ชายหนุ่มยืนมองดูหน้าวิหาร สังเกตเห็นคลื่นพลังบางอย่างถูกแผ่ออกมาจากภายในวิหารคลื่นนี้อันตรายมาก หากโดนเข้าไปละก็คงได้ไปพบยมบาลเป็แน่ชายหนุ่มยังคงเฝ้าดูต่อพบว่าคลื่นนั้นจะออกมาทุกๆหนึ่งชั่วยามเพียงหาที่กำบังรวมสมาธิต้านไว้ก็พอได้อยู่ คล้ายว่าคลื่นนี้จะจู่โจมด้านจิตวิญาณเป็หลักร่างกายภายนอกไม่ค่อยได้รับผลกระทบ ขอแค่เพียงมีจิติญญาที่แข็งแกร่งหรือยับยั้งได้ชั่วครู่ก็สามารถผ่านพ้นไปได้
เพียงแต่ตัวมันเองไม่มีพลังปราณและพลังจิตเลย ไหนเลยจะต้านคลื่นนี้ไว้ได้มีแต่ต้องรีบเข้าไปเท่านั้นมันรับรู้ในส่วนลึกของจิตได้ว่าที่แห่งนี้จะสามารถช่วยมันได้ คล้ายว่าโชคชะตาได้กำหนดไว้ชายหนุ่มจึงตัดสินใจสืบเท้าเข้าไปสำรวจข้างใน ขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปอักขระอาคมต่างๆที่เหมือนว่าจะใช้การไม่ได้แล้วก็เกิดทำงานขึ้น
“ระวัง!!” ชงหยางรีบะโเตือน
ฟู่!!!!!
ไม่ทันเสียแล้วอาคมทำงานไฟได้ลุกโชนขึ้นที่พื้นวิหารตรงที่หนิงเฟยหลงยืน ทว่าไม่ทันได้ััโดนชายหนุ่มก็ได้มีบุรุษผู้หนึ่งพุ่งทะยานผลักมันออกไปทันหนิงเฟยหลงถูกผลักกระเด็นเข้าไปข้างในวิหาร
“อ๊าก!!!!!!!!”บุรุษผู้นั้นแผดเสียงร้องออกมาได้คำเดียวก็กลายเป็ผุยผงไปเสียแล้ว ขณะที่ใกล้สลายหายไปสีหน้าของมันยังไม่ทันหายตื่นตระหนกก็ได้พลันอันตรธานหายไป
“หยวนจง!!!” เหล่าองครักษ์พากันแผดเสียงะโลั่น! ไม่เว้นแม้แต่หนิงเฟยหลง บุรุษที่ถูกไฟผลาญหาใช่ใคร มันก็คือหยวนจงมันสละชีวิตโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ที่จะปกป้องนายน้อยของตนด้วยความเต็มใจ
ไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ๆหยวนจงจะเดินพลังพรวดพราด พุ่งตัวไปช่วยหนิงเฟยหลงอย่างรวดเร็วเหมือนกับว่ามันคิดที่จะสละชีวิตอยู่แล้ว ั้แ่แรกที่เข้ามาถึงวิหารทุกคนมัวแต่คิดว่าจะทำอย่างไรดี ไม่มีใครรู้ว่ากับดักอาคมนั้นคือสิ่งใด พวกมันล้วนแล้วแต่เบิกตากว้างแทบถลนออกมาตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ ขอบเขตแดนพลังสิ้นชีพง่ายดายเพียงนี้หรือ?!!
มันน่าใเกินไปแล้ว!!!!
กับดักอาคมนี่ผู้ที่สรรสร้างต้องอยู่ในขอบเขตระดับใดกัน? ไม่แน่ว่าชนชั้นพิภพจะต้านทานได้ด้วยซ้ำ!!
“พี่หยวนจง.....ข้าขอโทษ........”ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนมองไปยังจุดที่หยวนจงกลายเป็ผุยผงยื่นมืออกทำท่าจับคว้าเศษฝุ่นผง ขอบตาของมันแดงก่ำ ในคล้องจักษุเกิดน้ำเอ่อล้นขึ้นจมูกเกิดอาการฟึดฟัด
หนิงเฟยหลงทำตัวไม่ถูกที่จู่ๆ ก็มีคนตายต่อหน้าต่อตาโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้และคนผู้นั้นยังเป็พวกพ้องที่เดินทางมาด้วยกันหลายวันอีกแม้จะไม่ถึงกับสนิทชิดเชื้อ แต่ก็ไม่ถือว่าห่างไกลมากจากคำว่าสนิทระหว่างทางได้อยู่ร่วมกันปกป้องกันมาเสมอ จะไม่ให้เสียใจได้อย่างไร?
เป็อีกครั้งนับั้แ่เหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนที่มันเศร้าสลดเช่นนี้หลายวันมานี้หยวนจงได้คอยปกป้องดูแลชายหนุ่มเป็พิเศษคอยเฝ้าระวังอย่างดีหลังจากที่หายจากอาการาเ็ ก็ได้ทุ่มเทแรงใจอย่างเต็มที่ช่วยเหลืองานสารพัดชายหนุ่มเองก็คอยช่วยเหลือหยวนจงไม่ได้ขาด
ทั้งสองจึงกลายเป็เริ่มสนิทกันในเวลาอันสั้นและหยวนจงเองชายหนุ่มก็นับว่าเป็พี่ชายที่ดีคนหนึ่ง และยังนับเป็เพื่อนพ้องคนสนิททว่าบัดนี้ก็ได้จากไปแล้ว ด้วยเพลิงนั้นเผาผลาญไปสิ้นเหลือเพียงเศษขี้เถ้าที่ฟุ้งกระจายอยู่บนพื้น ชายหนุ่มไม่คาดคิดว่าการมาในครั้งนี้จะนำมาซึ่งความตายของของพวกพ้อง และยิ่งไม่คาดคิดว่า เพราะความประมาทเพียงชั่วครู่จะนำมาซึ่งความตาย!
นี่คงจะเป็บทเรียนให้กับมันอีกนานจิตใจของมันที่พึ่งจะเริ่มแข็งแกร่งกลับทลายลงอีกครั้ง ภายใต้การสูญเสียในครั้งนี้หากผู้คนอื่นรับรู้คงว่า ชายหนุ่มนี่จิตใจอ่อนแอนักเพียงกระแสลมพัดผ่านจิตใจก็พังทลายแล้วแต่ใครจะรู้บ้างว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาในห้าปีที่ผ่านมันต้องทนทุกข์ อัดอั้นตันใจและเผชิญกับวาจาที่เหยียดหยาม หยามิ่ สายตาที่เ็าของผู้อื่น รวมถึงการกลั่นแกล้งมากมายเพียงใด!
“ติ๋ง....” ไม่รู้ั้แ่ตอนไหนน้ำตาที่เคยกลั้นไว้กลับหลั่งรินออกมาเสียอย่างนั้น
“นายน้อยท่านเป็เช่นใดหรือไม่” ชงหยางรีบร้องถาม
ชงหยางเห็นหนิงเฟยหลงยืนนิ่งน้ำตานองเหม่อมองผุยผงของหยวนจงอยู่ใจจริงแล้วชงหยางและเหล่าองครักษ์ทั้งสี่เปรียบเสมือนพี่น้องทำงานร่วมกันมานานการตายของหยวนจงนั้นะเืใจพวกมันไม่น้อยเช่นกัน เกิดความเศร้าสลดเป็ที่สุด พวกมันก็อยากที่จะปลดปล่อยความเสียใจบ้าง
เพียงแต่พวกมันได้พบเจอการพลัดพรากมามากมายจึงสามารถข่มความรู้สึกได้ดีกว่าหนิงเฟยหลงเท่านั้นแต่ในใจก็เกิดความเจ็บแค้นไม่น้อย ทว่าจะให้ไปลงมือกับผู้ใดเล่า นายน้อยหรือ?นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของนายน้อยทั้งหมด เพลิงนั่นหรือ?หรือว่าจะมีใครทำลายเพลิงนั้นได้ แก้แค้นสิบปีไม่สาย หรือว่าจะสามารถทำได้จริงแม้แต่ชนชั้นแดนพิภพยังไม่แน่ว่าจะหาญกล้าต่อกรกับเพลิงนี้ พวกมันจึงได้แต่ทำใจทอดถอนหายใจ มองดูการสูญเสียในครั้งนี้ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
เวลาผ่านไปสักพัก หนิงเฟยหลงค่อยเริ่มกลับสู่อารมณ์ปกติแต่ก็เกิดความขุ่นมัวในใจอยู่บ้างมันกวาดสายตามองเหล่าองครักษ์ด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง จึงว่า “ข้า....ไม่เป็ไร….” ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับสั่นเครืออยู่บ้าง
ชายหนุ่มยืนนิ่งข่มใจสักพักจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ“พวกท่านรอข้าข้างนอกวิหาร…ไม่ต้องเข้ามา! รอจนกว่าข้าจะออกมาห้ามตามข้าเข้ามาเด็ดขาด!!” ทว่าเสียงนี้กลับทำให้พวกชงหยางใจสั่นสะท้าน!!
หนิงเฟยหลงละความสนใจต่อองครักษ์ตน แล้วก็เบือนหน้าเข้าไปทางวิหารเตรียมจะก้าวเดินเข้าไป แต่ก็มีเสียงหนึ่งมาขัดไว้
“แต่ว่า...” มันคือเสียงของชงหยางกำลังจะพูดเกลี้ยกล่อม แต่ก็ถูกนายน้อยโบกมือขัดไว้
แล้วหนิงเฟยหลงจึงกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “อีกสิบวันหากข้าไม่ออกมาพวกท่านก็ออกไปเสียเถอะ....อย่าได้กลับไปที่ตระกูลหนิงอีกการสูญเสียเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” เหล่าองครักษ์ต่างเบิกตากว้างเกิดการเคืองตาดวงตาสั่นไหวไม่หยุด ั้แ่ที่มันเป็องครักษ์มานี่เป็ครั้งแรกที่ได้พบพานกับเ้านายที่ห่วงใยลูกน้องเช่นนี้
ในที่สุดเขื่อนที่คอยยับยั้งความรู้สึกของพวกมันก็ได้พังทลายลงสายน้ำไหลพรากลงกับพื้นอย่างรวดเร็วเหมือนเขื่อนที่กั้นน้ำนั้นทลายลงก็ไม่ปานมิตรภาพนายน้อยช่วยเหลือพวกมันในหลายวันก่อนนั้นยังไม่ได้ตอบแทนนายน้อยยังมาพูดเหมือนจะจากไปไม่หวนคืนอีก ทั้งที่พวกมันได้รับโอกาสให้ได้เป็สหายกันแล้วแท้ๆกลับไม่สามารถช่วยเหลือดูแลได้ วันนี้ได้เกิดเหตุการณ์ะเืใจมากเกินไปแล้ว
หลังจากที่ออกเดินทางกันมาหลายสิบวันมันก็ได้รู้ว่าหนิงเฟยหลงเป็ผู้ที่มีน้ำใจยิ่งยากที่จะมีนายที่มีน้ำใจกับบริวารจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งกลุ่มก็พัฒนามากขึ้นเปรียบเสมือนเพื่อนพ้อง
เงาของชายหนุ่มเลือนรางค่อยๆลับหายไปในวิหาร “หายากยิ่งเ้านายที่ดีเช่นนี้”ชงหยางรู้สึกสับสนวุ่นวาย และเสียดาย เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปไหนเลยคิดทำสิ่งใดต่อได้โดยไว