เพียงรพิพรรณผ่องด้าว {วายพีเรียดไทย}

    ๒๔

    “อ้าว เร็ว ๆ เข้าพวกเอ็งน่ะ มัวยืนอู้กันอยู่ได้ ให้ไวเข้าเลยนะ ทางนั้นล่ะเป็นอย่างไรบ้าง ฮะ?” 

    เสียงเอ็ดอึงดังก้องไปทั่วใต้ตำบักใหญ่ มาจากชายสูงวัยท่านหนึ่งซึ่งเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงคนสนิทของเสด็จพระองค์ชายประมุขแห่งวังวิจิตราลัย ที่ในขณะนี้กำลังยืนกำกับนั่นนี่ให้กับบ่าวชายหญิงอยู่อย่างขมีขมัน สร้างความประหลาดใจให้กับคนมาใหม่ซึ่งไม่ทันทราบจุดประสงค์ของภาพที่เกิดตรงหน้านี้

    หม่อมเอกเดินกระพือพัดเข้ามาหาด้วยใบหน้าติดฉงน ถามขึ้นว่า “นี่ทำอะไรกันหรือ จางวางอ่ำ จัดนั้นเตรียมนี่กันทำไม มีอะไร เสด็จสั่งรึ” 

    “ขอรับหม่อม” จากวางอ่ำตอบเพียงเท่านั้น ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าเพราะเหตุใด เพราะทราบล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วว่าถ้าหากหล่อนรู้ หล่อนจะโวยวาย

    “ท่านจะจัดงานอะไร ทำไม่เห็นบอกฉันสักคำ” 

    จางวางอ่ำเงียบไม่ตอบ สนใจงานตรงหน้าต่อ ไม่ปราศรัยกับคนปากร้ายอย่างหล่อน

    นางเผือกสอดขึ้น “นี่ไม่ได้ยินรึ หม่อมท่านถาม แก่แล้วหูหนวกหรือจางวาง” 

    จางวางอ่ำหันกลับมาทางพวกหล่อนอีกครั้ง ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนตอบ “หม่อมทราบไปก็ไม่มีประโยชน์ขอรับ หม่อมคงขัดเสด็จฯท่านไม่ได้” 

    “อ๋อ ฉันนึกออกแล้ว นึกว่าอะไร ที่แท้ก็กำลังจะจัดงานให้ไอ้ลูกเมียน้อยนั่นนี่เอง แหมเสด็จฯท่าน ทำอะไรไม่เกรงใจเกล้ากระหม่อมฉันเลยนะเพคะ” หม่อมเอกนึกได้ พลันก็เกิดโทสะขึ้นทันใด “ไปนังเผือก ตามข้าไปที่ห้องทรงพระอักษร” 

    “เจ้าค่ะหม่อม” 

    เสด็จพระองค์ชายทรงทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่าไม่ไว้หน้าวงตระกูลของพระองค์เองบ้างเลย ท่านชายเดียวทรงสร้างความอัปยศอดสูไว้ต่อตระกูลถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่ลงโทษใด ๆ เลยสักนิด นี่หากเป็นท่านชายเล็กของหล่อนทำอย่างนี้บ้าง ท่านคงเนรเทศออกจากวังไปโดยไม่แยแส

    ไม่รู้จะโปรดอะไรกันนักกันหนา สำมะหาลูกแหม่ม ตั้งแต่เยาว์จนเจริญวัย ลูกของหล่อนเป็นลูกชังมาโดยตลอด แม้กระทั่งยามนี้ที่ท่านไม่เคยจะทรงมองว่าดีเลยสักหน

    หล่อนเปิดประตูเข้าไปในห้องทรงพระอักษรอย่างวิสาสะทันทีโดยไม่ขอประทานอนุญาตใด ๆ อย่างที่เคยทำ นั่นเพราะต้องการให้พระสวามีรู้ว่าหล่อนกำลังทำประชดท่านอยู่ เพื่อให้รู้ว่าหล่อนไม่พอใจกับการที่ทรงพระวินิจฉัยทำอะไรตามพระทัยเช่นนี้

    ทรงทำเสียงรำคาญพระทัยผ่านไรพระทนต์ ตรัสคล้ายตำหนิว่า “แม่นิ่ม หล่อนลืมมารยาทไว้ที่ห้องหรือ เข้ามาผลีผลาม ฉันไม่โปรด” 

    “ช่างท่านเถิดเพคะ จะมาถามหามารยาทอะไรกับเกล้ากระหม่อมฉัน แม้แต่ท่านเองยังไม่เห็นหัวเกล้ากระหม่อมฉันบ้างเลย ทำอะไรไม่คิด” มาถึงหล่อนก็ยืนประจันพระพักตร์ พ่นวาจาร้ายกาจอยู่ปาว ๆ แต่เสด็จพระองค์ชายหาได้ทรงนำพาไม่

    “ออกไปไป๊ ฉันอารมณ์ไม่ดีนักหรอก หากจะให้มาต่อความยาวสาวความยืดกับหล่อนน่ะแม่นิ่ม” 

    “ไม่เพคะ” หล่อนปฏิเสธทันควัน “เสด็จทรงทำอย่างนี้กับเกล้ากระหม่อมฉันได้อย่างไรเพคะ ทรงห่วงหน้าเมียหน้าลูกบ้างหรือไม่เพคะ ว่าจะต้องอับอายแค่ไหน จะไม่ต้องแทรกแผ่นดินหนีเลยหรือ ตายอีกกี่ชาติถึงจะสิ้นอาย ศรีวิจิตรกุลต้องมาแปดเปื้อนเพราะคนลักเพศนี่น่ะหรือ ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง” 

    “หล่อนพล่ามร่ายยาวเสร็จแล้วใช่ไหม ที่หล่อนพูดไม่ดีถึงอยู่น่ะ ลูกฉันนะแม่นิ่ม ถึงเขาจะผิดแปลกไปจากชายสามัญอย่างไรเขาก็คือลูกฉัน ฉันจึงพยายามทำให้เขากลับมาเป็นปรกติ มีชีวิตอย่างผู้ชายทั่วไปนี่อย่างไร” 

    “หน็อย ปกป้องกันดีนักนี่เพคะ ก็รู้ทั้งรู้ว่าชายเดียวเป็นแบบนั้น จะไปบังคับจับใส่ตระกร้าล้างน้ำให้เป็นอย่างอื่นได้ง่าย ๆ น่ะหรือเพคะ ทางที่ดีควรปล่อยเขาไปมีชีวิตที่เขาต้องการเป็นจะดีกว่านะเพคะ” 

    “ไม่รู้ล่ะ อย่างไรชายเดียวก็กลับมาแล้ว งานมงคลก็จะเริ่มพรุ่งนี้แล้ว ฉันทูลเชิญพระญาติองค์อื่น ๆ พอเป็นพิธี ไม่เอิกเกริก ถ้าหล่อนไม่พอใจ พรุ่งนี้ฉันอนุญาตให้หล่อนไม่ต้องเอาหน้ามาเสนอในงานได้” 

    “เสด็จฯ!” 

    “เชิญ” ทรงไม่ยี่หระอ่อนคล้อยไปกับคำยั่วยุของภริยา แล้วผายพระหัตถ์เชิญให้หล่อนออกไปจากให้พ้นสายพระเนตร ซึ่งนั่นก็สร้างความไม่ยินดีให้หล่อนอยู่มาก

    แรงปิดประตูดังกระทบกับกรอบผังห้องเกิดเสียงสั่นสะเทือน ที่หล่อนกล้าทำส่งเดชต่อเสด็จพระองค์ชายนั่นก็พระหล่อนตั้งใจไม่ไว้หน้าท่านแล้ว ท่านทรงหยามหัวใจหล่อนเกินไป ถือหางเชิดชูลูกเมียไพร่ฝรั่ง จนทรงลืมดูความจริงว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกำลังนำความฉิบหายวายป่วงสู่ราชสกุล หล่อนคิดแบบนั้นจริงตามเท่าที่เห็น

    “เสด็จฯท่านว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ หม่อม” นางเผือกคอยอยู่ด้านนอกรีบปรี่มาถามทันทีที่เห็นผู้เป็นนายเดินหน้าบึ้งตึงออกมา

    หากแต่คำตอบที่ได้เป็นเสียงกรีดร้อง เท่านี้นางบ่างก็พอเดาสถานการณ์เมื่อครู่ออกแล้ว

    “ฉันไม่ยอม! ลูกเมียน้อยจะมาได้ดีเกินหน้าเกินตาลูกฉันไม่ได้” 

    “ท่านชายเดียวนี่น่ะหรือเจ้าคะได้ดี อุ๊ย อยากขำเจ้าค่ะ” นางเผือกพูดพลางยกมือป้องปากกลั้นขำ

    “ได้ดีได้ชั่วข้าไม่รู้ รู้แต่ว่ามันได้ใจเสด็จฯไปนานแล้ว” 

    “เอาอย่างนี้สิเจ้าคะ ในเมื่อเราเข้าทางเสด็จฯไม่ได้ ก็เข้าทางเท่านชายเดียวเสียเลย ทรงอยากหนีมากไม่ใช่หรือ ก็สนองไปเลยสิเจ้าคะ พาหนีไปให้ไกลสุดแดนสยามเลยเจ้าค่ะ” 

    “เออ อย่างที่เอ็งว่าก็เข้าท่า ในเมื่อใจมันฝักใฝ่จะหนี ก็ส่งเสริมมันเสียสิ หึ หรือฉันจะส่งมันกลับบ้านเกิดแม่มันเลย ท่าจะดี” หล่อนเอ่ยออกมาอย่างเยือกเย็นด้วยแววตาดุร้ายประหนึ่งอสรพิษ พลางเชิดชูคอหยิ่งผยองทรงนงในความเป็นเมียหลวงของตน

    “ดีเจ้าค่ะ บ่าวเห็นด้วย” 

    “ชายเดียวถูกขังไว้ห้องไหน นังเผือก” 

    “ตามบ่าวมาเจ้าค่ะ” 

    สองนายบ่าววางแผนชั่วร้ายเสร็จ ก็ตามกันไปลงมือทำในทันทีอย่างไม่รีรอให้เสียการ หล่อนมีเวลาไม่มากแล้ว จำเป็นต้องกำจัดลูกเสือลูกตะเข้ให้พ้นไปในคืนนี้ โดยเรื่องทั้งหมดจะไม่ตกเป็นความผิดของหล่อน




    ด้านหน้าห้องบรรทมประจำพระองค์ของเสด็จในกรมฯ

    ณ เวลานี้ด้านหน้าห้องบรรทมมีคนของเสด็จพระองค์ชายจำนวนสองคนเฝ้าระวังทางไว้อยู่ อีกสามคนเฝ้าอยู่ด้านล่างตำหนักตรงหน้าต่าง พวกเขาได้รับบัญชาว่าไม่ให้ผู้ใดก็ตามเข้าไปข้างในโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด เว้นแต่คนอย่างหม่อมเอก หล่อนถือดีว่าเป็นภรรยาเจ้า ตำหนักนี้อยู่ในการควบคุมดูแลของหล่อน ดังนั้นแล้ว ต่อให้เป็นพระบัญชาจากเสด็จในกรมฯ หล่อนก็ไม่หวั่นเกรง

    “เปิด ฉันจะเข้าไป” 

    “ไม่ได้ขอรับ เกรงว่าหากเสด็จฯท่านทรงทราบ ท่านจะกริ้วให้หม่อมนะขอรับ” นายคนเฝ้าประตูเอ่ยเตือน

    “กล้าดีมาเตือนฉันนะ ฉันเป็นเมียท่าน เผลอ ๆ มีแต่ฉันนี่กระมังที่จะเป็นฝ่ายโกรธให้ท่านแทนเสียเอง ท่านจะทำอะไรฉันได้ หลีกไป!” 

    หล่อนมาแรงจริง ๆ จนผู้เฝ้าประตูทั้งสองต้องยอมสยบให้ เสด็จพระองค์ชายทรงเป็นเจ้าของวังหลังนี้โดยชอบธรรมก็จริง แต่ก็เสมือนว่ามีสิทธิ์ออกคำสั่งน้อยกว่าหม่อมของตน อนึ่งเพราะทรงพระทัยดี จึงไม่น่าเกรงขามเท่ากับหล่อนผู้นี้

    ภายในห้องบรรทมที่จำแลงเป็นคุกขังชั่วคราวระเกะระกะไปด้วยข้าวของเศษขยะหลายชนิดที่ถูกฉีกทำลายลงด้วยฝีมือของผู้ที่ถูกจองจำอยู่ด้านใน ท่านชายผู้ทรงศักดิ์ทรงสติฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว ถึงได้ทำลายข้าวของเช่นนี้ เป็นภาพที่น่าเวทนา แต่น่าสมเพชยิ่งกว่าสำหรับหม่อมเอก

    “หึ นี่น่ะหรือ ท่านชายลูกครึ่งผู้สูงส่ง สภาพตอนนี้ไม่ต่างจากหมาข้างถนนเลยนะเพคะ เป็นเจ้าอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ ชอบเป็นจัณฑาล คงนึกถึงกำพืดทางแม่ล่ะสิท่า” พอมาถึง หล่อนก็เปิดใช้งานปากปีจอของตัวเองเสียเลย หากหล่อนต่ำศักดิ์กว่านี้อีกนิดเดียว ไม่มียศค้ำกระลาหัว และพูดจาไม่ระวังเช่นนี้ เห็นทีจะอยู่ไม่ถึงวัยชรา

    “ออกไป!” 

    “ทำไมล่ะเพคะ ไม่ต้องอายหรอกเพคะ ต่ำก็ว่าไปตามต่ำ ทรามก็ว่าไปตามทราม หึ พวกกาในฝูงหงส์” หม่อมเอกแสยะยิ้ม เหยียดสายตามองต่ำไปที่ร่างอันบอบช้ำของผู้ที่ถูกตรวนโซ่อยู่อย่างทรหด

    อดีตหม่อมเจ้าชายแหงนหน้าขึ้นสบตาหญิงวัยกลางคนอย่างเจ็บปวดในคำสบประมาทของหล่อน คิดว่าตนคงน่าสมเพชจริงตามที่หล่อนว่า “หม่อมจะเข้ามาซ้ำเติมฉันเพื่ออะไร ถ้าจะมาแค่ชมความอนาถของฉัน ก็ดูให้พอใจ แล้วเชิญออกไป” 

    “หม่อมฉันล่ะเวทนาเสียจริง ไม่ได้อยากจะซ้ำเติมอะไรหรอกเพคะ แค่จะมาช่วยให้สมหวังในความรัก หรือถ้าท่านชายอยากจะทนฝืนแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักต่อไป ก็ตามในนะเพคะ วันรุ่งขึ้นนี้เสียด้วย” 

    “ใครจะช่วยอะไรฉันได้ล่ะ เสด็จพ่อใหญ่ที่สุดในวัง” 

    “ก็หม่อมฉันไงเพคะ หม่อมฉันใหญ่กว่าในฐานะเมีย หม่อมฉันยอมเสี่ยง” 

    “หม่อมจะอยากมาช่วยฉันทำไมกัน ฉันมันลูกศัตรูไม่ใช่หรือ” เขาไม่เข้าใจในคำพูดอีกฝ่าย คล้ายจะหวังดีแต่ก็ประสงค์ร้าย คนอย่างหม่อมเอกน่ะหรือจะมีใจอาสายื่นมือช่วยเหลือใครได้ง่าย ๆ

    หม่อมเอกแสยะยิ้มอีกที “ก็น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอย่างไรล่ะเพคะ เราจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้กันทั้งสองฝ่าย ท่านชายก็ครองรักกับคนรัก หม่อมฉันก็ไม่มีมารผจญ ชายเล็กก็จะได้เป็นที่หนึ่งเสียที” 

    “หม่อมคิดอย่างนั้นจริงหรือ แล้ว… หม่อมจะช่วยฉันอย่างไร” 

    “แน่นอนเพคะ หม่อมฉันจะพาท่านชายเสด็จหนีเอง รับรองว่าคราวนี้เสด็จฯไม่มีทางหาตัวเจอ ถ้าตกลงเมื่อไหร่ก็บอกนะเพคะ รีบตัดสินหทัยก่อนจะถึงพรุ่งนี้เช้า เพราะตอนนั้นหม่อมฉันคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว” 

    “แล้วตอนนี้… ด้าวอยู่ที่ไหนหรือ” 

    ด้วยความหูตาไวของนางเผือก อะไรในวังนี้มันรู้หมด จึงโพล่งขึ้นตอบแทนว่า “หม่อมฉันเห็นอยู่กับท่านชายปิ๋วที่ตำหนักหม่อมสร้อยเพคะ เสด็จฯท่านน่าจะยังไม่ทรงทราบ” 

    เมื่อทราบอย่างนั้น ในใจของเขาก็พองฟูขึ้นมาได้อีกครั้ง ด้าวยังอยู่ที่นี่ ยังรอเขาอยู่ทุกเวลา “ถ้าอย่างนั้นวานหม่อมไปบอกเขาให้ฉันที ว่าเราจะหนีด้วยกันอีกครั้ง” 

    “เพคะ ไม่ต้องห่วง จะได้หนีหายจากที่นี่ทั้งสองอย่างแน่นอนล่ะเพคะ หม่อมฉันสัญญา” หม่อมเอกตกปากรับคำ ก่อนจะกระพือพัดอีกครั้งในขณะที่เชิดใบหน้าหยิ่งครุ่นคิดหาแผนการที่ต้องรีบจัดการให้เสร็จภายในคืนนี้ต่อไป




    นายด้าวหนีมากลบดานอยู่ที่ตำหนักหม่อมสร้อยตามคำแนะนำของโมก โชคดีที่ท่านชายต้อยไม่ได้ประทับอยู่ด้วยในยามนี้ มีเพียงท่านชายปิ๋วและมารดาพร้อมด้วยบ่าวชายหญิงอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทุกคนพร้อมใจกันให้ความช่วยเหลือ ไม่นำเรื่องนี้ไปแพร่งพรายที่ใด

    หม่อมสร้อยนั้นเมื่อหล่อนเห็นนายด้าวกลับมา หล่อนก็มีคำตำหนิให้ โทษฐานที่ก่อความวุ่นวายให้เสด็จในกรมฯประชวร แต่พอได้ฟังคำอธิบายทั้งจากเจ้าตัวเองและโอรส หล่อนก็ยิมอ่อนข้อลง ลึก ๆ ก็มีแอบเห็นใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมในสิ่งที่ทำลงไปนัก

    ในขณะนี้เป็นเวลาจวนจะสองทุ่มเห็นจะได้ ท่านชายปิ๋วและหม่อมสร้อยไปร่วมโต๊ะเสวยที่ตำหนักใหญ่อย่างเช่นทุกวันเพื่อไม่เป็นการสงสัยและเผื่อจะได้ความคืบหน้าในสิ่งที่ประมุขของวังกำลังทรงทำอยู่ ส่วนนายด้าว ท่านชายปิ๋วรับสั่งให้บ่าวจัดเครื่องคาวหวานมาให้ ทว่าเขากลับกลืนไม่ลงเลยสักคำ เอาแต่นั่งคอตกมองสำรับอาหารอย่างอาลัยตายอยาก

    แววตาขุ่นมัวกอปรกับใบหน้าเศร้าสลดหมดความสดใสนั้นเผยให้เห็นถึงความทรมานของจิตใจข้างใน ชายหนุ่มในเวลานี้ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะใช้ในการหายใจ เขาอ่อนล้าเหลือเกิน

    “กินสักหน่อยเถิดขอรับคุณด้าว จะได้มีเรี่ยวมีแรง” นายโมกเอ่ยรบเร้าเป็นครั้งที่สาม มันสงสารจับใจ แต่ก็ช่วยได้เพียงเท่านี้

    คนฟังส่ายหน้าเหนื่อย ๆ ตอบเสียงแผ่วว่า “ไม่ล่ะ เอาไปเก็บเถิด ฉันกินอะไรไม่ลงจริง ๆ” 

    “ถ้าอย่างนั้นคุณด้าวก็นอนพักเสียหน่อยเถิดขอรับ” 

    “จะให้ฉันนอนหลับลงได้อย่างไร ฉันจะรอพ่อเดียว” ชายหนุ่มยังยืนกรานหนักแน่นอยู่อย่างนั้น แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่หัวใจเขาไม่เคยหมดศรัทธาในความรักเลยแม้แต่น้อย

    “โธ่คุณด้าวขอรับ” นายโมกได้แต่สงสาร ไม่รู้จะช่วยอย่างไร จึงยอมปล่อยให้คนอาลัยในความรักนั่งซึมอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพังภายในห้องต่อไป

    ทางด้านท่านชายปิ๋วและหม่อมสร้อยเมื่อเสร็จมื้อเย็นที่ตำหนักใหญ่แล้ว จึงได้รีบกลับมายังที่พำนัก จากเท่าที่ฟังมาบนโต๊ะเสวยเมื่อครู่นี้ทราบมาเพียงว่าเสด็จในกรมฯท่านได้ทำการจัดพิธีเสกสมรสระหว่างท่านชายเดียวและท่านหญิงอ้อในวันพรุ่งนี้ ซึ่งฉับพลันทันด่วนมาก ถึงแม้จะเชิญแขกเพียงพระญาติใกล้ชิดก็ตาม แต่ก็ทำให้การเสด็จหนีเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกเท่าตัว

    สองแม่ลูกเดินมาจากตำหนักใหญ่จนอยู่หน้าคำหนักเล็ก หากแต่ต้องหยุดนิ่งระทึกใจ เมื่อเห็นว่าหม่อมเอกและนางบ่าวยืนรออยู่ด้านหน้าก่อนแล้ว หล่อนหันมามองในลักษณะใบหน้าโอหังตามปรกติวิสัย แล้วเปรยว่า

    “มากันแล้วเรอะ มาก็ดี เรามีเรื่องต้องหารือกัน” 

    “เพิ่งจะแยกกันมาหยก ๆ เอง หล่อนมีอะไรหรือแม่นิ่ม” หม่อมสร้อยถามติดความสงสัย

    “เข้าไปคุยกันข้างใน” หม่อมเอกสวนตอบ ก่อนจะย่างกรายเข้าไป ทว่าเจ้าของที่กลับร้องห้าม จนทำให้ดูมีพิรุธ

    “ไม่ได้! คุยตรงนี้ล่ะ จะเรื่องอะไรก็ว่ามา” 

    “แหม กลัวฉันรู้หรือยะว่าซ่อนผัวของชายเดียวไว้ข้างในน่ะ จะบอกไว้ให้เอาบุญ ฉันรู้หมดแล้วล่ะ ที่มาที่นี่ก็เพื่อจะมาช่วยก็เท่านั้น ไม่ได้อยากถ่อมานักหรอก” 

    “หล่อนรู้? แล้วจะช่วยอีก ฉันคงหูฝาดไปกระมัง” หม่อมสร้อยกล่าวติดขำ บ่งบอกความคิดว่าไม่อยากจะเชื่อในคำพูดของหล่อน

    “ใช่ซี ก็ฉันอยากให้ชายเดียวไปจากที่นี่ใจจะขาดอยู่แล้ว อยู่ไปก็เป็นเสนียดจัญไร ไหน ไอ้ผู้ชายคนนั้น ออกมาได้แล้ว มัวไปมุดหัวอยู่ทำไม ท่านชายเดียวของแกเจ็บเจียนจะตายอยู่แล้ว” 

    พอหม่อมเอกว่าอย่างนั้น ทำให้นายด้าวที่หงอยเหงาอยู่ด้านได้ยินเข้า เพราะชื่อของพ่อเดียวจึงทำให้เขารีบวิ่งลงมายังที่ทุกคนสนทนากันอยู่ ไม่รู้ว่าป่านฉะนี้ท่านชายเดียวจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่หม่อมเอกบอกว่าจะช่วยพวกเขาอย่างนั้นหรือ ช่วยอย่างไร

    “หม่อมขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

    กลุ่มที่ยืนคุยกันอยู่หันไปมองยังต้นเสียง ทางหม่อมเอกเห็นอดีตข้าราชการผู้รูปงามแล้วถึงกลับกระตุกยิ้มเย้ยหยัน

    “มัวแต่ไปมุดหัวอยู่ จะได้หนีไปด้วยกันสักทีเรอะ หึ ดูสภาพแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากคนบนตำหนักใหญ่” 

    “หม่อมจะช่วยพี่ชายเดียวอย่างไร” ท่านชายปิ๋วตรัสถาม

    “คืนนี้หม่อมฉันจะอยู่กับเสด็จฯ พอดึก ๆ แล้วจะเปิดทางให้พากันหนี หม่อมฉันเตรียมคนไปส่งให้แล้ว ไปแต่ตัว ไม่ต้องเก็บสัมภาระอะไรไป” 

    “ไปส่ง? ส่งที่ไหนหรือขอรับ” นายด้าวถามบ้าง

    “ท่าเรือเกาะหมาก มลายู แล้วก็ขึ้นต่อไปจนถึงอีหรอบบ้านแม่ชายเดียวโน่นเลย ไปให้ไกล ๆ จะได้ไม่ต้องกลับมาอีก” 

    “ต้องขนาดนั้นเลยหรือ แล้วถ้าท่านชายหนีไปอีกครั้งนี้ ทางวังของท่านหญิงอ้อล่ะ จะกล้าแบกหน้าไปรับผิดชอบเขาอย่างไร เสด็จฯก็ทรงไปคุยเรื่องงานพรุ่งนี้ไว้แล้ว” หม่อมสร้อยว่าอย่างนึกเป็นห่วงทางฝั่งวังอมรนิวาสด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งสองราชสกุลอาจต้องแตกหักลงในครั้งนี้

    “ก็ให้ท่านชายปิ๋วรับผิดชอบท่านหญิงอ้อสิเจ้าคะหม่อมสร้อย บ่าวรู้บ่าวเห็นความสัมพันธ์ของท่านหญิงท่านชายทั้งสององค์นะเพคะ” นางเผือกเสนอแนะอย่างรู้ทัน ไม่ว่าจะเป็นความลับของใครในวังนี้ก็ตาม ไม่มีทางรอดพ้นจากหูทิพย์ตาทิพย์ของมันไปได้

    “จริง เอาเป็นว่าเตรียมตัวหนีได้แล้ว ต้องไปภายในคืนนี้เท่านั้น ฉันจะกันทางเสด็จฯไว้ให้เอง เวลาเที่ยงคืนฉันจะให้คนพาชายเดียวมาที่นี่” หม่อมเอกแจงแผนการ ก่อนจะหันไปทางนางบ่าว “นังเผือก ไป กลับ” 

    สิ้นแผ่นหลังของหม่อมเอกและบ่าว ทางด้านหม่อมสร้อยก็จึงปรึกษาหารือกันต่อ หม่อมสร้อยยังสองจิตสองใจ ใจหนึ่งก็อยากช่วย แต่อีกใจก็ไม่อยากให้ขัดพระบัญชาเสด็จในกรมฯตามที่หม่อมเอกเสนอมา แต่ในเมื่อเจ้าของเรื่องเขายืนกรานที่จะหนีด้วยกันแล้ว หล่อนก็สุดปัญญาห้าม เปลี่ยนเป็นช่วยภาวนาให้รอดกันทั้งสองก็เป็นพอ




    เวลาห้าทุ่มกว่าโดยประมาณ ณ ห้องบรรทมสำรองของเสด็จในกรมฯ

    เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองหน ไม่นานก็ตามด้วยร่างสะโอดสะองของหม่อมเอก ภริยาผู้ไม่ค่อยจะลงรอยกับพระสวามีเท่าไรนัก เมื่อช่วงหัวค่ำนี้ก็เพิ่งจะมีปากมีเสียงค่อนแคะกันไปอยู่หยก ๆ ทว่าในยามนี้หล่อนกลับขอเข้าเฝ้า มิหนำซ้ำยังยิ้มแย้มเบิกบาน เสมือนว่าไม่เคยโต้วาทีกันมาก่อน

    หล่อนเดินถือถาดใส่ชุดน้ำชาเข้ามาภายในห้อง วางลงบนโต๊ะใกล้หน้าต่าง ในขณะที่พระสวามีทรงผุดองค์ลุกขึ้นนั่งจากการเอนพระขนอง พลางทอดพระเนตรมองกิริยาของหล่อนอย่างติดสงสัย

    “มีธุระอะไรไม่ทราบ” ทรงผินพระพักตร์เมินเฉย แล้วตรัสถามเรียบนิ่ง

    หม่อมเอกรินน้ำชาอุ่น ๆ ลงแก้ว ก่อนจะยกไปถวาย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลน่าฟังอย่างที่หล่อนไม่เคยเป็นมาก่อน “แหม เสด็จฯเพคะ เกล้ากระหม่อมฉันเห็นท่านเหนื่อยอกเหนื่อยใจกับเรื่องท่านชายเดียวมามากดูแล้ว ไหนจะเรื่องงานเสกสมรสวันพรุ่งนี้อีก อยากให้ท่านพักผ่อนเพคะ เดี๋ยวเกล้ากระหม่อมฉันจะดูแลเรื่องจัดงานต่อเองเพคะ” 

    เสด็จพระองค์ชายทรงกวาดพระเนตรมองหล่อนด้วยท่าทีจับพิรุธ “หล่อนไม่คัดค้านฉันแล้วรึ ถึงพูดอย่างนี้” 

    “หม่อมฉันมาตรองดูแล้ว ว่าถ้าหม่อมฉันขวางเสด็จฯไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกเพคะ รังแต่จะทำให้เสด็จฯหนักพระทัยเสียเปล่า ให้ท่านชายเดียวเสกสมรสกับท่านหญิงอ้อก็ดี จะได้กู้เกียรติยศศักดิ์ศรีคืนให้กลับวงศ์ตระกูลเพคะ” หล่อนทูลอย่างออกจริต แสร้งทำเป็นเห็นดีเห็นงาม แต่ภายในใจนั้นลุกเป็นไฟแค้น

    เสด็จพระองค์ชายทรงรับแก้วน้ำชามาดื่มจนเกลี้ยง ก่อนจะทรงคืนให้หล่อน แล้วตรัสว่า “ก็ดี ไว้เสร็จเรื่องชายเดียวเมื่อไหร่ ฉันถึงจะจัดพิธีให้ชายเล็ก แต่คนที่จะแต่งด้วยนั้นฉันให้เลือกหม่อมแค่คนเดียว จะแต่งหม่อมสองคนไม่ได้” 

    หล่อนรับแก้วน้ำชาไปวางลงในถาด หันหลังทูลว่า “เพคะ” แต่หากแต่คิดในใจว่าทำไมลูกของหล่อนต้องเป็นที่สองเสมอ เสกสมรสทีหลัง ซ้ำสินสอดก็ให้หาเอง ก่อนที่จะชะเง้อคอลงไปด้านล่างทางหน้าต่าง ส่งสัญญาณผ่านสีหน้าให้นางบ่าวที่รออยู่ข้างล่างทราบ ก่อนจะหันกลับมาตีสีหน้ายิ้มให้พระสวามี

    “เสด็จฯบรรทมเถอะนะเพคะ เกล้ากระหม่อมฉันก็จะนอนกับพระองค์ด้วย” ว่าแล้วก็ขึ้นไปบนพระแท่น เตรียมเข้านอนตามปรกติ อย่างไม่ให้สงสัย

    อีกไม่นานยาที่หล่อนผสมลงในน้ำชาก็คงจะออกฤทธิ์ ป่านนั้นนางเผือกก็คงจะนำตัวท่านชายเดียวออกไปจากห้องขังได้สำเร็จแล้ว ส่วนหล่อนจะคอยตรงนี้ให้มั่นใจก่อนว่าพระสวามีหลับสนิทแล้ว จึงจะตามไป




    นางเผือกจอมเจ้าเล่ห์มารยาสาไถหลอกล่อพวกผู้ชายที่เฝ้าประตูไปติดกับด้วยสุรานารีที่มันเอามาใช้ลวง ก่อนจะเข้าไปในห้องบรรทมได้ ณ ขณะนี้ทุกคนในวังคงหลับใหลกันหมดแล้ว ทางน่าจะสะดวกเลยทีเดียว

    “ท่านชาย ท่านชายเดียวเพคะ ตื่นเพคะ ตื่น ๆ” นางบ่าวสะกิดและเขย่ากาย เรียกให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว เพียงไม่นานชายหนุ่มก็ฟื้นจากนิทรารมย์

    “เผือก เข้ามาได้อย่างไร แล้วหม่อมล่ะ” 

    “หม่อมกันเสด็จฯท่านไว้อยู่เพคะ ท่านชายรีบเสด็จตามหม่อมฉันมาเถิดเพคะ คุณคนนั้นรออยู่ ขืนช้าจะไม่ทันหนีนะเพคะ” นางบ่าวพูดเร็วรัว ก่อนจะรีบดึงข้อแขนอดีตท่านชายให้ลุกขึ้นและออกวิ่งตามมันไป โชคดีที่ไฟบนตำหนักดับหมดแล้ว พวกที่มัวเมาอยู่กับสุรานารีจึงไม่ทันได้สังเกตุเห็นอะไร

    เขายังคงถูกนางบ่าวดึงตัวมาไม่หยุด ด้วยความที่อิดโรยอ่อนแรงจึงวิ่งตามได้ไม่เต็มที่นัก จากตำหนักใหญ่มาถึงตำหนักของหม่อมสร้อยก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร ก่อนที่จะหยุดวิ่งลง

    “ถึงแล้วหรือ ไหนล่ะ” เห็นเพียงความมืดที่ปรกคลุมตัวเรือน

    นางบ่าวไม่ได้ตอบ แต่เป็นเสียงของชายที่มักคุ้นดังขึ้นที่ด้านหลัง

    “ทางนี้กระหม่อม” 

    เขาหันกลับไป แม้ความมืดก็ไม่อาจลบเลือนหรือปกปิดใบหน้าคมสันที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มจริงใจนั้นได้ ไม่เสียเวลาอยู่นาน ร่างทั้งสองวิ่งเข้ากอดกันและกันราวกับแม่เหล็กที่ดึงดูดพวกเขาไว้เสมอ

    ห่างกันเพียงไม่ทันไร ทว่าประหนึ่งจากไกลนานแสนนาน

    “ด้าว! เราได้พบกันอีกแล้ว ฉันนึกว่าจะไม่มีวันนั้น” 

    “กระผมดีใจเหลือกเกิน พ่อเดียวของกระผม” 

    ท่านชายปิ๋วและมารดาเห็นทั้งสองกลับมามีความสุขอีกครั้งก็อดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ หากแต่จำต้องขัดความสุข เวลานี้มีสิ่งที่สำคัญกว่ามากรออยู่ “รีบลงเรือกันก่อนเถิด หม่อมเอกสำรองที่พักไว้ให้แล้ว เราจะไปที่นั่นและพักก่อนคืนนี้ จากนั้นจึงจะต่อรถไฟสายใต้ไปมลายู” 

    “ถ้าอย่างนั้นก็รีบกันเถิด ปะด้าว” 

    “ตามมาทางนี้เพคะ” หม่อมสร้อยใช้ตะเกียงไฟนำทางไป

    ทว่าอนิจจาวาสนาเอ๋ย ก้าวเท้าออกเดินไปไม่ทันไร ทุกคนถึงต้องสยบเท้านิ่งเงียบงันกันก็คราวนี้ พระสุรเสียงที่ทรงอำนาจนั้นก้องกังวานไปทั่วบริเวณ มีผลต่อคนที่อยู่ใต้อาณัติมหาศาล

    “จะหนีไปไหน!! ไอ้ลูกชั่ว!” 



    คล้ายกับเรื่องเพียงรพิพรรณผ่องด้าว {วายพีเรียดไทย} ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604