อิ่นจื่อไป๋ลงมือทันทีที่พูดจบหวังจะอาศัยจังหวะที่ฮวาชิงเหยียนเผลอซัดนางให้ตายคามือ
ทว่าด้วยความหวาดกลัวกอปรกับละเลยการฝึกมาเนิ่นนานทำให้ก้าวขาไม่มั่นคง ทั้งหมัดที่ปล่อยออกไปยังไร้น้ำหนักฮวาชิงเหยียนเตะเพียงครั้งเดียวเขาก็กระเด็นไปไกล
อิ่นจื่อไป๋รู้สึกเจ็บแปลบที่ท้องอีกทั้งพลังในจุดตันเถียนยังปั่นป่วนอย่างรุนแรงก่อนจะแตกกระจายไหลย้อนเข้าสู่เส้นลมปราณแบบควบคุมไม่อยู่ความเ็ปสาหัสทำให้เขาพ่นเืออกมาเฮือกใหญ่แล้วสลบเหมือดไป
“คุณชายอิ่น!”
หนึ่งในชายหนุ่มที่มาด้วยกันถึงกับร้องลั่นด้วยความใส่วนอีกคนะโถามเสียงเข้ม
“ฮวาชิงเหยียน เ้า...เ้ากล้าทำร้ายคุณชายอิ่นอย่างนั้นรึ!”
ฮวาชิงเหยียนแค่นเสียงเยาะ “เ้าตาบอดหรือ เห็นๆ อยู่ว่าเขาเป็ฝ่ายลงมือก่อน ข้าแค่ป้องกันตัวและที่เขาเป็แบบนี้เพราะฝืนใช้พลังในร่างกายจนพลังแตกซ่านเส้นลมปราณฉีกขาดเื่นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ถ้าไม่เชื่อก็ไปตรวจดูได้ตอนนี้เขาไม่มีพลังแล้วด้วยซ้ำ”
ชายหนุ่มทั้งสองสบตากันเลิ่กลั่กก่อนหันไปมองผู้ดูแลร้านซึ่งเป็นักหลอมโอสถเช่นกัน เพียงแต่มีพร์ต่ำเป็เพียงนักหลอมโอสถระดับสองทว่าความสามารถในการตรวจสอบระดับพลังของผู้อื่นนั้นพอทำได้
ด้วยฐานะของอิ่นจื่อไป๋ผู้ดูแลร้านไม่กล้าชักช้า รีบเดินไปตรวจชีพจรอย่างระมัดระวังเพียงครู่เดียวหน้าก็ซีดเผือด ก่อนมองฮวาชิงเหยียนอย่างเหลือเชื่อ
ชายหนุ่มข้างกายอิ่นจื่อไป๋ร้อนใจรีบถามว่า “ผู้ดูแล! ว่าอย่างไร คุณชายอิ่นเป็เช่นไรบ้าง!”
สีหน้าผู้ดูแลร้านเต็มไปด้วยความลังเลเขาปาดเหงื่อบนใบหน้าก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม “คือ...คุณชายอิ่นเขา...เขา...”
ผู้ดูแลร้านราวกับลิ้นแข็งค้างพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
หวังเฟิงเห็นท่าไม่ดีจึงผลักเขาออกไปอย่างไร้มารยาทแล้วลงมือตรวจด้วยตนเองแต่ไม่นานใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงทันตา
ไม่มีพลังหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยอีกทั้งเส้นลมปราณยังขาดวิ่นไปหมด!
“ฮวาชิงเหยียน เ้าทำอะไรคุณชายอิ่น!” หวังเฟิงตะคอกถามด้วยความโกรธ
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็เริ่มเข้าใจว่าที่ฮวาชิงเหยียนพูดก่อนหน้าคงเป็เื่จริงนางรู้ได้อย่างไรว่าอิ่นจื่อไป๋ไม่มีพลังหลงเหลืออยู่เลย ก่อนที่สายตาทั้งหมดจะพากันหันมาจ้องมองนางเป็ตาเดียว
ฮวาชิงเหยียนมองหวังเฟิงและคนอื่นราวกับเป็พวกโง่งมก่อนกล่าวเสียงเรียบ “พวกเ้าตาบอดกันไม่พอ ยังหูหนวกกันอีกหรือ ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าเขาเป็แบบนี้เพราะร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะฝึกฝนหรือใช้พลังได้อีกหากฝืนใช้ก็จะยิ่งทำร้ายร่างกาย เมื่อครู่เขาพยายามใช้พลังเพื่อลอบจู่โจมข้าไม่ตายเพราะพลังย้อนกลับก็นับว่าโชคดีแล้ว แต่หากยังปล่อยไว้ไม่ดูแลก็รอแค่เวลาตายเท่านั้น”
ใบหน้าหวังเฟิงถมึงทึงเอ่ยสั่งเสียงต่ำ “พาเขากลับจวนข้า”
เมื่อพวกชายหนุ่มที่มากับอิ่นจื่อไป๋ได้ยินก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกรีบเข้าไปหิ้วอิ่นจื่อไป๋ แล้วทะยานออกไปทางหน้าต่างทันที
ไวเสียจนฮวาชิงเหยียนยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรพวกเขาก็หายวับไปกับตา
หวังเฟิงก็รีบจากไปในทันที
ฮวาชิงเหยียนยกยิ้มมุมปากพลางเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “ยังไม่ได้จ่ายเงินพนันเลยนะ!”
สีหน้าฮวาชิงเหยียนที่พองลมจนแก้มป่องเพราะโกรธทำให้องค์ชายสี่รู้สึกว่านางน่าเอ็นดูอย่างประหลาดเขายิ้มอย่างอ่อนโยนพลางกล่าว “แม่นางชิงเหยียนวางใจข้าไม่ปล่อยให้อิ่นจื่อไป๋เบี้ยวเงินพนันแน่นอน”
ฮวาชิงเหยียนเหลือบมองเขาพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าราวกับบอกว่า ‘อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย’ก่อนจะหยิบตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงทองของตนออกมาจากเงินพนันแล้วกล่าวกับเขา “ในหนึ่งเดือนนี้ ท่านห้ามขยับขาโดยไม่จำเป็และเปลี่ยนยาอย่างเคร่งครัดตามที่ข้าน้อยบอก หากไม่มีอะไรผิดพลาดอีกหนึ่งเดือนท่านก็จะเดินได้ตามปกติ หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อนเ้าค่ะ”
ฮวาชิงเหยียนกล่าวจบก็ไม่สนใจว่าองค์ชายสี่จะตอบว่าอย่างไรเพียงหันไปเอ่ยกับผู้ดูแลร้านที่ยืนอยู่ข้างๆ “ท่านผู้ดูแลร้านเตรียมสมุนไพรที่ข้าสั่งไว้เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่”
ผู้ดูแลร้านมองใบหน้ายังเยาว์ที่ซีดเหลืองของนางรู้สึกไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้จะเป็จริงแต่กลับไม่กล้าดูแคลนนางอีกต่อไป จึงตอบกลับอย่างสุภาพ “เรียบร้อยแล้ว เชิญแม่นางตามข้ามาทางนี้”
ฮวาชิงเหยียนจึงเดินตามผู้ดูแลออกไป
องค์ชายสี่จ้องมองแผ่นหลังเล็กๆที่ตั้งตรงของนางด้วยสายตาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะหันไปสั่งเย่ชิงที่อยู่ข้างกาย “กลับวังกันเถอะ”
เมื่อองค์ชายสี่้ากลับวังผู้คนที่เพิ่งฟื้นจากความตกตะลึงก็อดชำเลืองมองขาเขาไม่ได้ทุกคนต่างอยากรู้ว่าเด็กสาวคนนั้นรักษาได้จริงหรือไม่
แม้จะยังไม่กล้ายืนยันแต่นับจากวันนี้คงไม่มีใครกล้าเอ่ยว่านางเป็เพียงสวะอีก
ในขณะเดียวกันบริเวณชั้นสามของร้านแห่งนี้ชายหนุ่มหนึ่งชุดแดงและหนึ่งชุดดำยืนมองเหตุการณ์วุ่นวายด้านล่างโดยไม่ปริปากพูดอะไร
ชายหนุ่มชุดแดงผู้มีดวงตาหวานราวดอกท้อหัวเราะออกมาอย่างมีเลศนัยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “พี่เจ็ด ท่านคิดว่าพี่สะใภ้เป็คนรักษาขาของเขาหายจริงหรือหากจริง เช่นนั้นขาของพี่เจ็ด...”
เขาพูดพลางเหลือบมองขาของชายชุดดำที่สวมหน้ากากเงินอย่างมีนัย
อีกฝ่ายมองตามหลังของฮวาชิงเหยียนที่เพิ่งจากไปด้วยสายตาลึกล้ำก่อนจะกล่าวเสียงทุ้มเ็า “นางรักษาไม่ได้”
เมื่อกล่าวจบร่างของเขาก็พลันหายไปในพริบตา ทิ้งให้ชายชุดแดงหัวเราะเบาๆก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายหยอกล้อ “ข้ามีลางสังหรณ์บางทีนางอาจจะรักษาพี่เจ็ดได้ เ้าว่าอย่างไร อวี่เตี๋ย”
สตรีชุดขาวซึ่งยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังชายชุดแดงเอ่ยเสียงนุ่มนวลอย่างเคารพ“เรียนอ๋องเก้า บ่าวก็หวังให้เ้านายของบ่าวหายดีเช่นกันเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นอ๋องเก้าซึ่งก็คือชายชุดแดงแสยะยิ้มก่อนกล่าวอย่างมีเลศนัย “เด็กสกุลอิ่นนั่นเป็หนี้พี่เจ็ดถึงห้าล้านตำลึงทองอย่าลืมไปทวงเขาละ”
หลังพูดจบก็เดินลงบันไดไปอย่างอารมณ์ดี
“เ้าค่ะ”
อวี่เตี๋ยตอบรับเสียงเบาแต่ั์ตากลับมีแววริษยาฮวาชิงเหยียนที่เ้านายของนางใส่ใจฮวาชิงเหยียนถึงเพียงนี้ นางรู้ดีว่าเ้านายให้ความสำคัญกับฮวาชิงเหยียนมากไม่เช่นนั้นคงไม่มาดูด้วยตาตนเอง ต่อไปต้องมีเหตุให้พบหน้ากันอีกเป็แน่
ทว่าฮวาชิงเหยียนกลับไม่รู้เลยว่านางกำลังถูกจับตามองเพียงมองสมุนไพรที่เพิ่งซื้อมาอย่างผิดหวัง
นางพบว่าสมุนไพรหลายชนิดที่ตนร้องขอแม้จะเรียกชื่อเหมือนกับในความทรงจำของชาติก่อนแต่คุณสมบัติกลับแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
นั่นหมายความว่านางต้องเริ่มต้นเรียนรู้สมุนไพรของแผ่นดินหลงเหยียนใหม่ทั้งหมด
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสมุนไพรกว่าร้อยชนิดกลับมีราคาสูงถึงห้าพันตำลึงทอง ทว่าในตอนนี้นางมีเงินอยู่เพียงหนึ่งพันตำลึงทองเท่านั้นนางซื้อได้แค่สมุนไพรที่คุ้นเคยและสมุนไพรบำรุงร่างกายให้มารดากับพี่ชายได้ชั่วคราวแต่กลับใช้เงินไปถึงเก้าร้อยเก้าสิบเก้าตำลึงทอง
ว่ากันว่าลดราคาแล้วด้วยซ้ำ...
ฮวาชิงเหยียนอุ้มห่อสมุนไพรใบโตไว้ในอ้อมแขนมืออีกข้างกำเงินหนึ่งตำลึงทองไว้แน่นสมุนไพรแค่นี้แต่กลับมีราคาสูงลิบลิ่วอย่างไร้เหตุผลนางรู้สึกทันทีว่าจำเป็ต้องรีบหาเงินโดยเร็วที่สุด
ไม่แปลกใจเลยที่ในความทรงจำของร่างเดิมนั้นนักหลอมโอสถแทบจะเป็คลังสมบัติเดินได้ คิดดูสิแค่โอสถก่อแก่นปราณของหวังเฟิงเพียงเม็ดเดียวก็ปาเข้าไปหนึ่งหมื่นตำลึงทอง ทั้งๆ ที่มีราชสำนักคอยควบคุมราคาหากไม่มีการแทรกแซงจากราชสำนักเกรงว่าโอสถระดับห้านี้คงราคาสูงถึงห้าหมื่นตำลึงทองเป็แน่
ส่วนโอสถประเภทอื่นแม้แต่โอสถระดับหนึ่งก็ยังมีราคาสูงถึงหนึ่งพันตำลึงทองทั้งที่ต้นทุนของสมุนไพรที่ใช้ไม่เกินร้อยตำลึงทองด้วยซ้ำกำไรเช่นนี้มากพอจะทำให้คนโลภได้เลยทีเดียว
ฮวาชิงเหยียนไม่ใช่นักหลอมโอสถแต่หลังจากที่ศึกษาอย่างละเอียดแล้วนางมั่นใจว่ายาที่นางปรุงขึ้นมานั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าโอสถเ่าั้เลยนางสามารถอาศัยการปรุงโอสถเพื่อหาเงินได้แน่นอน