บทที่12
พลังวิเศษ
มู่ซานลอยตัวขึ้นอย่างแ่เบาแล้วค่อย ๆ เคลื่อนร่างจิ๋วของตนไปยังเหนือแปลงผักเมื่อมาถึงตำแหน่งที่อยู่เหนือหลุมดินเล็ก ๆ ที่เพิ่งพรวนไว้ มันก็หยุดกลางอากาศจากนั้นเ้าภูติจิ๋วก็ยกฝ่ามือเล็ก ๆ ขึ้นช้า ๆ
ในวินาทีนั้นเอง ละอองสีเขียวจาง ๆก็พวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของมัน ละอองแสงนับไม่ถ้วนคล้ายละอองฝนโปรยปรายตกลงสู่แปลงดินด้านล่างท่ามกลางแสงแดดของยามสาย แสงสีเขียวเรืองรองกลับเปล่งประกายจาง ๆ อย่างชัดเจนราวกับมันมีชีวิตเป็ของตัวเอง
เซี่ยอันอวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างเงยหน้ามองภาพนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้างแสงเ่าั้ไม่ได้พร่าเลือนหรืออ่อนจางจนจับต้องไม่ได้
“นี่คือพลังของเ้าสินะ...”นางพึมพำกับตนเองเบา ๆราวกับลืมไปแล้วว่าเหนื่อยจากการพรวนดินเมื่อครู่
ละอองแสงค่อย ๆ จางหายไปทีละหยดทีละสาย ก่อนจะซึมลึกลงไปในผืนดินราวกับหยาดฝนที่กำลังหล่อเลี้ยงชีวิต
มู่ซานลดมือของตนเองลง ก่อนจะเท้าเอวยืดอกเล็ก ๆ ของตนด้วยท่าทางภูมิใจสุดขีด แม้ขนาดจะไม่เท่ากำปั้นแต่ท่าทางกลับราวกับฮีโร่ที่เพิ่งช่วยโลกเอาไว้
เซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วเอ่ยถามเสียงแ่
“เสร็จแล้วหรือ?”
น้ำเสียงของนางยังแฝงความไม่แน่ใจก็แน่ล่ะ...กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเค่อ แค่ยกมือแสงก็สาดกระจายแล้วจบลงเช่นนี้เลยหรือ?
“แน่นอนขอรับ!”มู่ซานพยักหน้าแรง ๆ สีหน้ายิ่งลำพองใจเข้าไปใหญ่
เซี่ยอันอวี่เหลือบตาดูแปลงผักอีกครั้งแม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นด้วยตาเปล่าแต่ความรู้สึกบางอย่างกลับเปลี่ยนไป เหมือนแปลงดินที่เคยเ็าตายด้าน...เริ่มมีบางอย่างเต้นไหวในเงียบ
นางชี้นิ้วไปที่หลุมเล็ก ๆซึ่งหว่านเมล็ดไว้ ก่อนจะถามขึ้นด้วยความสงสัย
“แล้วนี่...อีกนานเท่าใดถึงจะให้ผลผลิต?”
ที่จริง...ในใจของเซี่ยอันอวี่เวลานั้นนางก็ยังไม่เชื่อทั้งหมดเสียทีเดียว ว่าพืชผักจะสามารถเติบโตขึ้นได้จริงจากผืนดินที่แห้งแล้งราวกับตายไปแล้วเช่นนี้
ดวงตาของนางมองจ้องแปลงผักสั้น ๆแล้วกลับมามองเ้ามนุษย์จิ๋วที่ลอยล่องอยู่เบื้องหน้า บางทีนางก็อดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะประเมินพลังของตัวเองไว้สูงเกินไปเสียหน่อย
มู่ซานเองคงจะจับได้ถึงความลังเลในแววตาของนางเ้าภูติตัวเล็กหัวเราะเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ยกนิ้วชี้เล็ก ๆ ขึ้นมาตรงหน้า
“หนึ่งขอรับ” มันกล่าวด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
เซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“หนึ่งเดือนหรือ… อืมก็ไม่เลวนัก” นางลูบปลายคางของตนเอง ขณะพึมพำอย่างครุ่นคิด
ผักแต่ละชนิดมี่เวลาเติบโตที่แตกต่างกันอยู่แล้วแม้แต่ในยุคของนางเองยังต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเก็บเกี่ยวได้หากในโลกนี้จะสามารถเพาะปลูกในดินแดนแห้งแล้งและใช้เวลาเพียงเดือนเดียวก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
นางพยักหน้ากับตัวเองอย่างพอใจ คิดเอาเองว่าอีกฝ่ายคงหมายถึงสิ่งนั้น
แต่ในขณะเดียวกันดวงตากลมโตของมู่ซานก็จ้องมองนางเขม็ง สีหน้าของมันราวกับกำลังพูดว่า ‘นี่เ้าดูถูกข้าขนาดนั้นเลยหรือขอรับ?’
แล้วเ้าภูติน้อยก็กล่าวออกมาด้วยเสียงชัดเจน “หนึ่ง วัน ต่างหากขอรับ”
ทันใดนั้นเอง เซี่ยอันอวี่ชะงักไปทั้งร่างนางผงะนิด ๆ ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลง “ว่าอย่างไรนะ?”
มุมปากกระตุกเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ราวกับได้ยินเื่ตลก
“เ้าน่ะเ้า...จะขี้โม้ก็ให้น้อยหน่อย”น้ำเสียงของนางแฝงทั้งความไม่เชื่อ
มู่ซานมุมปากกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็ปรายตามองนายหญิงของตนด้วยสายตาที่คล้ายกับกำลังมอง...คนโง่แววตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจปนเวทนาอย่างยียวนปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าเล็ก ๆ นั้น
เซี่ยอันอวี่ที่เห็นแววตาเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักนางกะพริบตาสองสามครั้ง ก่อนจะถามออกมาด้วยความไม่แน่ใจ “จริงหรือ?”
มู่ซานพยักหน้าช้า ๆ อย่างมั่นใจมุมปากยังคงยกขึ้นนิด ๆ อย่างถือดี
เซี่ยอันอวี่ส่ายหน้าช้า ๆน้ำเสียงของนางเริ่มแฝงความไม่อยากจะเชื่อ
“เป็ไปไม่ได้…”นางพึมพำ ก่อนจะกล่าวเสียงชัดขึ้น “เ้าจะบอกว่า...เ้าสามารถทำให้ผักเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตได้ภายในวันเดียว อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ” มู่ซานพยักหน้ารับอีกครั้ง
“ข้าไม่ได้เปลี่ยนดินหรอกขอรับแต่ใช้พลังของตนหล่อเลี้ยงต้นกล้าโดยตรงต่างหาก”
เซี่ยอันอวี่ถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับใบหน้าของนางเต็มไปด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ความงุนงง ปนท้อใจเล็กน้อย
“จะบ้าเหรอ…” นางพึมพำกับตนเองเบา ๆ
ในฐานะที่เคยเป็สถาปนิกและนักออกแบบในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวไกลนางรู้ดีว่าต่อให้มีนวัตกรรมการเพาะปลูกล้ำหน้าขนาดไหนก็ยังไม่มีใครเคยสร้างอะไรที่สามารถทำให้พืชผักโตทันตาภายในหนึ่งวันแต่เ้าภูติตัวเล็กนี่กลับพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย แถมยังมั่นใจเสียด้วย
แม้จะยังไม่เชื่อเท่าไรแต่เซี่ยอันอวี่ก็เลือกที่จะไม่แย้งอะไรอีกอย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้ต้องทนโดนมองด้วยสายตาประเภทนั้นอีกครั้ง
“ก็ไว้รอดูพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”นางคิดในใจ ก่อนจะหันหลังกลับพาร่างอ่อนล้าของตนเดินกลับเข้าไปยังเรือนไม้ที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมซึ่งเป็จวนเ้าเมืองอย่างเป็ทางการของนางในตอนนี้
สิ่งที่นางทำได้ทั้งหมดในวันนี้ได้ลงมือทำไปหมดแล้ว ตอนนี้คงเหลือแค่...เฝ้ารอวันพรุ่งนี้
…
่หัวค่ำเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากทางเดินหน้าจวน
หนานกงจิ่นอวี่กลับมาถึงแล้วเซี่ยอันอวี่ที่ได้ยินเสียงนั้นก็รีบลุกขึ้นมาเปิดประตูดูทันทีที่เห็นร่างของอีกฝ่าย นางก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
แม้จะไม่มีาแใดปรากฏให้เห็แต่สภาพร่างกายของหนานกงจิ่นอวี่กลับเต็มไปด้วยคราบดินทราย เส้นผมและชุดเกราะเปรอะไปด้วยฝุ่นคล้ายกับเพิ่งเดินผ่านพายุทรายรุนแรงมา
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้ว
“เกิดอันใดขึ้นหรือ?”นางถามออกไปด้วยน้ำเสียงแฝงความเป็ห่วง