ช่วงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่สบายนอนซมอยู่บนเตียงฟู่ถิงเย่จึงต้องไปเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง แต่เมื่อไปบ่อยเข้าก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
เพราะทุกครั้งที่ได้พบหน้ากันฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็มักจะต้องกล่าวถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเขาอยู่เสมอ
บางทีฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกแต่การหวนรำลึกถึงอดีตนั้นใช้ไม่ได้กับฟู่ถิงเย่ เพราะยิ่งจำช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นก่อนสิบขวบได้มากเท่าไหร่ฟู่ถิงเย่ก็ยิ่งรู้สึกถึงการพลิกผันที่ไร้ความปรานีของมารดาหลังจากเขาอายุสิบขวบได้ชัดเจนเท่านั้น...
เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าจึงทำเช่นนี้
ถึงแม้ว่านางจะไม่ทำอะไรเลยในฐานะทายาทเพียงคนเดียวของจวนโหว ฟู่ถิงเย่ย่อมไม่ทอดทิ้ง และจะต้องเลี้ยงดูนางให้สุขสบายไปจนถึงบั้นปลายชีวิตอย่างแน่นอน
ช่วงพลบค่ำ ฟู่ถิงเย่เตรียมจะไปหาหวาชิงเสวี่ยที่จวนส่วนตัวแล้วก็จะถือโอกาสคุมนางดื่มยา กินข้าว กินของบำรุงให้ครบไปในตัวด้วย
ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูทหารองครักษ์ข้างนอกก็เข้ามารายงานว่า เฉิงหว่านเมี่ยวมาอีกแล้ว...
ที่ใช้คำว่า ‘อีกแล้ว’ก็เป็นเพราะว่าช่วงนี้นางมาบ่อยเกินไปจริงๆ
แต่ทุกครั้งก็เป็นความประสงค์ของฮูหยินผู้เฒ่าทหารองครักษ์จึงทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ จำต้องมารายงานฟู่ถิงเย่ทุกครั้ง
เฉิงหว่านเมี่ยวอายุสิบหกแล้วเรื่องการแต่งงานของนาง ก็เป็นประเด็นที่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จะต้องหยิบยกมาพูดคุยทุกครั้ง
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแล้วถามทหารองครักษ์ที่อยู่ข้างกาย“เรื่องที่ให้พวกเจ้าไปสืบมา ยังไม่มีความคืบหน้าอีกหรือ?”
ทหารองครักษ์ทำสีหน้าลำบากใจแล้วตอบว่า “ขณะนี้ยังไม่พบผู้ที่เหมาะสมเลยขอรับ”
ฟู่ถิงเย่ได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วแสดงสีหน้าประหลาดใจ “ทั่วทั้งเซิ่งจิง ไม่มีผู้ที่เหมาะสมแม้แต่ผู้เดียวเลยหรือ?”
เขาจำได้ว่าข้อเรียกร้องของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็ไม่ได้สูงอะไรเหตุใดถึงหาคนที่เหมาะสมไม่ได้กัน?
“เรียนท่านแม่ทัพ หนุ่มๆที่มีอายุไล่เลี่ยกับคุณหนูเฉิง ส่วนใหญ่เพิ่งจะสอบได้ตำแหน่ง แม้จะมีตำแหน่งราชการแล้วแต่ตามกฎระเบียบของราชสำนัก ทั้งหมดจะต้องถูกส่งไปประจำการพื้นที่เล็กๆ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ก่อนฮูหยินผู้เฒ่าต้องการผู้ที่สามารถดูแลกันได้อย่างใกล้ชิด จึงไม่พิจารณาผู้ที่ถูกส่งไปประจำการต่างเมืองขอรับ”
รอจนถึงเวลาย้ายกลับเมืองหลวงอายุก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่าปี คงจะแต่งงานมีลูกไปหมดแล้ว
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเหมือนฟู่ถิงเย่ที่ยังเป็นโสดมาจนถึงอายุยี่สิบแปดปี...
สรุปก็คือ บรรดาหนุ่มโสดที่อายุน้อยยังต่อสู้ดิ้นรนอยู่นอกเมืองส่วนคนที่มีตำแหน่งในเซิ่งจิงก็ล้วนแต่งงานแล้วทั้งสิ้น
“ถึงอย่างนั้นก็คงไม่ถึงกับหาไม่ได้สักคนหรอก”ฟู่ถิงเย่พูดพลางขมวดคิ้วแน่น
ในเมืองหลวงมีคนที่มีความสามารถมากมายจะหาขุนนางหนุ่มที่มีความสามารถและยังไม่ได้แต่งงานสักคนไม่ได้เชียวหรือ?
ทหารองครักษ์ตอบว่า“บรรดาคุณชายที่พอมีเส้นสายได้ทำงานในเมืองหลวง ล้วนแต่เป็นบุตรหลานของตระกูลใหญ่ ความสัมพันธ์ด้านเครือญาติสลับซับซ้อนถึงแม้จะยังไม่ได้แต่งงาน ก็ได้หมั้นหมายไว้ก่อนแล้วกันทั้งนั้น”
บรรดาตระกูลใหญ่ต่างใช้การแต่งงานของบุตรหลานในตระกูลเป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจไม่มีทางที่จะพิจารณาคุณหนูผู้ตกอับอย่างเฉิงหว่านเมี่ยวแน่นอน
ตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลสวีอาจจะไม่รู้แต่บรรดาตระกูลใหญ่เหล่านี้ต่างรู้กันดีว่า จวนเว่ยหย่วนโหวและจวนแม่ทัพของฟู่ถิงเย่นั้นเป็นคนละเรื่องกันการแต่งเฉิงหว่านเมี่ยวเข้ามาไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับพวกเขา
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ข้อเรียกร้องที่ดูเหมือนธรรมดาๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ กลับทำให้ฟู่ถิงเย่จนปัญญาอย่างยิ่ง
“หาต่อไป” ฟู่ถิงเย่สั่งด้วยความหงุดหงิด
“ขอรับ ข้าน้อยรับคำสั่ง”
เฉิงหว่านเมี่ยวยังรออยู่ข้างนอกฟู่ถิงเย่ได้แต่ต้องอดทนไปพบอีกครั้ง
หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงามสง่าท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบเหงาช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง กลับดูงดงามน่ามองเป็นพิเศษ แต่น่าเสียดายที่ฟู่ถิงเย่ไม่ใช่คนรักหยกถนอมบุปผายิ่งไปกว่านั้น เขามักจะมีความรู้สึกอยากรักษาระยะห่างจากคนใกล้ชิดของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่โดยไม่ได้ตั้งใจ
ดวงตาคู่งามของเฉิงหว่านเมี่ยวฉ่ำวาวด้วยน้ำตามองเขาอย่างมีความหวัง “ญาติผู้พี่ ท่านป้าไม่ยอมกินยาอีกแล้ว ท่านช่วยไปเกลี้ยกล่อมหน่อยเถอะเจ้าค่ะ...”
ข้ออ้างเดิมๆ อีกแล้ว
ฟู่ถิงเย่รู้สึกปวดหัวตุบๆเมื่อเช้านี้ท่านแม่ก็เพิ่งจะอาละวาดไปไม่ใช่หรือ?
แต่ในเมื่อมารดาป่วยหนักในฐานะบุตรชายก็ไม่ควรแสดงความเบื่อหน่ายออกมา ฟู่ถิงเย่จึงต้องไปกับนางอีกครั้ง
ในใจโหยหาช่วงเวลาที่อยู่ที่ชิงโจวเหลือเกิน...
อืม เงียบสงบดี
...
ฟู่ถิงเย่ไปที่ห้องของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่แค่นั่งอยู่ได้ครู่เดียวก็รีบลุกออกมา
เพราะในใจยังกังวลว่าหวาชิงเสวี่ยจะกินยาตรงเวลาหรือไม่ท่าทีที่แสดงออกมาจึงดูเหม่อลอยเหมือนขอไปที
หลังจากที่เขาออกไปฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็รู้สึกอัดอั้นตันใจจนทนไม่ไหว เขวี้ยงถ้วยชาออกไปด้วยความโกรธ!
เฉิงหว่านเมี่ยวตกใจนางรู้สึกว่าช่วงนี้ฮูหยินผู้เฒ่า แสดงละครได้เหมือนจริงขึ้นเรื่อยๆ คนที่ไม่ได้ป่วยจริงๆตอนนี้กลับอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกับคนป่วยเรื้อรังจริงๆ!
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มองไปยังทิศทางที่ฟู่ถิงเย่จากไปอย่างหงุดหงิดพูดออกมาด้วยความไม่พอใจว่า “พอล้มป่วยมานานก็ไม่มีบุตรเหลียวแล สมแล้วที่เป็นคนจิตใจเหี้ยมโหดเหมือนหมาป่า!แม้ข้าจะไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่ก็เลี้ยงดูเขามากับมือ! เจ้าดูสิว่าตอนนี้เขาทำตัวเช่นไร!”
เฉิงหว่านเมี่ยวปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“บางทีญาติผู้พี่อาจจะมีภารกิจสำคัญจริงๆ ก็ได้นะเจ้าคะ ...”
“เจ้าก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน!”ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่โพล่งตำหนิด้วยความโกรธ “เขากลับมาเมืองหลวงนานแค่ไหนแล้ว?แต่เจ้ายังมัดใจบุรุษผู้หนึ่งไว้ไม่ได้เลย! เขาเข้ามาก็ไม่ได้ชายตามองเจ้าเลยสักนิด!เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์อบรมเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี!”
เฉิงหว่านเมี่ยวพลันขอบตาเห่อร้อนด้วยความน้อยใจยิ่ง
ฟู่ถิงเย่ไม่ชายตามองนางเลยนางก็รู้สึกเสียใจเหมือนกัน ถึงแม้ว่านางจะไม่ใช่บุตรสาวของตระกูลใหญ่มีชื่อ แต่ก็เป็นกุลสตรีจะทำเรื่องประจบเอาใจเพื่อความโปรดปรานเช่นนั้นได้อย่างไร?
เฉิงหว่านเมี่ยวเองก็ภูมิใจที่นางเป็นสตรีบริสุทธิ์อ่อนโยนและดีงามคนหนึ่งแต่ครั้งนั้นแค่หลงผิดไปชั่วครู่เจตนาให้ตนเองตกลงไปในน้ำ ให้คุณชายตระกูลสวีช่วยนางขึ้นมาต่อหน้าทุกคนก็ทำให้มีข่าวลือที่ไม่ดีพอสมควรแล้ว ถ้าหากนางก้าวพลาดไปอีกก้าว เกรงว่าชื่อเสียงคงจะเสียหายป่นปี้ไม่มีเหลือแล้ว!
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ด่าทอจนพอใจแล้วก็รู้สึกเบื่อหน่าย
เดิมทีคิดจะใช้การแกล้งป่วยครั้งนี้ให้เฉิงหว่านเมี่ยวแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ทั้งสองมีโอกาสใกล้ชิดกัน แต่ฟู่ถิงเย่กลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย!ตำหนิเฉิงหว่านเมี่ยวไปจะมีประโยชน์อันใด?
นางรู้ว่าฟู่ถิงเย่จะไม่พักอยู่ในเซิ่งจิงตลอดไปแต่ฟู่ถิงเย่และเฉิงหว่านเมี่ยวยังไม่มีความคืบหน้าเสียที แล้วต่อไปจะทำให้เขายอมแต่งเฉิงหว่านเมี่ยวเป็นภรรยาได้อย่างไร?แล้วจะให้กำเนิดทายาทผู้สืบทอดได้อย่างไร?
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกกระวนกระวายใจหางตาตกลง แววตาเต็มไปด้วยความหม่นหมองไม่อาจจางหายไป
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปไม่พูดอะไรเฉิงหว่านเมี่ยวก็ไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่คอยอยู่ข้างกายอย่างระมัดระวัง
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็เอ่ยปากขึ้นมาด้วยเสียงแหบแห้ง “ไปเตรียมตัวให้ดี อีกไม่กี่วันข้าจะจัดงานเลี้ยง”
“...จัดงานเลี้ยง?”เฉิงหว่านเมี่ยวถามอย่างแปลกใจ “แต่ว่าก่อนหน้านี้ ที่จวนก็เพิ่งจัดงานเลี้ยงชมบุปผาไป...”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย“จะตื่นเต้นอะไรนักหนา ในเมืองเซิ่งจิงนี้มีบ้านไหนที่ไม่จัดงานเลี้ยงเล็กใหญ่ไม่ขาดบ้าง?”
คำพูดนี้ก็ไม่ผิด แต่จวนเว่ยหย่วนโหวไม่เคยจัดงานเลี้ยงมาก่อนเลยหากมีการจัดงานเลี้ยงถึงสองครั้งภายในระยะเวลาอันสั้น...ก็ออกจะแปลกไปสักหน่อยไม่ใช่หรือ?
“บอกออกไปว่าข้าป่วยหนักมานานอยากจะให้ในจวนมีชีวิตชีวาบ้าง ส่วนชื่องานนั้น...” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เปิดเปลือกตา เหลือบมองนางแวบหนึ่งอย่างเย็นชา“เจ้าเลือกเองแล้วกัน จำไว้ว่าต้องมีชีวิตชีวา ยิ่งมีชีวิตชีวายิ่งดี”
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้ดีว่างานเลี้ยงของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่มีทางเป็นเรื่องธรรมดานางจึงไม่กล้าถามให้ละเอียด เพียงแค่พยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม
...
เพราะมัวเสียเวลาอยู่ที่ห้องของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ฟู่ถิงเย่มาถึงจวนส่วนตัวของหวาชิงเสวี่ยก็ล่วงเลยเวลาอาหารเย็นไปแล้ว
เขาถามฮวนเอ๋อร์ว่ามื้อเย็นวันนี้หวาชิงเสวี่ยกินอะไรไปบ้างแล้วก็พบว่านางกินข้าวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ฟู่ถิงเย่ลอบถอนหายใจผู้หญิงคนนี้ไม่มีเขาไม่ได้จริงๆ สินะ! ถึงกับกินข้าวไม่ลง!
แต่ก็เอาแต่ใจตัวเองเกินไปจะตามใจต่อไปไม่ได้แล้ว แค่เพราะว่าเขาไม่อยู่เลยจะไม่กินข้าวได้อย่างไร?!
“เอารังนกสีเลือดที่ตุ๋นเสร็จแล้วครั้งก่อนมาอีกถ้วย”ฟู่ถิงเย่สั่ง
อุตส่าห์เลี้ยงดูให้มีเนื้อมีหนังขึ้นมาได้บ้างแล้วแท้ๆในเมื่อเย็นนี้กินได้น้อย อย่างนั้นก็ให้ชดเชยด้วยมื้อดึกแล้วกัน
หลังจากฟู่ถิงเย่สั่งงานเสร็จก็เดินตรงเข้าไปในห้อง
หวาชิงเสวี่ยกำลังนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ได้แต่จ้องมองเปลวเทียนที่กำลังสั่นไหวบนโต๊ะอย่างเหม่อลอย
ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาลูบแก้มของนางเบาๆ แล้วจับมือ ก็รู้สึกว่าเย็นไปหน่อย จึงเอาเสื้อคลุมขนกระต่ายมาคลุมให้หวาชิงเสวี่ย
หวาชิงเสวี่ยบิดตัวไปมาเล็กน้อยไม่ยอมให้ความร่วมมือ “แบบนี้มันร้อนเกินไป...”
ฟู่ถิงเย่จับบ่าของนางให้หันมาทางเขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลูเจิ้งชิงบอกว่าครั้งนี้เจ้าโดนความเย็นเข้า ต้องดูแลอย่างระมัดระวังมิเช่นนั้นต่อไปจะกลายเป็นคนขี้หนาวไปตลอด”
หวาชิงเสวี่ยต่อรองกับเขา“ถ้าอย่างนั้นก็ให้คลุมไว้เฉยๆ ไม่ต้องผูกได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่พยักหน้ายอมให้แต่โดยดี
หวาชิงเสวี่ยอารมณ์ไม่สดใสปล่อยให้ฟู่ถิงเย่คลุมเสื้อคลุมให้โดยไม่ขยับเขยื้อน
“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”ฟู่ถิงเย่เห็นนางดูซึมๆ จึงถาม “ดูเหมือนเจ้าจะไม่มีเรี่ยวแรงเลย”
หวาชิงเสวี่ยเท้าคางแล้วพูดว่า“วันนี้ไปเดินเล่นแถวโรงเรียนมา ท่านอาจารย์เมิ่งออกจากคุกแล้ว เด็กๆ ดีใจกันมาก...”
น้ำเสียงของนางแผ่วลงนึกถึงเด็กหญิงแบกฟืนคนนั้น ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในลำคอ ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
ฟู่ถิงเย่ถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วเล่าเรื่องที่ได้พบเจอมาให้เขาฟัง พลางถอนหายใจ “รู้สึกว่าน่าสงสารมาก เด็กหญิงคนนั้นตัวผอมแห้งแค่ยืนอยู่ตรงมุมถนน เหมือนจะอยากเล่นกับเด็กคนอื่นๆ แต่ก็ไม่กล้า...เด็กๆ พวกนั้นปาโคลนใส่นางข้าอยากจะห้าม แต่ทุกคนก็บอกว่านางเป็นตัวซวย”
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?”ฟู่ถิงเย่ฟังนางอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุ ก็รู้สึกประหลาดใจ “มีสายฟ้าทรงกลมไล่ตามคนได้ด้วยหรือ?”
“โลกใบนี้กว้างใหญ่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้...” หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจยาว “ถึงแม้ความเป็นไปได้จะต่ำมากแต่ภายใต้สภาพอากาศที่เลวร้าย ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้ เฮ้อ เพราะเรื่องนี้ ทุกคนเลยพากันคิดว่าตระกูลถงทำเรื่องชั่วร้ายจึงถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ แม้แต่เด็กๆ ในตระกูลถงก็ยังถูกกลั่นแกล้งและกีดกัน...”
ฟู่ถิงเย่พูด “ถ้าหากเจ้ารู้สึกสงสารก็หาทางช่วยพวกเขาไปก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นจะต้องมาเป็นกังวลกับเรื่องแบบนี้”
ในสายตาของเขาแล้ว นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยแก้ไขได้ง่าย หวาชิงเสวี่ยไม่จำเป็นจะต้องมาเป็นกังวลกับเรื่องนี้เลย
“ข้าแค่รู้สึกว่า...จริงๆแล้วข้าสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้” หวาชิงเสวี่ยพูดพึมพำ
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว
หวาชิงเสวี่ยเงยหน้ามองเขาเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแน่นทันใดนั้นเขารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง จึงเอ่ยปากพูดออกไปว่า “หลูเจิ้งชิงบอกแล้วว่าเจ้าใช้ความคิดหนักไม่ได้...”
“ข้า...” หวาชิงเสวี่ยเม้มปากเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงค่อย “ข้า...พรุ่งนี้ข้าจะไปปรึกษาเขาสักหน่อย”
“เรื่องนี้ยังต้องปรึกษาด้วยหรือ?”ฟู่ถิงเย่แสดงท่าทางไม่เห็นด้วย “เจ้าอยากจะทำอะไรกันแน่?”
หวาชิงเสวี่ยก้มหน้าลงพูดความคิดในใจออกมาเบาๆ “ข้าคิดว่า...อยากจะปรับเปลี่ยนบ้านพักหลังนี้ให้เป็นโรงเรียน...อืมที่ข้าหมายถึงคือ...สำนักศึกษาเจ้าค่ะ”
ตอนท้ายก็เสริมขึ้นมาอีกประโยค“ครั้งที่แล้วท่านเคยบอกว่า ถึงแม้ข้าจะไม่มีบรรดาศักดิ์ แต่ถ้าหากเป็นอาจารย์ ฮ่องเต้จะพระราชทานอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ”
ฟู่ถิงเย่มองนางด้วยความไม่เชื่อสายตา“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการสร้างสำนักศึกษาขึ้นมาจะต้องใช้ความพยายามและความเอาใจใส่มากมายเพียงใด?”