เขาจัดวางอุปกรณ์ตกปลาที่ริมแม่น้ำราวกับไม่มีผู้ใดอยู่หลันเฟิงเกี่ยวเหยื่อตกปลาเข้ากับเบ็ด แล้วสะบัดเอ็นตกปลาออกไปจากนั้นก็รอคอยอย่างเงียบๆ
การตกปลาเป็การทดสอบความอดทนอย่างหนึ่งและเป็การฝึกฝนอารมณ์อย่างหนักเช่นกัน ในทุกๆวันยามที่หลันเฟิงว้าวุ่นใจเขาก็จะมานั่งตกปลาอยู่ริมแม่น้ำหยกวารีแม้ว่าจะตกปลาได้เพียงไม่กี่ตัว แต่อารมณ์ของเขากลับได้รับการฝึกฝนจนแข็งแกร่งขึ้น
แต่ทว่าหลันเฟิงในวันนี้กลับว้าวุ่นใจยิ่งกว่ายามปกติ
น่าจะเป็เพราะพิษผีดิบในร่างกายของเขาใกล้จะได้รับการหลอมแล้วหัวใจที่เยือกเย็นของเขาจึงเริ่มกระตือรือร้นขึ้นมากระมัง
ชายหนุ่มมองระลอกคลื่นที่กระเพื่อมน้อยๆบนผิวน้ำอย่างเหม่อลอย หัวใจเริ่มกระสับกระส่ายไปมา
น้ำริมฝั่งค่อนข้างใสสะอาดจึงพอจะมองเห็นสถานการณ์ด้านล่างได้ ฝูงปลาขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าแต่ทว่าในยามที่อยู่ห่างจากเหยื่อตกปลาแค่คืบ ก็เหมือนพวกมันได้กลิ่นประหลาดที่ยากจะต้านทานไหวอันใดสักอย่างจึงว่ายหนีเตลิดไปเสียงดัง ‘ฟิ้ว’
“เ้าพวกปัญญาทึบเ่าั้รังเกียจข้ายังพอว่ายามนี้แม้แต่สัตว์อย่างพวกเ้าก็เริ่มรังเกียจข้าแล้วหรือ”เมื่อเห็นฉากนี้หลันเฟิงพลันก็ก้มหน้าลงเหลือบมองิัที่เน่าเปื่อยบนร่างกายได้กลิ่นประหลาดโชยมาระลอกหนึ่ง
ห่างออกไปร้อยจั้งเศษหลันเฟิงได้ยินคำพูดเหน็บแนมอย่างอวดดีของคนหนุ่มสาวในตระกูลดังแว่วมา
“อี๋...เหม็นมากเหม็นเสียยิ่งกว่าส้วมเสียอีก”
“หึ อารมณ์ดีๆถูกไอ้คนไร้ค่านี่ทำลายไปหมดแล้ว หากรู้ว่าเขาจะมา ข้าคงไม่มาฝึกฝนหรอก”
“เหตุใดเ้าคนไร้ค่าถึงเอาแต่วอแวไม่เลิกไปทางไหนก็เจอแต่เขา”
“อีกเดี๋ยวต้องไปหาสาวงามล้างซวยที่หอจุ้ยเซียงสักหน่อยแล้ว”
“พ่อข้ากำชับให้ข้าอยู่ห่างเขาอยู่หลายหนว่ากันว่าพิษผีดิบบนตัวเขาเป็โรคติดต่อไม่รู้ว่าพวกอุปกรณ์นั่นจะติดเชื้อหรือไม่”
“ไม่ต้องพูดแล้วคิดไม่ถึงว่าในร่างของคนจะมีโลหิตของปีศาจอสูรไหลเวียนอยู่ได้แค่คิดก็น่าสะอิดสะเอียนแล้ว”
“หากเป็ข้าคงฆ่าตัวตายไปตั้งนานแล้วแม้คนอื่นจะไม่รังเกียจจนตาย แต่ข้าคงรังเกียจตนเองจนตายไปเสียเอง”
ขณะที่กำลังพูด เงาร่างสายหนึ่งก็เดินมาทางพวกเขาทำให้พวกเขาใจนหุบปากฉับ
หลังจากที่เห็นรูปร่างของผู้มาเยือนชัดเจนชั่วขณะนั้นผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็ทยอยกันร้องะโอย่างนอบน้อม “คุณชายจ้าน/ลูกพี่ลูกน้องหยางจ้าน!”
บรรดาญาติสายรองล้วนเรียกเขาว่าคุณชายจ้านส่วนญาติสายตรงเรียกเขาว่าลูกพี่ลูกน้องหยางจ้าน แน่นอนว่ายังมีญาติสายรองบางส่วนเรียกเขาว่าลูกพี่หยางจ้านสถานะที่แตกต่างกันทำให้คำเรียกแตกต่างกันไป ถึงอย่างไรเสียในบรรดาญาติสายรองก็มีส่วนหนึ่งที่เป็อัจฉริยะผู้โดดเด่นสถานะเทียบได้กับทายาทสายตรง หรือแม้กระทั่งเหนือกว่าทายาทสายตรงหลายๆ คนด้วยซ้ำ
หยางจ้านมองทุกคนแล้วพยักหน้าน้อยๆก่อนเหลือบมองชายหนุ่มที่อยู่ริมแม่น้ำวารีหยกแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างราบเรียบว่า“ข้าขอแนะนำพวกเ้า อย่ามาเสียเวลาพูดคุยไร้สาระเช่นนี้เลยไม่สู้เอาเวลาไปฝึกฝนจะดีกว่า ตระกูลหยาง้าคนที่มีความสามารถไม่้าคนไร้ประโยชน์ หากพวกเ้าไม่แสวงหาความก้าวหน้าหรือว่าหลันเฟิงคือแบบอย่างของพวกเ้ากัน”
เมื่อถูกตำหนิชั่วขณะนั้นทุกคนก็เงียบกริบ “ขอรับ”
“พี่ใหญ่อย่าเข้มงวดขนาดนั้นสิ การตำหนิพวกเขาไม่ใช่เื่ดีหรอกนะ”ยามนี้พลันมีเงาร่างที่มีสง่าราศีของชายหนุ่มเดินออกมาจากด้านหลังทุกคน
เมื่อเห็นผู้มาเยือนสีหน้าของทุกคนพลันหน้าผ่อนคลายลง ก่อนทยอยกันค้อมตัวลง “คุณชายกวง/ลูกพี่ลูกน้องหยางกวง!”
“ทะลวงระดับขั้นแล้ว?”หยางจ้านพิจารณาลูกผู้น้องหยางกวงขึ้นลงแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“บังเอิญโชคดีทะลวงระดับขั้นได้น่ะ”หยางกวงตอบกลับพร้อมกับหัวเราะคิกคัก ปากก็เอ่ยอย่างถ่อมตน แต่ใบหน้ากลับเผยความพึงพอใจและเย่อหยิ่งออกมารางๆ
เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนชั่วขณะนั้นคนวัยหนุ่มสาวของตระกูลที่อยู่รอบด้านก็เผยรอยยิ้มออกมา แล้วทยอยกันไปประจบเอาใจเขา
“ยินดีกับคุณชายกวงด้วย”
“อายุสิบหกก็ทะลวงระดับรวบรวมปราณเข้าสู่ระดับไอปราณได้แล้วเรียกได้ว่าเป็ยอดอัจฉริยะจริงๆ !”
“พร์ของคุณชายกวงเทียบกับคุณชายจ้านแล้วก็ไม่แตกต่างกันนักหากข้าจำไม่ผิดล่ะก็เมื่อสองปีก่อนคุณชายจ้านก็ทะลวงระดับรวบรวมปราณได้ยามอายุสิบหกเช่นกัน”
“ตระกูลหยางของพวกเรามียอดฝีมือระดับดาราคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!”
หนทางแห่งการฝึกบำเพ็ญเพียรเริ่มจากการรวบรวมปราณ
หลังจากระดับรวบรวมปราณแล้วก็จะเป็ระดับปราณแท้สามขั้นคือระดับไอปราณ ระดับพลังปราณ และระดับปราณพิสุทธิ์
ทุกระดับจะแบ่งย่อยอีกเก้าขั้นผู้บำเพ็ญเพียรที่ก้าวเข้าสู่ขั้นทั้งสามได้ ก็จะถูกเรียกว่ายอดฝีมือระดับดารายอดฝีมือระดับจันทรา และยอดฝีมือระดับตะวันตามลำดับ ส่วนระดับรวบรวมปราณคือจุดเริ่มต้นของการฝึกฝนจึงนับว่าเป็มือใหม่ไม่มีคุณสมบัติที่จะติดอยู่ในอันดับยอดฝีมือ
หลังจากที่เข้าสู่ระดับไอปราณแล้วก็จะนับว่าเป็ยอดฝีมือน้อยๆคนหนึ่ง ได้รับการขนานนามว่ายอดฝีมือระดับดาราก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอันใดไม่เหมาะสม
ผู้นำตระกูลหยางคนปัจจุบันมีนามว่าหยางเซียวเป็ยอดฝีมือระดับจันทราคนหนึ่ง
าุโใหญ่หยางเอ้าคือยอดฝีมือระดับดาราขั้นเก้า
าุโรองหยางเจิ้นและผู้ที่เคยเป็าุโลำดับที่สามหลันเสียนหลงล้วนเป็ยอดฝีมือระดับดาราขั้นแปด
ในตำบลเฟิงเล็กๆแห่งนี้ยอดฝีมือระดับจันทราคนหนึ่งก็เพียงพอที่จะกวาดล้างตระกูลน้อยใหญ่ยี่สิบสามสิบตระกูลแล้ว
อาศัยผู้นำตระกูลหยางที่เป็ยอดฝีมือระดับจันทราคนหนึ่งรวมทั้งยอดฝีมือระดับดาราสามสิบกว่าคนในรัศมีหนึ่งร้อยลี้นั้นนอกจากตระกูลที่มีชื่อเสียงไม่แพ้ตระกูลหยางอย่างตระกูลจ้าวและตระกูลหวังแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล้าแข่งขันกับตระกูลหยาง
ผู้นำตระกูลจ้าวและตระกูลหวังนั้นก็เป็ยอดฝีมือระดับจันทราเช่นกันศักยภาพโดยรวมไม่ด้อยไปกว่าตระกูลหยางเลย
“ที่ไหนกันๆทุกคนชมกันเกินไปแล้ว” ชายหนุ่มที่เย่อหยิ่งรู้สึกได้ถึงสายตาอิจฉาของทุกคนก็รู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมากหลังจากดีใจจนตัวลอยแล้ว ถึงได้ฉีกยิ้มอย่างถ่อมตน ไม่ได้ดีใจจนหลงระเริง
ทว่าในฐานะยอดฝีมือระดับดาราคนที่สามสิบสองที่ถูกจดบันทึกลงในบันทึกตระกูลหยางเขาก็มีสิ่งให้ภาคภูมิใจจริงๆ
บรรดาเหล่าสมาชิกวัยเยาว์ของตระกูลต่างไปห้อมล้อมหยางจ้านและหยางกวงราวกับดวงดาวพวกเขาพยายามใช้หัวขบคิดหาวิธีประจบประแจงและเอาใจอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้านี้หลันเฟิงเองก็เคยโชคดีได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เช่นกันแต่แค่มันผ่านมาสามปีแล้ว
ไข่มุกที่เคยส่องแสงยามนี้กลับถูกสิ่งสกปรกบดบังไว้ และเมื่อสิ่งสกปรกเ่าั้ถูกขจัดไปหมดมุกเม็ดนั้นจะส่องแสงทะลุผ่านูเาและแม่น้ำเป็พันสายได้หรือไม่นั้น ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้
ในใจของทุกคนหลันเฟิงในยามนี้เกรงว่าคงสู้แม้กระทั่งมูลสุนัขไม่ได้ เพราะอย่างน้อยมูลสุนัขก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าเหยียบ
เมื่อได้ยินเสียงคึกคักดังมาแต่ไกลหลันเฟิงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “พวกเขาคึกครื้นกัน แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า”
ริมฝั่ง ผิวน้ำที่ขุ่นมัวเล็กน้อยสะท้อนเงาร่างผ่ายผอมของชาหนุ่มเผยความโดดเดี่ยวราวกับถูกแยกออกจากโลกออกมารางๆ
หลันเฟิงตกปลาอย่างเหม่อลอยจนท้องฟ้าค่อยๆมืดลง ถึงได้เก็บอุปกรณ์ตกปลา ถือถังเหล็กเดินไปยังประตูด้านหลังของจวนตระกูลหยางอย่างแช่มช้าแต่ในถังเหล็กใบใหญ่นั้นกลับว่างเปล่า
สามปีมานี้นี่เป็ครั้งแรกที่เขากลับไปมือเปล่า
“ตาเฒ่า บอกมาตามตรงท่านมั่นใจไหมว่าจะหลอมพิษผีดิษในร่างข้าได้จริงๆ”ระหว่างทางกลับ ปากของหลันเฟิงก็เปล่งเสียงแ่จนแทบไม่ได้ยินออกมา
“ข้าคือก้านเจี้ยงิญญาศาสตราผู้ยิ่งใหญ่! เื่เล็กแค่นี้ย่อมทำได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว!หากเ้าไม่เชื่อก็ไปให้คนอื่นช่วยซะสิ” เงาร่างชายชราที่ลอยอยู่ข้างกายเขาพลันเป่าหนวดถลึงตาแสดงความไม่พอใจออกมาทันที
“อย่าจริงจังนักสิข้าแค่ถามไปอย่างนั้น” หลันเฟิงพลันหัวเราะแห้งๆ แล้วเงียบไปไม่กล้าเอ่ยถึงเื่นี้อีก
ดูเหมือนจะััได้ถึงความรู้สึกที่เก็บเอาไว้ของชายหนุ่มหลังจากผ่านไปชั่วครู่ชายชราพลันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า“ข้ารู้ว่าเ้ากังวลใจเื่ใด ทว่าเ้าวางใจได้ข้าเคยบอกว่าจะช่วยเ้าหลอมพิษผีดิบก็ต้องช่วยแน่นอน สามปีก่อนข้าไม่มั่นใจแต่ยามนี้ข้ามั่นใจเต็มร้อยว่าจะสำเร็จ ดังนั้นเ้าไม่ต้องกังวลแล้ว”
หลันเฟิงหัวเราะอย่างขมขื่น“แม้ว่าจะกล่าวเช่นนั้น แม้ว่าท่านจะบอกว่าไม่ต้องกังวล แต่ข้าทำไม่ได้”
เขาอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะและดูถูกเหยียดหยามมาเนิ่นนานนานเสียจนเขาเกือบจะลืมไปแล้วความสุขคืออะไร
ไม่นาน เงาร่างของชายหนุ่มและชายชราก็หายเข้าไปในประตูด้านหลังเดินไปยังลานเล็กๆ ของตระกูลหลันอย่างแช่มช้า
หลังจากเข้าไปในลานหลันเฟิงก็เห็นเงาร่างสีเขียวมรกตในปราดเดียว ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกาย
“พี่หลันเฟิง”เสียงใสกังวานเจือด้วยความสุขดังมาจากในลาน
หญิงสาววิ่งเหยาะๆมาอยู่ตรงหน้าหลันเฟิงแล้วส่งถุงที่ถูกปิดผนึกในมือให้
ใบหน้านางแดงระเรื่อประดับไปด้วยรอยยิ้มน่าหลงใหลและเอ่ยราวกับไปสร้างความดีความชอบมาว่า “ทรายถงซาที่ท่านอยากได้ ตั้งหนึ่งชั่งเลยนะ”
หลันเฟิงยื่นมือที่สวมถุงมือและกำลังสั่นระริกไปรับถุงนั้นมาอย่างระมัดระวังราวกับรับคบเพลิงศักดิ์สิทธิ์อย่างไรอย่างนั้น
เสียงแหบแห้งตื่นเต้นและสั่นเทาดังออกมาจากคอหอยที่แห้งผากของเขา “ขะ...ขอบคุณ”
เขารู้ดีว่าในถุงใบเล็กนี้มีสิ่งใดบรรจุอยู่มันคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนโชคชะตาของเขาได้
หยางเสวี่ยมองเห็นหยาดน้ำใสแจ๋วที่หางตาของเขาก็ตกตะลึงแววตาคู่งามฉายแววฉงนสงสัย...