ตอนที่ 21 ลมทะเลพัดผ่าน
แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาภายในห้องนอนกว้างขวางของเพนท์เฮาส์สุดหรู ทาบทับลงบนผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดตาที่ยับยู่ยี่จากพายุอารมณ์อันเร่าร้อนเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ผมขยับตัวเล็กน้อย ความรู้สึกปวดเมื่อยยังคงเกาะกินอยู่ตามกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน แต่หัวใจของผมกลับพองโตและเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เมื่อคืนนี้... เป็คืนที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความทรงจำที่ฝังลึกซึ้งลงในทุกอณูของความรู้สึก ผมค่อยๆ หันไปมองที่ว่างข้างกาย แต่กลับพบเพียงรอยบุ๋มบนหมอนและไออุ่นที่เริ่มจางหายไป
"ตื่นแล้วเหรอ เด็กขี้เซา"
เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางประตูห้องน้ำ ผมหันขวับไปมอง ร่างเพรียวระหงของคุณรสรินยืนอยู่ตรงนั้น เธออยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวสะอาดตาที่ผูกปมหลวมๆ เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนและเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นสาบเสื้อออกมาเล็กน้อย หยดน้ำเกาะพราวอยู่บนเส้นผมสีเข้มที่เปียกชื้น กลิ่นสบู่อาบน้ำหอมละมุนลอยมาเตะจมูก ทำให้หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม ดูอ่อนเยาว์ สดใส และมีชีวิตชีวาผิดกับคุณผู้จัดการจอมดุที่บริษัทอย่างสิ้นเชิง
"ผม... หลับเพลินไปหน่อยครับคุณรส" ผมตอบเสียงอ้อมแอ้ม ยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองด้วยความเขินอายเมื่อนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ "คุณรส... ตื่นนานแล้วเหรอครับ"
เธอเดินเข้ามาใกล้ ทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงข้างๆ ผม กลิ่นหอมประจำตัวของเธอผสมผสานกับกลิ่นสบู่ยิ่งทำให้ผมรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง มือเรียวยกขึ้นมาลูบผมของผมอย่างเบามือ ัันั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนผมแทบละลาย
"เพิ่งอาบน้ำเสร็จน่ะ วันนี้วันเสาร์... อากาศดีแบบนี้ ฉันไม่อยากอุดอู้ในห้องสี่เหลี่ยมนี่เลย" เธอพูดพลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองหลวงอันวุ่นวาย ก่อนจะหันกลับมาสบตาผมด้วยแววตาที่เปล่งประกายซุกซน "ไปเที่ยวทะเลกันไหมตง?"
"ท... ทะเลเหรอครับ?" ผมทวนคำอย่างใ ไม่คิดว่าเ้านายสาวใหญ่ผู้บ้างานจะเอ่ยปากชวนผมไปเที่ยวแบบปุบปับขนาดนี้
"ใช่ ทะเล... ปราณบุรีหรือหัวหินก็ได้ ขับรถไปไม่กี่ชั่วโมง ฉันอยากไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อยากไปฟังเสียงคลื่น... แล้วก็อยากไปกับเธอ" ประโยคสุดท้ายเธอจงใจกดเสียงต่ำและช้อนสายตามองผมอย่างมีความหมาย ทำเอาผมหน้าแดงซ่าน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
"ต... ตกลงครับ! ผมไปครับ!" ผมรีบรับคำแทบจะในทันที ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องปฏิเสธ การได้ใช้เวลา่วันหยุดพักผ่อนกับผู้หญิงที่ผมแอบรัก... เป็สิ่งที่ผมปรารถนามาตลอด
...
ไม่ถึงสองชั่วโมงต่อมา ผมก็มานั่งอยู่บนเบาะหนังสปอร์ตสีแดงสดของรถยุโรปเปิดประทุนคันหรู โดยมีคุณรสรินเป็คนขับ เธอสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพลิ้วไหว สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมสีดำสนิท ดูโฉบเฉี่ยวและเปรี้ยวจี๊ดจนผมแทบไม่อยากละสายตา สายลมเย็นๆ ปะทะใบหน้าเมื่อรถพุ่งทะยานออกจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าสู่เส้นทางสายใต้ เสียงเพลงแจ๊สเบาๆ คลอเคล้าไปกับเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่ม บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและไร้ซึ่งความตึงเครียดใดๆ
ผมแอบลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอเป็ระยะๆ รอยยิ้มบางๆ ที่ประดับอยู่บนริมฝีปากสีพีชระเรื่อนั้นบอกให้รู้ว่าเธอกำลังมีความสุขมากแค่ไหน ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมตอนนี้ คือคนเดียวกับคุณผู้จัดการสุดเฮี้ยบที่คอยชี้นิ้วสั่งงานและดุด่าลูกน้องอย่างไม่ไว้หน้า ในเวลานี้ เธอเป็เพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของความรับผิดชอบ
"มองอะไรนักหนา หน้าฉันมีอะไรติดอยู่งั้นเหรอ?" เธอเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ทั้งที่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ถนนข้างหน้า แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับกว้างขึ้น
"ป... เปล่าครับ" ผมสะดุ้งเล็กน้อย รีบหันหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่าง "ผมแค่คิดว่า... วันนี้คุณรสดูสวย... สวยมากๆ เลยครับ"
พูดออกไปแล้วผมก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองตาย ความเขินอายทำให้ใบหน้าร้อนผ่าว แต่คำพูดนั้นมันออกมาจากใจจริง
ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของเธอ "ปากหวานจังนะเด็กดื้อ... เก็บแรงไว้พูดตอนกลางคืนเถอะ"
คำพูดหยอกล้อสองแง่สองง่ามของเธอทำเอาผมแทบจะมุดหน้าหนีลงไปใต้คอนโซลรถ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและซาบซ่านในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก กำแพงแห่งสถานะและช่องว่างระหว่างวัยที่เราเคยมี บัดนี้ดูเหมือนจะถูกสายลมพัดพาหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผู้ชายและผู้หญิงคู่หนึ่งที่กำลังเดินทางไปสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน
...
เมื่อเราเดินทางมาถึงที่หมายในแถบชายหาดส่วนตัวที่เงียบสงบของปราณบุรี ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอมชมพูยามเย็น พระอาทิตย์ดวงกลมโตกำลังค่อยๆ คล้อยต่ำลงสู่ผืนน้ำทะเลที่ทอประกายระยิบระยับ เสียงเกลียวคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งทรายดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นไอทะเลเค็มๆ ลอยมาแตะจมูก ทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายอย่างประหลาด
เราสองคนลงจากรถ ถอดรองเท้าทิ้งไว้บนพื้นหญ้า และเดินเท้าเปล่าย่ำลงไปบนผืนทรายสีขาวละเอียด เม็ดทรายที่นุ่มละมุนแทรกตัวเข้ามาตามง่ามนิ้วเท้า ให้ความรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อยแต่ก็สบายเท้า สายลมทะเลพัดผ่านมาเอื่อยๆ หอบเอาความร้อนอบอ้าวของวันออกไปจนหมดสิ้น
คุณรสรินเดินนำหน้าผมไปเล็กน้อย ชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวของเธอพลิ้วไหวไปตามแรงลม เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าและแผ่นหลังขาวเนียนที่น่าหลงใหล เธอสยายผมยาวสลวยให้ปลิวไปตามลม ดูอิสระและเบิกบานราวกับเด็กสาววัยรุ่นที่เพิ่งหลุดพ้นจากกรอบระเบียบ ผมเดินตามหลังเธอไปเงียบๆ มองภาพแผ่นหลังของเธอด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ
"อากาศดีจังเลยเนอะตง..." เธอหันกลับมาส่งยิ้มให้ผม เป็รอยยิ้มที่กว้างและจริงใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น "ฉันไม่ได้มาเดินเหยียบทรายแบบนี้นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้"
ผมเดินเข้าไปประชิดตัวเธอ เอื้อมมือไปคว้ามือเรียวบางของเธอมาจับไว้หลวมๆ คุณรสรินชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สะบัดออก เธอกลับกระชับมือตอบ นิ้วมือของเราสองคนสอดประสานกันอย่างแแ่ ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากฝ่ามือของเธอส่งตรงมาถึงหัวใจของผม
"ถ้าคุณรสชอบ คราวหน้าเรามาด้วยกันอีกก็ได้นะครับ... ผมยินดีเป็คนขับรถให้เลย" ผมพูดพลางบีบมือเธอเบาๆ
เธอหัวเราะร่วน "พูดแล้วนะ ห้ามคืนคำล่ะ... เด็กดื้อของฉัน"
เราเดินเคียงคู่กันไปตามริมชายหาดที่ทอดยาว ปล่อยให้เกลียวคลื่นซัดสาดมาโดนข้อเท้าเป็ระยะๆ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่น เสียงลม และเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานจังหวะกัน
"รู้ไหมตง..." จู่ๆ คุณรสรินก็พูดขึ้นมาทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอฟังดูอ่อนโยนและล่องลอยราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด "ตอนเด็กๆ... ความฝันของฉัน ไม่ใช่การเป็ผู้บริหารระดับสูง หรือมีเงินทองมากมายอย่างทุกวันนี้หรอกนะ"
ผมหันไปมองหน้าเธออย่างประหลาดใจ "แล้ว... ความฝันของคุณรสคืออะไรเหรอครับ?"
เธอทอดสายตามองออกไปที่เส้นขอบฟ้าแสนไกล ดวงตาคู่คมดูเหม่อลอย "ฉันอยากเป็จิตรกรรู้ไหม... อยากวาดรูป อยากเปิดแกลเลอรี่เล็กๆ ริมทะเลแบบนี้ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ตื่นมาวาดรูป ฟังเสียงคลื่น จิบกาแฟ... ไม่ต้องไปแข่งขันแก่งแย่งกับใคร ไม่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้คนที่เกลียดชัง..."
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ เป็เสียงถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเสียดายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ "แต่ก็นั่นแหละ... ครอบครัวของฉันทำธุรกิจ พ่อแม่คาดหวังให้ฉันสานต่อกิจการ ฉันเลยต้องพับเก็บความฝันนั้นไว้ในลิ้นชักที่ลึกที่สุด แล้วหันมาสวมสูท ใส่ส้นสูง เดินเข้าห้องประชุมแทน... จนบางครั้ง ฉันก็ลืมไปแล้วว่าตัวตนจริงๆ ของฉัน... เป็คนที่รักศิลปะและอิสระมากแค่ไหน"
ผมฟังสิ่งที่เธอเล่าด้วยความรู้สึกเห็นใจและสงสารจับใจ ผมไม่เคยรู้เลยว่าภายใต้หน้ากากของผู้บริหารสาวที่เก่งกาจและทรงอำนาจนั้น เธอต้องเก็บซ่อนความเ็ปและความสูญเสียตัวตนเอาไว้มากขนาดไหน ผมกระชับมือที่จับเธอไว้ให้แน่นขึ้น ราวกับ้าถ่ายทอดกำลังใจทั้งหมดที่มีไปให้เธอ
"มันยังไม่สายเกินไปนะครับคุณรส..." ผมเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม "ถ้าคุณรสอยากวาดรูป... ผมจะเป็คนเตรียมพู่กันกับสีให้เอง ถ้าคุณรสอยากมาทะเล... ผมก็จะขับรถพามา ไม่ว่าคุณรสอยากจะทำอะไร หรืออยากจะเป็อะไร... ผมพร้อมที่จะสนับสนุนและอยู่เคียงข้างคุณรสเสมอนะครับ"
คำพูดของผมทำให้คุณรสรินหยุดเดิน เธอหันมาสบตาผมตรงๆ ดวงตาของเธอมีน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาเล็กน้อย แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยความตื้นตันและขอบคุณ เธอปล่อยมือที่จับผมไว้ แล้วสวมกอดผมเอาไว้แน่น ซุกหน้าลงกับหน้าอกของผม
"ขอบใจนะตง... ขอบใจที่เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็..." เธอพึมพำอู้อี้อยู่กับแผงอกของผม "กับคนอื่น ฉันต้องเป็เ้านายที่เข้มแข็ง เป็ผู้นำที่ไร้ที่ติ... แต่พออยู่กับเธอ ฉันรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็ตัวเอง เป็แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่อ่อนแอได้ ร้องไห้ได้..."
ผมกอดตอบเธอด้วยความรักทั้งหมดที่มี ลูบแผ่นหลังบอบบางของเธออย่างทะนุถนอม "สำหรับผม... คุณรสก็คือคุณรสครับ ไม่ว่าจะเป็เ้านายจอมดุที่บริษัท หรือจะเป็ผู้หญิงขี้เหงาที่แสนอ่อนโยนคนนี้... ผมก็รัก... รักทุกอย่างที่เป็คุณรสครับ"
คำสารภาพรักที่เอ่ยออกมาจากใจจริงอีกครั้ง ทำให้ร่างบางในอ้อมกอดสั่นสะท้านเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมามองผม ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอออกราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเขย่งปลายเท้าขึ้นมา ประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากของผมแทน
มันเป็จูบที่นุ่มนวล หวานล้ำ และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ไม่มีความเร่าร้อนรุนแรงเหมือนค่ำคืนที่ผ่านมา มีเพียงความโหยหา ความรัก และการเปิดเปลือยหัวใจให้แก่กันและกัน รสชาติเค็มปร่าของไอทะเลผสมผสานกับความหวานละมุนจากริมฝีปากของเธอ ทำให้จูบนี้กลายเป็ความทรงจำที่ตราตรึงอยู่ในใจของผมไปตลอดกาล
เราสองคนยืนกอดจูบกันอยู่ริมชายหาด ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันที่กำลังจะหมดลง พระอาทิตย์ค่อยๆ จมหายลับไปในผืนน้ำ ทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มแดงที่อาบไล้ไปทั่วท้องฟ้า บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นลงเมื่อสายลมกลางคืนพัดมาเยือน
...
หลังจากความหวานละมุนริมชายหาด เรากลับมานั่งพักผ่อนกันที่ระเบียงของวิลล่าส่วนตัวที่เช่าไว้ คุณรสรินนั่งเอนกายซบอยู่บนไหล่ของผม สายตามองออกไปที่ทะเลที่มืดมิด มีเพียงแสงจากดวงดาวและแสงไฟริบหรี่จากเรือประมงไกลๆ
ความสุขสงบที่ได้รับในวันนี้ มันช่างเต็มอิ่มและล้นปรี่ในหัวใจของผม ระยะห่างที่เคยมีระหว่างเราสองคนถูกทำลายลงจนหมดสิ้น ผมรู้สึกว่าเราสองคนกำลังคบหากันในฐานะคู่รักธรรมดาทั่วไป คู่รักที่สามารถจับมือกัน เดินเล่น พูดคุยเปิดใจ และโอบกอดกันได้อย่างเปิดเผย
แต่ในขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับความสุขนั้นเอง ความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว...
วันนี้คือวันเสาร์... พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์... และมะรืนนี้... คือวันจันทร์...
วันจันทร์... วันที่ความฝันอันแสนหวานนี้จะต้องจบลง เราสองคนจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความเป็จริงในกรุงเทพมหานคร ต้องกลับไปสวมบทบาทเ้านายกับลูกน้องในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และการจับจ้องจากสายตานับสิบคู่
ผมก้มลงมองใบหน้าของผู้หญิงที่หลับตาพริ้มพักพิงอยู่บนไหล่ของผม ความรู้สึกหวั่นใจและกังวลลึกๆ เริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ความเป็จริงที่เย็นเยียบก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เราจะสามารถรักษาความรู้สึกและสถานะที่เปลี่ยนไปนี้ไว้ได้หรือไม่ เมื่อเราต้องกลับไปยืนอยู่ในจุดที่ทุกอย่างบีบบังคับให้เราต้องสร้างกำแพงขึ้นมาอีกครั้ง...
ความรักที่เบ่งบานริมชายหาดแห่งนี้... จะสามารถต้านทานพายุแห่งความเป็จริงในวันพรุ่งนี้ได้หรือเปล่า? ผมได้แต่เก็บคำถามนี้ไว้ในใจ พลางกระชับอ้อมกอดหญิงสาวผู้เป็ที่รักให้แน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าเธอจะหลุดลอยไปเมื่อรุ่งเช้ามาเยือน...
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*