บทที่18แสดงพลัง
“น้องพี่เ้าต้องไม่เจ็บตัวเปล่าแน่นอนข้าจะล้างแค้นแทนเ้าเอง”
ซาหนิงเหมย พี่สาวของ ซาจ้าน อดทนนิ่งต่อไปไม่ไหวก้าวออกมาเตรียมจะลงมือกับจ้าวเฟยหลง นางเองก็เป็อัจฉริยะคนหนึ่งของเมืองตงเฟิงอายุสิบหกปีสามารถบรรลุระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งได้
“ช้าก่อนคุณหนูซาปล่อยเป็หน้าที่ของข้าเองดีกว่าอย่าให้มือของท่านของััขยะนี้เลย”
ลี่หยางหลีเอ่ยปากขึ้น ด้วยกลิ่นอายของเขาซาหนิงเหมยมิอาจมองข้ามเพราะเขาก็อยู่ขั้นจอมยุทธ์เช่นกัน
ลี่หยางหลี ยิ้มมุมปาก “ขอบคุณคุณหนูซาที่ให้โอกาส”
“เอาล่ะๆ ข้ามีงานอีกเยอะที่ต้องทำหน้าไหนอยากได้ผลประโยชน์ของตระกูลจ้าวหรืออยากจับตัวข้าก็เข้ามา แต่ทางที่ดีเข้ามาพร้อมกันทุกคนดีกว่าจะได้เสร็จๆไป”
จ้าวเฟยหลงรู้สึกว่าการฝึกฝนวิชายังน่าสนใจมากกว่าเหล่านี้เสียอีก
คนของสามตระกูลต่างอึ้งไปกับคำพูดของจ้าวเฟยหลงนี่มันอวดดี จองหองเกินไปแล้ว จะให้ทุกคนบุกเข้าไปพร้อมๆกันมิหนำซ้ำตัวตนของคนส่วนหนึ่งก็เป็ถึงจอมยุทธ์นี่มันไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆเลย
“ไอ้ขยะเตรียมตัวตายได้แล้ว”
ลี่หยางหลี ะโอย่างเดือดดาลก่อนพุ่งออกมา แล้วใช้เพลงหมัดของตนเองโจมตีจ้าวเฟยหลง
“หมัดร้อยวายุ”
หมัดนี้มาจากวิชายุทธ์ระดับปราณขั้นต้นนักยุทธ์ทั่วไปย่อมไม่อาจต้านทานได้ความรุนแรงนี้ได้มันสั่นสะท้านไปทั้งจิติญญาของทุกคนในนี้แม้แต่ผู้นำตระกูลทั้งสามยังต้องให้ความสนใจไม่น้อย
เมื่อพลังหมัดพุ่งเข้าไปใกล้จ้าวเฟยหลงทุกคนต่างคิดว่าจ้าวเฟยหลงคงไม่อาจรอดพ้นจากพลังหมัดอันทรงพลังนี้ของลี่หยางหลีไปได เขาต้องตกตายในหมัดเดียวนี้แน่นอน
สายตาเย้ยหยันของจ้าวเฟยหลงเหลียวมองพลังหมัดของลี่หยางหลีเพียงนิดเดียวก่อนใช้มือเปล่ารับเคลื่อนพลังเอาไว้
ตูม!!
พลังของหมัดร้อยวายุถูกบีบแตกแหลกะเิเป็แสงสว่างราวพลุไฟแล้วจางหายไป
ท่ามกลางสายตาอันตื่นตระหนกของทุกคนหมัดร้อยวายุเป็วิชายุทธ์ระดับปราณขั้นต้น เมื่อครู่นี้ต่อให้เป็เหล่าผู้าุโก็ยังต้องหลบหนีเอาตัวรอดอัจฉริยะอย่างอู้เฉียวซานเองก็ต้องเค้นทุกความสามารถของเขาเพื่อตั้งรับพลังนี้แม้แต่ผู้นำทั้งสามก็ยังไม่อาจประมาทหมัดนี้ได้
แต่ไอ้ขยะที่ทุกคนเหยียดหยาม กลับจับพลังหมัดนี้ไว้ด้วยมือเปล่าแล้วแล้วบีบแตกราวกับบีบไข่ไก่แบบนี้มันน่าใเกินไปแล้ว
ลี่หยางหลีหน้าตาบิดเบี้ยวเขามั่นใจในพลังของตนเป็อย่างมากแค่กำจัดนักยุทธ์คนหนึ่งมันไม่ต่างอะไรกับฆ่ามดปลวกแต่สิ่งที่เกิดขึ้นใจเขาไม่สามารถทำใจรับได้แม้แต่น้อย
“ข้าจะทำให้เ้าดูว่าหมัดใช้อย่างไร”
จ้าวเฟยหลงใช้ ก้าวย่างดาวตก เดินไปหาลี่หยางหลี ในพริบตาก็มายืนตรงหน้ายกมือคว้าคอแล้วลากลี่หยางหลีเคลื่อนไหวพริบตามากลางโถงและไม่มีการพูดกล่าวอันใดอีก มือซ้ายยึดแขน มือขวาระดมต่อยหมัดไปที่แขนของลี่หยางหลีในทุกๆหมัดพละกำลังที่ชกออกไปราวกับค้อนมหึมาทุบลงที่แขน
ลี่หยางหลีต้องกรีดร้องครวญครางด้วยความเ็ปความหวาดกลัวฉายออกมาผ่านทางดวงตาของเขา
ตุบ!
ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของลี่หยางหลีถูกปล่อยร่วงลงมากองกับพื้น
“พี่ใหญ่!!”
ลี่หนิงหลงและลี่ซูเจียวร้องออกมาพร้อมกันส่วนลี่จินหลี่ โมโหสุดขีด ในมือรวมพลังลมปราณอันทรงพลังเตรียมเข้าไปต่อสู้กับจ้าวเฟยหลง
แต่ก่อนที่จะได้ลงมือ อู้เฉียวซานได้ะโเข้าไปยืนข้างหน้าจ้าวเฟยหลง
“ไอ้สารเลวส่งน้องหยางหลีคืนสู่ครอบครัวซะไม่งั้นเ้าจะตายอย่างไร้ที่ฝัง”
“งั้นหรือ?ก็ได้ข้าก็ไม่้าเศษสวะให้รกบ้านของข้าเช่นกัน”
จ้าวเฟยหลงมองไปที่ลี่หยางหลี ส่งยิ้มที่ดูแล้วทำให้จิตใจแตกซ่านแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วเตะเข้าที่ชายโครงของลี่หยางหลีเต็มแรงส่งให้ร่างลอยละลิ่วไปกระแทกคนของตระกูลลี่ล้มกันระเนระนาดตามมาด้วยเสียงโอดโอยอันน่าเวทนาของลี่หยางหลี
คนตระกูลลี่ต่างโกรธแค้นต่อจ้าวเฟยหลงเพิ่มมากขึ้นแต่ก็มิวายจะส่งค้อนวงใหญ่ให้อู้เฉียวซาน เ้าหมอนี่คง้าเอาคืนที่สองตระกูลใหญ่ดูแคลนเื่คนตระกูลอู้ถูกจ้าวเฟยหลงทำร้ายจึงได้ทำทีะโออกมาปกป้องลี่หยางหลีแล้วผลก็คือทำให้ลี่หยางหลีโดนเตะลอยกลับไปหาคนตระกูลตนเอง
“เสร็จไปสอง ต่อไปก็เ้าละนะ”จ้าวเฟยหลงหันไปทางอู้เฉียวซาน
อู้เฉียวซาน ใช้สายตามองที่จ้าวเฟยหลงอย่างเหยียดหยามราวกับว่าคนๆนี้ไม่มีค่าให้อัจฉริยะอย่างตัวเขาลงมือแม้ว่าจะเอาชนะคนมีฝีมือมาแล้วสองคนก็ตาม
“หึ! แล้วเ้าจะสำนึกที่กล้ามาสู้กับ.....”อู้เฉียวซาน พูดยังไม่จบประโยค
พลั๊ก!! เสียงหมัดกระแทกกับปากก็ดังก้องในห้องโถงทำให้ร่างของอู้เฉียวซานลอยไปตามลมหมัด ใบหน้าปูดบวมเืจากปากละเลงทั่วใบหน้า ฟันหลุดออกจากปากลอยละล่องไปพร้อมกับร่าง กระแทกประตูพังเสียหายยับเยินไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับตัว
การเคลื่อนไหวของจ้าวเฟยหลงอยู่เหนือการเข้าใจของคนเหล่านี้อย่างสิ้นเชิงก้าวย่างดาวตก หนึ่งก้าวสิบจั้ง ไร้ร่องรอย รวดเร็วยิ่งนัก
“ข้าว่าพวกเ้าสามคนเข้ามาพร้อมกันดีกว่า” ว่าพลาง กวักมือเรียกผู้นำตระกูลทั้งสาม
“นี่มันบ้าจริงๆ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ก็คือรุ่นเยาว์แต่ไอ้บ้านี่ท้าทายผู้นำตระกูลทั้งสามพร้อมกันนี่มันบ้าไปแล้ว”
“ใช่แล้ว กล้าอะไรขนาดนั้นที่ไปท้าทายจอมยุทธ์ขั้นสองทั้งที่ตนเองก็แค่นักยุทธ์”
เสียงผู้คนพูดคุยกันทั่วทั้งโถงใหญ่แต่จ้าวเฟยหลงไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย สายตายังคงนิ่งสงบ
เมื่อทั้งสามได้ยินดังนั้นก็เกิดความโกรธจนเืขึ้นหน้าพวกเขาเป็ถึงจอมยุทธ์ไม่เคยมีใครเหยียดหยามพวกเขาขนาดนี้เลย
“ไอ้หนูแกขอเองแล้วจะมาหาว่าข้ารังแกเด็กไม่ได้นะ”
ลี่จินหลี่แตะไปที่แหวนของเขาพลันปรากฏกระบี่สีดำสนิทเป็มันวาวในมือ ดูไปแล้วนี่เป็ยุทธภัณฑ์ระดับปราณชั้นต้นสายตาของทุกคนรวมกันอยู่ที่กระบี่ บ้างอิจฉาอย่างออกนอกหน้า บ้างตกตะลึงยุทธภัณฑ์ระดับนี้พบเจอได้ยากในเมืองตงเฟิงเมื่อนำออกมาย่อมเป็ที่สนใจของผู้คน
เมื่อกระบี่อยู่ในมือลี่จินหลี่ลมปราณของเขาก็เปลี่ยนไปมันรุนแรงมากขึ้น พลังลมปราณพุ่งขึ้นเหนือหัวราวเปลวไฟที่โชติ่ผู้คนใกล้ๆต่างใเมื่อได้เห็นการแสดงพลังของเขา “รับไป ไอ้เด็กสารเลวเพลงกระบี่วายุฟ้า”
ปราณดาบรูปจันทร์เสี้ยวถูกฟาดมายังจ้าวเฟยหลง แสงสีแดงราวกับเืพุ่งมาหาด้วยความเร็วสูงตัดเฉือนจนอากาศสั่นไหว
จ้าวเฟยหลงยืนนิ่งเพิกเฉยต่อปราณดาบนี้อย่างสิ้นเชิง
ตูม!!
ปราณดาบปะทะเข้าอย่างจังกับร่างของจ้าวเฟยหลงเกิดเป็ฝุ่นควันหนาแน่นรอบตัวหลายคนต่างคาดการณ์ไปต่างๆนาๆถึงผลการต่อสู้นี้
“เจอเข้าไปขนาดนี้ต้องตายไปแล้วแน่ๆ” เสียงอันดังของลี่หนิงหลงได้ยินไปทั่วทั้งโถง
“มันคงกลัวจนขาสั่นไปไหนไม่ไหวจึงรอให้ปราณดาบมาถึงตัว” อู้ลี่ซือ พูดอย่างสะใจ
เมื่อฝุ่นควันจางลงสายตาทุกคู่จ้องมองไปที่ตรงที่จ้าวเฟยหลงยืนอยู่และตาก็แทบถลนออกมาเพราะร่างสูงโปร่งยืนนิ่งไม่สะทกสะท้านกับพลังดาบของลี่จินหลี่แม้แต่น้อย
“นี่มันเป็ไปได้อย่างไรพลังปราณดาบนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่แม้แต่จอมยุทธ์จะยืนใช้ร่างกายต้านรับแล้วนี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร”
ลี่จินหลี่แทบไม่เชื่อสายตาตนเองเขามั่นใจในพลังดาบนี้เป็อันมากตอนนี้ผู้นำทั้งสองตระกูลก็ยังต้องเคร่งเครียดต่อให้เป็พวกเขาก็คงไม่อาจจะยืนรับดาบนี้ได้แต่เด็กหนุ่มนั่นนอกจากใช้ร่างกายต้านทานแล้วแผลถลอกสักนิดก็ไม่มีให้เห็น
จ้าวเฟยหลงใช้ ก้าวย่างดาวตกเคลื่อนที่ไปอยู่ข้างหน้าลี่จินหลี่หมัดที่ไม่มีพลังอื่นใดนอกจากพลังกายพุ่งเข้าไปที่อกของลี่จินหลี่แม้จะรู้สึกถึงพลังที่ทำให้ถึงตายได้แต่ลี่จินหลี่ไม่สามารถหลบหลีกไปได้เลยทำได้เพียงยกมือมาป้องกันหมัดเท่านั้น
ตูม!!
เสียงปะทะดังสนั่นร่างของลี่จินหลี่ลอยละลิ่วเหมือนว่าวที่เชือกขาดกระแทกเข้ากับผนังห้องจนผนังถล่มลงมาที่อกของเขากลายเป็หลุมลึก กระอักเืออกมาคำโต ดวงตาเหลือกถลนเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่านักยุทธ์ตัวเล็กๆคนหนึ่งจะสามารถทำร้ายเขาที่อยู่ในระดับจอมยุทธ์จนสาหัสในหมัดเดียวได้
อู้ฉี และ ซาเลี่ยงหรงพยักหน้าให้กันเป็สัญญาณ ทั้งสองจึงเข้าโจมตีจ้าวเฟยหลงพร้อมกันตอนนี้ทั้งสองรู้แล้วว่าหากต่อสู้ตัวต่อตัวกับจ้าวเฟยหลงผลลัพธ์คงมิต่างจากลี่จินหลี่พวกเขาต่างใช้กระบวนท่าที่ทรงพลังที่สุดของตนเพื่อเอาชนะเ้าเฟยหลงโดยเร็วที่สุด
“ดาบตัดศิลา”อู้ฉีปล่อยคลื่นปราณดาบอันทรงพลังจากดาบของเขาไปที่จ้าวเฟยหลง
“ทวนอสรพิษ” เช่นเดียวกันซาเลี่ยงหรงก็ส่งคลื่นปราณหอกอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากหอกของเขาไปที่จ้าวเฟยหลงเช่นกัน
ปราณทั้งสองเข้าล้อมจ้าวเฟยหลงเอาไว้ไม่ให้หลบหนีได้เมื่อเห็นเช่นนี้คนของทั้งสามตระกูล สีหน้ามีความหวังมากดูดีขึ้นทันใด
ตูม! ตูม!
เสียงของพลังปราณสองสายปะทะร่างของจ้าวเฟยหลงส่งเสียงดังลั่นทั่วทั้งห้องโถง
ฟางเหนียงตลอดเวลาที่นั่นดูอยู่ก็กระสับกระส่ายเป็ห่วงลูกชายเป็อันมากอยู่แล้วแต่คราวนี้ถูกโจมตีแบบเต็มกำลังจากจอมยุทธ์ขั้นสองทั้งสองคน นางจึงใอย่างสุดขีด
“หลงเอ๋อ!!ลูกแม่” นางร้องออกด้วยเสียงอันร้อนรนน้ำตาไหลอาบหน้า
แต่แล้วเสียงทุ้มละมุนก็ดังขึ้น
“ท่านแม่อย่าได้กังวลไปข้ายังอยู่ดี”
เสียงอันหนักแน่นของเ้าเฟยหลงดังขึ้นท่ามกลางหมอกควันทำให้บรรดาคนทั้งสามตระกูลที่กำลังมีความหวัง ต้องห่อเหี่ยวใจลงไปอีก
“นี่มันเป็ตัวอะไรกันแน่ทำไมถึงทำอะไรมันไม่ได้เลย”
ผู้คนทั้งสามตระกูลคิดในใจเพราะไม่มีใครกล้าพอจะเอ่ยอะไรออกมาในตอนนี้ในใจกระวนกระวายอย่างมากตอนนี้พวกเขาเตะแผ่นเหล็กเข้าให้แล้ว
ฝุ่นควันปลิวไปกับลมเผยให้เห็นร่างของเ้าเฟยหลงยืนเอามือไพล่หลัง ไม่ได้รับาเ็ใดๆเลยแม้แต่น้อยฉับพลันเขาหายไปจากสายตาแล้วก็มายืนข้างอู้ฉีและซาเลี่ยงหรงและก่อนที่ทั้งสองจะได้ทันไหวตัว
มืออันทรงพลังของจ้าวเฟยหลงคว้าข้อมือของทั้งสองเอาไว้แน่สายตาเย็นเยียบทำให้อู้ฉีกับซาเลี่ยงหรงจิตใจสั่นสะท้านไปถึงิญญาความกลัวท่วมท้นขึ้นมาในใจ
คนของตระกูลจ้าวสะดุ้งสุดตัวภาพแบบนี้พึ่งผ่านตาของพวกเขาไปไม่นานนี้เอง ไม่กี่วันภาพแบบนี้มันย้อนกลับมาอีกแล้วจ้าวเฟยหลงเหวี่ยงอู้ฉีและซาเลี่ยงหรงขึ้นบนอากาศแล้วฟาดลงบนพื้นห้องทำอยู่หลายครั้งหลายคราทุกครั้งที่ฟาดลงไป เสียงดังสะท้อนของความรุนแรงและความเ็ปดังเข้าไปในการรับรู้ของคนทั้งสามตระกูลมันให้ความรู้สึกตายเสียดีกว่าอยู่
เมื่อจ้าวเฟยหลงปล่อยมืออู้ฉีและซาเลี่ยงหรงร่างที่แทบจำไม่ได้ของทั้งสองคนก็ลงไปกองกับพื้นหากไม่ได้เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่อยู่เป็เครื่องหมายก็คงยากที่จะแยกออกทั้งสองหมดสภาพไปทันที
“มีใครยังอยากจะเข้ามาสู้อีกไหม?”
จ้าวเฟยหลงจ้องมองไปที่คนของทั้งสามตระกูลแต่ใครจะบ้าเข้าไปสู้กับสัตว์ประหลาดตนนี้อีก เหล่าผู้าุโก็พากันนิ่งเฉยแม้หลายคนจะเป็จอมยุทธ์ขั้นสองแต่เมื่อดูจากสภาพของเหล่าผู้นำตระกูลแล้วหากพวกเขาไปต่อสู้ก็เหมือนพาตัวเองไปตาย คนอื่นๆก็ไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยอะไรออกมา
“ดี! หากพวกเ้าไม่มีอะไรแล้วเราจะได้จบเื่นี้กัน”
จ้าวเฟยหลงยืนเอามือไพล่หลังสองข้าง
“จงฟังให้ดีข้าจ้าวเฟยหลงเป็คนรู้หนักรู้เบาไม่ใช่คนโหดร้ายใจทมิฬข้าจะให้ทางเลือกสองทางแก่พวกเ้า”
“หนึ่งตายหรือสองนับจากนี้ไปตระกูลอู้ตระกูลลี่และตระกูลซาจะต้องแบ่งกำไรของทั้งปีให้ตระกูลจ้าวห้าส่วนจากสิบส่วนเป็เวลาสิบปี”
“เ้าจะบ้าไปแล้วหรือแบบนี้ปล้นกันชัดๆ” อู้ลี่ซือะโออกมาด้วยความไม่พอใจ
“ใช่แล้วใครจะยอมก็ยอมตระกูลลี่หายอมไม่”น้ำเสียงขึงขังของลี่หนิงหลงดังขึ้นมาบ้าง
“อ้อ!”
คำสั้นๆของจ้าวเฟยหลงและไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นแต่ร่างของเขาเลือนหายไปพริบตาก็หิ้วตัวลี่จินหลี่มาวางไว้ข้างๆอู้ฉีหมัดเปล่าๆพุ่งไปที่ตันเถียนของลี่จินหลี่และอู้ฉี
“อ๊ากๆๆ”เสียงร้องที่แสนเ็ปดังออกมาจากปากทั้งสองคนพลังลมปราณที่แตกออกมากลายเป็ลมหมุนขนาดใหญ่พัดทุกสิ่งในโถงใหญ่ปลิวว่อน
“โเี้ยิ่งนัก”
ซาหนิงเหมยคิดอยู่ในใจ นางดีใจมากที่เมื่อครู่นางยั้งปากของตนทันไม่อย่างนั้นพ่อของนางคงต้องถูกทำลายตันเถียนเป็แน่แค่ไม่ยอมทำตามที่้าก็ทำร้ายกันได้ขนาดนี้เผด็จการยิ่งนัก
“เฮ้อ! ข้านั้นมิเคย้าอยากทำร้ายใครแต่้าทรัพย์สินเล็กน้อยเพียงเพื่อซ่อมแซมบ้านที่เสียหายไปก็เท่านั้น คิดๆดูแล้วก็ให้ขาดทุนยิ่งนัก”จ้าวเฟยหลงสีหน้าเศร้าสร้อยขณะกล่าว
แต่คนที่ได้ฟังหาได้เห็นใจไม่เ้าคนนี้ทำร้ายคนของสามตระกูลจนาเ็เป็หรือตายก็ไม่รู้แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าตนเองไม่อยากทำร้ายใครแถมเรียกทรัพย์สินอีกห้าจากสิบส่วนของแต่ละตระกูลอีก
“คุณชายจ้าว ตระกูลซายินยอมที่จะแบ่งกำไรห้าส่วนจากสิบส่วนให้ท่านตามที่เรียกร้อง”
ซาหนิงเหมยในฐานะคุณหนูใหญ่ของตระกูลซาตอบตกลง
“ดี! เด็กๆเอาสัญญาให้นางประทับตรา”จ้าวเฟยหลงะโสั่งคนรับใช้
“นี่เขาเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วนี่เองรอเพียงเหยื่อเข้ามาติดกับ”
ซาหนิงเหมยตะลึงไปชั่วขณะ เป็พวกของตนนี่เองที่โลภมากจนโง่งม เดินมาเข้าในแผนการของจ้าวเฟยหลงเอง ชายหนุ่มคนนี้ช่างฉลาดล้ำลึกจริงๆนางประทับตราของตระกูลซาลงบนสัญญาเมื่อเสร็จแล้วจึงขอตัวกลับ
“ข้าไม่ส่งนะ” จ้าวเฟยหลงออกปาก
เมื่อตระกูลซาจากไปอีกสองตระกูลก็ไร้ทางเลือกจำยอมต้องประทับตราลงในสัญญายกผลประโยชน์ให้แก่ตระกูลจ้าว อย่างไม่ยินยอมแต่ก็ไม่อาจขัดขืนได้เสร็จแล้วก็พากันหอบหิ้วความเจ็บช้ำแสนปวดร้าวกลับไป
เพียงหนึ่งชั่วยามหลังจากนั้นชื่อเสียงของจ้าวเฟยหลงคุณชายใหญ่ตระกูลจ้าวก็เป็ที่รู้จักไปทั่งทั้งเมือง
ตงเฟิง กิตติศัพท์การต่อสู้ที่สูงส่งไร้ผู้เทียมทานของเขาถูกเล่าลือไปทั่ว
ชายผู้พิชิตอีกสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองตงเฟิงด้วยระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าเท่านั้นนี่จึงเป็ดั่งตำนานของเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่จัดการธุระต่างๆแล้วจ้าวเฟยหลงก็เข้าไปพักในห้องเพื่อบ่มเพาะพลังต่อไปเป้าหมายของเขายิ่งใหญ่และอยู่แสนไกลจึงไม่มีเวลาให้เอ้อระเหยได้