ปารมีนั่งมองชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มนักธุรกิจสุดฮอตแห่งปีอย่างนักรบ ที่ถอดเสื้อสูทพาดไว้กับพนักพิงเก้าอี้ ปลดกระดุมคลายเนกไท แล้วก็ถกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงพับมาถึงข้อศอกนั้น กำลังถือตะเกียบคีบเนื้อสไลด์ลงหม้อชาบูด้วยสายตาที่คาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นมุมนี้ของผู้บริหารหมื่นล้านอย่างเขา
“มองผมอย่างนั้นทำไม”
หลังจากที่รับรู้ถึงสายตาของปารมีที่นั่งดูเขาหยิบผักและเนื้อลงหม้อชาบูด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติ เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองเธอพร้อมกับส่งยิ้มไปให้
“ก็— ฉันไม่คิดว่าคุณจะมานี่น่า....อีกอย่างฉันไม่คิดว่าคุณจะกินชาบูเป็น”
ปารมีตอบก่อนจะเริ่มหยิบตะเกียบของตัวเองขึ้นมาแล้วคีบลูกชิ้นลงใส่หม้อชาบู หลังจากเสร็จงานที่ห้องแนะแนวแล้ว เธอและพวกเด็ก ๆ ก็พากันเดินมายังร้านชาบูที่อยู่ข้างโรงเรียนกัน แต่พอพวกเธอเดินมาถึงที่หน้าร้าน เธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นนักรบนั้นยืนรออยู่ที่หน้าร้านอยู่ก่อนแล้ว พอถามไปถามมาเธอก็รู้ว่าจอมทัพส่งข้อความไปบอกนักรบเอง และที่คาดไม่ถึงคือชายหนุ่มกลับเดินเข้าไปพร้อมกับจัดแจงสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่วไม่เคาะไม่เขิน ราวกับเขามากินบ่อย ๆ
“นี่คุณเห็นผมเป็นคนแบบไหนเนี่ย”
“อ้าว— ใครจะไปรู้ เห็นคุณเป็นถึงนักธุรกิจหมื่นล้าน น่าจะคุ้นชินกับพวกร้านอาหารราคาแพง ๆ ไม่ก็มิชลินสตาร์ ที่ทำจากวัตถุดิบพรีเมี่ยมนี่”
“ผมก็เป็นคนธรรมดานี่แหละ อะไรที่กินได้แล้วก็อร่อยผมกินได้หมดแหละ”
นักรบเอ่ยตอบอย่างขบขันก่อนที่จะคีบเนื้อชาบูขึ้นมาจิ้มกับน้ำจิ้มก่อนจะใส่ปาก
“เอ้า— คุณกินเนื้อด้วยสิ อย่ากินแต่ปลาหมึกกับกุ้ง คลอเรสเตอรอลมันเยอะ”
พูดจบนักรบก็คีบเนื้อใส่ถ้วยของปารมี
“ก็ฉันชอบของฉันนี่...แต่กินก็ได้ เพราะมันมีประโยชน์หรอกนะ!! ไม่ใช่เพราะคุณคีบให้ ไม่ต้องยิ้มเลย!!”
ปารมีคีบเนื้อขึ้นกินด้วยใบหน้าแดงก่ำ เธอถลึงตาใส่นักรบที่กำลังอมยิ้มและส่งสายตาล้อเลียนมาให้เธอ
“อาจารย์!! กำลังคบกับน้าเสืออยู่เหรอครับ”
อยู่อยู่เสียงของแทนไทก็ดังขึ้นจากโต๊ะด้านหลัง ทำเอาปารมีถึงกับสำลักน้ำซุปไอแค่ก ๆ จนนักรบต้องลุกจากที่นั่งตัวเองมานั่งข้าง ๆ เธอพร้อมกับลูบหลัง คอยยื่นน้ำและทิชชู่ให้
ปารมีและนักรบนั้นนั่งแยกจากกลุ่มของเด็ก ๆ เพราะเธอคิดว่าถ้าให้เด็ก ๆ นั่งด้วยกันน่าจะดีกว่า เธอไม่คิดเลยว่าเจ้าพวกนั้นจะแอบสังเกตเธอกับนักรบด้วย
“เอ่อ— คือ.....”
“ใช่— น้ากับอาจารย์ปารมีกำลังคบกันอยู่”
ไม่ทันที่ปารมีจะตอบ นักรบก็ชิ่งตอบก่อน เรียกเสียงโห่แซวจากแทนไทได้อย่างดี นอกจากแทนไทแล้วพวกกีต้า มุมินและโกมินทร์ก็ตกใจด้วยเช่นกัน
“จริงเหรอคะอาจารย์ ดีใจด้วยนะคะ”
มุมินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ส่วนปารมีนั้นได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนที่จะหันไปมองค้อนนักรบที่กล้าพูดเรื่องแบบนั้นออกมาอย่างหน้าตาเฉย
“ถ้างั้นแต่งเมื่อไหร่อย่าลืมชวนพวกผมไปร่วมงานด้วยนะครับ”
คำพูดของแทนไทนั้น ทำเอาปารมีนั้นแทบจะสำลักอีกรอบ ส่วนนักรบนั้นก็ยิ้มแทบแก้มปริ ก่อนจะหันไปตอบกับแทนไท
“ได้สิ”
คำพูดของนักรับนั้นทำให้ปารมีนั้นทนไม่ไหวต้องตบไหล่เขาสองสามป้าบ
“คุณพูดบ้าอะไรของคุณเนี่ย!!!”
“ไม่เห็นต้องอายเลย— ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องแต่งกันอยู่ดี”
นักรบจัดการรวบมือของปารมีก่อนที่จะประทุษร้ายเขาให้เจ็บตัวมากไปกว่านี้
“ฉันไปตกลงกับคุณเมื่อไหร่ไม่ทราบ”
ปารมีกระซิบถามด้วยใบหน้าถมึงทึง
“ก็— ไม่รู้สิ ถ้าคุณไม่ตกลง เดี๋ยวผมทำให้คุณตกลงเอง”
คำตอบของนักรบทำให้ปารมีนั้นถึงกับหน้าร้อนฉ่า แม้ว่าในร้านจะเปิดแอร์เย็นฉ่ำก็ตาม ภาพบรรยากาศที่แสนชื่นมื่นในร้านชาบูนั้น ทำเอาสาว ๆ หลายคนที่หมายตานักรบตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านถึงกับอกหักดังเปาะเมื่อชายในฝันของพวกเธอดันมีเจ้าของแล้ว ทว่ากลับมีบางคนที่กำลังมองภาพนั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก
ไม่ไกลจากร้านชาบูที่ปารมีไปนั่งกินกันนั้น มีรถสีแดงคันหนึ่งจอดติดเครื่องยนต์อยู่ ซึ่งในรถนั้นมีใครบางคนกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ด้วยน้ำเสียงซีเรียส
“ค่ะ— ตอนนี้เป้าหมายยังปกติดีอยู่ค่ะ...”
[จับตาดูต่อไป อย่าให้ถูกจับได้ล่ะ]
“รับทราบค่ะท่าน”
[ฝากด้วย]
บทสนทนาหยุดอยู่แค่นั้นอีกฝ่ายก็วางสายไป สายตาคมกริบของหญิงสาวคนหนึ่งก็หันกลับไปยังเป้าหมายที่เธอเฝ้าจับตาดูอยู่หลายวันทั้งที่โรงเรียนและจนถึงตอนนี้ เนื่องจากร้านชาบูนั้นเป็นร้านกระจกใสและเปิดไฟสว่าง อีกทั้งโต๊ะที่เป้าหมายของเธอเลือกนั่งนั้นติดหน้าต่าง ทำให้เธอนั้นสามารถนั่งสังเกตการณ์จากด้านนอกร้านได้อย่างที่ไม่มีใครสังเกต เธอจ้องไปที่หญิงสาวผู้เป็นเป้าหมายด้วยแววตานิ่งเรียบแต่กลับมีคลื่นบางอย่างแฝงอยู่ในนั้น
“ปารมี— ในที่สุดเราก็เจอกันอีก”
เธอคนนั้นเอ่ยขึ้น ก่อนจะมีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเธอสังเกตเห็นรถติดฟิล์มดำคันหนึ่งที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ กับเธอ ซึ่งตอนแรกเธอคิดว่าเป็นรถของคนทั่วไป ทว่าด้วยสัณชาตญาณของเธอทำให้เธอนั้นรู้สึกว่ามันไม่น่าจะใช่คนธรรมดาเพราะเธอเห็นท่าทางของชายคนหนึ่งที่ยืนสูบบุหรี่อยู่นอกรถนั้น มักจะหันไปยังเป้าหมายของเธอเป็นระยะ ๆ ราวกับกำลังสังเกตุการณ์อะไรบางอย่าง
‘พวกมันเป็นใคร’
--------------------
เสียงหอบของชายคนหนึ่งดังก้องไปทั่วบริเวณ เขากุมแขนขวาที่มีบาดแผลเลือดไหลอาบด้วยความเจ็บปวด แข้งขาที่กำลังวิ่งเริ่มสั่นอย่างหมดแรง ทว่าเขาก็พยายามฝืนและเค้นแรงสุดท้ายของชีวิตเพื่อพาขาตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า และพาชีวิตเขาให้หนีพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชที่กำลังเยื้องย่างเดินตามเขามาข้างหลังช้า ๆ อย่างไม่รีบร้อน ราวกับกำลังสนุกที่เห็นเหยื่อของตัวเองกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด
“หนีไปก็เปล่าประโยชน์”
ประโยคที่ดังก้องสะท้อนมาจากด้านหลัง ทำเอาหลังของเหยื่ออย่างเขาถึงกับขนลุกวาบ เหงื่อกาฬไหลหยดออกมาตามไรผม ไม่ใช่เพราะเหนื่อยแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเกรงกลัวชายที่กำลังเดินตามเขามาต่างหาก
‘ไม่นะ!!’
เขาคิดพลางนึกไปถึงเพื่อนร่วมชะตากรรมของเขาสองคนที่ถูกชายคนนั้นยิงจ่อหัวอย่างเลือดเย็น ร่างของเพื่อนเขาสะบัดไปตามแรงกระสุน กระตุกเกร็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหมดลมหายใจไปตรงนั้น ต่อหน้าต่อตาเขา ด้วยความกลัวและคิดว่าคนต่อไปต้องเป็นเขาแน่ ๆ เขาจึงรีบวิ่งหนีออกมาทันที
เสียงปืนไล่ตามหลังเขามาติด ๆ ทว่ากลับไม่โดนเขาเลยสักนิด ราวกับแมวนักล่าที่กำลังตะปบเล่นกับหนูที่เป็นเหยื่ออย่างนึกสนุก ด้วยความที่เสียเลือดไปมากเพราะถูกยิงที่แขนทำให้ตอนนี้ตาของเขาเริ่มที่จะพร่ามัว สติเริ่มจะเลือนราง แข้งขาก็พลันอ่อนแรงจนทรุดลงที่ตรงนั้น
ในเมื่อวิ่งหนีไม่พ้น วิธีเดียวที่เขาคิดว่าน่าจะพอยื้อชีวิตเขาได้บ้างก็ผุดขึ้นมาในหัว แม้จะมีโอกาสรอดเพียงนิด แต่ในสถานการณ์ที่จนมุมตอนนี้ เขาก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว
เขาหันมาพนมมือไหว้ปลกชายผู้เป็นมัจจุราชที่ตอนนี้ได้มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาเรียบร้อย พร้อมกับเอ่ยร้องขอชีวิตด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ราวกับต้องการกระชากความเมตตาที่อาจจะพอมีหลงเหลืออยู่บ้างของชายตรงหน้า
“ขอร้องล่ะ— อย่าฆ่าฉันเลยนะ...ไว้ชีวิตฉันไปเถอะ ถ้านายอยากได้อะไรฉันยกให้หมด แต่ขออย่างเดียวอย่าทำอะไรฉันเลย”
ดูเหมือนว่าประโยคที่น่าสงสารนั้น คงจะไปไม่ถึงก้นบึ้งแห่งความสงสารของชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เพราะหลังจากที่ยืนมองเหยื่อของตัวเองที่คุกเข่ายกมือไหว้เขาพร้อมกับร้องอ้อนวอนขอชีวิตอย่างน่าเวทนานั้น เขากลับยืนแคะหูเสียอย่างนั้น ราวกับคำพูดที่เพิ่งได้ยินไปนั้นคืออะไรบางอย่างที่ระคายหู สีหน้าเหนื่อยหน่ายของชายคนนั้นบ่งบอกได้อย่างดีว่า วิธีเอาตัวรอดสุดท้ายของเหยื่ออย่างเขานั้นไม่ได้ผล
ดูเหมือนว่าชีวิตเขานั้นคงมาได้แค่นี้
“เสียใจด้วยนะนาย...ฉันทำตามคำสั่ง...ใครใช้ให้นายไร้ประโยชน์ล่ะ...เอาล่ะ...บอกลากันตรงนี้ละกันนะ พอดีใกล้จะเลยเวลาอาหารเย็นแล้ว”
ว่าแล้วชายคนนั้นก็ยกปืนพกสั้นประจำตัวของเขาขึ้นจ่อที่หัวของชายผู้เป็นเหยื่อ
“ยะ— อย่านะ!!!”
ปัง!!!
เสียงปืนดังสนั่นทั่วบริเวณ ทว่ากลับไม่มีใครได้ยินเนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านจัดสรรร้างตรงชานเมืองที่ไร้ผู้คน หลังจากสิ้นเสียงปืนสักพัก ก็มีเสียงฝีเท้าหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ชายผู้เพิ่งปลิดชีพเหยื่อของเขา
“บัง— ทางนั้นจัดการเสร็จแล้ว”
“เหรอ— งั้นบอกพวกนั้นให้จัดการเจ้านี่ต่อด้วย....”
“ครับ”
“เอ้อ— ไอ้โก้ ฝากบอกเจ้าพวกนั้นด้วยว่า จัดการเสร็จแล้วไปซื้อกับข้าวมาให้ข้าด้วย ออกแรงเยอะไปหน่อยหิว...เอาอะไรมาก็ได้ ที่เหลือพวกเอ็งก็เอาไปซื้อกินกันเองละกัน”
ว่าแล้วชายคนที่ชื่อโก้เรียกว่า ‘บัง’ นั้นก็ยัดแบงค์สีเทาสองสามใบใส่มือของโก้ก่อนจะเดินกลับไปยังที่จอดรถของตัวเองอย่างไม่สะทกสะท้านทั้ง ๆ ที่ตัวเองเพิ่งฆ่าคนไปถึงสามคน
“ครับ”
โก้รับคำก่อนที่จะหันไปพยักหน้าเป็นสัญญาณให้กับเหล่าชายฉกรรจ์สองสามคนที่กำลังเดินมาทางเขาอย่างรู้งาน และจัดการกับศพชายคนนั้นเหมือนกับอีกสองศพที่เขาเพิ่งจัดการไปเมื่อครู่
------------------
[เช้าวันนี้เวลาตีห้าครึ่ง ตำรวจท้องที่ได้พบศพชายสามคนในสภาพถูกยิงที่ศีรษะตายคาที่ ที่ตัวผู้ตายไม่มีการพบหลักฐานใด ๆ ที่ใช้บ่งชี้ว่าผู้ตายเป็นใคร ........]
ปารมียืนตาค้างอยู่ตรงหน้าทีวีที่เปิดทิ้งไว้ เธอจ้องไปที่รูปของผู้เสียชีวิตที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าจอทีวีเขม็ง พลันร่างกายของเธอก็สั่นโดยที่ไม่รู้ตัว
‘นี่มัน!!! นายชัยวัฒน์กับพวกนี่!!’
เมื่อตั้งสติได้แล้วเธอก็หยิบมือถือของเธอขึ้นมาต่อสายหานักรบทันที ซึ่งไม่กี่อึดใจเท่านั้น เสียงนักรบก็ดังลอดมาจากปลายสาย
[ว่าไงคุณ]
“คุณ!!ได้ดูข่าวมั้ย”
ปารมีเอ่ยถามนักรบด้วยน้ำเสียงร้อนรน ซึ่งมันก็พอจะให้นักรบรู้ว่าเธอกำลังพูดถึงข่าวอะไร
[อืม— ดูแล้ว]
“คุณ— เป็นคนจัดการเหรอ....”
ด้วยน้ำเสียงนักรบที่ตอบกลับมานิ่ง ๆ ไร้ความตื่นเต้นใด ๆ ทำให้ปารมีนั้นต้องถามเขาไปแบบนั้น โดยในใจนั้นก็กลัวกับคำตอบที่ได้มา
[จะบ้าเหรอคุณ— คุณเห็นผมเป็นคนโหดร้ายขนาดนั้นเลยหรือไง....ผมไม่ได้ฆ่าเขาหรือจ้างคนไปฆ่าอะไรทั้งนั้น ผมแค่หาหลักฐานและไล่พวกเขาออกจากบริษัทเท่านั้น...และกำลังจะหาหลักฐานให้แน่นหนาเพื่อจะดำเนินคดีกับพวกนั้นอยู่....ไม่นึกว่าจะเจอแบบนี้ก่อน....]
สิ้นคำตอบของนักรบก็ทำให้ปารมีนั้นสบายใจไปเปาะ อันที่จริงเธอก็ไม่คิดว่าคนอย่างนักรบจะใช้วิธีการโหดร้ายแบบนี้ แต่เธอก็อยากจะถามเพื่อไม่ให้คาใจภายหลัง
“เฮ้อ— ค่อยยังชั่ว....”
[คุณไม่ต้องเป็นห่วงสามีในอนาคตของคุณหรอก ผมไม่ใช้วิธีการสกปรกให้เสี่ยงคุกหรอกน่า....ไม่ต้องห่วง]
นักรบเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คำว่า ‘สามี’ ที่เขาพูดออกมาได้เต็มปากนั้น ทำเอาปารมีที่กำลังดื่มน้ำอยู่แทบจะสำลักเลยทีเดียว
“พรวด!! แค่ก— แค่ก— คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย!! สามีอะไร เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย!!”
[เร็ว ๆ นี้แหละ]
“นี่คุณ!! ฉันกำลังซีเรียสอยู่นะ!!”
[ครับ— คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ เรื่องพวกนายชัยวัฒน์เดี๋ยวผมจัดการเอง อันที่จริงก็พอจะเดาได้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่ผมคงต้องไปสืบหาให้ชัวร์ก่อน]
หลังจากหยอกเอินปารมีพอหอมปากหอมคอแล้ว นักรบก็เอ่ยกับเธอน้ำเสียงจริงจัง
“ต้องเป็นฝีมือ นายพลสุชาติแน่”
[อืม— ผมก็เดาว่าน่าจะเป็นเขา...ถ้าเป็นเขาจริง ๆ ละก็ คุณก็อยู่ในอันตราย...ระวังตัวด้วยนะคุณ]
นักรบเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง เขารู้สึกว่าการตายของพวกของนายชัยวัฒน์มันเป็นเหมือนกับการประกาศศึกกลาย ๆ ของนายพลผู้ทรงอิทธิพลคนนี้กับใครก็ตามที่กล้าจะงัดข้อกับนายพลอย่างเขา และดูเหมือนว่าสาส์นเตือนนี้คงเจาะจงมาที่เขาและกวินที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของเมอร์เมส และถ้าคาดไม่ผิดอาจจะรวมถึงปารมีอีกด้วยว่า
‘ถ้าไม่อยากกลายเป็นร่างไร้ลมหายใจอย่างชายสามคนนั้น จงหยุดอยู่เฉย ๆ อย่าเข้ามายุ่ง!!’
ซึ่งสำหรับนักรบนั้น หาได้กลัวไม่ เขาไม่ได้กลัวคำขู่นั้น แต่สิ่งที่เขากลัวคือเขากลัวว่าคนที่เขารักทุกคนจะถูกลากเข้ามาเอี่ยวกับเรื่องอันตรายพวกนี้ด้วย
“คุณก็ด้วย— ระวังตัวด้วย...นายพลสุชาติคนนี้เลี้ยงมือปืนเอาไว้เยอะ...มีเส้นสายใหญ่พอสมควร”
[คุณห่วงผมเหรอ]
ประโยคที่สวนกลับมาของนักรบทำเอาปารมีอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเพราะความประหม่า
“......ก็ต้องห่วงสิ!! ก็คุณเป็นน้าของจอมทัพ ถ้าคุณเป็นอะไรไปทั้งจอมทัพ ทั้งคุณแม่ต้องเสียใจแน่”
[แล้วคุณล่ะ...]
“หา— มันเกี่ยวอะไรกับฉันไม่ทราบ”
[ตอบผมมาก่อนสิ....แล้วคุณล่ะ ห่วงผมรึเปล่า]
นักรบย้ำคำถามของเขาอีกครั้ง จนปารมียืนนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ถูก จนกระทั่งเธอต้องเอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ห่วงสิ...แค่นี้แหละ”
กริ๊ก—
ปารมีตอบกลับไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะชิงวางสายก่อน ทำเอาคนที่อยู่ปลายสายถึงกับยิ้มกว้างหลังจากได้ยินคำตอบสั้น ๆ ที่ทำให้เขานั้นปลื้มปริ่ม
โปรดติดตามตอนต่อไป