นิสัยจากกองทัพที่ติดตัวเซียวซีทำให้แม้ในยามเจ็บป่วย เขาก็ยังลืมตาตื่น่เวลาเดียวกับที่แสงแห่งรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ผ้าม่านเปิดทิ้งไว้ั้แ่เมื่อคืนเพราะเขาอยากมองดวงจันทร์ทอแสง เผื่อจะช่วยให้ข่มตานอนได้ง่ายขึ้น แต่มันก็ไม่เป็ผล กว่าเขาจะหลับสนิทก็ปาไปครึ่งค่อนคืน
เสียงความเคลื่อนไหวอันมีชีวิตชีวาด้านนอกผลักให้เขาก้าวขาลงจากเตียง เขาไม่้าคนช่วยแต่งตัว แต่ดูเหมือนการได้ทำตามคำสั่งคือสิ่งที่พวกข้าราชบริพารเหล่านี้โปรดปราน แค่ได้ยินเสียงลากเท้าแกรก ๆ เหล่าขันทีก็หูผึ่งอยากจะเข้ามาถวายการรับใช้ถึงในห้อง เขาคิดว่าหากเป็เฉิงอี้คงจะยืนกรานตามความ้าของตัวเอง แต่ในเช้าที่ยังเจ็บป่วยอยู่เช่นนี้ เขาไม่มีแรงจะปฏิเสธคนที่มาช่วยสวมอาภรณ์รุงรังให้
“องค์ชาย แผลเป็อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็เจ็บ แต่ข้าไม่ตายง่าย ๆ หรอก”
“อย่าตรัสเช่นนั้นสิพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ข้ายังไม่ตายจริง ๆ นี่จื่อเว่ย” เขาพูดเจือรอยยิ้ม “ไม่ต้องให้หมอหลวงมาตรวจก็ได้”
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ เป็คำสั่งของพระสนม” จื่อเว่ยตรวจความเรียบร้อยของชุดที่แสดงยศถาบรรดาศักดิ์อันยิ่งใหญ่ แล้วพยักหน้ากับตนเองด้วยความพึงพอใจ
“ข้าว่าข้าไปหาท่านแม่ที่ตำหนักดีกว่า นางจะได้ไม่ต้องห่วงกังวลเกินไปนัก หากเห็นว่าข้ายังเดินเหินได้และสบายดี” เขาเอ่ยแล้วทำท่าจะเดินไปยังประตู แม้จะรู้สึกปวดแปลบที่แผลอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่เกินทนเท่าใดนัก
“องค์ชายตื่นบรรทมหรือยัง”
เสียงห้วนห้าวด้านนอกทำให้เซียวซีเผลอยิ้ม เขารีบเร่งไปเปิดประตู ดีใจอย่างประหลาดที่ได้เห็นหน้าเฉิงอี้ยามตื่นลืมตาขึ้นมา อาจเพราะทั้งสองใช้่เวลาแบบนี้ด้วยกันบ่อยจนเป็ความเคยชิน พอวันไหนตื่นขึ้นมาไม่ได้พบหน้า ยามเช้าก็ดูผิดแปลกไปโดยปริยาย
“เฉิงอี้”
“ลุกขึ้นมาเดินเหินเช่นนี้ได้อย่างไร ไม่กลัวแผลปริหรือ เ้าน่าจะรู้ว่าเมื่อโดนแทงก็ควรจะนอนรักษาาแจนกว่ามันจะสมานเข้าหากันดี” ใบหน้านิ่งขรึมของเฉิงอี้ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่เมื่อเขาขมวดคิ้ว ร่างหนาเดินตึงตังเข้ามาพยุงคนเจ็บกลับไปที่เตียง แม้ท่าทางจะขึงขัง แต่การประคับประคองนั้นแสนนุ่มนวลผิดกับท่าทางโดยสิ้นเชิง
“ข้าสบายดีแล้วท่านอ๋อง”
“ถ้ารอยแผลยังไม่สมานกันดีก็ไม่นับว่าหาย และหากเ้าไม่ยอมพักผ่อน ข้าจะ…” เฉิงอี้เงียบไปเล็กน้อยเพื่อคิดหาคำขู่ที่น่าจะได้ผล
“จะอะไร”
“จะไม่ยอมให้เ้าไปเที่ยวเล่นข้างนอกด้วยกัน”
“ฮึ ถึงอย่างไรท่านก็ไม่อยากออกไปข้างนอกอยู่แล้ว” เซียวซีเอ่ยอย่างรู้ทัน
เฉิงอี้ถลึงตา หันไปหาจื่อเว่ยที่ยืนหลบมุมและทำตัวราวกับเงาที่จะถูกพบเห็นก็ต่อเมื่อมีคนหันมาตั้งใจมองอย่างจริงจัง
“เ้าต้องคอยดูแลองค์ชายให้ดี อย่าให้ออกจากตำหนัก อย่าให้ลุกขึ้นมาทำสิ่งใดโลดโผน เข้าใจหรือไม่”
“กระหม่อมเข้าใจดีพ่ะย่ะค่ะ แต่บางครั้ง องค์ชายก็…” จื่อเว่ยก้มหน้าหลบตาและหยุดคำพูดเอาไว้เพียงเท่านั้น
“องค์ชายของเ้าดื้อรั้นเกินไป อย่างนั้นใช่หรือไม่”
“คือว่า…” ใครเลยจะกล้าตอบว่าใช่ แม้จะเป็ความจริงก็ตาม แต่หากไม่ตอบสิ่งใดเลยก็อาจจะโดนท่านอ๋องกริ้ว ชีวิตข้าราชบริพารตัวเล็ก ๆ ช่างลำบากนัก
“จื่อเว่ยไม่ตอบ แสดงว่าไม่ใช่” เซียวซีฉวยโอกาสเอาตัวรอดทันควัน
“เขาคงกล้าตอบหรอก ก็เ้าถึงตาใส่ถึงขนาดนั้น ข้าว่าคงไม่มีใครทำให้เ้าพักผ่อนได้ นอกจากข้าแล้วล่ะ”
“หมายความว่าอย่างไร”
เฉิงอี้ตอบคำถามด้วยการเดินไปนั่งเก้าอี้กลางห้อง เขารินน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยตนเอง ทั้งยังยกชูขึ้นด้วยท่าทางยียวน “ข้าจะนั่งจิบชา อ่านหนังสือและวาดภาพฆ่าเวลาอยู่ในตำหนักของเ้าตลอดทั้งวัน”
“ท่านไม่มีธุระของตัวเองบ้างหรือ” เซียวซีโวยเสียงดังลั่น
“ไม่มี” ตอบหน้าตาเฉยแล้วจิบชาสบายอารมณ์ “จื่อเว่ย ตั้งโต๊ะเสวยในห้องนี้ได้เลย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ท่าทางดีอกดีใจของจื่อเว่ยเผยชัดโดยไม่ทันระวัง เซียวซีกอดอกมอง คงเพราะไม่ต้องคอยดูแลองค์ชายที่แสนเอาแต่ใจตนเอง จื่อเว่ยถึงได้มีความสุขนัก คิดแล้วก็แค้นใจเฉิงอี้ที่กล้าทำตัววางโตในตำหนักของเขา