ตอนที่ 5: หน้ากากตอนกลางวัน
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าของเมืองหัวหินสาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาภายในห้องพักของผม แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจของผมลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ผมลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนที่ยับยู่ยี่ด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง ร่างกายของผมรู้สึกอ่อนล้าและปวดเมื่อยไปทุกสัดส่วน ราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนที่แสนยาวนาน ทว่าความปวดเมื่อยทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้เลยกับความว้าวุ่นที่กำลังตีรวนอยู่ภายในจิตใจ
เมื่อคืนนี้... ผมเพิ่งทำเื่ที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิตลงไป
ภาพเหตุการณ์อันเร่าร้อนในห้องนอนวิลล่าส่วนตัวยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำของผมราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกเปิดวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ััจากปลายนิ้วเรียวยาวของคุณรส กลิ่นน้ำหอมหรูหราที่ผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อสาว เสียงครางแ่เบาที่กระซิบชิดริมหู และความอบอุ่นเปียกชื้นที่โอบรัดตัวตนของผมจนแทบคลั่ง ทุกอย่างยังคงตราตรึงอยู่ในทุกอณูความรู้สึกจนผมเผลอกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอด้วยความยากลำบาก
ริมฝีปากที่ถูกเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดยังคงฝังรอยจูบไว้ในความทรงจำ ความนุ่มนวลของเรือนร่างที่บดเบียดเข้ามาหาผมในความมืดสลัวของห้องนอนใหญ่ เสียงลมหายใจหอบกระเส่าและเสียงเนื้อกระทบกันสอดประสานกับเสียงครางระงมของเราสองคน ทุกัั ทุกจังหวะการเคลื่อนไหว ทุกๆ อณูของความร้อนรุ่มยังคงเด่นชัด ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว ผมจำได้ดีถึงความรู้สึกตอนที่ผมสูญเสียการควบคุมตัวเอง ปล่อยปละละเลยกฎเกณฑ์ทุกอย่างที่เคยมี และยอมจำนนต่อแรงปรารถนาที่เธอเป็คนจุดประกายขึ้น
ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง ลมหายใจพ่นออกมาร้อนผ่าว มือของผมยังคงสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงวินาทีที่ผมปลดปล่อยความปรารถนาทั้งหมดลงในร่างกายของเ้านายสาวผู้ทรงอำนาจ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกำลังทำากันอย่างหนักหน่วงในหัวของผม ฝ่ายหนึ่งะโก้องว่าผมล้ำเส้นไปไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ มันคือความผิดพลาดระดับร้ายแรงที่อาจทำให้ผมหมดอนาคตในหน้าที่การงาน แต่อีกฝ่ายหนึ่ง... ซึ่งเป็สัญชาตญาณดิบเถื่อนของชายหนุ่ม กลับโหยหาและปรารถนาที่จะััเรือนร่างอันงดงามนั้นอีกครั้งและอีกครั้ง ผมไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าส่วนลึกในใจของผมกำลังเรียกร้องหาเธอ รสััของเธอช่างหอมหวานและเย้ายวนเกินกว่าที่ผู้ชายธรรมดาๆ อย่างผมจะต้านทานได้
ผมลุกขึ้นจากเตียงด้วยความเชื่องช้า เดินโซเซเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการกับตัวเอง สายน้ำเย็นเฉียบจากฝักบัวที่รดลงมาบนศีรษะไม่ได้ช่วยดับความรุ่มร้อนในอกได้เลย ผมยืนมองเงาของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ ดวงตาของผมแดงก่ำและมีร่องรอยของความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมา
"มึงต้องตั้งสติไอ้ตง... วันนี้มึงต้องทำงาน" ผมพึมพำกับตัวเองผ่านกระจก เสียงของผมแหบพร่าและไร้ซึ่งความมั่นใจอย่างสิ้นเชิง
ผมใช้เวลาแต่งตัวนานกว่าปกติมาก มือที่สั่นเทาทำให้การติดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวกลายเป็เื่ยากลำบาก เนคไทเส้นโปรดถูกผูกแล้วแกะออกอยู่หลายรอบกว่าจะเข้าที่ ผมจินตนาการไปต่างๆ นานาว่าเช้านี้คุณรสจะแสดงท่าทีอย่างไรกับผม เธอจะไล่ผมออกทันทีที่เห็นหน้าไหม? หรือเธอจะทำโทษผมหนักกว่าเดิม? หรือที่แย่ที่สุด... เธออาจจะมองผมด้วยสายตารังเกียจและขยะแขยงราวกับผมเป็แค่เศษขยะที่ไร้ค่า ความหวาดหวั่นผสมปนเปกับความโหยหาจนทำให้กระเพาะของผมบิดเกร็งไปหมด ทุกก้าวที่เดินออกจากห้องพักเหมือนกำลังก้าวเดินบนแผ่นน้ำแข็งที่พร้อมจะปริแตกและสูบผมจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความหายนะได้ทุกเมื่อ
เวลา 08:30 น. ผมเดินก้าวเข้ามาในห้องสัมมนาใหญ่ของพูลวิลล่าด้วยความรู้สึกเหมือนนักโทษที่กำลังเดินเข้าสู่แดนปะา บรรยากาศภายในห้องถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็ทางการและหรูหรา โต๊ะประชุมถูกจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ อุปกรณ์การนำเสนอพร้อมใช้งาน พนักงานคนอื่นๆ กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมเอกสารและเช็คความเรียบร้อยของสถานที่ เสียงพูดคุยจอแจของเพื่อนร่วมงานและทีมออร์แกไนเซอร์ดังสะท้อนไปมา แต่มันกลับฟังดูอื้ออึงในหูของผม ราวกับผมกำลังดำน้ำอยู่ใต้ทะเลลึก
และที่ตรงนั้น... บริเวณหัวโต๊ะประชุมใหญ่ ผมเห็นเธอ
คุณรสปรากฏตัวในชุดสูททำงานเข้ารูปสีดำสนิท กระโปรงทรงสอบยาวคลุมเข่าเนื้อดีทิ้งตัวสวยงามรับกับรองเท้าส้นสูงสีดำที่เสริมให้เธอดูสง่าและทรงอำนาจ เสื้อเชิ้ตตัวในสีขาวถูกติดกระดุมอย่างมิดชิดไม่มีรอยยับแม้แต่น้อย ผมทรงบ๊อบเทของเธอถูกเซ็ตมาอย่างเป๊ะ ทุกกระเบียดนิ้วของเธอสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้จัดการสาวใหญ่ที่เ็า เ้าระเบียบ และดุดัน ไร้ซึ่งร่องรอยของหญิงสาวผู้เร่าร้อนและเย้ายวนที่เปลื้องผ้าอยู่ใต้ร่างของผมเมื่อคืนนี้อย่างสิ้นเชิง รังสีความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอจนคนรอบข้างต้องเว้นระยะห่างโดยอัตโนมัติ
ผมยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตู ราวกับถูกมนต์สะกดและถูกแช่แข็งในเวลาเดียวกัน หัวใจของผมเต้นกระหน่ำจนปวดหนึบ ผมพยายามบังคับสายตาไม่ให้จ้องมองไปที่ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดของเธอ ริมฝีปากที่เพิ่งพร่ำเรียกชื่อผมด้วยความกระสันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แต่ตอนนี้... มันกลับเม้มแน่นเป็เส้นตรงและดูเ็าจนน่ากลัว ดวงตาคู่คมที่เคยหวานเยิ้มและเว้าวอนยามอยู่ใต้ร่างผม บัดนี้กลับถูกซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นสายตาแบรนด์เนมที่สะท้อนแสงไฟนีออนเย็นเยียบ
"ตง มัวยืนบื้ออะไรอยู่ตรงนั้น! รีบเอาเอกสารรายชื่อมาวางที่โต๊ะสิ!" เสียงะโของพี่ฝ้าย Project Manager สาวรุ่นพี่ดึงสติของผมให้กลับคืนมา
ผมสะดุ้งสุดตัว รีบก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปที่โต๊ะวางเอกสารด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ ระหว่างที่ผมเดินผ่านโต๊ะของคุณรส ผมรู้สึกได้ถึงรังสีความเย็นะเืที่แผ่กระจายออกมาจากตัวเธอ เธอไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองผมด้วยซ้ำ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นแบรนด์เนมยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอแล็ปท็อป นิ้วเรียวยาวที่เคยลูบไล้ไปตามเรือนกายของผม ตอนนี้กำลังพิมพ์คีย์บอร์ดด้วยความรวดเร็วและหนักแน่น
ความเมินเฉยของเธอทำเอาผมรู้สึกหายใจไม่ออก มันเป็ความอึดอัดที่หนักหน่วงราวกับมีหินก้อนใหญ่มาทับอยู่บนอก ผมรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงจนเหลือเพียงสองนิ้วเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ หน้ากากของผู้จัดการที่เธอสวมใส่อยู่นั้นช่างหนาเตอะและเ็าจนผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ผมนึกสงสัยอยู่ในใจว่า เมื่อคืนนี้เป็เพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่งของผมเองหรือเปล่า? หรือว่าผู้หญิงที่เ็าตรงหน้าผมตอนนี้คือตัวจริง ส่วนผู้หญิงที่ร้องครางใต้ร่างผมเมื่อคืนคือิญญาที่มาสิงสู่เธอชั่วคราว?
การทำงานใน่เช้าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ ผู้เข้าร่วมสัมมนาทยอยเดินเข้ามารายงานตัวและรับเอกสาร ผมพยายามอย่างหนักที่จะจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะพยายามรักษาระยะห่างมากแค่ไหน สายตาของผมก็มักจะทรยศและลอบมองไปที่คุณรสเสมอ ทุกครั้งที่เธอขยับตัว ทุกครั้งที่เธอเอ่ยปากพูด หรือแม้แต่ตอนที่เธอจิบกาแฟ ท่าทางที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของเธอกลับยิ่งปลุกเร้าความทรงจำเมื่อคืนให้แจ่มชัดขึ้นในหัวของผม
ผมเริ่มทำตัวเด๋อด๋าและซุ่มซ่ามอย่างควบคุมไม่ได้ ตอนที่ผมต้องเดินไปแจกแฟ้มเอกสารให้ผู้เข้าร่วมประชุม ผมเผลอทำแฟ้มหล่นพื้นจนเกิดเสียงดัง สร้างความรำคาญใจให้กับพี่ฝ้ายจนโดนเอ็ดไปหนึ่งยก ตอนที่ต้องไปปรับอุณหภูมิแอร์ ผมก็กดปุ่มผิดๆ ถูกๆ จนมือสั่นไปหมด ทุกครั้งที่สายตาของคุณรสกวาดผ่านมาทางมุมที่ผมยืนอยู่ ผมจะสะดุ้งและเผลอกลั้นหายใจราวกับเด็กที่ทำความผิดแล้วถูกจับได้
และที่เลวร้ายที่สุดคือ ทุกครั้งที่ผมต้องเดินผ่านใกล้ๆ คุณรส กลิ่นน้ำหอม Chanel No.5 ที่เป็เอกลักษณ์ของเธอจะลอยมาเตะจมูก มันเป็กลิ่นเดียวกับที่ผมได้สูดดมอย่างเต็มปอดเมื่อคืนนี้ กลิ่นที่ผสมกับเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำของห้องนอนและกลิ่นอายของความปรารถนา เพียงแค่ได้กลิ่นนี้ ร่างกายท่อนล่างของผมก็เกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างห้ามไม่อยู่ ความร้อนรุ่มที่ถูกสะกดกั้นไว้พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างฉับพลัน ผมต้องรีบเบือนหน้าหนีและพยายามเดินหนีบขาเพื่อซ่อนความน่าอายที่กำลังก่อตัวขึ้นใต้กางเกงสแลกของตัวเอง มันเป็ความทรมานอย่างแสนสาหัสที่ต้องฝืนทำตัวเป็ปกติ ในขณะที่ภายในใจและร่างกายของผมกำลังส่งเสียงกรีดร้องด้วยความกระสัน
"ไอ้ตง... มึงเป็บ้าอะไรของมึงเนี่ย" ผมก่นด่าตัวเองในใจ ขณะหลบมุมมาสูดลมหายใจที่หน้าห้องน้ำ ความคิดของผมแตกกระเจิงและแบ่งออกเป็สองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือ 'ลูกน้องผู้ต่ำต้อย' ที่ต้องคอยรับใช้และเกรงกลัวบารมีของเ้านาย ผู้ที่ทำพลาดแม้เพียงนิดเดียวก็อาจถูกลงดาบไล่ออกได้ แต่อีกฝั่งหนึ่งคือ 'ผู้ชายที่ล่วงล้ำเ้านาย' ผู้ที่เคยได้เรือนร่างงดงามนั้น ผู้ที่รู้ว่าภายใต้สูททำงานสุดเนี้ยบนั้นซ่อนความเร่าร้อนและเย้ายวนเอาไว้มากเพียงใด ความย้อนแย้งนี้กำลังบีบคั้นจิตใจผมจนแทบจะะเิเป็เสี่ยงๆ ผมไม่รู้เลยว่าจุดยืนของผมในตอนนี้คืออะไรกันแน่ ผมคือพนักงานกินเงินเดือน หรือคือทาสสวาทส่วนตัวของเธอ?
เวลาล่วงเลยมาจนถึง่ก่อนเริ่มการประชุมกลุ่มย่อย ผู้เข้าร่วมประชุมเริ่มทยอยเดินไปพักเบรกดื่มกาแฟ ผมกำลังยืนจัดเรียงเอกสารชุดใหม่ที่โต๊ะด้านหลังห้องเพียงลำพัง พยายามใช้ความเงียบสงบนี้เพื่อเรียกสติกลับคืนมา และจัดการกับกองเอกสารตรงหน้าให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นอีก ทว่า...
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นพรมดังเข้ามาใกล้เป็จังหวะที่สม่ำเสมอและทรงอำนาจ ผมชะงักมือที่กำลังจับกระดาษ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาในทันที ไม่ต้องหันไปมองผมก็รู้ว่าใครกำลังเดินเข้ามา กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยโชยมาปะทะจมูกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
"ตง"
เสียงเรียกที่ราบเรียบ เยือกเย็น และเฉียบขาดดังขึ้นที่ด้านหลังของผม ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเธอ คุณรสยืนอยู่ห่างจากผมเพียงไม่ถึงหนึ่ง่แขน เธอยืนกอดอก ใบหน้าเรียบตึงไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ สายตาคมกริบจ้องมองทะลุผ่านกรอบแว่นมาที่ผมราวกับเครื่องสแกนเนอร์ที่พร้อมจะจับผิดทุกความเคลื่อนไหว
"ค...ครับ คุณรส" ผมตอบรับด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ พยายามอย่างหนักที่จะไม่ก้มหน้าหลบสายตาเธอ แม้ว่าความกดดันจากสายตาคู่นั้นจะทำให้ผมแทบอยากจะมุดดินหนีก็ตาม
"เอกสารสรุปยอดค่าใช้จ่ายของเมื่อวาน ทำเสร็จหรือยัง?" เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เป็ทางการสุดๆ ไม่มีร่องรอยของความอ่อนโยนหรือความคุ้นเคยใดๆ เลยแม้แต่น้อย ราวกับกำลังคุยกับพนักงานพาร์ทไทม์ที่เพิ่งเข้ามาทำงานวันแรก
"ส... เสร็จแล้วครับ ผมเตรียมไว้ในแฟ้มสีน้ำเงินตรงนั้นครับ" ผมชี้มือไปที่กองแฟ้มบนโต๊ะด้วยความประหม่า เหงื่อเย็นๆ เริ่มซึมออกตามไรผม ผมกลัวเหลือเกินว่าเธอจะจับได้ว่าผมกำลังสั่น กลัวว่าเธอจะเห็นความอ่อนแอและความขี้ขลาดที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าที่พยายามทำเป็นิ่งเฉย
"เอามาให้ฉันดูหน่อย" เธอสั่งเสียงเรียบ
ผมรีบหันไปหยิบแฟ้มสีน้ำเงินขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา พยายามบังคับตัวเองให้ส่งแฟ้มนั้นให้เธออย่างปกติที่สุด ผมก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิด ยื่นแฟ้มไปตรงหน้าอย่างระมัดระวัง แต่ในจังหวะที่คุณรสยื่นมือมารับนั้น...
เหตุการณ์ที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
แทนที่คุณรสจะหยิบแค่ตัวแฟ้ม ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ทาเล็บสีส้มพีชของเธอกลับจงใจกรีดกรายััผ่านหลังมือของผมอย่างแ่เบา มันไม่ใช่การััโดยบังเอิญ แต่มันเป็การลากไล้ที่เชื่องช้าและมีนัยยะแอบแฝงอย่างชัดเจน ััเพียงแ่เบานั้นเหมือนกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่แล่นปราดเข้าสู่ร่างกายของผม ขนอ่อนทั่วสรรพางค์กายลุกเกรียว หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วแทบจะทะลุออกมานอกอก ความร้อนจากปลายนิ้วของเธอแผ่ซ่านเข้ามาถึงกระดูก ชวนให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปถึงััอันเร่าร้อนที่ปลายนิ้วเ่าั้เคยฝากฝังไว้บนเรือนร่างของผม
ผมสะดุ้งเล็กน้อยและเบิกตากว้างมองหน้าเธอ แต่ใบหน้าของคุณรสยังคงเรียบเฉยและเ็าเหมือนรูปปั้นน้ำแข็ง เธอรับแฟ้มไปถือไว้ในมือ ดึงสายตากลับไปจดจ่อที่หน้าปกแฟ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"ตัวเลขตรงนี้... อย่าให้พลาดอีกล่ะ เข้าใจไหม?" เธอพูดด้วยน้ำเสียงดุดันและจริงจัง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะหัวโต๊ะ ทิ้งให้ผมยืนอ้าปากค้าง ตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
ลมหายใจของผมติดขัด มือข้างที่ถูกััยังคงรู้สึกร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก ผมยืนกำหมัดแน่น พยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหัน หน้ากากอันเ็าที่เธอสวมใส่อยู่นั้น มันซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่? เธอทำแบบนี้เพื่ออะไร? เพื่อหยอกล้อผม? เพื่อทดสอบความอดทนของผม? หรือเพื่อตอกย้ำว่าผมยังคงเป็แค่ 'ของเล่น' ที่เธอจะปั่นหัวเมื่อไหร่ก็ได้ตามอำเภอใจ?
เมื่อการประชุมกลุ่มย่อยเริ่มต้นขึ้น บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดและจริงจัง ผู้บริหารและทีมงานระดับสูงกำลังจดจ่ออยู่กับการนำเสนอข้อมูลบนหน้าจอโปรเจคเตอร์ ผมนั่งอยู่ตรงมุมห้อง คอยจดบันทึกการประชุมและเตรียมความพร้อมสำหรับเอกสารชุดต่อไป
ความเงียบสงัดภายในห้องถูกทำลายด้วยเสียงพูดคุยและถกเถียงเื่กลยุทธ์การตลาด ผมพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พิมพ์จดรายงานการประชุมด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ แต่สมาธิของผมก็ยังคงวอกแวกและจดจ่ออยู่ที่ผู้หญิงคนเดียวในห้องที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
ในจังหวะที่การนำเสนอข้อมูลเดินทางมาถึงจุดสำคัญ ทุกคนในห้องต่างหันไปมองหน้าจอโปรเจคเตอร์เพื่อดูตัวเลขผลประกอบการ ผมบังเอิญเงยหน้าขึ้นจากสมุดจดและเผลอทอดสายตาไปที่คุณรส
และวินาทีนั้นเอง... สายตาของเราก็สบประสานกันอย่างจัง
ท่ามกลางผู้คนนับสิบที่กำลังจดจ่อกับงาน ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมที่เคร่งเครียด คุณรสที่นั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย กลับเบนสายตาจากหน้าจอมามองตรงที่ผม ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยและแว่นตาที่สะท้อนแสงโปรเจคเตอร์ แววตาของเธอไม่ได้เ็าอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับสาดประกายไฟที่รุ่มร้อน ท้าทาย และแฝงไปด้วยความปรารถนาอันลึกล้ำราวกับนักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อตัวน้อยที่ไม่มีทางหนีรอด
ผมเบิกตากว้าง หายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
และก่อนที่ผมจะทันได้หลบสายตา มุมปากอิ่มสวยที่เคลือบด้วยลิปสติกสีเรียบหรูของเธอก็เหยียดยิ้มขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที... เป็รอยยิ้มที่ร้ายกาจ เย้ายวน และเหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มที่บอกให้รู้ว่าเธอกำลังสนุกกับความทรมานของผม รอยยิ้มที่ทลายกำแพงน้ำแข็งลงจนหมดสิ้น เผยให้เห็นธาตุแท้ของปีศาจสาวผู้เร่าร้อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากผู้จัดการสุดเนี้ยบ ก่อนที่เธอจะรีบหุบยิ้มและกลับไปตีหน้าขรึมอย่างแเี หันกลับไปมองหน้าจอโปรเจคเตอร์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าการส่งสายตาและรอยยิ้มเมื่อครู่นี้เป็เพียงภาพหลอนที่ผมสร้างขึ้นมาเอง
ทิ้งให้ผมนั่งตัวแข็งทื่ออยู่มุมห้อง หัวใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เหงื่อแตกพลั่กเต็มแผ่นหลังจนเสื้อเชิ้ตเปียกชุ่ม ผมกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก รับรู้ได้ในวินาทีนั้นเลยว่า... เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และผมไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าผู้จัดการสาวหน้ากากน้ำแข็งคนนี้ จะพาผมไปพบกับบทสรุปที่เร่าร้อนและบ้าคลั่งขนาดไหนในตอนต่อไป
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*