ทะลุมิติมาทั้งตระกูลด้วยสกิลเพิ่มพูนความเป็นเศรษฐี 【จบ】

    เล่มที่ 6 บทที่ 155 หาเรื่องถึงหน้าประตู

            น่าเศร้าที่เหล่าลูกน้องรับคำอย่างฉะฉาน ให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น ทว่าการลงมือทำกลับช้ากว่าที่ท่านหลงคาดคิดไว้มากนัก

            ผ่านไปสองสามวันเรื่องราวกลับไม่คืบหน้าแม้แต่น้อย ไม่อาจพบร่องรอยของเฉินซานเอ๋อร์อีกทั้งเรื่องราวเบื้องหลัง กลับไม่มีแม้แต่ปลายหางให้สืบสาว

            สิ่งนี้ทำให้ท่านหลงกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่งระเบิดโทสะใส่พวกมันอีกคำรบใหญ่

            ยามนี้การบันดาลโทสะกลับไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดนอกจากจะทำให้เหล่าลูกน้องมีความเคียดแค้นต่อเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนเท่านั้น

            "ไอ้เวรตะไลพวกนั้น หากมันตกอยู่ในมือข้าเมื่อไรข้าจะทำให้มันเสียใจที่เกิดมาบนโลกใบนี้!"

            ท่านหลงสบถด่าซ้ำไปซ้ำมาราวกับว่าการทำเช่นนี้จะช่วยระบายความโกรธได้เหล่าลูกน้องที่อยู่ด้านข้างต่างมิกล้าปริปาก เพราะเกรงว่าตนจะไปยั่วโทสะแล้วกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของเขา

            โรงพนันจวี้ไฉฟางเกิดเรื่องราวเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวไม่น้อย ท่านหลงย้ำเตือนเหล่าลูกน้องหนักหนามิให้แพร่งพรายเรื่องราวไปถึงหูหลงจิน แต่ทว่าหากมีผู้ใดใส่ใจสักหน่อยก็ย่อมสังเกตเห็นปัญหาได้โดยง่าย

            ซูอี้หว่านได้ยินว่าช่วงนี้โรงพนันจวี้ไฉฟางค่อนข้างอลหม่านวุ่นวาย นางก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่อคิดถึงภาพที่ท่านหลงกระอักเลือด นางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

            เป็นอย่างที่นางคาดการณ์ไว้พี่ชายของนางก็เป็นเช่นนี้ หากลงดาบคราใด ศัตรูมิอาจรอดพ้นเงื้อมมือ!

            ช่วงนี้หอสุราประตูมังกรและโรงพนันจวี้ไฉฟางต่างถูกปั่นป่วนจนหัวหมุนไม่มีผู้ใดว่างมาหาเรื่องที่ร้านอาหารของพวกนาง กิจการจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นยอดขายในแต่ละวันเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้อีกมาก

            ในขณะเดียวกันปริมาณวัตถุดิบที่ร้านอาหารต้องการก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยนับว่าโชคดีที่แหล่งวัตถุดิบเหล่านั้นมีสินค้าเพียงพอแม้ว่าภัตตาคารซานไห่จะต้องการปริมาณมากขึ้น ก็ยังสามารถจัดหาให้ได้

            ทางด้านสองสามีภรรยาตระกูลหลี่ก็เช่นกันได้ยินว่าพวกเขาในตอนนี้มิได้เก็บผักจากหมู่บ้านของตนเองเท่านั้นแต่ขยายขอบเขตไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงอีกหลายแห่ง กลายเป็นกิจการใหญ่โต ทุกๆ เช้าต้องว่าจ้างรถเกวียนของชาวบ้านในหมู่บ้าน เพื่อช่วยกันลากผักสดมาถึงสามสี่เที่ยว

            หลังจากร่วมงานกันมาได้ราวเดือนสองเดือนสองสามีภรรยาตระกูลหลี่ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นผิดหูผิดตาแม้จะเหน็ดเหนื่อยทั้งวันทั้งคืน แต่เงินทองก็งอกเงยขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ช่วงนี้สองสามีภรรยาเริ่มวางแผนที่จะสร้างบ้านหลังใหญ่ขึ้นใหม่แล้ว

            หลังจากคำนวณบัญชีรายวันเสร็จสิ้นหลี่เหนียงจื่อก็หันไปกล่าวกับสามีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม"วันนี้ทำกำไรได้อีกแปดสิบกว่าอีแปะท่านว่าหลังจากที่บ้านของเราสร้างเสร็จแล้ว พวกเราควรซื้อเกวียนสักคันหรือไม่?"

            ตอนนี้พวกเขาขนผักส่งทุกวันล้วนแต่เช่าเกวียนของผู้เฒ่าหลิวในหมู่บ้าน ค่าเช่าในแต่ละวัน แม้จะไม่แพงมากแต่เมื่อค่าใช้จ่ายรวมกันหนึ่งเดือน ก็เป็นจำนวนไม่น้อยเลย

            ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ช่วงฤดูเพาะปลูกที่ยุ่งยากอะไร จึงยังพอขอเช่ามาได้แต่หากบังเอิญตรงกับช่วงที่ต้องใช้วัวไถนา พวกเขาอาจจะเช่าเกวียนมาใช้ไม่ได้เพราะที่ดินของบ้านผู้เฒ่าหลิวนั้นมีไม่น้อยส่วนอีกครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านที่มีวัวอยู่ กลับมิค่อยเต็มใจที่จะให้พวกเราเช่าวัวนัก

            หลี่ต้าจู้ย่อมคำนึงถึงเรื่องนี้มานานแล้วหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าโดยมิลังเล "สมควรที่จะพิจารณาเรื่องซื้อเกวียนแล้วข้าว่าไม่จำเป็นต้องรอให้สร้างบ้านเสร็จแล้วค่อยซื้อหรอก ยิ่งซื้อเร็วเท่าไรก็ยิ่งประหยัดเงิน"

            ยิ่งมีรถเกวียนเป็นของตนเองเร็วเท่าไรก็ไม่ต้องเสียเงินเช่าเกวียนของผู้อื่นในแต่ละวันย่อมสามารถประหยัดเงินไปได้จำนวนหนึ่ง

            "ประหยัดค่าเช่าไปได้บ้างจริงๆ นั่นแหละ" หลี่เหนียงจื่อพยักหน้าจากนั้นก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา ก่อนจะนับนิ้วมือของตนพลางเผยสีหน้าทุกข์ใจ"ทว่าเงินในมือของพวกเรานั้น ไหนจะต้องสร้างบ้านไหนจะค่าเกวียนอีก เกรงว่าคงไม่พอแน่..."

            ก่อนหน้านี้พวกเขาได้สืบถามในเมืองแล้ววัวที่มีลักษณะดีตัวหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องใช้เงินแปดถึงเก้าตำลึงเงินไหนจะรถเกวียนอีก ก็ต้องใช้เงินสิบตำลึงขึ้นไป

            ในมือของพวกเขามีเงินสามสิบกว่าตำลึงทว่าหลังจากซื้อเกวียนแล้ว เกรงว่าเงินสร้างบ้านคงไม่เพียงพอ

            สองสามีภรรยาวางแผนกันไว้แล้วว่าหากจะสร้างบ้าน ก็ต้องสร้างให้ดีหน่อย หลังคาจะต้องปูด้วยกระเบื้องต้องสร้างห้องให้มากขึ้น เช่นนี้แล้วภายหน้าหากมีลูก มีลูกสะใภ้ก็ไม่ต้องกังวลว่าห้องพักจะไม่พอ

            เพียงแต่ว่าหากเป็นเช่นนี้เงินที่ต้องใช้เกรงว่าคงมิใช่น้อย ไม่รู้ว่าเงินสิบกว่าตำลึงจะพอหรือไม่เพราะท้ายที่สุด ค่าวัสดุ ไหนจะค่าแรงช่าง ก็ต้องเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย

            หลี่ต้าจู้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็มิได้วิตกกังวลมากนัก "เงินสิบกว่าตำลึงน่าจะพอสร้างบ้านได้อยู่ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้พวกเราก็มีรายได้ในทุกๆ วัน แม้ว่าเงินจะไม่พอชั่วคราวรอถึงตอนนั้น ในมือก็จะมีเงินอีก ไม่เป็นไรหรอก"

            ช่วงหลายวันนี้กิจการร้านอาหารดีพวกเขาก็พลอยได้เงินเพิ่มขึ้นไม่น้อยแต่ละวันอย่างน้อยก็มีรายได้ถึงหกเจ็ดสิบอีแปะ เมื่อคำนวณแล้ว หนึ่งปีที่ทำเงินได้ย่อมมากกว่าครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านเสียอีก

            เห็นได้ชัดว่าหลี่เหนียงจื่อมิใคร่สบายใจนัก เพราะนางเป็นคนเคร่งครัดและทำตามหน้าที่มาตลอดจึงไม่ถนัดที่จะทำเรื่องที่ยังไม่มีความแน่นอน

            ถึงกระนั้นเมื่อนางพิจารณาอย่างละเอียด ก็คิดว่ากิจการนี้คงไม่เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายดังนั้นการใช้จ่ายเงินทองก่อนหรือหลัง ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่ต่างกัน

            หากเริ่มสร้างบ้านเร็วกว่านี้สักหน่อยพวกเขาก็คงได้เข้าไปอาศัยในบ้านหลังใหญ่ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วหากมิใช่เพราะหวั่นเกรงว่ากิจการจะไม่มั่นคงละก็พวกเขาคงไม่ต้องรอจนป่านนี้ถึงเพิ่งคิดจะซื้อเกวียนแน่

            หากซื้อไว้แต่เนิ่นๆคงจะประหยัดเงินทองไปได้ไม่น้อย

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหลี่เหนียงจื่อก็ไม่ลังเลอีกต่อไป กล่าวได้ว่าบัดนี้นางมีเงินทองแล้วทั้งช่วงเวลาที่ผ่านมา นางเข้าเมืองทุกวัน ทำให้โลกทัศน์ของนางกว้างขึ้นไม่น้อยไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องพะว้าพะวังหน้าหลัง

            เมื่อสองสามีภรรยาปรึกษาหารือกันเสร็จก็ตัดสินใจว่าหลังจากส่งผักในวันพรุ่งนี้ พวกเขาจะไปยังถนนที่ขายปศุสัตว์เพื่อสำรวจดู หากมีวัวที่เหมาะสม ก็จะซื้อมาทันที

            ขณะที่สองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นด้านนอกพลันมีเสียงฝีเท้าดังอึกทึกครึกโครมจากนั้นก็ได้ยินเสียงคนถามด้วยน้ำเสียงหยาบคาย "พวกเจ้าคือครอบครัวตระกูลหลี่ใช่หรือไม่?"

            สองสามีภรรยาหันไปมองตามต้นเสียงก็เห็นบุรุษแปลกหน้าสามคนยืนอยู่หน้าประตูสีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจและความดูแคลนสายตาของพวกเขากวาดมองสำรวจลานบ้านอย่างละเอียด หน้าตาไม่สบอารมณ์

            เห็นได้ชัดว่านี่คือผู้มาเยือนที่มิประสงค์ดี

            สองสามีภรรยาแลกสายตากันจากนั้นหลี่ต้าจู้ก็ลุกขึ้นเดินไป มิได้เปิดประตูรั้ว เพียงแต่ยืนอยู่หน้าประตูถามด้วยสีหน้าตื่นตัว "พวกท่านเป็นใคร?"

            ชายผู้นั้นคงนึกไม่ถึงว่าหลี่ต้าจู้จะกล้าเผชิญหน้าพวกตนโดยไม่หวาดหวั่นเขาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดพลางกล่าวว่า "พวกข้าเป็นใครเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก แต่ข้าขอเตือนไว้ หากไม่อยากมีปัญหาจงอย่าได้ส่งสินค้าให้ร้านอาหารของตระกูลซู มิฉะนั้นละก็..."

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาทั้งตระกูลด้วยสกิลเพิ่มพูนความเป็นเศรษฐี 【จบ】 ที่คุณอ่าน