หมอกพิษสีดำคล้ำถูกกางกั้นอยู่ภายนอกหุบเขา ราวกับปราการไร้รูปขวางกั้นมรรคาแห่งความตายออกจากดินแดนลี้ลับ ความเงียบงันปกคลุมทั่วทุกสารทิศ ไร้สำเนียงลม ไร้สำเนียงแมลง ร้างไร้ร่องรอยสิ่งมีชีวิต
ร่างโชกเืลากสังขารก้าวเข้าสู่ลานศิลาโบราณทีละก้าว าแฉกรรจ์กลางแผ่นหลังสูบกลืนเรี่ยวแรงจนแทบเหือดแห้ง หยดโลหิตสีแดงเข้มไหลรินตามเรียวขา ตกกระทบพื้นศิลาเกิดเสียงแ่เบา ท่ามกลางความเงียบสงัด สำเนียงนั้นกลับกึกก้องดุจกลองศึกบีบคั้นิญญา
ั์ตาดำขลับกวาดมองรอบด้าน ภาพทัศน์เบื้องหน้าสะกดลมหายใจให้ชะงักค้าง โครงกระดูกนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายทั่วลานศิลา ซากกระดูกแทบเท้าเปล่งประกายสีหยกจาง ท้าทายกาลเวลานับพันปี บ่งชี้สภาวะพลังฟ้าดินมหาศาลยามสถิตร่าง
ข้างกายโครงกระดูกปรากฏกระบี่ยาวสีดำปักลึกในพื้นศิลา คมดาบสะท้อนเงาเงางาม บ่งบอกชัดแจ้งว่าเ้าของเดิมคือยอดฝีมือ ทว่าปลายนิ้วทุกร่างกลับจิกทึ้งศิลาจนแตกหัก รอยขีดข่วนลากยาวมุ่งสู่โคนต้นไม้ บ่งบอกถึงห้วงเวลาสุดท้ายอันบ้าคลั่งคล้ายตะเกียกตะกายไขว่คว้าบางสิ่งก่อนสิ้นลม
สายตาทอดฝ่าความเลือนรางไปยังต้นไม้ตายซากกลางลาน ลำต้นแตกร้าว กิ่งก้านแห้งกรัง ไร้ใบประดับ ทว่าบนยอดสูงสุดกลับชูช่อผลไม้สีทองหม่นห้อยแขวน แสงสีทองอ่อนโยนแผ่กระจายเป็ระลอก ดั่งดวงตะวันดวงจ้อยในโลกมืดมิด
กลิ่นหอมลี้ลับลอยกระทบนาสิกประสาท ห้วงสติรู้ที่พร่ามัวกลับกระจ่างแจ้งประดุจถูกชะล้าง ทว่าความเ็ปจากาแกลับทวีความรุนแรง คล้ายมันกำลังกระตุ้นเร้าสัญชาตญาณดิบให้สิ่งนั้นเพื่อแลกกับการรอดชีวิต แขนขาทั้งสองข้างหนักอึ้งดั่งถูกถ่วงด้วยศิลาเหล็ก สัญชาตญาณพรานป่าพร่ำเตือน ผลไม้ลูกนี้อาจมิใช่พรจาก์ ทว่าเป็คำสาปมรณะจากยุคา
ทันใดนั้น รอยด่างสีขาวบนข้อมือซ้ายพลันร้อนผ่าว!
ความปวดร้าวราวกับถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟพุ่งทะลวงเข้าสู่ขั้วกระดูก ร่างผอมบางทรุดเข่ากระแทกพื้น กล้ามเนื้อทั่วร่างกระตุกเกร็ง ตำแหน่งซึ่งเคยสวมกำไลหยกของบิดาเปล่งแสงสีทองเรืองรอง สอดประสานจังหวะเดียวกับผลไม้บนยอดไม้
ครืน...
พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าสั่นะเื อักขระโบราณซึ่งฝังตัวใต้ผืนมอสปรากฏชัดขึ้นทีละเส้นสาย แสงสีทองไหลเวียนอาบย้อมทั่วลาน ซากเสาหินสั่นไหว คล้ายบางสิ่งกำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
แสงสีทองจากผลไม้สว่างวาบเจิดจ้าขึ้นหลายเท่าตัว เด็กหนุ่มกัดฟันฝืนยันกายลุกขึ้น โลหิตหลากทะลักลากสติสัมปชัญญะดิ่งลงสู่ห้วงมรณะ มือหยาบกร้านสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ เอื้อมออกไปคว้าผลไม้สีทองจากกิ่งแห้งกรัง
ฉับ!
วินาทีที่ผลไม้หลุดจากขั้ว สิ่งน่าตระหนกพลันบังเกิด เปลือกสีทองเริ่มแปรสภาพ กลายเป็ไอ์ลอยสลายขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็ว ปราณนั้นปฏิเสธสิ่งรองรับทางกายภาพทุกชนิดในโลกมนุษย์ หากปล่อยไว้ ย่อมสูญสลายไปจนหมดสิ้นภายในเสี้ยวอึดใจ
วิสัยทัศน์ของหลื่อวิ๋นพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นผลไม้ในมือ ทว่าภาพข้าวต้มชามเดียวในคืนหนาวสะท้าน รอยยิ้มอ่อนโยนตลอดจนปลายนิ้วสีดำคล้ำบนเตียงไม้ไผ่ลอยซ้อนทับขึ้นมา หากตกตาย ณ สถานที่แห่งนี้ มารดาย่อมต้องดับสูญ!
ความลังเลถูกบดขยี้แหลกเหลว หากนำกลับไปมิได้... ย่อมต้องกลืนกินมันเข้าไป เปลี่ยนแปลงเป็พลังชีวิตเพื่อรอดกลับไปช่วยนาง!
เขายัดผลไม้แสงที่กำลังจะสลายหายเข้าปากด้วยความทุลักทุเล รสชาติหวานล้ำซึมซาบผ่านปลายลิ้นเพียงชั่วอึดใจ ชั่ววินาทีถัดมา... ความหายนะพลันอุบัติ!
คลื่นพลังมหาศาละเิปะทุขึ้นกลางจุดชี่ไห่ดุจเพลิงกัลป์ปะทุจากใต้หล้า ร่างผอมบางทรุดฮวบกระอักโลหิต โลหิตสีคล้ำทะลักออกจากรูขุมขนทั่วร่างจนอาบย้อมอาภรณ์ผ้าป่านให้กลายเป็สีชาด
กระแสปราณสีทองเดือดพล่านหลากทะลักออกจากชี่ไห่ พุ่งชนอุปสรรคเส้นลมปราณซึ่งปิดตายมาตลอดสิบห้าปีอย่างบ้าคลั่ง
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เสียงแตกร้าวดังต่อเนื่องภายในสรีระ เส้นชีพจรสายแรกปริแตก สายที่สองขาดสะบั้น สายที่สามแหลกสลาย ความเ็ปเหนือขีดจำกัดมนุษย์ะเิขึ้นทั่วสรรพางค์กาย ราวกับมีค้อนั์นับหมื่นเล่มทุบกระดูกทุกชิ้นให้แหลกละเอียด
“อ๊ากกกกกก!”
เสียงคำรามแหบกระด้างหลุดลอดจากลำคอ ดวงตา รูจมูก ช่องหู ตลอดจนริมฝีปาก หลั่งรินโลหิตออกมาพร้อมกัน แผ่นหลังซึ่งถูกรังสีดาบฟาดฟันยิ่งปริแตกอ้ากว้าง โลหิตสีแดงสดไหลนองบนผืนศิลา กล้ามเนื้อทุกมัดกระตุกเกร็ง เส้นเืสีเขียวปูดโปนดุจอสรพิษมีชีวิตเลื้อยพล่านอยู่ใต้ิั ปราณดุดันยังคงทะลวงต่อไป ไร้ความปรานีคล้าย้าบดขยี้สรีระปุถุชนให้แหลกสลายเป็เถ้าธุลี
ข้อมูลมหาศาลหลากทะลักสู่แก่นสมอง อักขระโบราณตลอดจนภาพทัศน์ฟ้าดินแตกดับโถมทับเข้ามาพร้อมกัน กะโหลกศีรษะคล้ายถูกขวานั์จามผ่าออกเป็สองซีก นิ้วมือทั้งสิบจิกลงบนแผ่นศิลาจนเล็บคมหักแตก โลหิตไหลอาบฝ่ามือ ฟันกรามขบกัดกันแน่นจนแทบแหลกละเอียด
ห้วงสติถูกกระชากเข้าสู่นิมิตลี้ลับ...
นิมิตของชายชราในอาภรณ์สีคราม นั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้สีทอง ดวงตาเปี่ยมปีติคล้ายได้รับมรดก์ พริบตาต่อมาร่างนั้นพลันะเิออก กลายเป็หมอกเืสีแดงฉาน!
นิมิตแรกดับสูญ ตามมาด้วยหญิงสาวผู้หนึ่งกรีดร้องหวาดผวา ิัทั่วร่างแตกร้าว ิญญาหลุดลอยสลายกลางอากาศ
คนที่สาม... คนที่สิบ... คนที่ร้อย...
ผู้สืบทอดนับไม่ถ้วน ยอดฝีมือะเืฟ้าดิน อัจฉริยะผู้ไร้ผู้เทียบเทียม ล้วนล้มเหลว ดับสูญ กลายเป็เพียงซากกระดูกรอบลานศิลาแห่งนี้
อาการหนาวสะท้านเกาะกุมหัวใจ สัจธรรมพลันประจักษ์แจ่มแจ้ง สถานที่แห่งนี้หาใช่มอบโชควาสนา ทว่าเป็สุสานกลืนกินผู้แสวงหาโชค!
กระแสเสียงเก่าแก่ ไร้เพศ ไร้อารมณ์ พลันดังกังวานขึ้นในส่วนลึกของจิติญญา
【วิเคราะห์สรีระ: กายเนื้อปริแตกเก้าส่วน...】
【อัตราความล้มเหลว: ก้าวล่วงขีดจำกัดมนุษย์...】
【ยืนยันกระบวนการทำลายล้าง... ิญญาเตรียมแตกสลาย...】
การประเมินอันเ็าจากเจตจำนงแห่งปราชญ์ บีบคั้นสติสัมปชัญญะให้ยอมจำนนต่อความตาย
ความเ็ปทั่วร่างเริ่มชาหนึบ เปลือกตาหนักอึ้ง สติสัมปชัญญะจมดิ่งสู่ความมืดมิด ทว่าเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนดับสูญ... ภาพแพขนตาปกคลุมด้วยผลึกน้ำแข็ง ปลายนิ้วสีม่วงคล้ำ ตลอดจนข้าวต้มชามเดียวที่ถูกผลักมาเบื้องหน้าในคืนเหมันต์เหน็บหนาว พลันฉายวาบขึ้นค้ำจุนจิติญญามิให้แตกดับ!
สองมือกำแน่น เส้นเืทั่วร่างเต้นตุบเจียนะเิ
“ข้า...” เสียงแห้งผากเค้นผ่านไรฟัน “ยังตายมิได้!”
แรงกดดันมหาศาลจากเจตจำนงากดทับจิติญญาหมายบดขยี้
“ข้ายังต้องรักษามารดา! ข้ายังต้องมีชีวิต!”
ตูม!
เจตจำนงอันดุดันฝืนลิขิตฟ้าดินะเิออกจากส่วนลึกของิญญา เสียงประเมินอันเ็าถูกกระแทกแตกสลาย นิมิตของผู้สืบทอดนับไม่ถ้วนพังทลายกลายเป็ละอองแสง ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่ง ไร้แสง ไร้สำเนียง ไร้กาลเวลา กระทั่งความเ็ปพลันสูญหาย
ล่องลอยอยู่ในห้วงสุญญากาศอันไร้ขอบเขต มิอาจหยั่งรู้กาลเวลา... กระทั่ง...
เหง่งหง่าง...
สำเนียงระฆังทองเหลืองโบราณดังกังวาน คลื่นเสียงทะลวงผ่านความมืดมิด สั่นะเืิญญา
เหง่งหง่าง...
เสียงระฆังครั้งที่สองกังวานตาม แสงสีทองสายหนึ่งแหวกม่านความมืด ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เฉกเช่นแสงแรกก่อน์ถือกำเนิด
เหง่งหง่าง...
เสียงระฆังครั้งที่สามดังกึกก้องกัมปนาท ความมืดทั้งมวลพลันแตกสลาย!
ณ ศูนย์กลางแห่งแสงสีทองเจิดจ้านั้น... หามีเงาร่างผู้ใดไม่ ทว่ากลับเป็ม้วนตำราโบราณขนาดั์กำลังคลี่กางออก เผยอักขระสีทองนับหมื่นตัวลอยระยับ ส่องสว่างเบิกมรรคาาะ!
อักขระสีทองนับหมื่นตัวจากม้วนตำราโบราณ พุ่งทะยานเข้าประทับกลางแก่นสมองประดุจห่าฝนดาวตก!
ความเ็ปเหนือจินตนาการพลันมลายสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความหนักอึ้งดั่งขุนเขากดทับสติสัมปชัญญะ กายเนื้อซึ่งบิดเกร็งบนลานศิลาค่อยๆ คลายตัวลง ลมหายใจหอบถี่สลับแ่หวิวสะท้อนความบอบช้ำสาหัส
แพขนตาขยับไหว เปลือกตาอันหนักอึ้งฝืนเปิดขึ้น
ั์ตาดำขลับหาได้ว่างเปล่าดั่งมนุษย์สามัญอีกต่อไป บัดนี้กลับปรากฏอักขระโบราณสีทองวิ่งวนอยู่ภายในรูม่านตา ส่องประกายลี้ลับดุจกงล้อ์ซึ่งซ่อนเร้นมานับหมื่นปี
ทัศนียภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยน โลกทั้งใบสลัดสีสันฉูดฉาดหลุดลอก หลงเหลือเพียงมิติสีขาวดำอันเงียบสงัด ทว่าท่ามกลางความหม่นหมอง กลับปรากฏเส้นสายกระแสปราณไหลเวียนตามธรรมชาติ ซากกระดูกแทบเท้าแผ่ละอองหยินสีเทาตายซาก ขณะที่วัชพืชริมรอยแตกศิลาเปล่งแสงสีเขียวเรืองรอง บ่งบอกถึงกระแสชีวิตอันบริสุทธิ์
ร่างผอมบางนอนจมกองโลหิตตนเอง กลิ่นคาวเืผสมผสานกลิ่นธูปสมุนไพรเก่าแก่ลอยแตะนาสิกประสาท สรีระปริแตกเกินเยียวยา ทว่าห้วงสติกลับกระจ่างแจ้งเหนือปุถุชน
เหง่งหง่าง...
สำเนียงระฆังทองเหลืองดังกังวานก้องโสตประสาท คราวนี้มิได้ส่งเสียงเพียงกลางห้วงิญญา หากแต่สะท้อนชัดเจนประดุจกฎเกณฑ์ฟ้าดิน อักขระสีทองอร่ามลอยเด่นขึ้นกลางทัศนวิสัย
【ภารกิจแรกเริ่ม: รั้งลมหายใจกายเนื้อที่กำลังดับสูญ】
【คำใบ้: โลหิตหลั่งรินเจ็ดส่วน... ชี่ไห่ปริแตกแปดส่วน... กายเนื้อจักแหลกสลายภายในสิบลมหายใจ】
【ระบบแนะนำ: ปราณชีวิตจักหวนคืน หากเ้า "สกัดแก่นแท้วัชพืชิญญาผสานโลหิตเพื่อสมานปากแผล" ให้สำเร็จก่อนลมหายใจสิ้นสุด】
…ระบบเข้าสู่โหมดเงียบ…
อักขระกะพริบแสงเย็นะเืเพียงชั่วอึดใจ ก่อนสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ความเงียบงันปนคาวเืหวนคืนสู่หุบเขา หลื่อวิ๋นนอนหอบหายใจรวยริน เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง เขายังมิเข้าใจขอบเขตของขุมพลังที่ตนได้รับ มิรู้แน่ชัดว่ามันคือพรจาก์หรือคำสาปจากขุมนรก
ทว่าสัจธรรมหนึ่งกลับเด่นชัด... หากปฏิเสธคำชี้แนะนี้ เขาย่อมต้องตายภายในสิบลมหายใจ!
เด็กหนุ่มขบฟันแน่น มือหยาบกร้านคว้าเศษหินใกล้ตัวยันพื้นสุดกำลัง อาการปวดร้าวประดุจกระดูกแหลกละเอียดทิ่มแทงเนื้อหนังแล่นปราด ภาพขาวดำเบื้องหน้าแปรปรวน โลหิตสีแดงข้นสายหนึ่งหลั่งไหลออกจากหางตาทั้งสองข้าง ร่างกายโซเซเกือบล้มคว่ำลงอีกครา
เนตรปราชญ์ตลอดจนขุมพลังนี้... หาได้มอบให้เปล่าประโยชน์!
ยิ่งเพ่งมอง ยิ่งเผาผลาญพลังชีวิต ยิ่งฝืนใช้ ยิ่งเพิ่มภาระกดทับิญญา
ชายหนุ่มยกท่อนแขนสั่นสะท้านเช็ดคราบโลหิตออกจากใบหน้า มุมปากยกขึ้นเหยียดยิ้ม รอยยิ้มดุดันบ้าบิ่นปรากฏขึ้นท่ามกลางกายเนื้อที่แหลกเหลว
“ในเมื่อ์ยังมิยอมให้ข้าตาย... เช่นนั้นข้าก็จักฝืนมีชีวิตต่อไปให้ถึงที่สุด!”
ร่างโชกเืฝืนหยัดยืนขึ้นสำเร็จ ั์ตาสีทองตวัดขวับ มิยอมเสียเวลาค้นหาสะเปะสะปะ สายตาล็อกเป้าหมายไปยัง ‘วัชพืชแสงสีเขียวอ่อน’ ริมรอยแตกศิลาที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อครู่ทันที
ร่องรอยสีเขียวจางๆ นั้น คือก้าวแรกแห่งการบัญญัติกฎใหม่ บนเส้นทางที่จะพลิกผันโชคชะตาของเขาตลอดจนโลกใบนี้ไปชั่วนิรันดร์!
- จบตอนที่ 3 -