโลกผู้วิเศษมันแคบแค่ไหน”
“มันแคบเหรอ อ้อ หมายถึงประชากรผู้วิเศษน้อยใช่ไหม”
“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด... อ้อ ใช่ๆฉันลืมไปอีกเื่หนึ่ง” แซมโยนนาฬิกาพกโบราณสีเงินที่ห้อยคอมาตลอดให้เขา เป็นาฬิกาที่เขาซื้อมาที่โลกเดิมนั่น
“โยนมาให้ผมทำไม”
“เอามันออกไปด้วย”
“เอาออกไปไหน จากจิตใต้สำนึกเหรอ ทำได้ด้วยเรอะ”
“ทำได้สิ ถือมันวันตอนออกไปจากจิตใต้สำนึกมันก็จะตามนายออกไปมันอยู่ที่นี่มานานเกินพอแล้ว”
“มันเป็วัตถุวิเศษเหรอแซมแล้วเอามันออกไปจะทำให้โลกจิตสำนึกหายไปหรือเปล่า” ลูซีฟถามั้แ่แรกเขาก็ไม่มองว่านาฬิกานี่เป็ของธรรมดา แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็ของจริงที่เข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกเขา
ที่ห่วงกว่าคือจิตใต้สำนึกกับพลังพูดได้นี่มาจากนาฬิกานะ
“ไม่หายไปหรอก ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือข้างนอกก็เหมือนกันเป็พลังของนาย” แซมไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนเหมือนเคย เขายิ้มอย่างมีเลศนัย “ตอนนี้พลังของนายขึ้นมาระดับสองและกำลังจะไประดับสามแล้วพกนาฬิกาไว้จะดีกว่า”
“มันมีประโยชน์อะไร”
“ใช้บอกเวลาไง”
“นี่มันนาฬิกาเดินถอยหลัง!”
“เอาเป็ว่ามีประโยชน์แล้วกัน ในยามฉุกเฉินน่ะ”
“ถ้าไม่ฉุกเฉินล่ะ”
“ก็ใช้บอกเวลาไง”
“ก็บอกว่ามันเป็นาฬิกาเดินถอยหลังเว้ย!!”
ลูซีฟพูดขึ้นเสียงอย่างโมโห ไม่บ่อยนักที่จะกระตุ้นให้ชายหนุ่มคนนี้โกรธแซมหัวเราะขบขันออกมาเสียงดังลั่น ลุกขึ้นไปตบบ่าทั้งสองข้างเพื่อให้อีกฝ่ายสงบ
“เชื่อฉันเถอะลูซ นาฬิกานี่น่ะมันจะช่วยนายได้จริงๆ ตอนนี้ก็ไปพักผ่อนก่อนนายต้องเตรียมตัวรอสำหรับสองวันนี้เพื่อให้ได้รับความมั่งคั่งนะเ้านาย”
แซมพูดเปลี่ยนเื่ไปถึงแผนการของลูซีฟชายหนุ่มเ้าของพลังพูดได้ถึงกับหน้างออย่างไม่ยินยอม แต่ก็ขัดขืนไม่ได้เช่นกัน
เพราะว่าเื่คนร้ายนั่นสำคัญมากกว่าการเค้นคอแซมมาก
ไม่ว่ายังไงแซมก็ยังเป็พลังของเขาที่อยู่ในจิตใต้สำนึกมาตลอดจะเข้ามาเค้นคอเมื่อไหร่ก็ได้แต่กับศัตรูที่ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ทำได้เพียงวางกับดักหลอกล่อ เขาควรระมัดระวังฝ่ายตรงข้ามมากกว่า
เมื่อลูซีฟออกไปจากจิตใต้สำนึกแล้วแซมก็นั่งเท้าคางเงยหน้ามองขึ้นใบข้างบนที่เป็ความมืดไร้สิ้นสุดพลางหัวเราะอย่างขบขันปนเย้ยหยันออกมา
“นาฬิกานั่นจะช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยของนาย ลูซแม้แต่ไดมอนด์ก็จะััตัวนายไม่ได้ หรือจะอ่านแผนการของนายพวกมันยังไม่มีปัญญาเลย”