ดึกสงัด... ณ ค่ายทหารกรุงศรีอยุธยา
รัตติกาลสีน้ำหมึกเข้าครอบงำค่ายทหารแห่งกรุงศรีอยุธยาจนสิ้นแสงตะวัน ความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณไม่ได้เงียบสงบหรือโรแมนติกอย่างที่จินตนาการไว้ในนิยายย้อนยุคที่กันต์เคยอ่านผ่านตา แสงคบเพลิงน้ำมันยางที่เคยลุกโชนวูบวาบตามจุดตรวจต่างๆ เริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงๆ ที่ส่งควันสีเทาจางๆ ลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ไร้ดาว ราวกับลมหายใจสุดท้ายของัที่กำลังจะสิ้นใจ
เสียงจอแจของเหล่าทหารเกณฑ์ที่เคยตั้งวงร่ำสุราและเล่นพนันกันอย่างครื้นเครงเงียบเสียงลงไปนานแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความวุ่นวาย เศษวงไพ่ตองที่ปลิวว่อนไปตามแรงลม และกลิ่นเหล้าหมักราคาถูกที่ลอยคละคลุ้งในอากาศผสมกับกลิ่นเหงื่อไคลเปรี้ยวๆ ของชายฉกรรจ์นับพันที่ไม่ได้รับอนุญาตให้อาบน้ำ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือเสียงธรรมชาติยามดึก... เสียงหรีดหริ่งเรไรที่กรีดปีกระงมราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงแห่งพงไพร แข่งกับเสียง "ครอก... ฟี้..." ของเหล่าทหารหาญที่นอนเรียงรายกันอยู่ในเพิงพัก เสียงกรนนั้นดังประสานกันสูงต่ำ หนักเบา สลับซับซ้อนราวกับวงออร์เคสตราวงใหญ่ที่เครื่องดนตรีทุกชิ้นพังยับเยินและนักดนตรีเมามายไม่ได้สติ
กันต์ หรือในชื่อใหม่จำเป็ว่า "จุก" นอนลืมตาโพลงอยู่ท่ามกลางความมืดบนแคร่ไม้ไผ่ที่แข็งกระด้าง แผ่นหลังของเขาเริ่มประท้วงด้วยความปวดร้าว ทุกครั้งที่ขยับตัวเพียงนิดเดียว ไม้ไผ่ซีกจะส่งเสียง เอียด... อาด... บาดหู ราวกับจะย้ำเตือนว่าที่นอนนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสรีรศาสตร์แต่อย่างใด มันไม่มีเมมโมรี่โฟมรองรับสรีระ ไม่มีแอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำ มีเพียงไม้แข็งๆ ที่กดทับกระดูกสันหลังจนแทบจะฝังรอยลงไปบนผิวเนื้อ และมุ้งเก่าๆ สีตุ่นที่มีรูขาดจนยุงบินเข้าออกได้สะดวกกว่าประตูบ้าน
เขาพลิกตัวไปทางซ้ายก็ติดร่องไม้ พลิกไปทางขวาก็เจ็บซี่โครง ความคิดถึงเตียงนอนยางพาราหนานุ่มในคอนโดฯ หรูย่านสุขุมวิทพุ่งขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ความทรงจำถึงหมอนขนเป็ดนุ่มๆ และผ้าห่มกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อโปรดกลายเป็ภาพฝันที่ห่างไกลออกไปทุกทีจนน่าใจหาย
แม้ร่างกายเด็กวัยสิบกว่าปีที่เขามาสิงอยู่นี้จะอ่อนเพลียจนแทบแหลกสลายจากการเดินทางไกลข้ามวันข้ามคืน และความตื่นตระหนกที่ถาโถมเข้ามาตลอดทั้งวัน แต่สมองของวิศวกรหนุ่มในร่างเด็กกลับตื่นตัวเต็มที่ สารเคมีในสมองทำงานเร็วปรู๊ดปร๊าดราวกับซีพียูที่ถูกโอเวอร์คล็อก เขากำลังนอนทบทวนตัวเองว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเขากันแน่...
"นี่เื่จริงเหรอวะเนี่ย..." กันต์ยกมือเล็กๆ ผอมแห้งของตัวเองขึ้นมามองในความมืด พลิกฝ่ามือไปมาเพื่อสำรวจรายละเอียด รอยแตกของิั คราบดินโคลนที่ซอกเล็บ ทุกอย่างดูสมจริงเกินกว่าจะเป็ความฝัน นิ้วมือที่เคยยาวเรียวสวยแบบคนไม่ได้ทำงานหนัก บัดนี้กลับดูสั้นป้อม หยาบกร้าน และเต็มไปด้วยแผลถลอก
เมื่อวานยังนั่งกินกาแฟด่าเ้านายเื่เดดไลน์โปรเจกต์อยู่เลย วันนี้มานอนดมกลิ่นตีนทหารอยุธยาซะแล้ว... Quantum Entanglement หรือทฤษฎีรูหนอนข้อไหนมันเหวี่ยงกูมาไกลขนาดนี้วะ? หรือจะเป็ Multiverse แบบในหนังฮีโร่? ถ้าใช่ แล้วตัวกูในโลกเดิมล่ะ? ตายไปแล้ว หรือแค่นอนโคม่า? พ่อแม่จะรู้เื่ไหม เพื่อนฝูงจะคิดยังไง... โปรเจกต์จบที่ทำค้างไว้ ใครจะสานต่อ...
ความกังวลเื่การเรียนที่เคยเป็เื่ใหญ่ที่สุดในชีวิต บัดนี้กลายเป็เื่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับความไม่รู้อนาคตตรงหน้า ความคิดฟุ้งซ่านตีกันยุ่งเหยิงในหัว จนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว น้ำตาแห่งความโดดเดี่ยวทำท่าจะไหลออกมาอีกรอบ เขาถอนหายใจยาว พยายามข่มความอ่อนแอ แล้วเหลือบตามองไปที่หัวแคร่
ร่างมหึมาของ "ขุนแผน" นอนตะแคงหันหลังให้อย่างสงบนิ่ง แม้ในยามหลับใหล รังสีความน่าเกรงขามก็ยังแผ่ออกมารอบตัว ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็จังหวะ แผ่นหลังกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงและรอยสักอักขระขอมโบราณสีหมึกเข้มที่ดูขลังและน่ากลัวในเวลาเดียวกันนั้น ดูมั่นคงราวกับกำแพงเมืองที่กันภัยอันตรายทั้งปวง
ดาบ "ฟ้าฟื้น" เล่มงามวางแนบกายอยู่ไม่ห่างมือ ปลายด้ามดาบอยู่ใกล้นิ้วมือขวาของเขาเพียงคืบ ราวกับเป็อวัยวะที่ ๓๓ ของร่างกายที่พร้อมจะถูกใช้งานได้ทันทีแม้ในขณะหลับ
"หลับ... ต้องหลับ... พรุ่งนี้ต้องตื่นมาสู้ชีวิตต่อ ขืนนอนไม่พอ พรุ่งนี้โดนใช้งานหนักจะวูบเอา ร่างกายเด็กนี่มันยิ่งเปราะบางอยู่ด้วย ภูมิคุ้มกันก็น่าจะต่ำ ขืนป่วยตายในยุคที่ยาปฏิชีวนะยังไม่ถูกค้นพบ มีหวังได้ตายซ้ำสองแน่ๆ"
กันต์บอกตัวเอง พยายามข่มตาลง เขาเริ่มใช้วิธีโบราณในการกล่อมตัวเองนอน... นับแกะ
"แกะตัวที่หนึ่งะโข้ามรั้ว... แกะตัวที่สองสะดุดรั้วหัวทิ่ม... แกะตัวที่สามโดนขุนแผนจับไปย่าง... แกะตัวที่สี่..."
...
วูบ...
จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป...
มันไม่ได้เกิดขึ้นทีละน้อย แต่เกิดขึ้นแบบ ฉับพลัน ราวกับมีใครสับคัตเอาต์ตัดระบบการทำงานของโลกใบนี้
อุณหภูมิที่เคยร้อนอบอ้าวและเหนียวเหนอะหนะด้วยความชื้นแบบป่าดิบชื้น ลดฮวบลงอย่างกะทันหันจนน่าใ ราวกับมีใครเปิดประตูห้องแช่แข็งขนาดั์ทิ้งไว้ ความหนาวเย็นะเืไม่ได้ััแค่ิั แต่มันซึมลึกผ่านรูขุมขน เข้าไปกัดกินถึงกระดูกดำ ขนแขนและขนหน้าแข้งของกันต์ลุกชันเกรียวกราวโดยอัตโนมัติ ฟันเริ่มกระทบกันกึกๆ ทั้งที่เมื่อกี้เหงื่อยังซึมแผ่นหลังอยู่เลย
กันต์รู้สึกตัวตื่นขึ้นจากภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น... หรืออย่างน้อยเขาก็ คิด ว่าเขาตื่น
เขาลืมตาขึ้นมาเห็นหลังคาเพิงจากและแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านรอยรั่วลงมาเหมือนเดิม เงาของกิ่งไม้ไหววูบวาบตามแรงลมพาดผ่านพื้นแคร่ แต่มีบางอย่างผิดปกติอย่างรุนแรง...
ความเงียบ...
เสียงกรนกระหึ่มของกองทัพทหารนับพันที่เคยดังสนั่นหวั่นไหวหายไปอย่างสิ้นเชิง... เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยระงมป่าเงียบกริบราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอไว้พร้อมกันทั้งป่า ทุกสรรพเสียงในโลกถูกดูดหายไปในหลุมดำ เหลือเพียงความเงียบสงัดที่กดดันจนหูอื้ออึง ได้ยินเพียงเสียงเืที่ฉีดพล่านอยู่ในหูตัวเอง ตึก... ตึก... ตึก...
"เกิดอะไรขึ้นวะ... ทำไมเงียบแบบนี้..."
กันต์พยายามจะพลิกตัวหนีความหนาวที่เริ่มกัดกินปลายเท้าเหมือนมีน้ำแข็งมาเกาะ แต่ทันทีที่สมองสั่งการ ร่างกายของเขากลับปฏิเสธ!
แข็งทื่อ...
ร่างกายของเขาหนักอึ้งราวกับถูกเทปูนคอนกรีตทับไว้ทั้งตัว แขน... ขยับไม่ได้ ขา... ขยับไม่ได้ แม้แต่ปลายนิ้วก้อยก็ไม่กระดิก เขาทำได้เพียงกลอกตาไปมาด้วยความตื่นตระหนก ลมหายใจเริ่มติดขัดเหมือนมีก้อนแข็งๆ มาจุกอยู่ที่คอหอย หน้าอกหนักอึ้งเหมือนมีช้างมาเหยียบ
อาการผีอำ (Sleep Paralysis) !
สมองส่วนวิทยาศาสตร์ของกันต์รีบประมวลผลหาคำตอบทางตรรกะทันที ร่างกายหลั่งสารเคมีมายับยั้งการเคลื่อนไหวขณะหลับเพื่อไม่ให้เราทำท่าทางตามความฝัน แต่สมองดันตื่นก่อนร่างกาย สัญญาณเลยไม่ซิงค์กัน... ใจเย็นๆ ไอ้กันต์ หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เดี๋ยวสารเคมีก็สลายไปเอง... มันเป็เื่ปกติทางชีวภาพ...
เขาพยายามปลอบใจตัวเองด้วยทฤษฎีทางการแพทย์ที่เคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต พยายามบังคับจิตไม่ให้เตลิดเปิดเปิง
แต่ทฤษฎีเ่าั้ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลในยุคกรุงศรีอยุธยา เมื่อััที่หูของเขาจับเสียงบางอย่างได้
ตึง... ตึง...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นบนแคร่ไม้ไผ่ที่เขานอนอยู่... มันไม่ใช่เสียงย่างเท้าของคนปกติที่เดินลงน้ำหนักสลับเท้าซ้ายขวา แต่มันเป็เสียงเหมือนของหนักๆ ทื่อๆ ที่ไม่มีข้อต่อ กระแทกพื้นแล้ว ลาก เข้ามาใกล้...
ลาก... หยุด... ลาก... หยุด...
ตึง... ครืดดดด... ตึง... ครืดดดด...
ทุกครั้งที่เสียงนั้นดังขึ้น แคร่ไม้ไผ่จะสั่นะเืเบาๆ ส่งแรงสั่นสะท้านมาถึงตัวกันต์ ความเย็นะเืแผ่ซ่านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจของเขากลายเป็ไอขาวลอยฟุ้ง
และที่เลวร้ายที่สุดคือ กลิ่น
กลิ่นเหม็นคาวเืสดๆ คละคลุ้งรุนแรงตลบอบอวลขึ้นมาในอากาศ กลิ่นสนิมเหล็กตีขึ้นจมูกจนกันต์อยากจะอาเจียนแต่มันจุกอยู่ที่คอ ความเหม็นนั้นรุนแรงและดิบเถื่อน เหมือนเขาถูกจับยัดเข้าไปในท้องซากศพสัตว์ที่เพิ่งตายใหม่ๆ ผสมกับกลิ่นเนื้อเน่าที่เริ่มอืดพอง
เงาดำทะมึนค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นมาทับบนหน้าอกของเขา...
หนัก!
ความรู้สึกเหมือนโดนหินศิลาแลงก้อนมหึมาทับลงกลางอกจนซี่โครงแทบหักกรอบ อากาศในปอดถูกรีดออกจนหมด กันต์เบิกตาโพลงด้วยความสยองขวัญ รูม่านตาขยายกว้างสุดขีดเมื่อสายตาปรับสภาพเข้ากับความมืดและเห็นสิ่งที่ทับอยู่บนตัว
ร่างนั้นค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในแสงจันทร์สลัว... มันคือ ร่างของ ทหารโบราณ ร่างกายกำยำล่ำสันแต่ชุ่มโชกไปด้วยเืสดๆ ที่ยังไหลเยิ้มหยดลงบนเสื้อของกันต์ ติ๋ง... ติ๋ง... รู้สึกถึงความอุ่นและความเหนียวหนืดของของเหลวสีแดงฉานที่ซึมผ่านเสื้อผ้าลงไปััผิวเนื้อ ชุดเกราะหนังควายที่สวมอยู่ขาดวิ่นเผยให้เห็นแผลเหวอะหวะที่หน้าท้อง ลำไส้สีขาวซีดไหลทะลักออกมาห้อยรุ่งริ่งกองอยู่บนตัวกันต์
แต่ที่น่ากลัวที่สุดจนทำให้สติของกันต์แทบขาดผึงคือ...
มันไม่มีหัว!
รอยตัดที่คอนั้นเรียบกริบราวกับถูกฟันด้วยของมีคมขั้นเทพ กระดูกคอสีขาวโพลนโผล่ขึ้นมาจากเนื้อแดงๆ ที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่น่าจะหยุดเต้นไปนานแล้ว เส้นเืฝอยและหลอดลมขาดสะบั้นแกว่งไกวไปมาเหมือนหนอนแมลง
ร่างหัวขาดนั้นค่อยๆ โน้มตัวลงมาหาเขาช้าๆ เหมือนกำลังมองหาศีรษะที่หายไปของตน หรือไม่ก็กำลังมองหา ตัวตายตัวแทน ที่จะมาเฝ้าที่แห่งนี้แทนมัน
มือหยาบกร้านที่กำดาบหักๆ เปื้อนสนิม ค่อยๆ ปล่อยดาบลง แล้วเอื้อมมือทั้งสองข้างที่มีเล็บยาวดำสกปรกมาบีบที่รอบคอของกันต์ช้าๆ ...
หมับ!
ความเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งแห้งนาบลงบนผิวคอ ตามมาด้วยแรงบีบมหาศาลที่กดลึกลงไปที่หลอดลม กันต์พยายามสูดอากาศเฮือกสุดท้ายแต่ไม่เป็ผล หลอดลมถูกบีบจนตีบตัน หน้าของเขาเริ่มร้อนผ่าว เืลมเดินติดขัดจนหน้าเริ่มเขียวคล้ำ ดวงตาพร่ามัวไปด้วยจุดสีขาววิบวับ
"เชี่ย! ผีทหาร! ออกไป๊!!! ปล่อยกู!!!"
กันต์กรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำงานถึงขีดสุด เขาพยายามดิ้นรน เบิกตาแทบถลน พยายามส่งกระแสจิตหรือทำอะไรก็ได้เพื่อขอความช่วยเหลือ เขาไม่อยากตายที่นี่ ตายแบบโง่ๆ เพราะผีอำจนขาดอากาศหายใจ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะรอดมาจากดงซากศพเมื่อเย็น
สายตาของเขาเหลือบไปทางขวา... ไปหาความหวังเดียวที่มี
ขุนแผนนอนอยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ...
เขายังคงนอนหันหลังนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นหิน ไม่รับรู้ถึงความเป็ความตายของเด็กน้อยข้างกาย... หรือเปล่า?
ฉับพลันนั้น สายตาของกันต์ที่กำลังพร่ามัวเพราะขาดออกซิเจน ก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเล็กน้อยที่คนทั่วไปอาจมองข้าม...
นิ้วโป้งมือขวาของขุนแผน... ขยับ!
มันไม่ได้ขยับแบบละเมอ แต่มันขยับไปแตะที่ด้ามดาบฟ้าฟื้นที่วางอยู่ข้างกาย แล้วดันด้ามดาบขึ้นเล็กน้อยจนเกิดเสียง กริ๊ก เบาๆ ... กล้ามเนื้อแขนของขุนแผนเกร็งตัวขึ้นเป็มัด เส้นเืปูดโปนขึ้นมาอย่างชัดเจน พร้อมที่จะตวัดดาบได้ในเสี้ยววินาทีหากจำเป็
ท่านขุน... ท่านตื่นอยู่!
ความคิดนั้นแล่นปราดเข้ามาในสมองกันต์เหมือนสายฟ้าฟาด ความกลัวที่เกาะกุมจิตใจเริ่มจางหายไปเมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวในสนามรบแห่งิญญานี้ ขุนแผนรู้... ขุนแผนเห็น... แต่ท่านยังไม่ช่วย
ทำไม?
ทำไมถึงไม่ลุกมาฟันมัน? ทำไมถึงปล่อยให้มันบีบคอข้า?
"ทดสอบเหรอ? ... หรือรอให้เราขอความช่วยเหลือ? ... ไม่ใช่... สายตาของท่านเมื่อตอนเย็นที่มองเรา ท่านไม่ได้้าคนอ่อนแอ ท่าน้าดูว่าเราจะสู้ยังไง! ท่านกำลังประเมินว่าเรามีค่าพอที่จะเลี้ยงดูไว้หรือไม่!"
กันต์รวบรวมสติทั้งหมดที่กำลังแตกซ่านกลับมา ความคิดแบบวิศวกรที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเริ่มทำงานแทนความกลัว
"ตั้งสติไอ้กันต์... ท่านขุนยังไม่ลุก แปลว่าท่านประเมินแล้วว่าเราทนไหว ท่านรอดูเราอยู่... เราต้องทำให้ท่านเห็นว่าเราไม่ใช่ภาระ! เราไม่ใช่เด็กขี้แยที่จะร้องไห้จ้าหาแม่!"
แรงบีบที่คอหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ สติเริ่มเลือนราง แสงสีขาวเริ่มวิบวับที่ปลายตาเหมือนทีวีจะดับ แต่กันต์กัดฟันกรอด หลับตาลงตัดขาดจากภาพสยดสยองตรงหน้า
เขานึกถึงคำสอนในสมัยเด็ก คาบเรียนพระพุทธศาสนาที่เขาเคยแอบหลับ แต่คำสอนเื่จิตยังคงฝังหัว... สติมา ปัญญาเกิด
พุท... โธ... พุท... โธ...
กันต์เริ่มกำหนดลมหายใจในใจ แม้ร่างกายจะหายใจไม่ออก แต่จิตเขากำหนดลมหายใจทิพย์ พยายามดึงคลื่นสมองให้กลับมาสู่สภาวะปกติ สลัดความกลัวตายทิ้งไป เหลือไว้เพียงความตั้งมั่น
"มึงเป็แค่พลังงาน... กูเป็สสาร... มึงคือคลื่นความถี่ต่ำ กูคือคลื่นสมองระดับเบต้า... จิตกูต้องแกร่งกว่ามึง! ไฟฟ้าชีวภาพในตัวกูต้องแรงกว่าสนามแม่เหล็กของมึง!"
เขารวบรวมสมาธิทั้งหมด พลังงานไฟฟ้าชีวภาพ (Bio-electricity) ในร่างกายที่เหลืออยู่ ส่งตรงไปยังจุดเดียว... ปลายนิ้วมือขวา
"ขยับสิ... ขยับ! กูสั่งให้ขยับ!!!"
กันต์เพ่งจิตไปที่นิ้วชี้ ราวกับกำลังกดปุ่ม Enter ครั้งสุดท้ายเพื่อรันโค้ดโปรแกรมที่ซับซ้อนที่สุดในชีวิตเพื่อกู้ระบบที่กำลังจะล่มสลาย
กึก!
นิ้วชี้ขยับ!
ทันทีที่ปลายนิ้วกระดิกได้เพียงมิลลิเมตรเดียว กระแสประสาทที่ถูกบล็อกไว้ก็พุ่งพล่านไปทั่วร่างราวกับเขื่อนแตก! วงจรประสาทสั่งการกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้งอย่างรุนแรง
เปรี้ยะ!
เสียงเหมือนไฟฟ้าสถิตดังขึ้นในอากาศ ร่างหัวขาดที่คร่อมทับอยู่สะดุ้งเฮือก ร่างกายของมันกระตุกเกร็งเหมือนถูกไฟช็อต พลังงานด้านลบที่กดทับถูกดีดกระเด็นออกไปด้วยแรงแห่งสติที่ตื่นรู้และพลังงานชีวิตที่ะเิออกมา
กันต์รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายที่สะสมมาทั้งหมด กระชากตัวเองลุกขึ้นจากพันธนาการ!
"เฮือก!!!!"
กันต์เด้งตัวลุกขึ้นนั่ง หอบหายใจแฮ่กๆ เสียงดังสนั่น ปอดสูบอากาศบริสุทธิ์เข้าไปอย่างตะกละตะกลามเหมือนคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ เหงื่อกาฬไหลพรากท่วมตัวราวกับเพิ่งขึ้นจากบ่อโคลน
เขากวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวง... ว่างเปล่า
ผีทหารหัวขาดหายวับไปแล้ว... ความหนาวเย็นะเืจางหายไป ความเงียบสงัดถูกทำลายลง เสียงกรนของทหารและเสียงจิ้งหรีดเรไรกลับมาดังระงมตามเดิมราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงรอยแดงจางๆ ที่รอบคอของเขาที่เป็หลักฐานว่าเหตุการณ์เมื่อครู่คือความจริง
"แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก..."
กันต์นั่งกุมคอตัวเองที่ยังรู้สึกเจ็บแปลบๆ และแสบร้อน หัวใจเต้นรัวเร็วเหมือนกลองเพล
"เก่งมาก..."
เสียงทุ้มต่ำแต่อ่อนโยนกว่าที่คิดดังขึ้นท่ามกลางความมืด
กันต์สะดุ้งเล็กน้อย หันขวับไปมองทางต้นเสียง
ขุนแผน... ขุนศึกผู้เกรียงไกรแห่งอยุธยา ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิอย่างสง่างามั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ แสงจันทร์ส่องกระทบเสี้ยวหน้าคมเข้ม เผยให้เห็นแววตาที่จ้องมองมายังกันต์...
มันไม่ใช่สายตาดูถูกเหยียดหยามเหมือนตอนเจอหน้ากันครั้งแรก... ไม่ใช่สายตารำคาญ... แต่เป็สายตาที่เจือความเอ็นดู และยอมรับในฝีมือ ราวกับครูฝึกที่มองดูศิษย์ผ่านบททดสอบแรกอย่างน่าพอใจ
"กระผม... นึกว่าท่านจะปล่อยให้ผมตายซะแล้ว"
กันต์พูดเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความกลัวผสมความน้อยใจและความโล่งใจที่ปนเปกันมั่วไปหมด เขาพยายามกลั้นสะอื้นจนไหล่สั่น
ขุนแผนหัวเราะในลำคอเบาๆ "หึ หึ" เขามองดาบฟ้าฟื้นในมือที่คลายการจับกุมลงแล้ว ก่อนจะเอื้อมมือหนาๆ ที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็จากการกรำศึก มาวางบนหัวยุ่งๆ ของกันต์ แล้วโยกเบาๆ ไปมาด้วยน้ำหนักมือที่หนักแน่นแต่อบอุ่น
"ข้าจะปล่อยให้เด็กตัวกะเปี๊ยกตายต่อหน้าต่อตาได้เยี่ยงไร... ไอ้หนูเอ๊ย" ขุนแผนพูดกลั้วหัวเราะ "มือข้าจับดาบเตรียมจะฟันคอิญญาร้ายนั่นให้ขาดเป็สองท่อนอยู่แล้ว หากเอ็งแก้เองไม่ได้ภายในสามลมหายใจ"
คำพูดนั้นทำให้กำแพงความหวาดระแวงในใจของกันต์พังทลายลงราบคาบ... ผู้ชายคนนี้ดูเถื่อน ดิบ ดุ ก็จริง แต่คำพูดคำจาและการกระทำ... โคตรแมน! โคตรพึ่งพาได้! นี่สินะวิถีลูกผู้ชายโบราณที่หาไม่ได้ในยุคปัจจุบัน
"มันเป็ใครจ๊ะท่านขุน? ทำไมมันน่ากลัวขนาดนั้น..." กันต์ถามเสียงอ่อย ยังคงลูบแขนตัวเองที่ขนยังไม่หายลุก
"มันเป็ิญญาทหารเก่าที่ตายในหน้าที่... ตายโหงขณะเฝ้ายาม ห่วงหน้าที่ จิตเลยไม่ไปผุดไปเกิด" ขุนแผนอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเื่ดินฟ้าอากาศปกติ "มันแค่มาทักทายคนมาใหม่ มาลองของ... ไม่ได้มีเจตนาร้ายถึงตายดอก แค่อยากให้รู้ว่าที่นี่ถิ่นใคร และทดสอบว่าเอ็งใจเสาะหรือไม่"
ขุนแผนเอี้ยวตัวไปหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ที่วางอยู่หัวนอน ยื่นส่งให้กันต์
"เอ้า... ดื่มน้ำซะ หน้าซีดเป็ไก่ต้มแล้ว เดี๋ยวช็อคตายไปจะหาว่าข้าดูแลไม่ดี"
กันต์รับกระบอกน้ำมาด้วยมือที่สั่นเทา ยกขึ้นดื่มอึกใหญ่ ความเย็นสดชื่นของน้ำฝนไหลผ่านลำคอที่แห้งผาก ช่วยชะล้างความกลัวและเรียกสติให้กลับมาเต็มร้อย
"เมื่อกี้เอ็งทำได้ดีมากไอ้จุก..." ขุนแผนเอ่ยชมขึ้นมาอีกครั้ง สายตาจับจ้องที่ใบหน้าเปื้อนเหงื่อของเด็กน้อย "คนส่วนใหญ่เวลาเจอ 'อำ' แบบนี้ มักจะสติแตก ร้องโวยวาย ดิ้นรนจนหมดแรง หรือไม่ก็สวดมนต์มั่วซั่วจนจับใจความไม่ได้... แต่เอ็งไม่..."
ขุนแผนขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด จ้องลึกเข้าไปในตากันต์ "เอ็งกลับใช้ 'สติ' สู้กับความกลัว... เอ็งกำหนดจิต เอาชนะกายหยาบที่ถูกตรึงไว้ ใจเอ็งนิ่งกว่าทหารบางคนในกองทัพข้าเสียอีก... น่าชื่นชม"
คำชมจากปากขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ทำให้กันต์รู้สึกหัวใจพองโต ความภูมิใจเล็กๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความมืด เขาไม่เคยคิดว่าทฤษฎีวิทยาศาสตร์และการควบคุมสติที่เขาเรียนรู้มาจะได้รับการยอมรับในโลกไสยเวทย์แบบนี้
"ข... ขอบคุณจ้ะท่านขุน" กันต์ยกมือไหว้ รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด ความรู้สึกเหมือนตอนที่ได้รับคำชมจากอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่มัน 'ขลัง' กว่าเยอะ
"นอนต่อเถอะ... คืนนี้ไม่มีอะไรมาทำร้ายเอ็งได้แล้ว"
ขุนแผนขยับตัวเตรียมจะล้มตัวลงนอนต่อ แต่คราวนี้... เขาไม่ได้นอนหันหลังให้เหมือนเดิม เขาขยับตัวถอยหลังไปนิดหนึ่ง เพื่อเปิดพื้นที่ว่างข้างๆ ตัวให้กว้างขึ้น แล้วใช้มือตบที่ฟูกไม้ไผ่เบาๆ
ปุ... ปุ...
"ขยับเข้ามาใกล้ๆ ข้า..." เสียงทุ้มเอ่ยสั่งแกมชวน "ดาบฟ้าฟื้นของข้ามันมีอาถรรพ์... พวกภูตผีปีศาจ สัมภเวสีทั้งหลายมันกลัวรัศมีดาบเล่มนี้ มันไม่กล้าเข้ามาในระยะดาบหรอก... มานอนตรงนี้ ปลอดภัยที่สุดแล้ว"
กันต์มองพื้นที่ว่างข้างตัวขุนแผน... พื้นที่ที่ดูเหมือนจะเป็เซฟโซนที่ปลอดภัยที่สุดในยุคกรุงศรีอยุธยา เขาไม่รอช้า ไม่เล่นตัว รีบกระเถิบตัวเข้าไปนอนใกล้ๆ แผ่นหลังกว้างของขุนแผนทันที
ความอบอุ่นจากร่างกายของยอดขุนพลแผ่ออกมาััิั กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ผสมกลิ่นแป้งร่ำและกลิ่นเหล้าจางๆ ทำให้ความหนาวเหน็บเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น กันต์รู้สึกเหมือนลูกนกที่ได้กลับเข้ามาอยู่ใต้ปีกของพญาอินทรีที่แข็งแกร่ง
เขาเหลือบตามองดาบฟ้าฟื้นที่วางกั้นกลางระหว่างเขากับโลกภายนอก แสงจันทร์ตกกระทบฝักดาบเป็ประกายวาววับ ดูน่าเกรงขามแต่ก็อุ่นใจอย่างประหลาด ราวกับมันมีชีวิตและกำลังทำหน้าที่พิทักษ์เ้านายและบริวาร
"ฝันดีนะไอ้หนู" เสียงพึมพำสุดท้ายดังมาจากลำคอแกร่ง ก่อนที่ขุนแผนจะหลับตาลง เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็วราวกับสั่งได้
กันต์นอนตะแคงมองแผ่นหลังของขุนแผน ยิ้มออกมาเล็กน้อยที่มุมปาก
ท่ามกลางความมืดมิด กลิ่นคาวเื และความโหดร้ายของค่ายทหาร... เขาค้นพบที่พึ่งพิงแรกในโลกใบนี้แล้ว มันไม่ใช่แค่เ้านายกับบ่าว... แต่ความรู้สึกในตอนนี้ มันเหมือนเขาได้พบ 'พี่ชาย' หรือ 'พ่อ' คนใหม่ที่เขาสามารถฝากชีวิตไว้ได้ในยามที่เขาไม่มีใคร
กันต์ค่อยๆ หลับตาลง ลมหายใจเริ่มผ่อนคลายลงเป็จังหวะเดียวกับเสียงกรนเบาๆ ของขุนแผน ความง่วงเริ่มกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่คราวนี้ปราศจากความกลัว
และนี่คือ บทเรียนแรก ของวิศวกรหนุ่มในโลกโบราณ... ความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการไม่กลัว หรือการมีอาวุธวิเศษ... แต่ความกล้าหาญที่แท้จริง คือการมี 'สติ' ที่มั่นคง แม้ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่สุดในชีวิตต่างหาก