นิยายพิสูจน์คุณค่าแห่งรัก รักพิษรัก เขียนโดย สลักกานต์
ตอนที่ ๒๖
“คือ.. นัทอยากปรึกษาเธอสองคนนัทอยากทำบริษัทที่จัดการเื่สินค้าที่จะเข้าไปอยู่ในละคร”
“ไม่เวิร์กหรอก” ฝุ่นดินตอบ “ประเทศเราเล็กไปที่จะมีตัวแทนบริษัทแบบนั้น”
“ช่ายยยย” ต้นน้ำเสริม
“แต่ถ้านัทมีคอนเน็กชั่นต่างประเทศก็นำเข้าสินค้าใหม่สิ แล้วมาทำการตลาด มาเปิดตัวในละครของเรา” ฝุ่นดินแนะนำ
“หรือ..เธอก็ทำส่วนนึงของบริษัทเป็หน่วยงานที่ดูแลศิลปินสิ” ต้นน้ำเสนอความคิด “ดูแลนพ และศิลปินใหม่ๆ ที่ยังไม่มีค่ายหรือไม่มีผู้จัดการ ทำให้เป็ระบบ รับรอง อยู่ได้”
“หรือทำบริษัทที่จัดซื้อหรือวางแผนการขายโฆษณาให้กับบริษัทที่ผลิตละครไงล่ะ” ฝุ่นดินเสนอแนะ
.... .. ..
นพนิตนั่งฟังทั้งสามคนเม้ากัน แลกเปลี่ยนความคิดกัน แซวกันนำเสนอทิศทางการทำงานกัน กัดกันไปมาอีกนับชั่วโมง จนมาสรุปที่ว่า
พี่นัทของเขาจะเป็นายทุนอยู่เื้ัและทำด้านการต่างประเทศ
พี่ฝุ่นดินจะออกหน้าเป็เ้าของกิจการเป็ผู้บริหาร และเป็หุ้นส่วนใหญ่
พี่ต้นน้ำเป็ที่ปรึกษา
พี่ลีจะเป็คนคอยประสานงานด้านบันเทิง
พี่ฝุ่นจะติดต่อเพื่อนๆท่ามารถช่วยงานได้ มาเสริมทัพด้านต่างๆ ให้บริษัทแข็งแรงและเดินหน้าได้อ่าดีที่สุด
แล้วทั้งหมดก็ร่ำลาและแยกย้ายกันกลับ ณัฐกนกยืนส่งเพื่อนทั้งสองจนลับตา
“แล้วเราจะไปไหนกันยังไงดีครับพี่” นพถามกวนๆ
พี่นัทหันมามองน้องรักแล้วชี้ไปที่เรือคันงามที่นพเห็นั้แ่ครั้งแรกที่มาถึงที่นี่ “นั่นไงล่ะ”
“พี่ขับเองเหรอ?” นพใ
“นั่นคือเรือของพี่พี่ขับมานับรอบไม่ถ้วนแล้ว” แล้วพี่นัทของเขาก็เดินไปลงเรือและกวักมือเรียกให้นพนิตเดินตามลงไป
นพนิตมองอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง จนพี่นัทเรียกชื่อเขาอีกครั้ง นพนิตจึงรีบวิ่งตามไป และลงไปนั่งในตัวเรือไม่ห่างจากพี่นัทนัก
“พร้อมนะ” คนพี่ถาม
คนน้องส่ายหน้า
“นพเป็อะไร”
“นพไม่ชอบน้ำนพว่ายน้ำไม่เป็ด้วย”
คนพี่ยิ้มให้ “อยูกับพี่ รับรอง ปลอดภัยแน่นอน”
“พร้อมก็ได้” คนน้องตอบ
คนพี่กางแขนโอบกอดคนน้อง “ไม่ต้องกลัวนะ เรือลำนี้มีสมดุลย์ดีมากขับนิ่งมาก”
“ครับ” คนน้องตอบได้แค่นั้น
เป็ครั้งแรกๆที่ณัฐกนกััได้ถึงการสั่นกลัวของนพนิต เขาจึงยิ้มให้กำลังใจ และชวนคุยเพื่อให้นพคลายความกลัวลง
นัทออกเรือไปอย่างเรียบร้อยจนนพนิตเริ่มคลายความกลัวลง และมองความงามของสองฝั่งแม่น้ำเ้าพระยาแทน
...
ไม่นานนัก ณัฐกนกก็เลี้ยงลำเรือเข้าคลองส่วนบุคคลและไปจอดที่ท่าน้ำที่ค่อนข้างลึกลับ เขาผูกเรือจนเสร็จ ก็ชวนนพขึ้นไปบนท่าน้ำ และโยกคัทเอ๊าร์ไฟที่มุมหนึ่งของศาลาท่าน้ำ
แสงไฟก็สว่างขึ้นทั่วทั้งลานที่ตรงหน้า
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้านพนิต.. คือ .. เรือนไทยขนาดพอดีที่ตกแต่งทุกอย่างไว้อย่างลงตัวตัวเรือนนั้นตั้งอยู่บนสนามหญ้าขนาดพองาม ไม่กว้างนักแต่ก็ไม่คับแคบจนน่าอึดอัด
ด้านหนึ่งของตัวบ้านมีเรือนแถวหรือห้องแถวชั้นเดียวเรียงรายยาวไปทั้งผนังรั้ว และ.. ที่ตรงกลางของเรือนไทยมีต้นบีบสุงจนพ้นหลังคาขึ้นมาแผ่กิ่งก้านให้ความร่มเย็น
นพนิตมองความงามของเรือนไทยที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างตกตะลึง!!
“เรือนหลังนี้แม่ของนัทตั้งชื่อว่า ‘บ้านแม่อัง’ เพราะแม่ของพี่ชอบนิยายเื่คู่กรรมมากแม่พี่เลยแอบพ่อพี่มาซื้อที่ และปลูกบ้านหลังนี้ไว้”
“ที่บ้านพี่ก็รู้สิครับ” นพถามด้วยความเป็ห่วง
“ไม่หรอกนอกจากพี่กับแม่ ไม่มีใครรู้จักหรอก พวกเขาไม่รู้กระทั่งว่ามีบ้านหลังนี้กระทั่งเขนก็..ไม่รู้”
นพนิตมองหน้าพี่นัทของเขาทันที
“เขนรู้แค่ว่าถ้าพี่ไม่พอใจเขา พี่จะมีอีกที่หนึ่งที่จะหนีไปซ่อนตัว โดยที่เขาไม่รู้” คนพี่อธิบาย
คนน้องยิ้มออก “ขึ้นเรือนกันเถอะครับ พี่นัทนพอยากอาบน้ำ”
นพนิตยังดูแลพี่นัทของเขาอย่างเต็มที่อย่างที่เคยทำไม่ว่าจะเป็การนวด การอาบน้ำ จนซับตัวให้แห้งและนอนอยู่ในอ้อมแขนกันและกันบนเตียงไม้สักขนาดพิเศษ
“พี่นัทจะทำบริษัทกับพี่ๆสองคนนั้นจริงๆ เหรอครับ”
“จริงสิทำไมเหรอ?”
“แค่ที่ทำอยู่นี่งานก็เต็มมือพี่จนจะแย่อยู่แล้ว ถ้ามีอีกบริษัท พี่จะเหนื่อยมากไปหรือเปล่า?” คนน้องแสดงความเป็ห่วง
คนพี่รับรู้ได้ถึงความเป็ห่วงเป็ใยที่คนน้องมีให้ “พี่จะพยายามโยกงานนำเข้าส่งออกที่เป็คอมเน็กชั่นของพี่มาที่บริษัทใหม่นี่ และเปิดตัวธุรกิจใหม่ๆ ที่นี่แล้วพี่จะเลิกทำบริษัทของที่บ้าน”
นพนิตมองหน้าพี่นัทหน้าเหวอ!!
“ถ้าพี่ไม่ต้องพึ่งพาพวกเค้าพี่ก็ไม่ต้องกังวลว่าเค้าจะมาวุ่นวายชีวิตพี่ ถ้าตรงนั้นเค้ายังยืนไม่ได้พี่จะให้เขนช่วยเขาซักสามเดือน น่าจะเข้าที่”
นพนิตกระชับอ้อมแขน “นพเป็กำลังใจให้พี่นะครับ”
“แล้ว..ถ้ามาอยู่บ้านหลังเล็กแค่นี้ นพจะมาอยู่กับพี่มั้ย?”
“นพไปกับพี่ทุกที่ครับ” แล้วนพก็หอมแก้มพี่นัทของเขา “ที่ไหนนพก็อยู่ได้ ขอแค่มีพี่อยู่ด้วย”
“รักนพจัง” พี่นัทก็หอมแก้มคืนอีกฟอดโตๆ
ขณะที่ทั้งสองนอนพรอดพร่ำคำรักกันไปมาอยู่บนเตียงอันแสนอ่อนนุ่ม ไลน์เข้าที่มือถือของนัทแทบทุกนาทีแต่นัทเลือกไม่สนใจ
“แล้วถ้ามีเื่ด่วนมากๆล่ะคับพี่” คนน้องถามด้วยความกังวล
คนพี่เลยพูดให้คนน้องสบายใจ “เขนเค้าจะโทรมาในสายพิเศษ”
“ถ้าคนอื่นล่ะครับ”
“ทุกเื่ในชีวิตพี่เขนรู้หมด”
แล้วนัทก็หยิบมือถือขึ้นมาและเปิดโลเคชั่นให้นพดู “บ้านหลังนี้อยู่ลึกมากก็จริง แต่มีซอยที่ออกถนนใหญ่ได้ คือซอยนี้แล้วมันจะไปทะลุถนนเส้นนี้” นัทพูดพร้อมกับเอานิ้วมือชี้ให้นพดู และชี้ให้ดูว่าจริงๆ แล้วตัวบ้านไม่ได้ห่างจากบ้านเดิมมากนักแต่เพราะอยู่ในย่านรถติด และอยู่คนละฟากของถนนหลักจึงต้องใช้เวลาบนถนนมากเป็พิเศษ “เข้าใจแล้วนะ”
“ครับพี่”
“ทีนี้ถ้าพี่ไลน์ไปบอกว่า มาบ้านแม่อัง แสดงว่ามาถูกนะ”
“พรุ่งนี้นพต้องลองขับรถมาสักครั้งครับ”
“นอนเถอะ”
“ครับ”
เขนขับรถอ้อมไปอ้อมมาก่อนขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้านของตน เขาลงจากรถด้วยใจที่ไม่เป็สุขแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ถ้าพ่อของนัทเดินตรวจรอบๆ บ้านแล้วพบประตูหลังบ้านที่เปิดมาที่บ้านหลังนี้ เขนจะทำอย่างไร
เขนเดินเข้าไปในตัวบ้านซึ่งยังค่อนข้างมืด เพราะปิดไฟ บรรยากาศอย่างนี้ เขนก็ไม่เลือกที่จะเปิดไฟเช่นกัน
ทบทูออกมาหาพ่อเขาไหว้และสวัสดีทักทายผู้เป็บิดาตน “ที่บ้านโน้นมีอะไรเหรอครับพ่อเห็นพี่แตนมาบอกว่าทูว่าวันนี้ยกอาหารมาให้ไม่ได้”
“พ่อของอานัทเค้ามาตรวจบ้านน่ะลูกมีคนไปฟ้องเค้าว่า.. อานัทเอาเด็กผู้ชายเข้ามาอยู่ในบ้าน” เขนเล่าให้ลูกชายฟังอย่างไม่พยายามใส่อารมณ์หรือแสดงความรู้สึกใดใด
“แล้วอานัทรู้หรือยังครับ”
“พ่อไลน์บอกเค้าแล้ว” แล้วเขนก็มองดูลูกชาย “ทูกินอะไรหรือยังล่ะ”
“ทอดไข่กินไปแล้วครับ” พร้อมกับยิ้มให้ผู้เป็พ่อ
“แล้วนี่!! ทำไมถึงไม่เปิดไฟในบ้านเลยล่ะ”
“ก็ทูไม่รู้ว่าบ้านอานัทเกิดอะไรขึ้น ทูก็เลยไม่เปิดไฟ คนทางโน้นจะได้คิดว่าบ้านนี้ไม่มีใครอยู่ไงล่ะครับ”
“คิดดีมาก” เขนชมจากใจ “พ่อยังกังวลอยู่ว่า ถ้าพวกเค้ามาเคาะที่ประตูหลังบ้าน เราจะทังไงดีเพราะคนแบบพ่อของอานัท เค้าสั่งพังประตูได้อย่างง่ายดายเลยแหละลูก”
“แล้ว..ถ้าจับได้..” ทบทูอยากถามพ่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เด็กชายก็ไม่กล้าพอที่จะพูด
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นยังไงอานัทก็ไม่เป็ไรหรอก” เขนพูดตามความจริง “อีกคนต่างหากที่น่าเป็ห่วง อาจะถูกทำร้าย หรือ.. อาจถึงตายได้”
เท่านี้ทบทูก็หน้าเสีย
เขนเลือกเอามือมายีหัวลูกชาย
“พ่ออย่าปล่อยให้เค้าตายนะครับ”
เขนหยุดการยีหัวลูกชายทันที
“ทูสัญญากับพ่อว่าทูจะไม่พบ จะไม่คุย จะไม่ยุ่งอะไรกับพี่เค้าอีกเลยก็ได้ครับพ่อแต่พ่อต้องช่วยเค้านะครับ”
เขนโอบไหล่ประคองพาลูกชายเข้าไปนั่งที่โซฟาในตัวบ้านและจับหน้าลูกชายมาสบตากับเขา และถามลูกชายไปตรงๆ “ทูรักเค้าเหรอลูก?”
จบตอน ๒๖