สะใภ้สามหูที่นั่งอยู่ข้างแม่เฒ่าค่อยๆ เอ่ยปากถาม "หลิงหลิงเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เล่าให้ย่าฟังเร็วเข้า"
จากนั้นหูหลิงหลิงก็เริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมดที่ตนเองกับแม่มีปากเสียงกับหลันเยวี่ยเมื่อวานนี้บิดเบือนความจริงสารพัดให้ย่าและสะใภ้สามฟัง
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบหูเจี้ยนผิงก็เชิญหมอหวังมาถึงแล้ว
หูฉางหมินก็ออกจากบ้านรองแล้วตรงกลับบ้าน
เมื่อรู้ว่าแม่สามีและสะใภ้สามอยู่ที่บ้านรองจ้าวหงเหมยก็ไม่ห่วงอะไรแล้ว "รีบมานั่งกินข้าวเถอะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ จู่ๆ สะใภ้รองจะเป็ลมไปได้ยังไง?"
หูฉางหมินพูดอย่างไม่แยแส"อากาศมันร้อนขนาดนี้ บางทีอาจจะเป็ลมแดดก็ได้"
ระหว่างที่พูดหูฉางหมินก็มองไปยังลูกสาวคนโตที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา"เยวี่ยเยวี่ยเมื่อวานลูกพูดว่าสะใภ้รองจะมีเคราะห์ในสองสามวันนี้ ลูกมั่วๆ เอาหรือว่าเห็นอะไรจริงๆ?"
หลันเยวี่ยกลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงไปก่อนตอบ"ถ้าพ่อคิดว่าหนูมั่ว หนูว่าหนูก็มั่วแต่ถ้าพ่อคิดว่าลูกสาวคนนี้เก่ง ก็ถือว่าพ่อมีลูกสาวที่เก่งก็แล้วกัน"
เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทีเลี่ยงบาลีของหลันเยวี่ยอย่างนี้หูฉางหมินก็จนปัญญา
จ้าวหงเหมยที่อยู่ข้างๆอดไม่ได้ที่จะตำหนิ "ลูกคนนี้นี่ยังไม่พูดความจริงกับพ่อแม่อีกเหรอ?"
หลันเยวี่ยลูบมือไปมาอย่างจนใจ"พ่อคะ แม่คะ หนูไม่รู้จริงๆ ว่าจะอธิบายยังไง"
เมื่อเห็นว่าลูกสาวลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดหูฉางหมินกับภรรยาก็ไม่คาดคั้นว่าเธอรู้ได้ยังไงว่าสะใภ้รองจะมีเคราะห์ต่อ
หนึ่งวันที่ผ่านมาหลังจากเกิดเื่ราวต่างๆ ขึ้นหูฉางหมินกับภรรยารวมถึงถิงถิงก็ได้รู้จักหลันเยวี่ย และเกิดความชื่นชมมากขึ้น
การเป็ลมอย่างกะทันหันของสะใภ้รองหูเกี่ยวข้องกับอากาศร้อนจริงๆไม่ใช่ลมแดด แต่เป็ความดันโลหิตสูง
เนื่องจากสะใภ้รองหูไม่รู้ว่าตัวเองความดันโลหิตสูงดังนั้นจึงไม่เคยกินยาลดความดัน
เธอกินเค็มมากเกินไปบวกกับอากาศร้อนใน่นี้ ปัจจัยต่างๆ รวมกันจึงทำให้สะใภ้รองหูเป็ลมกะทันหัน
ตอนที่หมอหวังมาถึงคนก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว แค่ยังรู้สึกเวียนหัว
หลังจากวัดความดันแล้วหวังต้าฟางก็จ่ายยาลดความดันให้สะใภ้รองหูและกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เธอกินยาตรงเวลา กินอาหารรสจืด และลดอาหารมันเค็ม
หลังจากกินยาลดความดันแล้วสักพักสะใภ้รองหูก็ค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น
"แม่คะ ก็เพราะยัยหมูตอนบ้านใหญ่นั่นแน่ ถ้ายัยนั่นไม่แช่งแม่แม่ก็คงไม่เป็ลมแบบนี้" หูหลิงหลิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
สะใภ้รองหูก็กัดฟันด้วยความแค้น"ก็ใช่น่ะสิ แต่ยัยหมูตอนนั่นเห็นได้ยังไงว่าแม่มีเคราะห์?หรือว่านังนั่นจะทำเหมือนย่าสามได้?"
ย่าสามที่สะใภ้รองหูพูดถึงคือภรรยาน้องชายของแม่เฒ่าหู ซึ่งเป็หมอดูที่มีชื่อเสียงในละแวกนี้
หูหลิงหลิงเบ้ปาก"แม่คะ แม่ยกย่องยัยหมูตอนนั่นเกินไปแล้วยัยนั่นจะมีฝีมือเหมือนย่าสามของหนูได้ยังไง?"
หูหลิงหลิงก็เหมือนตบหน้าตัวเอง
เมื่อกี้เธอยังบอกว่าแม่ป่วยเพราะคนอื่นแช่งอยู่เลยแต่ตอนนี้กลับบอกว่าคนอื่นไม่มีฝีมือ
ท้ายที่สุดหูหลิงหลิงก็ยังเป็เด็กอายุสิบกว่าปีการพิจารณาปัญหาและการพูดจาไม่รอบคอบก็เป็เื่ที่เข้าใจได้
สะใภ้รองหูอดไม่ได้ที่จะขบคิดให้มากขึ้น
"หลิงหลิง อีกเดี๋ยวไปเรียกสะใภ้สามมาหน่อย บอกว่าแม่มีเื่จะคุยด้วย"สะใภ้รองหูไม่ได้บอกว่าเื่อะไรแม้หลิงหลิงจะสงสัยก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
ในขณะนั้นถิงถิงก็มา
จ้าวหงเหมยส่งถิงถิงมาไถ่ถามอาการป่วยของสะใภ้รองหู
แม้ว่าถิงถิงไม่เต็มใจจะมาแต่เธอก็ไม่กล้าที่ขัดคำพูดของมารดา
"อาสะใภ้รองคะ หมอหวังบอกว่ายังไงบ้างคะ? ร่างกายของอาไม่เป็อะไรแล้วใช่ไหม?แม่ของหนูได้ยินว่าอาเป็ลมก็เป็ห่วงมาก แล้วก็ให้หนูมาดู"
ขณะที่ถิงถิงคุยกับสะใภ้รองหูไปดวงตากลมโตสวยของเธอก็กวาดมองไปทั่วใบหน้าของอีกฝ่าย
เมื่ออยู่ต่อหน้าการแสดงความห่วงใยของถิงถิงสะใภ้รองหูกลับเย้ยหยันในใจ แต่บนใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม"แม่เธอคงเป็ห่วงมาก กลับไปบอกแม่เธอด้วยว่าฉันปกติดีหวังต้าฟางบอกว่าฉันแค่ความดันโลหิตสูง เขาว่ากันว่ามันเป็โรคคนรวยด้วยซ้ำ"
"ค่ะ อาสะใภ้รองไม่เป็อะไรแล้วหนูก็สบายใจแล้วค่ะหนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ" พูดจบถิงถิงก็หันหลังเตรียมจะเดินออกไป
เห็นถิงถิงจะไปแล้วสะใภ้รองหูก็รีบเรียกไว้ก่อน "ถิงถิงมานี่หน่อยสิอามีเื่จะคุยด้วย"
"คุณอาจะคุยอะไรกับหนูคะ?" ถิงถิงถามแต่ศีรษะของเธอก็ไม่ได้หันกลับไปหาสะใภ้รองหู
สะใภ้รองหูลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า"ถิงถิง เธอเป็เด็กดีและซื่อสัตย์อย่าไปเรียนรู้สิ่งไม่ดีจากคนอื่นจนเสียคน เธอลองดูสิ มีสาวๆคนไหนในหมู่บ้านเราที่ไม่ซื่อสัตย์ ว่านอนสอนง่ายบ้าง?"
ถิงถิงเป็เด็กสาวที่ซื่อตรงแต่เธอไม่ได้โง่นะ
พอได้ยินแบบนี้ถิงถิงก็รู้ทันทีว่าอาสะใภ้รองกำลังยุแยงตะแคงรั่วความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่สาว
ถิงถิงเกิดความไม่พอใจขึ้นมาในทันทีเธอหันกลับไปเบะปากใส่อาสะใภ้รองหูอย่างแรง จากนั้นก็หันหลังเดินออกไป
ตอนที่ถิงถิงกลับมาถึงบ้านเธอก็ยังเบะปากอยู่
จ้าวหงเหมยก็รีบร้อนถาม"สะใภ้รองเป็ยังไงบ้าง?"
"บอกว่าเป็ความดันโลหิตสูง กินยาลดความดันหน่อยก็ไม่เป็อะไรแล้ว"ถิงถิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์
เมื่อรู้ว่าน้องสะใภ้เป็ความดันโลหิตสูงจ้าวหงเหมยก็รู้สึกเหลือเชื่อนิดหน่อย "ได้ยินมาว่าความดันโลหิตสูงมันเป็ตอนอายุห้าหกสิบไม่ใช่เหรอ?สะใภ้รองยังอายุไม่เท่าไหร่เลยนี่!"
หลันเยวี่ยที่กำลังโบกพัดคลายร้อนก็รีบอธิบาย"แม่คะความดันโลหิตสูงเป็โรคที่คนวัยกลางคนและผู้สูงอายุเป็กันง่ายค่ะอาสะใภ้รองเป็โรคนี้ในวัยนี้ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ"
จากนั้นก็ได้ยินถิงถิงบ่นพึมพำอยู่ตรงนั้น"อาสะใภ้รองยังป่วยอยู่แท้ๆ ปากยังขยับไม่หยุดเธอเอาแต่จะยุให้หนูกับพี่สาวผิดใจกัน น่ารำคาญจริงๆ!"
หลันเยวี่ยยิ้มและบีบมือของถิงถิง"พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน คนอื่นยุแยงยังไงก็เปล่าประโยชน์ถิงถิงว่าจริงไหม?"
ถิงถิงพยักหน้าอย่างแรง
หลังจากพักผ่อนสักครู่หลันเยวี่ยกับถิงถิงก็ขึ้นไปบนเขาอีกครั้ง
ครั้งนี้สองพี่น้องต่างก็หยิบถุงผ้ามาใส่เหลียนเฉียวคนละถุงและยังเอาจอบสำหรับขุดเหอโส่วอูมาด้วย
การขึ้นไปบนเขาสองครั้งต่อวันสำหรับถิงถิงถือเป็เื่เล็กน้อยแต่สำหรับหลันเยวี่ยที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แถมยังอ้วนนั่นคือความท้าทายที่ต้องฝ่าฟัน
แม้จะทนไม่ไหวไปบ้างแต่หลันเยวี่ยก็บอกกับตัวเองว่าต้องกัดฟันสู้
เพื่อลดน้ำหนักในร่างกายให้เร็วที่สุดและเพื่อหาของป่าไปขายให้ได้เงินเยอะๆ จากนั้นก็จะได้ซื้อจักรเย็บผ้าเร็วๆ
หลังจากขึ้นเขาแล้วพวกเธอก็รีบมุ่งหน้าไปยังเหอโส่วอูที่เจอเมื่อตอนเช้า
แต่พอไปถึงที่นั่นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ความหวังของสองพี่น้องก็ปลิวหายไปทันที
เหอโส่วอูต้นนั้นถูกขุดไปแล้วดูจากรอยเท้าที่ทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุและดินที่ขุดออกมามันเพิ่งถูกขุดไปได้ไม่นานนัก
"ใครกันนะที่เอาไป? ถ้ารู้ว่าใคร จะด่าไม่เลี้ยงเลย!"ถิงถิงพึมพำอย่างขุ่นเคือง
"ดูจากรอยเท้าแล้ว น่าจะเป็ฝีมือของผู้ชาย" สายตาของหลันเยวี่ยละจากรอยเท้าบนพื้น"เหอโส่วอูถูกขุดไปแล้ว พี่ก็เสียใจแต่พวกเรายังมีเหลียนเฉียวให้เก็บอยู่นะ"
"จริงด้วย เก็บเหลียนเฉียวก็ได้"
ถิงถิงเป็คนงอนง่ายหายเร็วจริงๆเมื่อกี้ยังหงุดหงิดเพราะของถูกชิงขุดไปอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับหายเป็ปลิดทิ้งแล้ว
สองพี่น้องพักผ่อนสักครู่จากนั้นก็หาเก็บเหลียนเฉียวกันต่อ