ทว่า...ในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างเฮย์สกับบาทหลวงกำลังถึงขีดสุดเสียงที่น่ากลัวยิ่งกว่ากลับดังมาจากทางเข้า้า
ตึง!ตึง! ตึง!
เสียงกระแทกประตูไม้หนักๆดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งอุโมงค์ใต้ดินพร้อมกับเสียงะโด่าทอที่ฟังดูไม่เป็ภาษาคน “คำสาปซ่อนอยู่ในนี้!ฉันเห็นพวกมันหายลงไปในนี้! พังเข้าไป!”
“เกี๊ยะ! นายท่าน พวกข้างบนแห่กันมาเพียบเลย”เกียร์บินวนไปมาเหนือศีรษะผมอย่างตื่นตระหนก “ไอ้พวกที่เคยกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้มันบ้าคลั่งกันหมดแล้ว”
สถานการณ์ตอนนี้วิกฤตถึงขีดสุดบาทหลวงที่กุมความลับสำคัญ เด็กชายที่สติไม่อยู่กับร่องกับรอยและฝูงชนที่กำลังเปลี่ยนความหวาดกลัวให้กลายเป็ความอำมหิต... พวกเขา้าใครสักคน มาเป็เครื่องสังเวยเพื่อจบฝันร้ายนี้
โครม!
ประตูไม้บานหนาต้านทานแรงมหาชนไม่อยู่มันหลุดกระเด็นออกจากบานพับ ชาวบ้านกลุ่มใหญ่กรูเข้ามาพร้อมคบเพลิงในมือแสงไฟสีส้มสว่างวาบสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นเ้าหน้าที่ตำรวจสองสามนายพยายามดันฝูงชนไว้แต่กลับดูเหมือนก้อนหินเล็กๆที่ขวางทางน้ำหลาก
“นั่นไง! พวกแกเห็นกับตาหรือยัง!”
เสียงหนึ่งะโฝ่าความวุ่นวายขึ้นมาเป็ อาร์เธอร์ภารโรงที่เนื้อตัวสั่นเทาแต่ออกท่าทางชี้นิ้วไปที่บาทหลวงและเด็กชายอย่างเอาเป็เอาตาย“สองคนนี้แหละคือต้นตอของคำสาป! พวกเขาแอบลงมาทำพิธีตีระฆังเรียกิญญาคนตายและเป็คนฆ่าคนในหมู่บ้านเรา!”
ชาวบ้านชะงักกึกไปครู่หนึ่งแม้จะยังไม่ปักใจเชื่อคำพูดของภารโรงชราทั้งหมด แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ามันคือหลักฐาน ที่ปฏิเสธไม่ได้...ทั้งบาทหลวงมาเร็คและเด็กชายมีคราบโคลนเปียกชื้นติดอยู่ตามเสื้อผ้าโคลนสีเข้มจัดแบบเดียวกับที่เห็นบนศพเอลดาไม่มีผิดเพี้ยน
“มันคือโคลนนรกจริงๆ... ดูที่เสื้อพวกมันสิ!” ชาวบ้านคนหนึ่งคำรามขึ้นมาก่อนที่ฝูงชนจะเริ่มเดินกดดันเข้าหามาเร็คและเด็กชายที่ขดตัวสั่นอยู่มุมห้องโถง
เฮย์สเห็นท่าไม่ดีเขาตัดสินใจทิ้งเงามืดแล้วก้าวออกไปขวางหน้าฝูงชนไว้ทันที พลางชักปืนขึ้นฟ้าเพื่อขู่ให้หยุด“หยุดอยู่แค่นั้น! ทุกคนอยู่ในความสงบ ให้กฎหมายเป็คนจัดการ”
บาทหลวงมาเร็คพยายามจะอ้าปากแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า“ฟังพ่อก่อน... ทุกคนฟังพ่อก่อน พ่อแค่พยายามจะ...”แต่เสียงที่เปี่ยมด้วยความร้าวรานของเขากลับถูกกลืนหายไปกับเสียงสาปแช่งและเสียงฝีเท้าของฝูงชนที่กำลังจะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความโกรธกับการฆาตกรรม
ก่อนที่โทสะของชาวบ้านจะกลายเป็การนองเืกลางห้องโถงดินผมสบตากับอีกาจักรบนบ่าแล้วให้สัญญาณทันที “เกียร์! เปิดบันทึกเสียง...เดี๋ยวนี้!”
แก๊งงงงงงงงงง!
ทันใดนั้นเสียงระฆังที่บิดเบี้ยวและโหยหวนซึ่งเกียร์บันทึกไว้ตอนที่อยู่บนยอดเขาเมื่อครู่ก็ถูกเร่งเร้าดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วห้องใต้ดินอันคับแคบเสียงนั้นแหลมสูงราวกับเสียงโหยหวนของิญญาที่ถูกทมานมันทรงพลังและบีบคั้นจนชาวบ้านทุกคนต้องชะงักกึกแล้วยกมือขึ้นปิดหูด้วยความเ็ป
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าครอบคลุมห้องนี้ทันทีหลังจากเสียงระฆังเงียบลงผมก้าวเดินออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆท่ามกลางสายตาที่สับสนของชาวบ้านและเ้าหน้าที่ตำรวจสายตาของผมจ้องเขม็งไปที่อาร์เธอร์เพียงคนเดียว...ชายที่บัดนี้ใบหน้าที่เคยตื่นตระหนกเริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆ
“สิ่งที่พวกคุณเข้าใจ... มันถูกเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นครับ”ผมเอ่ยเสียงเรียบแต่ก้องกังวาน
ผมหยุดเดินตรงหน้าอาร์เธอร์แล้วยกยิ้มที่มุมปากเป็ยิ้มที่แฝงไปด้วยความสมเพชและไร้ซึ่งความปรานี“หรือจะให้ผมพูดความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดสะอาดๆ ของคุณดีล่ะ อาร์เธอร์ ว่าคุณนั่นแหละคือคนที่ชักใยให้คำสาป นี้กลายเป็เื่จริงเพื่อปกปิดความตายของเพื่อนร่วมสาบานของคุณ!”
ผมลดเสียงลงจนเกือบเป็กระซิบแต่มันกลับชัดเจนในความเงียบสงัด “หรือจะให้ผมบอกทุกคนเพิ่มอีกนิด... ว่าคุณก็คือ‘โจรคนที่สี่’ คนขับรถม้าผู้ซื่อสัตย์ที่หอบทองมหาศาลหลบหนีหายไปในม่านหมอกเมื่อสิบปีก่อนกันแน่!”
ทั้งห้องเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดอาร์เธอร์เบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้ามือที่เคยชี้นิ้วใส่ร้ายคนอื่นบัดนี้สั่นสะท้านจนควบคุมไม่ได้เขาพยายามจะก้าวถอยหลังแต่กลับเหมือนขาจะหมดแรงเอาเสียดื้อๆ
“คะ...คุณพูดเื่อะไร! ผม...ผมก็แค่ภารโรงแก่ๆ! แกมันบ้าไปแล้ว!”อาร์เธอร์ละล่ำละลักแก้ตัว แต่น้ำเสียงที่เคยหนักแน่นกลับแหลมสูงและสั่นพร่า...ไม่ต่างจากเสียงระฆังที่เพิ่งจบไป
“ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ยอมรับสินะครับ” ผมเปรยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลสายตาของผมยังไม่ละไปจากใบหน้าที่บิดเบี้ยวของอาร์เธอร์ก่อนจะเบนไปหาชายในชุดนักบวชที่นั่งประคองเด็กชายไว้ในอ้อมกอด “บาทหลวงครับ...คุณมีอะไรจะพูดก่อนที่ความจริงทั้งหมดจะถูกผมกระชากออกมาไหม”
บาทหลวงมาเร็คนิ่งเงียบไปนานจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของชาวบ้านดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัวแต่เมื่อเห็นสายตาที่ไร้เดียงสาของเด็กชาย เขาก็ยอมเปิดปากออกมาในที่สุด
“พ่อ... พ่อแค่พยายามปกป้องเขา” มาเร็คสะอื้นไห้ “ชาวบ้านอาจจะไม่เข้าใจแต่เด็กคนนี้เขาแค่ตีระฆังตามคำสั่งของ ‘ท่านเทพ’ ที่เขานับถือ... และใช่เขาเป็คนนำศพที่เปื้อนโคลนขึ้นไปไว้บนขื่อตามที่มีคนบอกให้เขาทำแต่เขาไม่ได้ฆ่าใคร! จิตใจของเขาบริสุทธิ์เกินกว่าจะทำเื่โเี้แบบนั้นและศพของเอลดา... เขาก็ไม่ได้เป็คนทำจริงๆ!”
“เห็นไหมล่ะ! พวกแกได้ยินกับหูแล้วใช่ไหม!” อาร์เธอร์รีบะโแทรกทันทีแววตาที่เคยตื่นตระหนกบัดนี้ฉายแสงแห่งความเ้าเล่ห์และลำพองใจ“เขาพูดออกมาเองว่าเด็กนี่เป็คนจัดการเื่ศพ! ทั้งคนตีระฆังเรียกผีทั้งคนย้ายศพ ก็คือเด็กปีศาจนี่แหละ ใครจะไปรู้...เด็กที่สติไม่ดีแบบนี้อาจจะนึกสนุกฆ่าคนขึ้นมาก็ได้”
“แต่เด็กคนนี้ไม่ได้ฆ่าคนนะ! เขาแค่ถูกหลอกใช้!”มาเร็คพยายามโต้กลับด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง
“บาทหลวงก็ต้องปกป้องคนร้ายอยู่แล้ว!”อาร์เธอร์ยังคงปั่นหัวชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง “ห้องใต้ดินนี่มันห้องของเขา เขาแอบเข้ามาทำเื่ชั่วช้าที่นี่ทุกวันผมรู้ดีเพราะผมเฝ้าดูพวกเขามานานหลายปีแล้ว!”
ชาวบ้านเริ่มมีท่าทีโอนอ่อนตามคำพูดของอาร์เธอร์เสียงซุบซิบด้วยความผิดหวังดังระงมเหมือนผึ้งแตกรังหลายคนมองบาทหลวงด้วยสายตาเหยียดหยามที่บังอาจปกป้องฆาตกรตัวจริง... ทุกอย่างกำลังเป็ไปตามแผนของโจรคนที่สี่
แปะ...แปะ... แปะ...
ผมปรบมือเสียงดังรัวขัดจังหวะความวุ่นวายนั้นท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่หันมามองผมเป็จุดเดียว “น่าประทับใจจริงๆ ครับคุณอาร์เธอร์คุณแสดงบทบาทภารโรงผู้ขี้ขลาดและแสนดีได้แเีมาตลอดสิบปีแม้แต่ตอนนี้คุณก็ยังพยายามจะ ‘โยนบาป’ ให้กับเด็กที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้”
ผมก้าวเข้าไปประจันหน้ากับเขาจนััได้ถึงกลิ่นเหงื่อแห่งความกังวล“แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่คุณลืมไป... สิ่งที่คุณโกหกไม่ได้ไม่ว่าคุณจะพยายามป้ายสีใครก็ตาม”
“แกพูดเื่อะไร! หลักฐานก็เห็นๆอยู่ว่าไอ้เด็กปีศาจนั่นมันซ่อนตัวอยู่ใต้ดินกับบาทหลวง!”อาร์เธอร์ะโสุดเสียงจนหน้าดำครัดเครียดแต่ดวงตากลับเริ่มสั่นระริกเมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของผม
ผมกวาดสายตามองชาวบ้านทุกคนที่กำลังถือคบเพลิงสั่นไหวอยู่ในมือ“ผมอยากให้พวกคุณลองใช้สติมองเด็กคนนี้อีกครั้งสิครับ...ดูร่างกายที่ผ่ายผอมจนแทบไม่มีแรง จิตใจที่หลุดลอยและสติที่ไม่สมประกอบแบบนี้น่ะหรือ คือฆาตกรที่พวกคุณหวาดกลัว?”
ผมก้าวเข้าไปใกล้เด็กชายที่นั่งคุดคู้มากขึ้น“เด็กคนนี้หรือครับ...ที่จะมีความสามารถไปดักซุ่มฆ่าพ่อค้าที่แข็งแรงอย่างวิกเตอร์หรือสังหารป้าเอลดาผู้เชี่ยวชาญพื้นที่นี้ได้อย่างไร้ร่องรอย เขาจะคิดแผนซ้อนแผนเพื่อจัดฉากคำสาปที่ซับซ้อนขนาดนี้ได้ด้วยตัวเองจริงๆหรือ”
ชาวบ้านเริ่มชะงักสายตาที่เคยเต็มไปด้วยความอาฆาตเริ่มเปลี่ยนเป็ความลังเลเมื่อมองดูเด็กชายที่นั่งตัวสั่นเหมือนลูกนกที่าเ็ท่ามกลางม่านหมอกใต้ดินพวกเขาเริ่มฉุกคิดได้ว่าลำพังแค่จะสบตาผู้คน เด็กคนนี้ยังทำไม่ได้แล้วจะไปเป็ฆาตกรต่อเนื่องที่ชาญฉลาดได้อย่างไร
“คุณบาทหลวงครับ...” ผมหันไปหามาเร็คที่ตอนนี้น้ำตาคลอเบ้า“ถึงเวลาที่ต้องวางภาระที่แบกไว้ลงแล้วครับมีเื่อะไรที่อยากจะสารภาพต่อหน้าทุกคนให้จบไปเลยไหม”
มาเร็คหลับตาลงช้าๆถอนหายใจยาวราวกับพยายามยกูเาที่ทับอกออกมาตลอดสิบปีทิ้งไป
“ความจริงก็คือ... เด็กคนนี้คือลูกชายของพ่อเอง” มาเร็คเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แตกพร่า“พ่อแอบซ่อนเขาไว้ในห้องใต้ดินนี้ เพราะพ่อขี้ขลาด...พ่อละอายเกินกว่าจะบอกใครว่านักบวชอย่างพ่อมีพันธะทางโลกที่ผิดต่อกฎของโบสถ์และพ่อก็กลัวเกินกว่าจะปล่อยให้เขาออกไปเผชิญโลกข้างนอกพ่อกลัวว่าชาวบ้านจะรังเกียจและทำร้ายเขาถ้าเห็นสภาพที่แท้จริงของเขา...พ่อเลยเลือกที่จะขังเขาไว้ที่นี่ โดยหวังว่าศรัทธาจะช่วยเยียวยาเขาได้สักวัน”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันปนความตกตะลึงบาทหลวงผู้เคร่งครัดที่พวกเขาเคารพมีลูกชายและเด็กคนนั้นถูกขังอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขามาตลอดสิบปี
“มันเป็เื่จริง... และเด็กคนนั้นก็คือหลานชายที่น่าสงสารของฉันเอง”
เสียงแหบพร่าที่สั่นเครือดังขึ้นจากปากทางเข้าโถงดินทุกคนหันไปมองเป็ตาเดียว ผู้เฒ่าอีเรนเดินกะเผลกเข้ามาอย่างช้าๆโดยมีลินนี่คอยประคองอยู่อย่างใกล้ชิด แววตาของชายชราที่เคยดูนิ่งเฉยบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเ็ปรวดร้าวที่เห็นเืเนื้อเชื้อไขของตนต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ไม่ต่างจากสัตว์ป่า
“เอาละครับในเมื่อตัวตนของเด็กคนนี้และปริศนาของเสียงระฆังที่เพี้ยนจนน่ากลัวถูกเฉลยออกมาแล้ว”ผมกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยชาวบ้าน “เด็กชายคนนี้เป็คนตีระฆังจริงๆ ในทุกครั้งที่มีคนตายสาเหตุที่เสียงมันเพี้ยนผิดธรรมชาติก็เพราะเขาเข้าไปตีจากด้านในระฆังเองซึ่งต่างจากวิธีที่คนปกติทำ ส่วนสาเหตุที่เขาทำน่ะเหรอ...”
ผมย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กชายเพื่อลดความหวาดกลัวในดวงตาคู่นั้นลง “เ้าหนู... บอกฉันหน่อยสิครับ นายเอาร่างที่เปื้อนโคลนพวกนั้นไปวางหน้าโบสถ์แล้วขึ้นไปตีระฆังทำไม”
เด็กชายมองผมด้วยดวงตาที่เลื่อนลอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าราวกับคนละเมอ “เทพเ้า...ท่านเทพเ้าบอกให้ผมทำ ท่านบอกว่าให้เอาร่างคนที่นอนหลับอยู่ในโคลนข้างๆห้องผมขึ้นไปไว้ข้างบน... ท่านบอกว่าถ้าทำเสร็จแล้ว ก็ให้ไปตีระฆังบอกทุกคน...ท่านจะได้อวยพรให้พ่อกับผมได้อยู่ด้วยกันตลอดไป...”
เสียงกระซิบที่ใสซื่อแต่ชวนสยองขวัญของเด็กชายทำให้ชาวบ้านต่างขนลุกชันความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องโถงดินจนได้ยินเพียงเสียงคบเพลิงที่ปะทุไฟ ผมจึงหยัดยืนขึ้นแล้วหันไปอธิบายต่อเพื่อให้ทุกคนเห็นความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ม่านหมอก
“นี่คือเหตุผลที่บาทหลวงมาเร็คต้องปกป้องเด็กคนนี้อย่างสุดชีวิตครับ... ตอนที่ศพพ่อค้าตายและระฆังดังขึ้นบาทหลวงจะรีบลงมาหาลูกชายด้วยความตื่นตระหนก แต่เขากลับต้องใจสลายเมื่อพบว่าลูกชายของเขานั่งอยู่ท่ามกลางคราบโคลนพร้อมกับพูดเื่‘ท่านเทพเ้า’ สั่งให้ทำ”
ผมกวาดสายตาไปที่กลุ่มชาวบ้านที่เริ่มลดอาวุธในมือลง“บาทหลวงรู้ทันทีว่าลูกชายที่สติไม่ดีของเขาถูกใครบางคนใช้เป็ ‘เครื่องมือ’ในการจัดฉากคดีฆาตกรรมให้ดูเหมือนเป็เื่เหนือธรรมชาติและเขารู้ดีว่าหากเื่นี้ถูกเปิดเผยออกไปชาวบ้านที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะความกลัวจะไม่มีวันฟังคำอธิบาย...เขาจึงเลือกที่จะแบกรับตราบาปและซ่อนลูกชายไว้ในเงามืดเพื่อปกป้องหยดเืหยดสุดท้ายของเขาจากการรุมประชาทัณฑ์”
ผมหันไปทางบาทหลวง“ลูกชายคุณเคยบอกไหมครับ ว่า ‘ท่านเทพ’ ที่เขากล่าวถึงคือใคร?”
มาเร็คส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง“ผมถามเขาเป็ร้อยครั้ง...แต่เขาบอกแค่ว่าเป็ท่านเทพที่สวมหน้ากากและมองไม่เห็นหน้า...”
“ถ้าอย่างนั้น...”ผมหันกลับไปหาเด็กชายอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่จริงจัง “เ้าหนู... นายจำเสียงของท่านเทพคนนั้นได้ไหมลองมองไปรอบๆ สิ มีใครในห้องนี้ที่มีเสียงเหมือนท่านเทพคนนั้นหรือเปล่า”
เด็กชายค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนทีละคน จนกระทั่งนิ้วที่สั่นเทาชี้ตรงไปที่ อาร์เธอร์ภารโรงที่ยืนหน้าซีดอยู่กลางกลุ่มชาวบ้าน “เสียง... เสียงคนนี้ครับ ผมจำได้...ผมได้ยินเขาพูดบ่อยๆ ตอนที่เขาลงมาทำงานข้างล่างนี้...”
“ไอ้เด็กสติไม่ดีนั่นมันโกหก!”อาร์เธอร์ะโสุดเสียงจนเส้นเืที่คอปูดโปน “แค่เสียงจะไปยืนยันอะไรได้!หรือไม่ก็เป็แกนั่นแหละบาทหลวง! แกสั่งลูกแกเองแล้วป้ายสีฉัน!”
“จริงหรือไม่จริง...เราจะมาดูกันที่ ‘หลักฐาน’ ครับ” ผมพูดแทรกขึ้นมาทันทีพร้อมรอยยิ้มที่เย็นเยียบ
ผมถอนหายใจยาวพลางมองอาร์เธอร์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช" งั้นมาฟังไทม์ไลน์ที่แท้จริงที่คุณพยายามบิดเบือนมันมาตลอดของวันนี้กัน"
ผมกวาดสายตามองชาวบ้านที่ยืนฟังอย่างเงียบกริบ"เมื่อเช้านี้ คุณนัด 'วิกเตอร์ กราฟ' หรืออดีตเพื่อนร่วมทีมปล้นทองของคุณให้มาพบที่ห้องทำงานธุระเดียวที่คนอย่างเขาจะมาหาคุณก็น่าจะเป็เื่ ทองคำคุณทุบหัวเขาจนสลบแล้วพาร่างมาทิ้งไว้ในบ่อโคลนใต้ดินนี้ เพื่อให้ร่างค่อยๆจมลงอย่างช้าๆ มันเป็เทคนิคที่ชาญฉลาดมากครับเพราะโคลนจะทำให้การคำนวณเวลาตายคลาดเคลื่อนและคุณก็จะมีพยานยืนยันที่อยู่ที่แ่าในตอนที่ศพถูกพบ"
ผมขยับเข้าใกล้เขาอีกก้าว"จากนั้นคุณก็ใช้เด็กชายคนนี้เป็เครื่องมือเพื่อเป็แพะรับบาปเพราะคุณรู้ว่าเด็กคนนี้เป็ลูกของบาทหลวงและบาทหลวงจะต้องหาทางปกปิดเื่นี้แน่นอนคุณสั่งให้เขาแบกร่างที่เปื้อนโคลนขึ้นไปไว้หน้าโบสถ์และสอนให้เขาตีระฆังจากด้านในเพื่อให้เสียงมันโหยหวนผิดปกติ เพื่อสร้างกระแสเื่'คำสาป' เหมือนที่คุณเคยทำกับศพโจรอีกสองคนเมื่อ 10ปีและ 8 ปีก่อน!"
"ส่วนเอลดา..เธอไม่ใช่คนบริสุทธิ์ ผมเดาว่าเธอเห็นคุณซ่อนทองเมื่อสิบปีก่อนจึงเสนอตัวช่วยปกปิดเพื่อแลกกับส่วนแบ่งมาตลอดแต่เมื่อเธอกลัวว่าความลับจะแตกเพราะการมาถึงของตำรวจและนักข่าวเธอจึงกลายเป็จุดอ่อนที่คุณต้องกำจัดทิ้ง"
"บ่ายวันนี้คุณนัดเธอมาตกลงเื่ส่วนแบ่งทองคำที่ซ่อนอยู่แต่กลับฆ่าปิดปากเธอเสียก่อน" ผมก้าวเท้าเข้าไปหาอาร์เธอร์ช้าๆ"คุณพยายามจะใช้เด็กชายคนเดิมให้ช่วยแบกศพเธอไปจัดฉากเหมือนทุกครั้งแต่คราวนี้ผิดแผน เพราะบาทหลวงมาเร็คอยู่ในห้องใต้ดินตลอดเวลาแผนการที่เคยวางไว้จึงสะดุดกึก"
"คุณไม่มีทางเลือก จึงต้องยอมเสี่ยงแบกศพเอลดาที่เปื้อนโคลนจากสุสานใต้ดินไปวางไว้ที่หลังโบสถ์ด้วยตัวเองรอยเท้าที่เป็ระเบียบผิดจากฝีเท้าเด็กเ่าั้แหละคือลายเซ็นของคุณและเมื่อบาทหลวงยอมออกจากห้องนี้ไป คุณก็ลอบเข้ามาสั่งเด็กให้ตีระฆังทันทีก่อนจะรีบวิ่งออกไปทำทีเป็ผู้พบศพพร้อมกับพยานบุคคลที่คุณเตรียมไว้ล่อหน้าล่อตาตำรวจ..."
"แผนการคุณดูสมบูรณ์แบบนะครับอาร์เธอร์ ถ้าเพียงแต่คุณจะไม่ทิ้ง 'ของกลาง' ไว้กับตัว"
"เหลวไหล! คุณพูดมาแบบนี้ เป็ใครๆ ก็แต่งเื่ขึ้นมาพูดได้ทั้งนั้นแหละ!หลักฐานล่ะมีไหม?!" อาร์เธอร์ะโสุดเสียงจนเส้นเืที่ลำคอปูดโปนใบหน้าที่เคยดูใจดีบัดนี้ดำคล้ำด้วยความเครียดแค้น
"ผมพูดขนาดนี้แล้ว คุณก็ยังไม่ยอมรับอีกเหรอครับ?" ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพลางขยับเข้าไปหาอาร์เธอร์ที่เริ่มยืนไม่อยู่กับร่องกับรอย "ถ้าอย่างนั้นมาดูหลักฐานเบื้องต้นที่มัดตัวคุณจนดิ้นไม่หลุดกันดีกว่า"
ผมหยุดเดินแล้วกวาดสายตามองไปที่เครื่องแต่งกายของเขาอย่างพินิจ"ทุกคนลองสังเกตดูสิครับ... อาร์เธอร์ทำไมตอนนี้คุณถึงเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ล่ะ? ทั้งๆที่เมื่อเช้า และตอนบ่ายผมเจอคุณครั้งล่าสุด คุณยังใส่เสื้อผ้าอีกชุดหนึ่งอยู่เลยทั้งที่อากาศที่นี่หนาวจัดและฝนก็ไม่ได้ตกอะไรเป็เหตุผลสำคัญที่ทำให้ภารโรงที่สมถะอย่างคุณต้องรีบร้อนเปลี่ยนชุดขนาดนั้นกันแน่"