"บางคนมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพื่อเื่ราวของตัวเอง แต่เพื่อให้เื่ราวของคนอื่นมีคนรู้ว่าเคยเกิดขึ้น
คนแบบนั้นคือแบบที่เงียบที่สุด แต่ก็คือแบบที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่มีพวกเขาความรักมากมายก็หายไปในที่ที่ไม่มีใครจำ"
"เขาเดินมาหลายพันปีแล้ว ไม่มีใครรู้ชื่อเขา ไม่มีหนังสือบันทึกหน้าของเขา
แต่ในบางคืน บางคืนที่ไม่มีดวงจันทร์ มีคนพบกุ้ยหยูเล็กๆชิ้นหนึ่งหน้าประตู กุ้ยหยูนั้นไม่มีชื่อ แต่ทำให้คนนั้นรู้ว่า 'มีคนผ่านมา มีคนจำได้ มีคนเป็พยานให้เ้า'
กุ้ยหยูนั้นคือคำพูดที่ยาวที่สุดของเขา เขาไม่ถนัดพูด เขาถนัดแค่เดิน และยืนในที่ที่ถูกต้องใน่เวลาที่ถูกต้อง
วันนี้่เวลาที่ถูกต้องมาแล้ว และเขา เหมือนเคย อยู่ที่นั่นแล้ว"
⚔ คืนที่หลิงซางอ่านกุ้ยหยูและสิ่งที่พบ ⚔
คืนนั้น
หลิงซางนั่งอยู่ในห้องทำงานกุ้ยหยูสีเขียวอมเหลืองวางอยู่ตรงหน้า โคมเล็กสองดวงส่องแสงเหลืองอุ่น
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะเขียนรายงานของตัวเอง ในแบบที่พวกเขาทำงานด้วยกันเงียบๆ ในคืนต่างๆ
หลิงซางวางมือลงบนกุ้ยหยูปล่อยพลังออกมาเบาๆ เพื่ออ่านบันทึกที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่ได้รับนั้นไหลเข้ามาช้าๆไม่ใช่ตัวอักษร แต่เป็ความรู้สึก ความเข้าใจราวกับว่าจิ้วเซียนบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยพลังงานของการสังเกตที่สะสมมาหลายร้อยปี
วิธีชำระร่องรอยที่เหลือ
ไม่ใช่พิธีกรรมไม่ใช่สูตรยา ไม่ใช่การต่อสู้
แต่คือการสร้างพลังตรงกันข้ามกับสิ่งที่อสูรใช้
อสูรผู้ลบใช้พลังงานของการสูญเสียความโดดเดี่ยว และการขาดความเชื่อมต่อ
สิ่งที่จะล้างร่องรอยนั้นออกคือพลังงานของความสัมพันธ์ที่เลือกโดยสมัครใจ ความไว้วางใจที่สร้างขึ้นทีละน้อยและการรับรู้ว่าตัวเองเป็ส่วนหนึ่งของบางสิ่ง
พูดง่ายๆคือ สิ่งที่สองคนนี้กำลังสร้างอยู่ทุกวัน โดยไม่รู้ตัวว่านั่นคือยาที่ดีที่สุด
หลิงซางถอนมือออกนั่งอยู่กับความรู้ที่ได้รับ
จากนั้นก็มองเซิ่นอวี๋ที่ยังคงเขียนอยู่
"เซิ่นอวี๋"
"อะไร" เขาไม่หยุดเขียน
"ร่องรอยที่เหลืออยู่ในตัวท่าน—"
"ยังมีอยู่"
"มี แต่กำลังจาง" หลิงซางพูด"และวิธีให้มันจางสมบูรณ์แบบนั้น ข้าพบแล้ว"
เซิ่นอวี๋วางปากกาลงหันมามอง
"วิธีนั้นคืออะไร"
"สิ่งที่พวกเราทำอยู่ทุกวัน" หลิงซางพูด น้ำเสียงที่เรียบแต่ชัดเจน "ไม่ต้องทำอะไรพิเศษแค่ดำเนินต่อไปในแบบที่ดำเนินอยู่"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาในดวงตาของเขามีบางสิ่งที่ประหลาดใจเล็กน้อยแล้วก็อ่อนลง
"นั่นเป็วิธีรักษาที่ง่ายที่สุดที่ท่านหมอเคยบอกข้า" เขาพูด
"มันง่ายเพราะเราทำอยู่แล้ว" หลิงซางพูด
"ท่านหมอ"
"อะไร"
"ข้าดีใจที่ยาของท่านเป็แบบนั้น" เซิ่นอวี๋พูด รอยยิ้มที่ถึงตาปรากฏขึ้น
หลิงซางมองรอยยิ้มนั้นมองนานพอที่จะจำ
แล้วก็หันกลับไปที่กุ้ยหยูเขียนบันทึกต่อ
แต่ที่มุมปากของเขามีบางสิ่งที่อบอุ่นขยับขึ้นเล็กน้อย
????วันที่อสูรส่งสัญญาณสุดท้าย????
สามวันหลังจากพบจิ้วเซียน
หลิงซางตื่นขึ้นกลางดึกพร้อมกับความรู้สึกที่คุ้นเคยจากนานมาแล้ว
กุ้ยหยูสีเขียวของบิดาที่เขาเก็บไว้ในลิ้นชักแง่มออกมาเรืองแสงเอง
ไม่ใช่แสงสว่างแต่เป็แสงที่สั่น สัญญาณที่มันให้ไว้ว่าอสูรเคลื่อนไหว
หลิงซางหยิบมันขึ้นมารู้สึกถึงความเย็นที่ส่งออกมา
แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป
ไม่ใช่ความเย็นของอันตรายแต่เป็ความเย็นของ บางสิ่งที่กำลังจบลง เหมือนไฟที่กำลังจะดับไม่ใช่ไฟที่กำลังลุกโชน
เขานั่งอยู่กับความรู้สึกนั้นปล่อยให้พลังของตัวเองอ่านสัญญาณ
และในความมืดของห้องทำงานในแสงเรืองจากกุ้ยหยู เขาเห็นบางสิ่งที่ไม่ใช่ภาพแต่เป็ความเข้าใจ
อสูรผู้ลบกำลังอ่อนแอลง
ไม่ใช่เพราะพ่ายแพ้แต่เพราะแหล่งพลังงานของมันกำลังหมด หมู่บ้านหมอก หมู่บ้านจื้อฉวนวงผนึกที่ถูกทำลาย ร่องรอยที่กำลังจาง ทุกสิ่งที่พวกเขาทำมาเป็การตัดแหล่งพลังงานทีละน้อย
แต่สิ่งที่อ่อนแอกำลังจะจบไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย
บางครั้งสัตว์ที่ถูกาเ็อันตรายกว่าสัตว์ที่แข็งแรง
"ท่านหมอ"
เสียงจากประตูเบาแต่ชัดเจน
หลิงซางวางกุ้ยหยูลง
"เข้ามา"
เซิ่นอวี๋เดินเข้ามามือถือชาสองถ้วยตามนิสัย ดาบ หยินซา แขวนไว้ที่เอวแม้เป็กลางดึก
"รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งเปลี่ยนแปลง" เขาพูดเบา นั่งลงข้างๆ หลิงซาง
"รู้สึกจากรอยแผลเป็?"
"รอยแผลเป็จางแล้ว" เซิ่นอวี๋พูด "แต่ข้ายังรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในอากาศ เหมือนก่อนพายุแต่ไม่ใช่พายุที่จะใหญ่ เป็พายุสุดท้ายที่กำลังอ่อนแรง"
"ท่านรู้สึกได้แม่นมาก" หลิงซางพูด วางมือบนกุ้ยหยูสีเขียวที่ยังเรืองอยู่จางๆ "อสูรนั้นกำลังอ่อนแอ มันจะพยายามครั้งสุดท้ายข้าไม่รู้เมื่อไหร่ ไม่รู้รูปแบบ แต่จะมา"
"และเราจะรับมือ" เซิ่นอวี๋พูดไม่ใช่คำถาม ไม่มีความกังวล แค่บอกข้อเท็จจริง
"รับมือด้วยกัน" หลิงซางพูดซ้ำ
ทั้งสองนั่งอยู่กับชาร้อนในความมืดที่มีแสงเรืองจางๆจากกุ้ยหยู
"ท่านหมออู๋" เซิ่นอวี๋พูดหลังจากสักพัก
"อะไร"
"ข้าอยากพูดบางสิ่ง" เสียงเงียบลง "เผื่อพรุ่งนี้หรือวันหน้ามีอะไรที่ทำให้พูดยาก"
"พูดได้"
เซิ่นอวี๋มองออกไปที่หน้าต่างที่มีแสงดาวลอดเข้ามาบาง
"ข้าไม่ค่อยเชื่อว่าตัวเองคู่ควรกับสิ่งดีๆ" เขาพูดช้าๆ "ข้าโตมาโดยเชื่อว่าตัวเองเป็แค่คนไร้นาม ไม่มีนามสกุล ไม่มีตระกูลไม่มีที่ทาง และแม้แต่ตอนนี้บางครั้งเมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังมีเสียงในหัวที่บอกว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นเปราะบาง จะไม่ยั่งยืน"
หลิงซางฟังโดยไม่ขัด
"แต่ข้าเลือกที่จะไม่เชื่อเสียงนั้น" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "ข้าเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่ข้าเห็นและััได้ และสิ่งที่ข้าเห็นคือ ท่านหมออู๋หลิงซาง อยู่ที่นี่ ข้างๆ ข้า ทุกวันและนั่นคือสิ่งที่จริงกว่าเสียงในหัวนั้นมาก"
หลิงซางวางถ้วยชาลงหันมามองเซิ่นอวี๋
จากนั้นก็ทำสิ่งที่เซิ่นอวี๋ไม่ได้คาดเขาวางมือบนหัวของเซิ่นอวี๋เบาๆ ท่าทางที่ช้าและตั้งใจ ไม่ใช่ท่าทางหมอไม่ใช่ท่าทางที่ตรวจสอบ แต่เป็ท่าทางของคนที่้าสื่อบางสิ่งที่คำพูดไม่พอ
"ข้าก็เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็น" เขาพูดเงียบมาก "และสิ่งที่ข้าเห็นคือ เซิ่นอวี๋เป็คนที่คุ้มค่ากับทุกสิ่งดีๆ ในโลกไม่ใช่เพราะตระกูล ไม่ใช่เพราะนามสกุล แต่เพราะเป็คนที่เขาเป็"
เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่กับมือที่วางบนหัวดวงตาที่หลับลงเบาๆ
ในความเงียบของกลางดึกในแสงเรืองจางๆ จากกุ้ยหยู ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันกับคำพูดที่ไม่ต้องพูดเพิ่มอีก
????วันที่ฝนตกและการต่อสู้ครั้งสุดท้าย????
สองวันต่อมาฝนตกหนัก
ฝนของปลายฤดูใบไม้ผลิที่มาอย่างรุนแรงและผ่านไปเร็วแต่ระหว่างที่ตกมันตกหนักพอที่จะทำให้ถนนหินในฉางอันเป็สีดำสนิทและทุกอย่างในโลกดูล้างสะอาด
และในฝนนั้นอสูรมา
ไม่ได้มาในร่างมนุษย์ไม่ได้มาในแบบที่เคยมา ครั้งนี้มันมาในสิ่งที่มันเป็จริงๆ ความมืดที่เคลื่อนไหวความเย็นที่ไม่มีที่มา ความรู้สึกว่าอากาศบิดตัว
หลิงซางรู้สึกได้ก่อนกุ้ยหยูสีเขียวที่อยู่ในมือของเขาเรืองขึ้นแดง
เซิ่นอวี๋รู้สึกได้พร้อมกันรอยแผลเป็ที่จางแล้วนั้นอุ่นขึ้นเล็กน้อย ดาบ หยินซาเปลือยออกมาในมือขวาก่อนที่เขาจะคิด
หยูหลานที่อยู่ในห้องยาได้ยินเสียงที่ไม่มีเสียงรู้สึกถึงบางสิ่งที่กดอากาศลงในโรงหมอ เธอปิดลิ้นชักยาและเดินออกมาในทางเดิน
"ออกไปข้างนอก" หลิงซางบอกเธอเงียบๆ
"ข้าสามารถช่วย—"
"ออกไปข้างนอก หยูหลาน" ครั้งนี้เสียงของเขาไม่มีพื้นที่สำหรับการโต้เถียง
หยูหลานออกไป
ในโรงหมอที่เหลือแค่สองคน
หลิงซางยืนอยู่กลางห้องรักษากุ้ยหยูดอกหิมะในมือขวา ดาบสีขาวในมือซ้าย
เซิ่นอวี๋ยืนข้างๆเขา หยินซาในมือ รอยแผลเป็เรืองสีทองอ่อนๆ ไม่ใช่สีเงินที่เคย แต่ทองที่อุ่นกว่า
ความมืดนั้นรวมตัวอยู่ที่ประตูไม่เข้ามา แค่อยู่ที่นั่น ทดสอบ ประเมิน
"มันอ่อนแอ" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ"ข้ารู้สึกได้"
"อ่อนแอแต่ยังอันตราย" หลิงซางพูด
"รู้"
ความมืดนั้นขยับ
ไม่ใช่การโจมตีแต่เป็การลองดู ส่งความเย็นออกมาเป็คลื่นความเย็นที่มุ่งไปที่รอยแผลเป็ของเซิ่นอวี๋ ที่ร่องรอยที่เหลืออยู่เล็กน้อยที่เส้นทางที่เคยเข้ามาได้
แต่รอยนั้นจางไปแล้ว
พลังงานของการเลือกพลังงานของความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นทุกวัน มันไม่มีทางเข้าอีกแล้ว
ความมืดนั้นหยุด
และในทันทีนั้นหลิงซางก้าวออกไปข้างหน้า
แสงสีขาวะเิออกจากกุ้ยหยูดอกหิมะไม่ใช่การรักษา ไม่ใช่การชำระ แต่เป็การยืนยัน ยืนยันว่าพลังงานของชีวิตของความรัก ของการเชื่อมต่อระหว่างคนนั้นแข็งแกร่งกว่าพลังงานของความโลภและความกลัว
เซิ่นอวี๋เคลื่อนไหวพร้อมกันดาบ หยินซา ขีดรูปแบบในอากาศ ไม่ใช่รูปแบบผนึก แต่เป็รูปแบบปลดปล่อยเปิดประตูให้สิ่งที่ไม่ควรอยู่นี้กลับไปสู่ที่ที่มันมา
แสงสองสีพบกันในอากาศ
ขาวและทองไม่ใช่ขาวและเงินอีกต่อไป
พวกมันพันกันในแบบใหม่ที่ทั้งสองรู้สึกว่ามันสมบูรณ์แบบกว่าเหมือนว่ากุ้ยหยูรู้จักดาบมาตลอด และดาบรู้จักกุ้ยหยูมาตลอด
ความมืดนั้นพยายามต้าน
แต่มันอ่อนแอเกินไปแหล่งพลังงานหมดไปมากเกินไป และสิ่งตรงหน้ามันนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะทะลุได้
เซิ่นอวี๋เปล่งคำเดิมที่เคยใช้แต่ครั้งนี้เสียงมีน้ำหนักต่างกัน ไม่ใช่คำสั่งที่ใช้กำลังแต่เป็คำที่มีอำนาจของคนที่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ที่ไหนและอยู่ที่นั่นด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเ้า กลับไป"
ความมืดสั่น
และในที่สุดมันจางหายไป
ไม่ใช่การะเิไม่ใช่แสงสว่างจ้า แค่ค่อยๆ จาง เหมือนหมอกที่แดดส่องผ่าน ค่อยๆ ละลายจนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือ
ห้องอุ่นขึ้นทันทีฝนที่ตกอยู่ข้างนอกฟังดูเบาลง แสงที่ลอดผ่านหน้าต่างที่เปียกชื้นดูสว่างกว่า
หลิงซางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
รู้สึกถึงความว่างเปล่าที่เหลืออยู่ในที่ที่ความมืดนั้นเคยอยู่แต่เป็ความว่างเปล่าที่สะอาด ที่พร้อมจะรับสิ่งใหม่
เขาเก็บดาบสีขาววางกุ้ยหยูดอกหิมะเข้าฝักที่เอว
หันมามองเซิ่นอวี๋
"เป็อย่างไรบ้าง"
เซิ่นอวี๋เก็บหยินซามองข้อมือซ้าย
รอยแผลเป็สีจางบนผิวหนัยังอยู่ที่นั่น แต่ไม่อุ่น ไม่เรือง ไม่สั่น
เป็แค่รอยรอยของสิ่งที่เคยเป็ รอยของคำสัญญาที่สำเร็จแล้ว
"ร่องรอยนั้น" เขาพูด "หายแล้ว"
หลิงซางเดินเข้ามาจับข้อมือซ้ายของเขาขึ้นมา ตรวจ
รู้สึกถึงความสะอาดที่เขาไม่เคยรู้สึกในข้อมือนั้นมาก่อน
"หาย" เขายืนยัน
เซิ่นอวี๋มองมือที่ยังถือข้อมือของเขาอยู่
"ท่านหมอ"
"อะไร"
"ข้าคิดว่าครั้งนี้จบแล้วจริงๆ"
หลิงซางปล่อยข้อมือออกแต่ยังยืนอยู่ใกล้ๆ
"จบในสิ่งนี้" เขาพูด "แต่ยังมีโลกที่ต้องเดินทาง มีคนที่ต้องรักษามีิญญาที่ต้องช่วย และมีคดีที่ต้องไขอีกมาก"
"ใช่" เซิ่นอวี๋พูดมุมปากขยับขึ้น "แต่อย่างน้อยครั้งนี้เราทำสิ่งนั้นโดยไม่มีสิ่งที่ค้างอยู่ในตัวข้าอีกต่อไป"
"โดยไม่มีภาระที่ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป" หลิงซางพูดต่อ
ทั้งสองมองหน้ากัน
จากนั้นฝนที่ตกอยู่ข้างนอกก็หยุดในทันที
และแสงแดดส่องลงมาผ่านเมฆที่แตกออกตกลงบนพื้นหินเปียกของลานหน้าโรงหมอ ทำให้ทุกอย่างเรืองแวบวาบ
✨บ่ายวันที่ฝนหยุด✨
หยูหลานกลับมาเมื่อฝนหยุดมองรอบโรงหมอ มองสองคน
"เสร็จแล้วหรือ" เธอถาม
"เสร็จแล้ว" หลิงซางตอบ
"จริงๆ?"
"จริงๆ"
หยูหลานนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะออกมายาว
"ข้าดีใจมาก" เธอพูด "และข้าหิวมาก มีใครอยากกินข้าวไหม"
เซิ่นอวี๋หัวเราะเสียงที่จริงและสบาย
"ข้าออกไปซื้อ" เขาพูด
"ซื้อของหวานด้วย" หยูหลานบอก
"รู้แล้ว"
เซิ่นอวี๋หยิบเสื้อคลุมขึ้นเดินออกไปในแสงบ่ายที่สาดลงมาหลังฝน
หลิงซางยืนอยู่ที่หน้าต่างมองเขาเดินออกไปในถนนหินที่เปียกสะอาด แสงสะท้อนบนน้ำที่ยังขังอยู่บนหิน
หยูหลานมองหลิงซาง
"ท่านซาง"
"อะไร"
"ท่านยิ้มอยู่" เธอพูด
หลิงซางหันมามองเธอ
"ข้าไม่ได้ยิ้ม"
"มุมปากของท่านขยับขึ้น" หยูหลานพูด "ข้าอยู่กับท่านมาตลอดชีวิต ข้ารู้ว่ายิ้มน้อยๆของท่านหมอเป็อย่างไร"
หลิงซางหันกลับไปมองออกนอกหน้าต่างไม่ตอบ
แต่มุมปากนั้นก็ไม่หาย
เมื่อเซิ่นอวี๋กลับมาพร้อมข้าวและของหวานและเื่ราวของตลาดที่คึกคักผิดปกติหลังฝนหยุดพวกเขากินข้าวด้วยกันในตอนเย็น
โต๊ะเล็กๆในห้องครัว สามคน
เื่คุยในระหว่างอาหารไม่ใช่เื่อสูรไม่ใช่เื่คดี ไม่ใช่เื่การเดินทาง
แต่เป็เื่ที่เซิ่นอวี๋เล่าว่าพ่อค้าในตลาดเพิ่งได้ลูกแมวมาสามตัวและไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรหยูหลานเสนอชื่อแล้วเถียงกันอย่างสนุกสนานหลิงซางนั่งฟังและบอกว่าทั้งสองชื่อไม่เหมาะสมทางการแพทย์ ซึ่งไม่ได้ทำให้ใครฟัง
ชีวิตธรรมดาๆที่ไม่มีภาระที่ไม่ใช่ของตัวเอง
♥️เขาเดินมาหลายพันปี เห็นพวกเขาหลายชาติ บางชาติพบกัน บางชาติไม่ ชาตินี้พบกัน♥️
"มีความรักชนิดหนึ่ง ไม่้าให้รักตอบ ไม่้าให้เห็นไม่้าให้จำ
มันแค่อยู่ที่นั่น เหมือนหมอก เหมือนน้ำค้าง เหมือนแสงรุ่งเช้า เ้ารู้หรือไม่รู้ว่ามันอยู่ก็ไม่มีผลต่อการที่มันอยู่
ความรักแบบนั้น คือแบบที่เงียบที่สุด และก็คือแบบที่ยืนยาวที่สุด"
♥️ิญญาไม่แก่ ิญญาแค่เปลี่ยนเสื้อผ้า และเขาทุกชาติ จำคนที่อยู่ข้างในเสื้อผ้านั้นได้♥️
..สุสาส์นราคะ..