ราชันย์จอมเวทย์ชิงหลง

    ตอนที่ 20 สาส์นลับ

    หลังจากที่จ้าวหลินหลงเดินกลับไป ชิงหลงก็หันไปทางพ่อแม่ของเขาก่อนจะเอ่ยว่า"ท่านพ่อท่านแม่ลูกทำถูกต้องแล้วสินะ ที่ให้โอกาสเขาอีกครั้ง"พ่อกับแม่ของเขายิ้ม ก่อนจะยื่นมือมาลูบหัวของชิงหลงเบาๆ พร้อมกับกล่าวว่า"เมื่อคนเราได้รับความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป จะทำให้เขานั้นเข้าใจโลกที่เขาอยู่มากขึ้น พร้อมที่จะยอมรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองเสมอ การที่จ้าวหลินหลงยอมทำขนาดนี้ก็เพราะเขาเข้าใจและรับรู้ถึงความทุกข์ใจของบิดา ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้อภัยในสิ่งที่เขาได้ทำในอดีต""ลูกเข้าใจในสิ่งที่ท่านพ่อพูด อีกอย่างลูกก็ไม่ได้ใจร้าย แต่ก็ไม่ได้ใจดีไปทุกเรื่อง" "พ่อไม่เคยมองลูกเป็นเด็กเลยซักครั้งตั้งแต่ที่ลูกช่วยพ่อไว้ในป่าครั้งนั้น ถึงแม้พ่อจะตกใจก็เถอะ ฮ่าๆ ฮ่าๆ" เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังไปทั่วห้องโถง หลังจากเรื่องทุกอย่างจบลงจ้าวหลินหลงตอนนี้เขาเหมือนกับได้เกิดใหม่อีกครั้งหลังจากที่เขาได้รับโอกาสครั้งนี้ เขาตัดสินใจแล้วว่า จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีพอสำหรับชีวิตใหม่ในครั้งนี้ เขาไม่เสียใจเลยด้วยซ้ำที่ตนเองต้องเริ่มฝึกฝนใหม่อีกครั้ง รอยยิ้มปรากฎขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เมื่อมาถึงตระกูล จ้าวหลินหลงรีบไปยังหน้าห้องบิดาของตน เพื่อจะช่วยลบความรู้สึกผิดขึ้นในใจของบิดา จึงกล่าวเรื่องราวที่ตนหายดีและสามารถบ่มเพาะพลังปราณใหม่ได้อีกครั้ง"ท่านพ่อลูกรู้ว่าท่านรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกหมดหวังที่จะได้รับการรักษาในครั้งนั้น แต่ลูกได้แก้ไขทุกอย่างที่ท่านพ่อทำผิดพลาดในครั้งนั้นแล้ว ท่านจะไม่ออกมาแสดงความยินดีกับลูกชายของท่านที่สามารถบ่มเพาะพลังได้แล้วเชียวหรือ"ปัง!! เสียงประตูเปิดออก ปรากฎร่างจ้าวหลินเหลียนขึ้นที่หน้าประตูด้านหน้าบุตรชายตนด้วยสภาพอิดโรย ดวงตาแดงก่ำ ขอบตาคล้ำ เหมือนคนไม่ได้พักผ่อนมานาน ก่อนจะยื่นแขนที่สั่นเทามาจับที่ไหล่ของบุตรชายตนแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า"ลูก..พูดจริงอย่างนั้นรึ ที่ว่าเจ้าสามารถบ่มเพาะพลังปราณได้อีกครั้ง ลูกไม่ได้หลอกพ่อใช่ไหม""ลูกไม่ได้หลอกท่านพ่อเลย ลูกสามารถบ่มเพาะพลังได้แล้วจริงๆ ถ้าท่านไม่เชื่อท่านก็ลองตรวจดูได้ว่าลูกพูดจริงหรือเปล่า"เมื่อจ้าวหลินเหลียนตรวจดูก็พบว่าจุดตันเถียนของบุตรชายตนนั้นกลับมาเหมือนเดิมแล้ว ถึงแม้ต้องเริ่มฝึกฝนใหม่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร จู่ๆน้ำตาจ้าวหลินเหลียนก็ทะลักออกมาดึงบุตรชายตนเข้ามากอดก่อนจะเอ่ยกับบุตรชายเบาๆ"พ่อขอโทษที่ทำให้เจ้าลำบาก ถ้าไม่ใช่เพราะความถือดีของพ่อเจ้าคงหายไปตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว""ลูกไม่ได้โทษท่านพ่อเลยทุกอย่างเป็นเพราะลูกเป็นคนก่อขึ้นมา ลูกก็ต้องแก้มันเอง ตอนนี้ลูกก็ได้ทำสำเร็จแล้ว และได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่ไม่ใช่จ้าวหลินหลงเมื่อครั้งนั้น ลูกจะพึ่งพลังของตนเองถึงจะต้องลำบากลูกก็จะไม่ยอมแพ้ เหมือนคนที่ให้โอกาสลูกในครั้งนี้"จ้าวหลินเหลียนรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ จึงลูบหัวบุตรชายเบาๆและเอ่ยให้กำลังใจบุตรชายว่า"ในที่สุดลูกก็โตเป็นผู้ใหญ่เสียที พ่อภูมิใจในตัวลูกเสมอ""ลูกจะไม่ทำตัวไร้สาระ ก่อปัญหาให้ท่านไม่สบายใจอีกครั้งแน่นอน"ว่าแต่ทำไมเขาถึงรักษาให้ลูกได้ล่ะ "เป็นเพราะลูกแสดงความจริงใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ เขาจึงให้โอกาสลูกอีกครั้ง และลูกได้รับปากกับเขาไว้ว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้พวกเขานับจากนี้และตลอดไป ถ้ามีเรื่องแบบนี้อีกลูกจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง""ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับพวกเขาตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้ ทุกอย่างเป็นเพราะตระกูลเราเอง ดั่งคำที่ว่า สิ่งของที่พังแล้วถึงจะซ่อมใหม่ได้แต่ก็ยังเป็นของมีตำหนิอยู่ดี" "ถ้าอย่างนั้นลูกเอาเม็ดยาที่ได้มาไปให้จ้าวซงเทียนก่อนนะท่านพ่อ""หืม...ถึงลูกจะเอาไปให้มันก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก" "แต่ลูกว่ามันต้องได้ผลแน่นอน ท่านพ่อเคยเห็นเม็ดยาที่แปลกประหลาดแบบนี้รึเปล่าที่มันอัดแน่นไปด้วยพลังปราณ"จ้าวหลินหลงนำเม็ดยาสีทองออกมาให้พ่อของเขาดู เพียงแค่เห็นจ้าวหลินเหลียนก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ข้างใน เม็ดยาที่มีอยู่ทั้งอาณาจักรไม่อาจเทียบได้แม้แต่น้อย "ไม่นึกเลยว่า เขาจะให้เม็ดยาที่ล้ำค่ากับลูกถึงเพียงนี้ ลูกไปหาจ้าวซงเทียนเถอะ พ่อจะพักผ่อนซะหน่อย"จ้าวหลินหลงนำเม็ดยาที่ได้มอบให้จ้าวซงเทียน หลังจากที่กลืนลงไปไม่นานจุดตันเถียนก็เริ่มฟื้นตัวช้าๆไม่นานก็หายดี จ้าวซงเทียนดีใจร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดที่เขาสามารถกลับมาบ่มเพาะพลังได้อีกครั้ง ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ไม่มีใครรู้ว่าจ้าวหลินหลงหายดีแล้ว เพราะเขาไม่ได้ออกไปข้างนอกเลยเก็บตัวบ่มเพาะพลังอยู่ในห้องของเขา
    และแล้วก็ผ่านมาอีกวัน ข่าวการเปิดร้านค้าของชิงหลงก็เริ่มกลายเป็นจุดสนใจ แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คงเป็นเม็ดยาสีทองที่มีป้ายชื่อติดบอกเอาไว้ ดูจากชื่อแล้วคงจะเป็นสีทอง มีชาวบ้านหลายคนสงสัยว่ามันเป็นยังไง ตงเสี่ยวจึงได้นำเม็ดยาที่ชิงหลิงเคยมอบไว้ให้บ่มเพาะพลังออกมาให้ดู"ผู้ดูแลร้านพวกข้าอยากจะเห็นเม็ดยาสีทองว่ามันเป็นยังไง ช่วยนำออกมาให้ดูได้รึเปล่า""ได้สิ แต่แค่แปบเดียวเท่านั้นนะ" ตงเสี่ยวพูดเวร็จก็นำขวดยาออกมาแล้วเทเม็ดยาสีทองออกมา 1เม็ดลงที่ฝ่ามือ แล้วยืานออกไปให้ทุกคนดู "นี่คือเม็ดยาสีทองที่นายน้อยของข้าเป็นคนหลอมสกัดขึ้น มันจะมีลักษณะที่พิเศษกว่าเม็ดยาทั่วๆไปในอาณาจักรนี้""หืม...พิเศษกว่าเม็ดยาทั่วๆไป? "ทุกคนต่างทำหน้าสงสัยใคร่รู้จากนั้นตงเสี่ยวก็ใช้มืออีกข้างจับไปที่เม็ดยาสีทองก่อนจะออกแรงบีบเล็กน้อย แรงบีบทำให้เม็ดยายุบลงไปทุกคนที่เห็นต่างอ้าปากค้าง ตาโต นิ่งงันไป กลายเป็นเงียบกริบไปทันที ตงเสี่ยวก็เก็บเม็ดยาสีทองกับเข้าขวดแล้วเก็บเข้าแหวนมิติดังเดิม ไม่นานทุกคนก็ได้สติกลับมา และมองหาเม็ดยาสีทองอีกครั้ง "เอ๊ะ! ท่านเก็บเม็ดยาไปแล้วอย่างนั้นหรอ ทำไมถึงเก็บเร็วนักล่ะ""เอ่อ..ข้าเห็นพวกเจ้านิ่งงันไปเลยเก็บเม็ดยาน่ะสิ ไม่งั้นพวกเจ้าคงไม่ได้สติกลับมาหรอกและอีกอย่างนายน้อยของข้าได้กำหนดกฎการขายเม็ดยาเหล่านี้เอาไว้ ซึ่งจะนำออกมาขายทุกๆ 10 วัน ครั้งละ 3 เม็ด แต่ละตระกูลจะทำการซื้อได้เพียง 1 เม็ด ถ้าทางร้านรู้ว่ามีการทำผิดกฎจะตัดสิทธิ์ตระกูลนั้นทันที"โอ้! ข้าเห็นด้วยกับกฎการซื้อขายเม็ดยาสีทองล้ำค่าแบบนี้สุดๆเพื่อไม่ให้บางตระกูลผูกขาดการซื้อขายไว้แต่เพียงผู้เดียว นับว่ามองการไกลยิ่งนัก"จากนั้นก็มีเสียงใครบางคนพูดเกี่ยวกับเม็ดยาสีทองขึ้น "เม็ดยาที่มันยุบลงได้นี้เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นมัน แม้แต่บรรพบุรุษของข้าก็ไม่รู้ว่าจะเคยเห็นรึเปล่า ช่างเป็นเม็ดยาที่พิเศษจริงๆ แต่ที่ข้าสนใจก็คือพลังปราณบริสุทธิ์ที่อัดแน่นในเม็ดยานั่นต่างหาก ถ้าข้าได้ครอบครองเม็ดยานี้ละก็ ข้าคงเลื่อนระดับต่อไปได้ง่ายๆเลย""นี่เจ้ากำลังฝันอยู่รึไง เม็ดยาที่พิเศษล้ำค่าแบบนี้ เจ้าจะมีปัญญาครอบครองได้รึ""จริงอย่างที่เจ้าว่า ถึงแม้จะไม่มีราคาบอกไว้ก็เถอะ เพียงแค่เห็นข้าก็รู้ได้ทันทีว่ามันล้ำค่ามากกว่าเม็ดยาใดๆในโลกนี้ ราคาย่อมไม่ใช่น้อยๆแน่นอน" ผู้คนต่างพูดคุยกันถึงเม็ดยาสีทองที่ร้านค้าเปิดใหม่นำมาขาย ข่าวนี้แพร่ไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เหล่าตระกูลทั้งหลายเคลื่อนไหว ว่าข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงรึเปล่า จึงให้คนออกมาสืบดูว่ามีร้านที่ว่าจริงไหม และก็เป็นอย่างที่ชาวบ้านเล่าลือกันจริงๆและได้มาพิสูจน์เม็ดยาสีทองกับตัวเอง และได้ถามซื้อ แต่ก็ถูกปฎิเสธ และบอกให้มาใหม่อีก10วันข้างหน้า เหล่าตระกูลต่างเตรียมเงินไว้เพื่อจะซื้อเม็ดยา1เม็ดให้ได้ จึงระดมทุนสำรองไว้เผื่อฉุกเฉินอีกด้วยทางด้านเจ้ากรมเมืองหลังจากเดินทางกลับจากพระราชวังต้าหลัว ก็รีบออกเดินทางไปที่โรงเตี๊ยม ใบหลิวทันที เพื่อที่จะยื่นสาสน์ลับจากพระราชาเหยียนต้าจื่อให้ด้วยตนเองกับมือ แต่เมื่อมาถึงก็ไม่พบชิงหลง ซึ่งปกติเขาจะมารักษาคนป่วยที่หน้าโรงเตี๊ยมใบหลิวประจำ ทำให้เขาแปลกใจ จึงคิดถึงเรื่องที่ชิงหลงมาซื้อคฤหาสน์กับตนเอง เมื่อไม่กี่วันก่อน "จริงสิ ข้าลืมไปได้ไง เขาอาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้"เจ้ากรมเมืองรีบเดินไปยังคฤหาสน์ตระกูลชิงทันที เมื่อมาถึงก็พบกับหญิงวัยกลางคนกำลังทำความสะอาดอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าจึงเข้าไปถาม"ข้าขอเวลาซักครู่ได้รึเปล่า มีเรื่องอยากจะถาม""หืม..อ๋อ ได้สิ ท่านมีอะไรจะถามอย่างนั้นหรือ""ไม่ทราบว่า นายน้อยชิงหลงอยู่รึเปล่า ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย""อืม..น่าจะอยู่ข้างใน เชิญท่านเข้าไปรอที่ด้านในห้องโถงก่อน เดี๋ยวจะไปบอกนายน้อยให้"เจ้ากรมเมืองเดินผ่านประตูเข้าไป ก็พบกับตึกขนาดใหญ่ตรงหน้าก่อนจะเดินตรงหน้า ด้านในตึกเป็นห้องโถงขนาดกว้าง ตกแต่งสวยงาม มีเก้าอี้ตั้งเรียงกันเป็นแถวด้านข้าง เมื่อเดินไปนั่งได้ไม่นานก็มีเด็กน้อยน่ารัก เดินถือกาน้ำชากับถ้วยหนึ่งใบ มาวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะรินน้ำชาให้ เจ้ากรมเมืองมองหนูน้อยตรงหน้าด้วยความเอ็นดู ไม่นึกว่าชิงหลงจะมีน้องสาวจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย"นี่หนูน้อย หนูเป็นน้องสาวของพี่ชายชิงหลงงั้นหรอ"หนูน้อยส่ายหน้าไปมา แล้วตอบว่า "ไม่ใช่ เจ้าค่ะ""หืม..แล้วหนูเป็นญาติอย่างนั้นหรอ""ไม่ใช่เจ้าค่ะ คุณชายน้อยช่วยหนูกับแม่เอาไว้ และให้มาอยู่อาศัยที่นี่""อืม..อย่างนี้นี่เอง หนูไปพักเถอะ" หนูน้อยพยักหน้าเข้าใจ แล้ววิ่งออกไปทันทีไม่นานชิงหลงก็เดินออกมา พร้อมกับกล่าวทักทายท่านเจ้ากรมเมือง ก่อนจะถามว่า"ไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรอ ถึงได้มาพบผู้เยาว์ถึงที่นี่""อืม...ข้านำสาสน์ลับจากพระราชาเหยียนต้าจื่อ มาส่งให้เจ้า""สาสน์ลับ?" ชิงหลงทวนคำ ก่อนจะถามไปว่า "แล้วมันเรื่องอะไรถึงได้ส่งสาสน์ลับมาให้ผู้เยาว์ล่ะ" เจ้ากรมเมืองนำสาสน์ลับออกมาจากแหวนมิติ แล้วยื่นส่งไปให้ชิงหลง เมื่อรับสาสน์ลับนั้นมาก็เปิดอ่านทันที ก่อนชิงหลงจะขมวดคิ้วแล้วจ้องไปยังเจ้ากรมเมืองทันที ก่อนจะถอนหายใจ"เฮ้อ...ดูเหมือนเรื่องยุ่งๆจะเกิดกับข้าอีกแล้วสินะ" ชิงหลงพึมพำออกมา"ยังไงเจ้าก็ช่วยไปตามที่พระราชาบอกกล่าวด้วยเถอะ ถือว่าข้าขอร้องเจ้าอีกคนก็แล้วกัน""เอาเป็นว่าท่านเจ้ากรมเมืองกลับไปรอผู้เยาว์ที่สำนักงานก่อน ผู้เยาว์มีเรื่องต้องจัดการนิดหน่อย อีกครึ่งชั่วยามผู้เยาว์จะไปพบท่านที่สำนักงานเอง"

    "ตกลงตามนี้ ข้าจะรอเจ้ามา แล้วก็ออกเดินทางทันที"