เพลี่ยง!
เสียงข้าวของที่แตกกระจายจากด้านในตำหนักไม่ได้ส่งผลให้เฉินซูเหมยในวัยเพียงหกขวบตัวสั่นระริก หรือมีอาการหวาดกลัวใด ๆ กลับกันนางกลับมีเพียงความไม่พอใจและกรุ่นโกรธไม่ต่างจากมารดาที่ขว้างปาสิ่งของ
ผู้มีศักดิ์เป็องค์หญิงลำดับที่สองของราชวงค์ และเป็ธิดาลำดับที่ห้าของฮ่องเต้ไม่สนใจมารดาที่ระบายโทสะด้วยการขว้างปาสิ่งของก่อนจะก้าวเข้าไปยังแท่นบรรทมด้วยท่าทีที่เงียบสงบเกินวัย
ถึงแม้ว่าร่างกายของนางจะเป็เด็กหกขวบ แต่ผู้ใดเล่าจะรับรู้เท่านาง ว่าแท้จริงแล้วนางไม่ได้อายุเพียงหกขวบ...นางตายเพราะเฉินอี้หลง และได้หวนกลับมายังอดีต
เฉินซูเหมยกำหมัดแน่น ในอดีตมารดานางกระทำต่ำช้าอาศัยโอกาสที่ฮ่องเต้ปลอมตัวออกไปเยี่ยมราษฏรวางยาปลุกกำหนัดในเหล้าจนทำให้มีนาง ทว่าเพราะเหตุการณ์หลายสิ่งหลายอย่างทำให้นางได้เติบโตนอกวังโดยที่เสด็จพ่อไม่รู้ถึงหกปีเต็ม การได้เข้ามาในวังที่เต็มไปด้วยความแก่งแย่ง่ชิงใช่ว่าจะมีความสุข มารดานางได้ตำแหน่งแค่เพียงเจาอี๋ ไร้อำนาจซ้ำยังรังแกได้ง่าย นางจึงเกลียดทุกคนที่มีอำนาจ เฝ้าใฝ่ฝันจะเป็นางหงส์เพื่อเหยียบย้ำทุกคนที่มีอำนาจเหนือนางให้จมดิน
แน่นอนว่าผู้ที่นางเกลียดชังลำดับแรกย่อมต้องเป็องค์หญิงใหญ่ พี่สาวผู้อ่อนแอที่บิดารักนักรักหนา ด้วยตำแหน่งองค์หญิงพระองค์แรกเฉินอันหนิงย่อมไม่ต้องพบกับความลำบาก และไม่มีทางถูกรังแก มีหนำซ้ำยังได้ใกล้ชิดกับเสด็จพ่อมากกว่าผู้ใด...นางย่อมอยากให้เฉินอันหนิงตกไปอยู่ใต้ความควบคุมของนาง
นางสร้างสถานการณืมากมายเพื่อให้เฉินอันหนิงพึ่งพิงนางจนสามารถควบคุมได้สำเร็จ แต่...มันก็เป็เพียงอดีต
นังจิ้งจอกอันหนิงสุดท้ายก็ช่วยศัตรูตัวฉกาจเอาไว้และทำให้นางต้องจบชีวิตทั้งที่ยังไม่ได้เสวยสุขกับมงกุฏหงส์จนหนำใจ
เดินหมากพลาดเพียงนิด ก็ล้มทั้งกระดานมิใช่เพียงคำพูดแต่คือความจริง
ในเมื่อ์ให้โอกาสนางหวนกลับมา นางย่อมไม่ยินยอมให้พลาดพลั้งอีก...คราวนี้ทุกอย่างต้องสมบูรณ์ตามที่นาง้า
แม้ว่ากลับมาคราวนี้จะมีเหตุการณ์ผิดแผกไปบ้าง แต่อย่างไรนางย่อมจัดการได้
“เฉินอันหนิง เฉินอี้หลง แม้ข้าจะอยากให้พวกเ้าตาย แต่ตายเร็วก็คงไม่สะใจข้า อยู่ให้ข้าทรมานเล่นนานสักหน่อยก็แล้วกัน”
เฉินซูเหมยย้อนเวลามา เฉินอันหนิงไม่อาจทราบ และเฉินซูเหมยก็ไม่ล่วงรู้เช่นกันว่าองค์หญิงใหญ่ก็ย้อนเวลากลับมาเช่นกัน ความลับ์ย่อมไม่มีผู้ล่วงรู้ ทว่าต่างฝ่ายก็พร้อมจะเดินหมากตามที่ตนคิด
องค์หญิงใหญ่ที่ตรัสว่าจะไม่เสวยหากบิดาไม่เสด็จมาหาในตอนนี้กำลังป้อนขนมกุ้ยฮวาให้กับน้องชายทั้งสองด้วยท่าทีสบายใจ มิได้มีท่าทีกังวลหรือกรุ่นโกรธแม้แต่น้อย
“เ้ารู้จักติดสินบนขันทีตำหนักใหญ่เมื่อใดกัน” หรงกุ้ยเฟยส่งเสียงขึ้นหลังจากที่มองท่าทีของหลานสาวมานาน ในตอนที่กำลังตั้งโต๊ะเสวยขันทีน้อยจากตำหนักใหญ่ก็มาขอเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่พร้อมกับรายงานถึงนางกำนันตำหนักอันฉีทำให้เครื่องเสวยต้องถูกเก็บกลับไปอุ่นเพราะต้องรอโอรส์อย่างช่วยไม่นาน
นางรู้ว่าฮ่องเต้ไท่เสียนต้องคิดจะมาหาพระธิดาและองค์หญิงน้อยก็มีความคิดจะรั้งให้อยู่ค้างที่ตำหนัก และก็รู้ดีว่าอัครชายาและสนมน้อยใหญ่ไม่มีทางยินยอม
ผู้ที่ฮ่องเต้โปรดปรานคือ หลี่ซูเฟย ผู้ที่คานอำนาจคือฉีเสียนเฟยและหลินเต๋อเฟย สนมอื่นบ้านเดิมมิอาจเทียบกับเหล่าเฟยได้
หลี่ซูเฟย ฉีเสียนเฟย และหลินเต๋อเฟย ต่างก็แย่งชิงอำนาจกันเพื่อหวังตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างอยู่พวกนางมั่นใจว่าผู้ที่จะได้เป็ฮองเฮาจะต้องเป็หนึ่งในพวกนาง ไม่มีสนมยศต่ำกว่าที่คู่ควรให้หวาดหวั่นใจ ทว่าไม่ใช่กับผู้ดำรงตำแหน่งกุ้ยเฟยเช่นนาง
หากมิใช่เพราะฮ่องเต้ไม่โปรดปราน และหากไม่เพราะนางปิดตำหนักอยู่อย่างเงียบเชียบ นางคือผู้ที่เฟยทั้งสามหวาดหวั่น ตระกูลหรงเป็ตระกูลแม่ทัพ แม่ทัพใหญ่คนปัจจุบันคือท่านลุงของนาง อำนาจตระกูลหรงไม่อาจดูแคลน อีกทั้งนางยังมีโอรสถวาย ตำแหน่งฮองเฮาใช่ว่าจะยากเย็น
แล้วเป็เช่นนี้ผู้ใดจะยินยอมให้ฮ่องเต้มาเยือนตำหนักเซียนซือได้เล่า...แต่ก็ไม่คิดว่าผู้ที่มาขัดขวางจะเป็เถียนเจาอี๋มิใช่เหล่าเฟย
เถียนเจาอี๋ผู้นี้...ดูแคลนมิได้
องค์หญิงน้อยที่เดาไว้อยู่แล้วว่าผู้มาขวางจะต้องเป็เถียนเจาอี๋ยกยิ้มส่งให้ก่อนจะบอกเล่า “หนิงเอ๋อร์มิได้ติดสินบนขันทีตำหนักใหญ่ หนิงเอ๋อร์ติดสินบนท่านลุงฟู่ต่างหาก”
“ฟู่เสวียนเชียวรึ”
“เพคะ” นางบอกเล่าพร้อมกับอมยิ้ม “ตอนที่ท่านลุงฟู่มาส่งที่ตำหนักเซียนซือลูกขอร้องให้ท่านลุงฟู่ส่งขันทีมาบอกรายงานเื่ที่ตำหนักใหญ่หากมีผู้ใดคิดจะขัดขวางการมาตำหนักเซียนซือของเสด็จพ่อ”
“เ้าเป็คนเช่นนี้ไปั้แ่เมื่อไหร่กันเ้าก้อนแป้ง” ใช่เพียงมารดาคนใหม่ที่ได้ยิน แต่ผู้ที่เข้ามาภายในตำหนักโดยไม่ให้ขันทีประกาศเองก็ได้ยินเช่นกัน
“เสด็จพ่อมาแล้ว เหนียนมามา ตั้งเครื่องเสวยได้แล้ว หนิงเอ๋อร์หิวแล้ว” โอรส์มาได้ยินเื่ราวก็ใช่ว่าองค์หญิงน้อยจะสลด นางร้องอย่างดีใจก่อนจะหันไปบอกกล่าวแก่เหนียนมามา มามาตำหนักเซียนซือก่อนจะเดินนำน้อง ๆ มาถวายพระพรบิดา
“ถวายพระพรเสด็จพ่อเพคะ/พะย่ะค่ะ”
“เ้าก้อนแป้ง เรายัง...”
จ๊อก...
ไม่ทันที่ประมุขแห่งแผ่นดินจะได้ตำหนิบุตรสาวเสียงท้องร้องหนึ่งก็ดังขึ้นทำให้พระเนตรของฮ้องเต้ต้องมองผ่านองค์หญิงน้อยไปยังต้นเสียงที่อยู่ด้านหลัง องค์ชายรองและองค์ชายสามมองหน้ากันก่อนจะที่จะชิงกันเอ่ย
“เป็เขา/เป็เสด็จพี่รอง”
“ท่านนั่นแหละเสด็จพี่รอง”
“เ้านั่นแหละอี้หลง เ้าท้องร้อง”
“หึ ตั้งเครื่องเสวยเถิด” เห็นโอรสทั้งสองต่างโบ้ยให้กับฮ่องเต้ไท่เสียนก็กลืนคำตำหนิและคำถามที่จะถามบุตรสาวกลับลงท้องและหันไปตรัสให้ตั้งเครื่องเสวย
เฉินชิงเซวียนและเฉินอี้หลงยังคงถกเถียงกันอย่างแ่เบาไม่ยอมรับว่าตนเป็เ้าของเสียงท้องร้อง ทว่าพี่สาวของทั้งคู่กลับลอบยิ้ม นางรู้ว่าเป็เฉินอี้หลงที่ส่งเสียงแต่ไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่เอ่ยให้น้องชายต้องอับอาย...อย่างไรเสียงนั้นก็ช่วยไม่ให้นางต้องตอบคำถามล่ะน่ะ