~ เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึง่พลบค่ำ ~
ขณะที่จางหลินเอนหลังกับเก้าอี้โยกและอ่านตำรา จู่ๆก็มีนกพิราบบินมาเกาะที่ขอบหน้าต่าง ที่ขาของมันมีม้วนกระดาษเหน็บอยู่
เขาเดินไปหยิบม้วนกระดาษและคลี่ออกมา และพบว่านกพิราบตัวนี้ถูกส่งมาจากตระกูลชิงเพื่อเรียนเชิญให้เขาไปที่ตระกูลชิงในค่ำคืนนี้
หลังจากที่เขาได้ไปที่ศูนย์การค้าพร้อมกับหยางเซี่ยและชิงเยว่ ชิงเหลียนเฟิงก็ได้ส่งข่าวคราวนี้มาให้แก่จางหยินเซียวในทันที ราวกับว่าทั้งสองกลุ่มกำลังประสานงานกันในทิศทางต่างๆเพื่อให้ทุกอย่างเป็ไปตามที่้า
จางหยินเซียวที่รู้ข่าวก็รู้สึกตื่นเต้นจนอดใจรอไม่ไหว และเขายัง้าที่จะไปดูการปรุงยาระดับ 5 ด้วยตนเอง เพื่อที่จะศึกษาพัฒนาฝีมือในทักษะการปรุงยาของเขา
ที่น่าประหลาดใจก็คือปรมาจารย์ซูหยานตอบรับคำขอของจางหยินเซียวโดยไม่ลังเล ทั้งที่ในความเป็จริงปรมาจารย์นักปรุงยาระดับ 5 ล้วนแล้วแต่หวงวิชาของพวกเขาทั้งสิ้น
“ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง…” จางหลินขยำม้วนกระดาษและทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ เขายืนขึ้นและหยิบปิ่นปักผมมาคาดไว้ทำให้ใบหน้าของเขาแลดูหล่อเหลาราวกับนายน้อยเ้าสำอางค์
อาจจะกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้จะเป็ตัวกำหนดชะตากรรมของตระกูลจางในภายภาคหน้า หากมีบางอย่างเกิดขึ้นหรือพลิกผันเพียงแค่เล็กน้อย ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตระกูลจางต้องประสบกับโศกนาฏกรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยง
โดยไม่รอช้าเขาเตรียมรถม้าและออกจากตระกูลจางไปที่ตระกูลชิงพร้อมกับจางหยินเซียวเพียงแค่สองคน...
.
.
.
จางหลินและจางหยินเซียวเดินทางมาถึงตระกูลชิงโดยที่ยามเฝ้าประตูปล่อยให้พวกเขาเข้าไปอย่างง่ายดาย และยังคงทักทายพวกเขาอย่างสุภาพราวกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
ทั้งสองเดินไปจนถึงห้องโถงใหญ่ เมื่อจางหยินเซียวผลักประตูเข้าไปก็พบเข้ากับร่างของคนสี่คนที่กำลังนั่งรอพวกเขาอย่างใจเย็น
ใจกลางห้องโถงคือร่างของชายชราในอาภรณ์สีฟ้าคราม ดวงตาของเขามีแสงสีเทาราวกับว่าเขารู้สึกเบื่อหน่ายกับทุกสิ่งรอบข้าง หากแต่รอบกายกลับมีรัศมีแรงกดดันที่ยากจะต้านทานแผ่ซ่านออกมาอยู่ทุกขณะ
ความประทับใจแรกของจางหลินที่มีต่อปรมาจารย์ซูหยานผู้นี้คือความแข็งแกร่งอันไร้ขอบเขต!
จางหลินมั่นใจมากว่าความแข็งแกร่งของปรมาจารย์ซูหยานคงจะอยู่ในอันดับต้นๆของแคว้นฉู่อย่างแน่นอน!
บุคคลนี้อันตราย!
จากนั้นสายตาของพวกเขาก็เบือนไปทางซ้ายมือ ที่นั่นมีชายวัยกลางคนร่างหนาที่กำลังถือถ้วยชาและจิบอย่างใจเย็น
ใบหน้าของเขาให้ความรู้สึกราวกับผู้ใหญ่ที่ใจดี แต่ดวงตาที่เฉียบคมดุจอินทรีย์กลับทำให้ใครหลายๆคนที่จ้องมองต้องรู้สึกตัวสั่นไปตามๆกัน
นั่นคือชิงเหลียนเฟิง ประมุขตระกูลชิงแห่งเมืองหยางโจว
และอีกสองคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็คือชิงเยว่ที่กำลังโบกมือเรียกจางหลิน กับหยางเซี่ยที่นั่งกอดอกไม่ไกลจากปรมาจารย์ซูหยาน
ชิงเหลียนเฟิงรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าทั้งสองมาถึง เขาเดินมาหาและประสานมือทักทาย “หยินเซียว เ้าหนูหลิน ในที่สุดพวกเ้าก็มาจนได้”
จางหลินและจางหยินเซียวประสานมือทักทายอย่างยิ้มแย้ม ก่อนที่เขาจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่เหลียนเฟิง ข้าต้องขอขอบคุณท่านจากใจจริงที่พยายามช่วยเหลือหลินเอ๋อร์ถึงขนาดนี้”
ชิงเฟิงเหลียนส่ายหน้าราวกับว่ากำลังปฏิเสธคำชม “ข้ารู้ดีว่าเ้าได้สูญเสียทรัพยากรล้ำค่าไปมากมายกับการช่วยเหลือเ้าหนูหลินเปิดจุดชีพจร แต่หากยังคงทำเช่นนั้นต่อไปข้าเกรงว่าทรัพย์สมบัติของเ้าก็คงจะถูกผลาญไปจนสิ้น ฉะนั้นข้าจึงใช้เส้นสายที่มีเพื่อเชิญปรมาจารย์ระดับ 5 เพื่อมาดูอาการของเ้าหนูหลินโดยเฉพาะ”
จางหยินเซียวรู้สึกซาบซึ้งใจเป็อย่างยิ่ง “หากหลินเอ๋อร์สามารถฝึกฝนปราณได้เฉกเช่นคนอื่นๆ ไม่ว่าท่านจะขออะไร จางผู้นี้ก็พร้อมที่จะมอบให้ท่านได้ทุกอย่าง”
จู่ๆจางหลินก็สังเกตเห็นอาการบางอย่างที่ฉายผ่านรูม่านตาของชิงเหลียนเฟิง นั่นคือความรู้สึกที่ผู้คนจะแสดงออกมาเมื่อมีความโลภในจิตใจ!
ปรากฏว่าตระกูลชิงกำลังหมายตาบางสิ่งบางอย่างจากตระกูลจางอยู่จริงๆ!
แต่ชิงเหลียนเฟิงโบกมือราวกับว่าเขาไม่ได้ใส่ใจในเื่นี้ “เ้าจะสุภาพเพื่ออะไร พวกเราเป็สหายร่วมรบกันมานาน เื่แค่นี้หากข้ามีความสามารถ ข้าก็พร้อมที่จะยอมสูญเสียเพื่อแลกกับความสุขของเยว่เอ๋อร์และความรุ่งโรจน์ของตระกูลชิงและตระกูลจาง”
จางหยินเซียวยิ้มออกมาอย่างจริงใจ แม้แต่จางหลินเองก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมที่ชิงเหลียนเฟิงผู้นี้ปกปิดตัวตนได้อย่างลึกซึ้ง
ชิงเหลียนเฟิงหันกลับไปด้านหลัง ก่อนจะผายมือแนะนำ “หยินเซียว ท่านผู้นี้คือปรมาจารย์ซูหยาน ผู้ที่จะปรุงยาเพื่อเปิดจุดชีพจรให้แก่เ้าหนูหลิน”
จางหยินเซียวไม่รอช้าที่จะก้าวไปข้างหน้า เขายกมือขึ้นมาประสานและโค้งคำนับ “จางหยินเซียวคารวะปรมาจารย์ซู”
“อืม…” ปรมาจารย์ซูหยานเพียงแค่พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ นั่นเป็อากัปกิริยาของบุคคลที่มีสถานะสูงส่งกำลังพูดคุยกับบุคคลที่มีสถานะต่ำต้อยกว่า
แต่จางหยินเซียวก็ไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด อีกฝ่ายมีสถานะเป็ถึงนักปรุงยาระดับ 5 คงเป็เื่ปกติที่เขาจะมีบุคลิกที่เย่อหยิ่งเป็ธรรมดา
ชิงเหลียนเฟิงยิ้มเล็กยิ้มน้อย ก่อนที่เขาจะผายไปมือยังหยางเซี่ย “นี่คือศิษย์ของปรมาจารย์ซูหยาน นายน้อยหยางเซี่ย ในวันนี้เ้าหนูหลินคงจะพบเจอกับเขาแล้ว”
จางหยินเซียวประสานมือทักทายหยางเซี่ยในลักษณะเดียวกัน
จากนั้นทั้งสองก็นั่งลงที่เก้าอี้ว่าง ก่อนที่ดวงตาที่เรียบเฉยของปรมาจารย์ซูหยานจะเหล่มองไปยังทิศทางของจางหลิน “เ้าคือบุคคลที่สามารถปลุกจิติญญายุทธ์ได้ั้แ่อายุ 8 ขวบใช่หรือไม่?”
จางหลินพยักหน้าประสานมือตอบกลับอย่างสุภาพ “จางหลินคารวะปรมาจารย์ซู”
ปรมาจารย์ซูหยานอดไม่ได้ที่จะลูบเคราและกล่าวอย่างมีนัยยะ “ดูจากสภาพร่างกายของเ้าแล้ว หากเ้าสามารถเริ่มเส้นทางของนักฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ได้ อนาคตของเ้าจะสดใสยิ่งกว่าลูกศิษย์ของข้าเสียอีก”
การประเมินของปรมาจารย์ซูหยานทำให้สีหน้าของชิงเหลียนเฟิง ชิงเยว่และหยางเซี่ยเปลี่ยนไป พวกเขาทั้งสามมองไปยังจางหลินในลักษณะแปลกๆ
จางหลินเองก็ผงะไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็สามารถสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว “ท่านปรมาจารย์ชมเชยข้าเกินไป เนื่องจากว่าข้าไม่สามารถฝึกฝนได้เฉกเช่นคนอื่นๆ ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจศึกษาศาสตร์แขนงอื่นๆเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองมาโดยตลอด”
ปรมาจารย์ซูหยานยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่เลว ต่อให้รู้ว่ามีโอกาสที่จะไม่สามารถฝึกฝนได้ แต่เ้าก็ยังไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมของตนเอง ทำให้ข้ารู้ว่าคนเช่นเ้าเป็คนที่มุ่งมั่นต่อทุกสิ่งอย่าง หากเ้าคิดจะตัดสินใจเพื่อทำอะไรบางอย่าง เ้าจะไม่มีวันเปลี่ยนใจแม้ว่าฟ้าจะถล่มลงมา”