บทที่ 24 เพื่อนของสามีไม่ใช่คนดี (รีไรต์)
พอเอ่ยถึงใครคนนั้น ๆ ก็มาพอดี อวิ๋นซานกับอวิ๋นโหย่วฝูเพิ่งกลับมาถึงบ้านพัก ก็เจอกับถงเสี่ยวอวี้พอดี
ทั้งสองคนเดินไปที่สนามเด็กเล่นของโรงเรียนประถมฝั่งตรงข้าม แล้วหาบันไดนั่งคุยกัน
“ซานซาน เมื่อวานตอนที่ฉันไปเจอหลินเวยที่ร้านค้า ฉันได้คุยกับเธอเล็กน้อย หลินเวยก็บอกว่าไม่ได้เจอเธอมานานแล้ว บอกว่าอีกสองวันให้เธอไปดื่มเหล้ามงคลที่งานแต่งของเธอให้ได้นะ”
“จริงสิ ซานซาน นี่ฉันถักให้เธอ สีนี้เข้ากับเธอมากเลย”
ถงเสี่ยวอวี้พูดพลางหยิบผ้าพันคอผืนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า เป็ผ้าพันคอสีแดงสด ถักเป็ลายเปียเส้นใหญ่
อวิ๋นซานรับมา แต่กลับเอามาพันคอให้ถงเสี่ยวอวี้ “เสี่ยวอวี้ จริง ๆ แล้วเธอใส่สวยกว่านะ ตอนนี้เธอยังไม่ได้ทำงาน ไม่ต้องซื้อของมาให้ฉันหรอก ผ้าพันคอฉันมีหลายผืน รอให้เธอทำงานแล้ว มีเงินเดือน ค่อยซื้อให้ฉันก็ได้”
คำพูดนี้ช่างดูสนิทสนม
ถงเสี่ยวอวี้ส่ายหน้าจะถอดออก อวิ๋นซานกดมือเธอไว้ “สวยจริง ๆ นะ”
ใบหน้าของถงเสี่ยวอวี้แดงระเรื่อ ก่อนจะถอนหายใจอย่างจนใจ “ดูฉันสิ ตั้งใจถักให้เธอ สุดท้ายก็ต้องมาพันคอตัวเอง”
อวิ๋นซานขยิบตาให้เธอ “พวกเราจะแบ่งแยกกันทำไม ในเมื่อเธอสวมแล้วอุ่นก็เหมือนกับที่ฉันสวมไม่ใช่เหรอ?”
ถงเสี่ยวอวี้หลุดขำออกมา แล้วพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง “ซานซาน ในเมื่อเป็แบบนี้ ฉันก็ขอพูดอะไรหน่อยนะแต่ถ้าเธอไม่อยากฟังฉันก็จะไม่พูด”
“เื่อะไรเหรอ?”
“คือว่า เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันบังเอิญเจอกับหยางเหวินปิ่งที่อาศัยอยู่ทางใต้ของเมือง เขาเล่าให้ฉันฟังว่าที่นั่นเกิดคดีปล้นชิงทรัพย์ มีร้านทองถูกปล้น แถมยังมีคนได้รับาเ็อีก ทำเอาชาวบ้านแถวนั้นหวาดผวาไปหมด”
อวิ๋นซานร้องด้วยความประหลาดใจ “แล้ว…จับคนร้ายได้หรือยัง?”
"”ที่น่ากังวลก็เพราะยังจับไม่ได้นี่แหละ” ถงเสี่ยวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดจบก็มีท่าทีลังเล
อวิ๋นซานถาม “มีอะไรหรือเปล่า?”
ถงเสี่ยวอวี้มองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง “มีคนบอกว่า เป็ฝีมือของคนที่มีฉายาว่าเหวยต้าเพ่า เขาคนนี้มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีแถว ๆ ทางใต้ของเมือง”
อวิ๋นซานทำหน้างง เขาเป็ใคร? หรือว่าเธอจะรู้จักเขางั้นเหรอ
“ชื่อจริงของเขาคือ ‘เหวยเจา’ ไม่รู้ว่าเธอยังจำได้ไหมเขาเป็เพื่อนกับหลินสุยอัน”
อวิ๋นซานเลิกคิ้วขึ้น “แน่ใจเหรอว่าเป็เขา?”
ก็แค่สองวันที่แล้วเธอก็เพิ่งเจอเขานะ ทำไมจู่ ๆ ถึงไปปล้นร้านทองได้ล่ะ
ถงเสี่ยวอวี้ขมวดคิ้วด้วยความกังวล “ได้ยินมาว่ามีคนเห็นเขานะ ถึงวันนั้นจะเป็ตอนเย็น ฟ้าเริ่มมืด แถมคนร้ายก็เอาผ้าปิดหน้าแต่รูปร่างของคนนั้น คล้ายเขามาก ๆ”
อวิ๋นซานยิ่งไม่เข้าใจ “เสี่ยวอวี้ เธอกำลังจะพูดอะไรกันแน่ ถึงจะเป็เหวยเจาที่ทำจริง แต่มันเกี่ยวอะไรกับพกวเราด้วยล่ะ?”
ถงเสี่ยวอวี้มองอวิ๋นซานด้วยสายตาผิดหวัง “ซานซาน เธอไม่เคยได้ยินคำว่า 'คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล' หรือไง? หลินสุยอันคบค้ากับเหวยเจา เขารู้หรือเปล่าว่าอีกฝ่ายมีนิสัยใจคอยังไง เขารู้หรือเปล่าว่าเหวยเจามีชื่อเสียงไม่ดี รู้เื่ไม่ดีที่เหวยเจาทำหรือเปล่า?”
อวิ๋นซานยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่ “แต่หลินสุยอันไม่ได้อยู่ในเมืองเฟิงตั้งสองปีแล้ว เขาจะรู้ได้ยังไง?”
“ไม่ใช่นะซานซาน ชื่อเสียงของเหวยเจาไม่ได้เพิ่งมาไม่ดีแค่สองปีนี้ มันไม่ดีมาั้แ่หลายปีก่อนแล้ว เหวยเจาขึ้นชื่อเื่เสีย ๆ หาย ๆ เขาไม่ต่างอะไรจากพวกอันธพาลข้างถนน รังแกผู้หญิง กดขี่คนจน ได้ยินมาว่า แม้แต่หญิงชราแก่ ๆ ที่บ้านเขาก็ยังลงมือ”
“ตอนที่พวกเราเรียนหนังสือ จำได้ไหมเราเคยเห็นหลินสุยอันกับเหวยเจาไปตีกับเด็กโรงเรียนมัธยมอีกแห่ง ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก ไม่ประสีประสา คิดว่าพวกเขาดูแมน ๆ กล้าหาญดี”
“ตอนนี้พอคิดดูแล้ว ดีนะที่เธอไม่ได้อยู่กับหลินสุยอันนาน ๆ ไม่อย่างนั้น…ได้ยินมาว่าพวกที่ชอบใช้กำลังเนี่ย ต่อให้ทำงานแล้ว แต่งงานมีเมียแล้วก็ยังใช้ความรุนแรงในครอบครัวอยู่ดี”
อวิ๋นซานเธอมองเพื่อนสนิทที่ดูเป็ห่วงเป็ใยตัวเอง พยายามเตือนตัวเองเสมอ ั้แ่เมื่อไรนะที่เธอชอบพูดหรือเปรย ๆ ว่าหลินสุยอันไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เอาไหน ไม่ดูแลครอบครัว
ว่ากันว่าสมัยนี้หรือจะบอกว่าั้แ่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ล้วนสอนให้คนตีลูกดีกว่าสอนให้คนหย่าร้าง ไม่ว่าอะไรทุกคนต่างก็ห้ามปราม บอกให้ทน บอกให้ยอม
แม้ว่าปัจจุบันจะบอกว่าแต่งงานกันอย่างอิสระ แต่คนที่หย่าร้างกันจริง ๆ กลับมีไม่มาก
พอมีความคิดแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็คนในครอบครัว ญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้าน หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ล้วนจะห้ามปราม
แต่ถงเสี่ยวอวี้กลับไม่เหมือนคนอื่น
“ซานซาน ครั้งก่อนที่ฉันพูด เธอคิดดูแล้วหรือยัง ฉันเห็นว่าตอนนี้ช่านช่านจำคนได้แล้ว โตเร็วจริง ๆ อีกไม่นานก็คงจะเรียกพ่อแม่ได้แล้วล่ะ”
อวิ๋นซานลังเล “เสี่ยวอวี้ ฉันเข้าใจความหมายของเธอ แต่ถึงฉันจะอยากหย่า ก็ไม่ใช่ว่าอยากหย่าก็หย่าได้เลย ถ้าเขาไม่ยอมฉันก็ทำอะไรไม่ได้”
ถงเสี่ยวอวี้เห็นท่าทีของอวิ๋นซานอ่อนลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะพูดด้วยความยินดี “ไม่เป็ไร ค่อย ๆ เป็ค่อย ๆ ไป ขอแค่เธอคิดได้ก็พอ ฉันว่าเธอลองส่งจดหมายไปหาเขาก่อน บอกเื่นี้ไป ดูว่าจะว่ายังไง เผื่อว่าเขาเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่หายไปสองปีโดยไม่มีข่าวคราว”
อวิ๋นซานพูดอย่างหมดหวัง “ฉันไม่รู้ที่อยู่ของเขาเลย”
ถงเสี่ยวอวี้ครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้น เธอไม่ลองถามหัวหน้าเก่าของเขาล่ะ คิดว่าเขาน่าจะรู้”
อวิ๋นซานมองเธอ ดวงตาสีดำขลับเต็มไปด้วยความไว้วางใจ “เสี่ยวอวี้ เธอช่วยฉันหน่อยสิ”
ถงเสี่ยวอวี้จับมือเธอไว้ “ซานซาน เธอวางใจเถอะ เื่ของเธอคือเื่ของฉัน ฉันจะช่วยเธอเอง ถ้าเธอไม่รู้ว่าจะเขียนยังไงฉันจะช่วยเธอคิดเอง”
อวิ๋นซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เื่นี้ฉันไม่อยากให้ที่บ้านรู้ อีกอย่าง ฉันต้องคิดอีกทีว่าจะเขียนยังไง ฉันรู้จักผู้ชายหลายคนที่รับไม่ได้ที่ภรรยาขอหย่า แม้ว่าเขาจะไม่ได้รักแล้ว เขาก็ไม่อนุญาตให้เธอพูดเื่นี้หรอก เขาจะรู้สึกว่าเสียหน้า ดังนั้นฉันต้องคิดให้ดี ๆ ว่าจะพูดอย่างไร เื่นี้ต้องค่อย ๆ เป็ค่อย ๆ ไป รีบไม่ได้”
ถงเสี่ยวอวี้มีแววตาเป็ประกาย “เธอพูดถูก แต่พวกเราควรจะจัดการเื่นี้ให้เสร็จก่อนปีใหม่ เพราะบางหน่วยงานพอถึง่ปีใหม่ก็อาจมีการโยกย้ายงาน พอถึงตอนนั้นก็จะติดต่อไม่ได้แล้ว เื่จดหมายถึงหลินสุยอันค่อย ๆ คิดก็ได้ แต่เื่ที่อยู่ต้องถามก่อน”
อวิ๋นซานพยักหน้า “ฉันเข้าใจแล้ว แต่ฉันต้องกลับไปถามพ่อฉันก่อน ที่อยู่ที่ทำงานเก่าของเขาฉันจำไม่ค่อยได้ เห้อ ไม่รู้ว่าพ่อฉันจะมีที่อยู่หรือเปล่า ถ้ามีเขาก็คงเขียนจดหมายไปหาแล้ว...”
ถงเสี่ยวอวี้ครุ่นคิด “ไว้ฉันจะลองถามคนอื่นให้ด้วยก็แล้วกัน”
เมื่อคุยเื่นี้เสร็จ ทั้งสองก็คุยกันต่อว่าจะใส่ชุดอะไรไปงานแต่งงานและใส่ซองเท่าไหร่ดี
จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
อวิ๋นซานไม่ได้ตั้งใจจะไปถามอวิ๋นโหย่วฝูและก็ไม่ได้คิดจะเขียนจดหมายงี่เง่านั่นด้วย ถ้าเธอคิดจะทำจริง ๆ เธอจะไปพูดกับหลินสุยอันด้วยตัวเอง
ระหว่างที่กำลังคิด เธอก็ถูกใครบางคนขวางทางไว้ก่อนจะถึงบ้านพัก
“สหายอวิ๋นซานใช่ไหม ฉันมีเื่จะคุยกับเธอ” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเธอ แม้ว่าเธอจะตัวไม่สูงเท่าอวิ๋นซาน แต่ท่าทางของเธอกลับดูหยิ่งยโส
อวิ๋นซานเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง “ฉันไม่รู้จักคุณ รบกวนหลีกทางให้หน่อยค่ะ”
“ฉันคือแม่ของหลี่เว่ยเหอ มีเื่ต้องคุยกับเธอ”