PAEPA LAI : แก๊งแห่งไชยา
ผมชื่อฟิวเติบโตขึ้นในชุมชนแห่งหนึ่งในเมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็ชุมชนที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ทั้งการปล้นฆ่า ข่มขืน และการซื้อขายยาเสพติดพวกแก๊งเ้าถิ่นเป็ผู้ครองเมือง พวกเขาแบ่งพื้นที่กันปกครองและจ่ายส่วยให้ตำรวจที่ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ชุมชนที่ผมอยู่เป็อนาเขตของแก๊งหรุมซึ่งเป็แก๊งที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ ถ้าเป็คนทั่วไปคงจะเกลียดคนพวกนี้แต่สำหรับผม มันไม่ใช่แบบนั้น ผมหลงใหลในอำนาจและเงินทองการได้ทุกสิ่งที่้าโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์ใดๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าพวกเขาเท่มาก
ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจเข้าร่วมแก๊งหรุม ผมอยู่ในแก๊งมานานพอสมควรได้เห็นและััถึงสิ่งที่พวกเขาทำ ทว่าเวลาผ่านไปผมเริ่มรู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่พวกเขาทำมันเกินกว่าที่จะเรียกว่า"เท่" การเรียกค่าไถ่จากคนหาเช้ากินค่ำ การฆ่าคนไร้ทางสู้เพียงเพราะปัญหาเล็กน้อยและการข่มขืนหญิงสาวจนเธอต้องสูญเสียอนาคต ทั้งหมดนี้มันผิด

ในที่สุดผมตัดสินใจออกจากแก๊ง และตั้งแก๊งของตัวเองที่ชื่อว่า "แก๊งปาลิไลยก์"โดยผมตั้งชื่อแก๊งตามชื่อวัดแถวบ้าน เพราะผมอยากให้แก๊งนี้มีความเป็ครอบครัวเราจะไม่เรียกค่าไถ่จากคนหาเช้ากินค่ำ และจะไม่ทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้
ก่อนจะออกจากแก๊งหรุมผมได้หาคนร่วมอุดมการณ์ มอส หรือ "ม้าขาว"เป็หนึ่งในนั้น เขาเป็พ่อค้าอาวุธและยาเสพติด ผู้เชี่ยวชาญในการหาของหายากไม่ว่าจะเป็ M-16, AK-47 หรือแม้แต่ะเิถ้ามีเงินพอ เขาจะหามาให้ได้
อีกคนคือ "นาย"หรือ "นายน้อย" เขาไม่เพียงเก่งเื่ทะเลาะวิวาทเท่านั้นแต่ยังเก่งในการวางแผนด้วย ด้วยร่างกายที่อ้วนใหญ่ของเขาแม้จะสู้กับคนที่มีอาวุธมีด เขาก็ไม่หวาดกลัว และพร้อมจะบวกเสมอแต่สิ่งที่ทำให้เขามีค่ามากกว่านั้นคือความสามารถในการวางแผนกลยุทธ์มันทำให้เราเหนือกว่าคู่แข่ง
ผม,ม้าขาว, และนายน้อยพวกเราสามคนจะร่วมกันก่อตั้งแก๊งปาลิไลยก์แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะแยกตัวออกจากแก๊งที่ใหญ่ที่สุดในเมืองแต่ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน เราก็ต้องลองดู
ในบ่ายวันหนึ่งแสงแดดสาดเข้ามาทางหน้าต่างของบ้านหลังเก่าที่เราใช้เป็ฐานชั่วคราวอากาศร้อนอบอ้าวเหมือนทุกวันที่เมืองไชยาพวกเรานั่งกระจัดกระจายกันอยู่ในห้องนั่งเล่นที่มีกลิ่นควันกัญชาลอยอบอวลในอากาศเสียงหัวเราะเบาๆ ของฟิวกับนายที่นั่งพิงพนักโซฟาก้องไปทั่วห้องขณะที่มอสกลับนั่งอยู่ตรงมุมห้องมองดูเพื่อนสองคนที่กำลังเสเพลด้วยความรู้สึกหงุดหงิดสะสม
มอสทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาปล่อยเสียงออกมาพร้อมกับโยนขวดเบียร์เปล่าลงพื้นเสียงดัง
มอส “ขอถามหน่อยเถอะ นี่พวกเรากำลังนั่งทำเหี้ยอะไรกันอยู่วะ”เขาตวาดขึ้นอย่างหงุดหงิด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความขุ่นเคือง“ไหนบอกว่าจะมาก่อตั้งแก๊งกันไง แต่พวกมึงสองคนวันๆ เอาแต่นั่งดูดกัญชาไม่เห็นทำเหี้ยอะไรเลย”
เขาจ้องฟิวและนายอย่างคาดคั้นขณะที่ฟิวหันมามองเขาอย่างช้าๆ ก่อนจะยักไหล่อย่างไม่แยแส
ฟิว “ใจเย็นน่า รอเวลาหน่อย มาสนุกกันก่อนเถอะ” เขาพูดเสียงเรียบพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่นายสูดกัญชาเข้าไปเต็มปอด แล้วไอออกมาแรงๆ
นาย “แม่งเอ้ย ของโคตรดี...” นายพึมพำ ขณะที่ดวงตาแดงก่ำจากควันกัญชา
มอสยืนมองเพื่อนทั้งสองคนด้วยความผิดหวังและรู้สึกถึงเวลาที่กำลังสูญเปล่าในแต่ละวัน
“แม่งเอ้ยโคตรเสียเวลาเลย...” เขาพึมพำกับตัวเอง ขณะที่หันหลังกลับไปที่มุมห้องอย่างหงุดหงิด
ฟิวถอนหายใจยาวแล้วหันไปสบตากับมอส “แล้วต้องทำไงหละมึงรู้เหรอ” เขาถามอย่างเหนื่อยใจพลางยักไหล่ราวกับโยนความรับผิดชอบทิ้งไป
มอส “มึงเป็หัวหน้าแก๊งนะ คิดดูดิ” มอสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดตาจ้องมองฟิวอย่างกดดัน
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันเสียงโวยวายดังขึ้นจากนอกบ้านเสียงะโและเสียงต่อยตีทำให้ความเงียบที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ถูกทำลายลงนายที่นั่งเพลินๆ อยู่ก็ยกหัวขึ้นจากโซฟาหงุดหงิดที่ความเงียบสงบของเขาถูกขัดจังหวะ
นาย “หนวกหูจังวะ คนกำลังสนุก แป๊ะ มึงออกไปดูหน่อยสิ”เขาพูดเสียงดังอย่างไม่พอใจ
ฟิวที่ยังนั่งสบายอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว“ใช้กูได้ไงวะ กูหัวหน้านะ ไอสัส” เขาตอบกลับพลางมองนายด้วยสายตาประชดประชัน
นายยักไหล่แล้วโบกมืออย่างไม่สนใจ“ไปๆ เถอะ อย่าพูดมาก” เขาพูดเบาๆ พร้อมกับสูบกัญชาอีกครั้ง
ฟิวมองหน้ามอสที่ยืนเงียบอยู่และในที่สุดก็ยอมลุกขึ้น เขาเดินออกไปนอกบ้านช้าๆ เมื่อมาถึงเขาเห็นกลุ่มคนจากแก๊งหรุมประมาณห้าคนกำลังยืนเรียกค่าไถ่จากชาวบ้านที่นั่งหมอบอยู่บนพื้นชาวบ้านคนนั้นไม่มีเงินจ่าย เลยโดนพวกแก๊งหรุมซ้อมต่อยตีอย่างไร้ความปรานี เสียงร้องไห้และเสียงร้องขอความเมตตาดังขึ้นในอากาศ
ฟิวยืนมองเหตุการณ์นั้นอยู่ครู่หนึ่งเขาหายใจลึกและหลับตาลง แต่ในที่สุดก็หันหลังกลับไปเดินเข้าบ้านโดยไม่พูดอะไรหรือทำอะไรทั้งสิ้น
ฟิวเดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีไม่สนใจมอสยืนพิงกำแพง รอฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อ “ว่าไงด้านนอกเกิดอะไรขึ้น” เขาถามทันทีที่ฟิวก้าวเข้ามา
ฟิวทิ้งตัวลงบนโซฟาเหมือนทุกอย่างเป็เื่ปกติ“ไม่มีอะไร เื่ปกติ พวกแก๊งหรุมมาเรียกค่าไถ่ชาวบ้านเฉยๆ”เขาตอบเสียงเรียบ
มอสขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด“แล้วมึงยอมเหรอ นี่มันอนาเขตมึงนะ” เขาตะคอกเสียงแข็งดวงตาจ้องฟิวเหมือนจะทะลุผ่านหัวใจ
ฟิวยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ“แล้วจะให้ทำไงหละ”
มอสมองหน้าฟิวอย่างโมโห“จัดการพวกมันสิ บอกให้พวกมันรู้ว่าแถวนี้ใครคุม”
นายที่ยังคงนั่งสูบกัญชาอยู่หัวเราะออกมาอย่างไม่ค่อยใส่ใจ “ฮาฮาฮา... ใครคุมวะ” เขาหัวเราะเยาะ ขณะที่ลอยตัวจากความมึนเมา
ฟิวถอนหายใจยาว “ไม่เอาวะ ี้เี...” เขาพูดเสียงเบา ขณะที่หลับตาลงอย่างหมดแรง
มอสที่หมดความอดทนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ข้างๆ พร้อมกับพึมพำอย่างผิดหวัง “กูล่ะคิดผิดจริงๆ ที่มาอยู่กับพวกมึง...”เสียงของเขาเต็มไปด้วยความท้อใจและความผิดหวังที่คอยทับถม
ทันใดนั้นเสียงะโและเสียงทุบประตูดังขึ้นที่หน้าบ้าน สั่นะเืความสงบที่เพิ่งเกิดขึ้นฟิวหันไปมองประตูด้วยความรำคาญ สบถออกมาอย่างหัวเสีย
ฟิว “เหี้ยไรอีกวะ” เขาพูดอย่างหงุดหงิดขณะที่ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปดู
เมื่อฟิวเปิดประตูเขาเห็นชายห้าคนจากแก๊งหรุมยืนขวางอยู่หน้าบ้าน ทุกคนมีท่าทางน่าเกรงขามมือบางคนถืออาวุธติดมือมาเพื่อข่มขู่
ฟิวกอดอกยืนนิ่งๆ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเ็า “มีอะไร”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มอันธพาลแก๊งหรุม A ยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วยิ้มเยาะ “จ่ายค่าคุ้มครองมาถ้าไม่อยากเจ็บตัว”เสียงของเขาเต็มไปด้วยความข่มขู่
ฟิวขมวดคิ้วก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่ใยดี “คุ้มครองอะไรไม่้าหรอก”
อันธพาลแก๊งหรุมAตวาดเสียงดังพร้อมกับยกมือชี้หน้าฟิว “มึงอยากเจ็บตัวหรือไง”
ฟิวยืนนิ่งมองไปที่อันธพาลคนนั้นด้วยสายตาเ็า ราวกับกำลังคิดตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป
อันธพาลแก๊งหรุมBจ้องมองฟิวอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “เฮ้ย มึงหน้าคุ้นๆ นะ… อ่อ นี่มันเคยอยู่แก๊งเดียวกับพวกเรานี่หว่า”
ฟิวขมวดคิ้วแน่นตวัดสายตาไปที่อันธพาล B ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด“ใครอยู่แก๊งเดียวกับมึงวะ กูแป๊ะปาไลยก์หัวหน้าแก๊งปาลิไลยก์ กูออกจากแก๊งหรุมแล้ว เพราะพวกมึงแม่งทำแต่เื่เหี้ยๆถึงกูจะชอบเื่เหี้ยๆ ก็เถอะ แต่พวกมึงแม่งเหี้ยเกินไป”
อันธพาลแก๊งหรุมAที่ยืนอยู่ตรงกลาง หันมาจ้องฟิวด้วยสายตาดูถูก “มึงว่าไงนะ แก๊งปาลิไลยก์เชี้ยอะไร ไม่เห็นเคยได้ยินเลยแถวนี้มันถิ่นของแก๊งหรุมนะเว้ย”
อันธพาลแก๊งหรุมCที่ยืนอยู่ด้านหลัง เอื้อมมือไปจับด้ามไม้เบสบอลที่พาดบ่ายิ้มเยาะออกมา “พวกมึงว่าไง? เล่นมันเลยดีไหม”
ฟิวชูมือขึ้นในท่าทางสงบพลางก้าวถอยหลังเล็กน้อย“เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ พวกเราไม่ต้องมาหาเื่กัน ทำไมเราไม่คุยกันดีๆ ก่อน”
น้ำเสียงของฟิวพยายามรักษาความสงบแต่ในใจของเขารู้ดีว่าสถานการณ์นี้อาจไม่จบง่ายๆ
อันธพาลแก๊งหรุมAยืนจ้องฟิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด “ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็จ่ายมา ถ้าไม่จ่ายก็เจ็บ”
ฟิวถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรยับๆ ออกมา 20บาท แล้วยื่นให้พวกมัน “ก็ได้ๆ เอาไป”เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ
อันธพาลแก๊งหรุมAหยิบเงินมาดู ก่อนจะยิ้มเหยียด “มึงคิดว่ากูเป็เพื่อนเล่นเหรอ20 บาท จะไปทำเหี้ยอะไรได้วะ” เขาตวาดกลับมาอย่างโกรธเคือง
ฟิวทำหน้าเบื่อหน่ายและยักไหล่อย่างไม่สนใจ“เด็กๆ ก็อย่าเอาเยอะ ไปแบ่งกันซื้อขนมกินนะ”
คำพูดนั้นทำให้อันธพาลแก๊งหรุมAโกรธจัด เขาะโลั่น “แม่งเอ้ย กวนตีนแบบนี้ เล่นแม่งเลยดีกว่า”
อันธพาลแก๊งหรุมAพุ่งเข้ามาต่อยฟิวทันที แต่ฟิวหลบได้อย่างคล่องแคล่วก่อนจะสวนหมัดกลับไปอย่างรวดเร็ว หมัดของฟิวพุ่งเข้าหน้าของอันธพาลแก๊งหรุม Aอย่างแม่นยำ เสียงกระแทกดังสนั่น อันธพาลคนนั้นผงะถอยหลังไปหลายก้าวเืไหลซึมจากจมูกอย่างเห็นได้ชัด
ฟิวเช็ดหมัดของตัวเองอย่างไม่ใยดีก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงท้าทาย “ก็บอกแล้วไง คุยกันดีๆ ไม่ได้เหรอ แต่ถ้าอยากเอาก็จัดให้”
พวกอันธพาลแก๊งหรุมที่เหลือเห็นแบบนั้นก็พุ่งเข้ามาจะรุมฟิวทันที แต่ก่อนที่พวกมันจะทันได้ถึงตัว นายโผล่มาอย่างรวดเร็วเขายกเท้าถีบเข้าใส่อันธพาลคนหนึ่งเต็มแรง จนกระเด็นไปชนอีกคนที่อยู่ข้างหลังร่างของทั้งสองคนล้มลงกระแทกพื้นอย่างจัง
นายพูดเสียงดังพร้อมกับหัวเราะเบาๆ“โวยวายเหี้ยอะไรกันวะ คนกำลังมีความสุข” เขาพูดอย่างสบายอารมณ์ขณะที่มองพวกอันธพาลที่กำลังลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล
อันธพาลแก๊งหรุมAถึงกับชะงักเมื่อเห็นนาย หรือ "นายน้อย"อดีตสมาชิกที่เคยมีชื่อเสียงในแก๊งหรุม ทรยศหักหลังและเข้ามาช่วยฟิว
“นายน้อยนี่หว่า... อย่าไปกลัวเว้ย เรามันเยอะกว่า”เขาะโปลุกใจเพื่อนๆ
แต่นั่นเป็จังหวะที่มอสโผล่มาพร้อมกับปืนสั้นในมือเขาเล็งตรงไปที่พวกอันธพาลด้วยสายตาเ็า “เยอะกว่าแล้วไง”เสียงของมอสกดดันพวกมันให้หยุดชะงักทันที
อันธพาลแก๊งหรุมAมองไปที่มอสด้วยความใ “ม้าขาวแกทรยศแก๊งหรุมเหรอ”
มอสยักไหล่อย่างไม่สนใจ“ก็นะ...” เขาตอบกลับอย่างสบายๆ ก่อนจะลดปืนลงพร้อมกับหันไปมองฟิวและนาย
ทั้งสามคนสบตากันโดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเติมพวกเขาพุ่งเข้าใส่อันธพาลแก๊งหรุมที่เหลืออย่างรวดเร็วฟิวใช้หมัดต่อยคนหนึ่งจนล้มลงกับพื้น นายใช้เท้าเตะอีกคนลอยไปชนกำแพงขณะที่มอสใช้ปืนในมือฟาดใส่คนสุดท้ายจนหมดสติ
หลังจากการต่อสู้อันรวดเร็วพวกอันธพาลแก๊งหรุมทั้งห้าคนนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก
อันธพาลแก๊งหรุมAที่บอบช้ำจากการต่อสู้ พยายามฝืนตัวลุกขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น “หน่อยแน่ะ... ม้าขาว นายน้อย... ร่วมมือกับแป๊ะปาไลยก์ ทรยศแก๊งหรุม บิ๊กป้อมต้องไม่ไว้พวกแกแน่”
นายยิ้มเยาะ ก่อนจะหันไปถามฟิวอย่างเรียบง่าย“ฆ่าไอ้นี่แม่งเลยดีไหม”
ฟิวส่ายหัวอย่างสงบพลางตอบด้วยน้ำเสียงเ็า “ใจเย็นเราไม่มีเงินพอจะปิดปากพวกตำรวจหรอก ถ้าเราฆ่ามันตอนนี้ ปัญหาจะตามมาอีกเพียบ”
มอสที่ยังถือปืนอยู่หันไปมองอันธพาลแก๊งหรุม A ด้วยสายตาเยาะเย้ย “บิ๊กป้อมเหรอ ฝากบอกด้วยนะว่ากูคิดถึง” เขาพูดพร้อมกับรอยยิ้มร้ายกาจก่อนจะเก็บปืนเข้าไปในเสื้อ
พวกอันธพาลแก๊งหรุมที่เหลือกลับไปอย่างหมดสภาพมือพวกมันกุมส่วนต่างๆ ของร่างกายที่าเ็ ขณะที่พวกเขาเดินโซเซออกจากบ้าน ฟิวมอส และนายมองตามอย่างเ็า
ก่อนที่พวกมันจะหายลับไปในความมืดอันธพาลแก๊งหรุม A หันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงแค้น“ฝากไว้ก่อนเถอะ พวกแก...”
พวกเขาหายไปในความมืดทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับมาอีกครั้ง แต่ทั้งฟิว มอสและนายรู้ดีว่าพายุครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า
นายถอนหายใจยาวพลางมองไปที่ฟิวและมอส “แล้วเราเอาไงต่อดีวะ เหมือนเื่ใหญ่จะตามมาแล้วนะ”
มอสพยักหน้าเห็นด้วยสายตาเต็มไปด้วยความกังวล “ไม่นานพวกมันต้องกลับมาแน่ๆและพวกเราก็มีกันแค่ 3 คน... เอาไงต่อดี”
ฟิวพิงกำแพงพลางยิ้มเยาะ “อย่างน้อยพวกมันก็รู้แล้วว่าตอนนี้แถวนี้เป็ของฉันแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความมั่นใจ
มอสย่นคิ้วไม่พอใจที่ฟิวดูไม่จริงจัง “หมายถึงว่าเราจะเอาไงดีพวกเรามีแค่ 3 คน แต่พวกมันจะมาเยอะกว่าเดิมแน่ๆ”
ฟิวถอนหายใจเบาๆ“ไม่รู้สิ... กลับไปดูดกัญชาต่อดีกว่า” เขาตอบอย่างไร้ความกังวล
นายหัวเราะเบาๆ แล้วพูดเสริม“ไปด้วยสิ”
มอสยืนมองทั้งสองคนด้วยความเหนื่อยใจเขาส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “เราตายกันหมดแน่…”น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังขณะที่เขามองเพื่อนทั้งสองคนที่ยังคงปล่อยชีวิตไปกับการเสเพลโดยไม่ใส่ใจถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง
เวลาผ่านไปสักพักฟิว นายน้อย และมอส ยังคงนั่งผ่อนคลายกันอยู่ในบ้าน จู่ ๆก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ฟิวที่กำลังผ่อนคลายกลับรู้สึกหงุดหงิดทันทีเขาเดินไปเปิดประตูด้วยความไม่พอใจ คิดว่าเป็พวกแก๊งหรุมที่กลับมาอีกครั้ง
ฟิวเปิดประตูออกอย่างแรงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เหี้ยไรอีกวะ มีอะไรอีก”
แต่ที่หน้าประตูไม่ใช่พวกแก๊งหรุมคราวนี้เป็กลุ่มวัยรุ่นหลายคนที่มารวมตัวกันอยู่ พวกเขาดูอายุน้อยแต่ท่าทางของพวกเขาก็แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น
วัยรุ่น Aยกมือขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วพูดขึ้น “เอ่อ...ได้ข่าวว่าพวกคุณก่อตั้งแก๊งใหม่ขึ้นมาเหรอครับ”
ฟิวยืนพิงกรอบประตูมองพวกเขาด้วยความสงสัย ก่อนจะตอบกลับอย่างเรียบง่าย “ใช่ ฉันแป๊ะปาไลยก์ หัวหน้าแก๊งปาลิไลยก์เอง แล้วไง”
วัยรุ่น Bที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ผมเห็นพวกคุณสามคนสู้กับพวกแก๊งหรุมที่มารีดไถเงินจากครอบครัวผมพวกคุณไล่พวกมันไป ผมเห็นแล้วเท่มากเลยครับพวกเราวัยรุ่นแถวนี้เลยอยากจะขอเข้าแก๊งพวกคุณนะครับ”
มอสที่ยืนฟังอยู่ข้างหลังยิ้มกว้างพลางเดินมาสมทบ “ได้สิ แจ๋วเลยแก๊งพวกเราเริ่มพัฒนาแล้วล่ะ”เขาพูดพลางกวาดสายตามองเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ประมาณยี่สิบคน
ฟิวมองพวกวัยรุ่นเหล่านี้ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความคิดเขารู้ว่านี่อาจเป็จุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับแก๊งปาลิไลยก์
ฟิวหันไปมองมอสที่ตื่นเต้นกับการรับสมาชิกใหม่เข้ามาแต่เขายกมือขึ้นเป็เชิงให้รอก่อน “เดี๋ยวก่อนสิกูเป็หัวหน้านะ ถ้าพวกแกอยากเข้าแก๊งก็ได้อยู่ แต่พวกเรามีกฎนะ”ฟิวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่กลุ่มวัยรุ่น
มอสที่ยังคงมีรอยยิ้มอยู่ส่ายหัวเบาๆ “รับๆ ไปเถอะน่าอย่างน้อยก็จะได้มีพวกมีพ้องเอาไว้สู้กับพวกแก๊งหรุมบ้าง”
ฟิวหันกลับมามองกลุ่มวัยรุ่นแล้วเริ่มอธิบาย“เข้าแก๊งนะได้ แต่ต้องทำตามกฎ แก๊งฉันไม่เหมือนแก๊งอื่นหรอกเรามีกฎที่ต้องยึดถือ”
เขานับนิ้วทีละข้อขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน “กฎข้อแรกห้ามไถเงินจากคนหาเช้ากินค่ำ กฎข้อสอง ห้ามทำร้ายคนไร้ทางสู้ กฎข้อสามห้ามมีการข่มขืนเป็อันขาด มันจะทำให้แก๊งเราดูแย่ กฎข้อสี่ทุกคนในแก๊งนี้ต้องเท่าเทียมกัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร และสุดท้าย กฎข้อห้าซึ่งสำคัญที่สุด เราต้องรักกันแบบครอบครัว”
ฟิวหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะเสริม “เื่เสพยงเสพยาฉันไม่ว่าอะไรชีวิตพวกแกก็เลือกกันเอาเอง แต่ถ้าพวกแกทำตามกฎพวกนี้ได้ก็ยินดีต้อนรับเข้าแก๊งปาลิไลยก์”
กลุ่มวัยรุ่นฟังคำพูดของฟิวด้วยความตั้งใจก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้าและพูดพร้อมกันด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ได้ครับ พวกเราจะทำตามกฎครับ ขอบคุณมากครับคุณแป๊ะปาไลยก์”
ฟิวยิ้มเล็กน้อยขณะที่มอสตบหลังฟิวเบาๆ เป็การยอมรับสมาชิกใหม่ทั้งหมดรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชุมชนนี้
ฟิวมองกลุ่มวัยรุ่นที่ยืนเรียงแถวตรงหน้าเขาด้วยแววตาครุ่นคิดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่อีกไม่นานพวกแก๊งหรุมมันจะแห่กันมาจัดการพวกกูพวกมึงกล้าที่จะสู้กับพวกมันไหมหละ กูไม่บังคับใครนะคิดให้ดีถ้าพวกมึงจะเดินเส้นทางนี้”
กลุ่มวัยรุ่นที่ยืนอยู่สบตากันเล็กน้อยก่อนที่แต่ละคนจะก้าวออกมาอย่างมั่นใจและพูดพร้อมกัน“ได้ครับ พวกเราพร้อม”
มอสที่ยืนฟังอยู่ข้างๆยิ้มกว้างออกมาอย่างพอใจ “วัยรุ่นพวกนี้เืร้อนกันจริงๆ”เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปมองฟิว
“มึงทำได้แล้วนะ แป๊ะ แก๊งของมึงได้ถือกำเนิดแล้ว”
ฟิวยิ้มเล็กน้อยพลางมองสมาชิกใหม่ของแก๊งปาลิไลยก์ เขารู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นแต่ก็เป็ก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างอนาคตใหม่ของพวกเขา
นายที่กำลังเมาและผ่อนคลายอยู่ในมุมห้องเดินโซเซเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงพูดคุย “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
มอสหันไปมองนายแล้วหัวเราะเบาๆ“กลับไปเมาต่อเถอะไออ้วน วัยรุ่นพวกนี้มาขอเข้าแก๊งแก๊งปาลิไลยก์ได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้ว”
นายหรี่ตาและยิ้มกว้างเมื่อเห็นกลุ่มวัยรุ่นที่ยืนเรียงรายอยู่“ห๊ะ เยอะขนาดนี้เลยเหรอ โอ้โห เริ่มสนุกแล้วเหอะ” เขาพูดพลางหัวเราะในลำคอความตื่นเต้นเริ่มเข้ามาแทนที่ความเมา
มอสที่ยังคงยืนสงบนิ่งสบตากับฟิว ก่อนจะหันไปมองกลุ่มวัยรุ่น “แต่อย่าเพิ่งได้ใจไป ฉันว่า พรุ่งนี้พวกแก๊งหรุมต้องบุกมาแน่พวกเราต้องเตรียมตัวให้พร้อม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความจริงจังและความกังวล
“ทุกคน เตรียมความพร้อมด้วยหละ พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้วและนี่คือการต่อสู้ที่เราต้องเผชิญด้วยกัน”
กลุ่มวัยรุ่นพยักหน้ารับอย่างมั่นใจความตื่นเต้นในอากาศเริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่พวกเขาขณะที่ความเงียบสงบของคืนนี้อาจเป็เพียงความเงียบก่อนพายุจะมาถึง
เช้าวันต่อมาแสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องเข้ามาในบ้านหลังเล็กขณะที่บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียด ฟิวเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทีมั่นใจก่อนจะมองหาเพื่อนร่วมทีม
ฟิวหันไปเรียกมอส“มอส…”
มอสหันมายิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับ “เรียกกูว่าม้าขาวสิ”
ฟิวหัวเราะเบาๆก่อนจะถามต่อ “ม้าขาว มึงหาอาวุธให้เด็กๆได้แล้วใช่ไหม”
ม้าขาวพยักหน้าช้าๆพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก “เรียบร้อยแล้วมีดสปาต้าเตรียมไว้แล้ว อีกอย่างก็คือปืนพกหาได้มา 5 กระบอกแต่งบมีน้อยแค่นี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว”
ฟิวพยักหน้าอย่างพอใจ“ดีเลย แล้วนายน้อย มึงพร้อมเปิดแล้วใช่ไหม”
นายน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆยิ้มกว้างแล้วตอบเสียงหนักแน่น “พร้อมเสมอ ขอแค่บอกมาเถอะ”
ฟิวมองดูทั้งสองคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ดี…งั้นพวกเราพร้อมแล้ว”
บรรยากาศในบ้านเริ่มเปลี่ยนไปทุกคนรู้ดีว่า่เวลาสำคัญใกล้เข้ามาพวกเขาเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
เวลาผ่านไปไม่นานเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงพูดคุยดังมาจากถนนหน้า บ้านฟิวและกลุ่มของเขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างพวกเขาเห็นกลุ่มแก๊งหรุมที่มีกันประมาณ 50 คนเดินยกพวกกันมาอย่างพร้อมเพรียง
มอสยืนนิ่งอยู่สักครู่ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล “โอ้แย่หละพวกมันเยอะกว่าเราตั้ง 2 เท่า…”
แต่ในขณะที่ความกังวลก่อตัวขึ้นนายกลับยิ้มอย่างมั่นใจและปล่อยเสียงหัวเราะเบาๆ “ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก”เขาพูดพร้อมกับขยับนิ้วมือเตรียมพร้อมเหมือนกับว่าเขากำลังรอคอยความท้าทายนี้มาโดยตลอด
ฟิวยืนนิ่งมองไปที่กลุ่มคนของแก๊งหรุม ก่อนจะหันมองมอสและนาย “เรามีสิ่งที่พวกมันไม่มีนั่นคือจิตใจของครอบครัว พวกเราจะสู้เพื่อกันและกัน”
มอสพยักหน้าอย่างช้าๆ“โอเค งั้นก็ลุยกันเลย”
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทุกคนเตรียมตัวพร้อมจะสู้จนถึงที่สุด แม้ศัตรูจะมีจำนวนมากกว่า แต่พวกเขาก็พร้อมจะยืนหยัดเพื่อต่อสู้ในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ
ฟิวชูมือขึ้นสุดแขนและะโเสียงดังลั่น“ลุย ปาไลยก์โว้ย”
เสียงะโของเขาดังกึกก้องไปทั่วสนามรบขณะที่ทั้งสองแก๊งพุ่งเข้าปะทะกันอย่างชุลมุน การปะทะเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วและรุนแรงวัยรุ่นในแก๊งปาลิไลยก์ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ต่างพยายามสู้เต็มที่แต่ด้วยจำนวนและประสบการณ์ที่เหนือกว่าของแก๊งหรุมพวกเขาเริ่มเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
เสียงอาวุธฟาดฟันเสียงะโ และเสียงร้องด้วยความเ็ปดังก้องอยู่รอบตัวฟิว เขามองไปรอบ ๆเห็นลูกน้องวัยรุ่นบางคนล้มลง พวกเขาถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายภาพเ่าั้เริ่มกัดกินจิตใจของฟิว
เขารู้สึกผิดกับการตายของลูกน้องที่ตัดสินใจตามเขามาเขายืนอยู่ท่ามกลางความชุลมุน แต่ความท้อแท้เริ่มคืบคลานเข้ามาในใจการเห็นเพื่อนร่วมแก๊งของเขาล้มลงทีละคนทำให้เขาเริ่มสงสัยว่าเขาตัดสินใจถูกต้องหรือไม่
ฟิวยืนชะงักอยู่กลางสนามรบดวงตาของเขาหนักอึ้งไปด้วยความรู้สึกผิดและความเสียใจขณะที่การปะทะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ไม่นานนักเสียงไซเรนดังแหลมของรถตำรวจดังเข้ามาใกล้ทุกคนในสนามรบหยุดนิ่งเมื่อเห็นรถตำรวจหลายคันบุกเข้ามาพร้อมกับเ้าหน้าที่หลายคนที่วิ่งออกจากรถและชักอาวุธเตรียมพร้อม
ตำรวจะโออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว“หยุดเลยทุกคน นี่เ้าหน้าที่ตำรวจ หยุดการต่อสู้เดี๋ยวนี้”
เสียงของเขาดังไปทั่วทั้งพื้นที่และทำให้ทุกคนหยุดชะงัก มอสที่ยืนอยู่ข้างฟิวพึมพำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ “พ่อมาแล้วไง…”
นายถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด“เวร…”
เมื่อทุกคนหยุดการปะทะตำรวจก็เริ่มเข้ามาจับกุมสมาชิกของแก๊งปาลิไลยก์อย่างรวดเร็วพวกเขาถูกจับมัดมือและนำตัวไปขึ้นรถตำรวจทีละคนฟิวยืนดูด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสับสนและความผิดหวังขณะที่มองเห็นพวกแก๊งหรุมถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีการจับกุมใดๆ
ฟิวรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมในสถานการณ์นี้เขาหันไปมองมอสและนายที่ถูกจับมัดเช่นกัน แต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อเห็นพวกแก๊งหรุมเดินจากไปอย่างไม่สะทกสะท้านความรู้สึกขมขื่นก่อตัวขึ้นในใจของฟิว
ฟิวถูกมัดมือแน่นขณะที่ตำรวจลากเขาไปยังรถ เขาพยายามดิ้นรนและะโออกมาด้วยความไม่พอใจ “ทำไมจับแต่พวกเราวะ แล้วพวกมันล่ะ”
ตำรวจคนหนึ่งหันมามองฟิวด้วยสายตาเ็าก่อนจะยิ้มเยาะ “ขอโทษทีนะ...พอดีหัวหน้าพวกมันจ่ายดี ก็นะ คนต้องทำมาหากิน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
ฟิวกัดฟันแน่นความโกรธสะสมขึ้นในใจ แต่เขาก็พยายามควบคุมอารมณ์และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “งั้นโอเค... ฉันมีเงิน ฉันจะให้เงินแกปล่อยพวกเราไป”
ตำรวจยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ“โอเค เอามาสิ ถ้ามันพอ ฉันจะปล่อยแก”
ฟิวพาตำรวจไปที่ที่ซ่อนเงินของเขาเขานับเงินออกมาได้แค่ 6,000 บาทก่อนจะยื่นให้ตำรวจอย่างไม่เต็มใจ ตำรวจรับเงินมา แล้วมองด้วยสายตาเยาะเย้ย “นี่แกตลกหรือไง? 6,000 บาท มันจะพออะไร”
ฟิวรู้สึกเหมือนถูกดูิ่ความผิดหวังและความรู้สึกหมดหนทางก่อตัวขึ้นในใจเขารู้ว่าตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกมากนัก
ฟิวกัดฟันแน่นขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสิ้นหวัง “ผมมีแค่นี้แหละ...”
ตำรวจยักไหล่อย่างไม่สนใจ“งั้นก็ได้ ฉันจะปล่อยแค่ 6 คน รวมแกด้วยนะแค่นี้แหละที่พอจะทำได้”
ฟิวชะงักดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน “ห๊ะ... แล้วพวกเด็กๆพวกนั้นล่ะ”
ตำรวจหัวเราะเยาะเย้ย“อยากให้ปล่อยพวกมันเหรอ ก็จ่ายมาสิ คนละ 1,000 บาทไม่งั้นก็เื่ของแก”
ฟิวรู้สึกเหมือนถูกกดดันให้เลือกในสิ่งที่ไม่อยากเลือกเขาหันไปมองกลุ่มวัยรุ่นที่ยังคงถูกมัดอยู่ความโกรธและความท้อแท้ผสมปนเปกันในใจของเขา “กูจะไปหาที่ไหนมาจ่ายวะ”เขาพึมพำอย่างหมดหนทาง
ตำรวจยิ้มเ็า“ก็เื่ของมึงสิ นี่แหละธุรกิจ อยากได้ก็ต้องจ่ายมา”
ฟิวหันกลับมามองเพื่อนของเขาอีกครั้งด้วยใจหนักอึ้งเขาต้องเลือก เขาไม่มีทางเลือกมากนัก สุดท้ายเขาตัดสินใจเลือกปล่อย"ม้าขาว" (มอส), "นายน้อย" (นาย), และวัยรุ่นอีก 3 คน
เขามองไปที่เด็กๆ ที่ยังคงถูกมัดอยู่ ขณะที่ความรู้สึกผิดและความเ็ปเริ่มท่วมท้นในใจของเขา
หลายวันถัดมาบรรยากาศในบ้านของฟิวเต็มไปด้วยความเงียบงัน ฟิวนั่งอยู่คนเดียวในมุมหนึ่งสายตาเหม่อมองไปไกลขณะที่ความคิดวนเวียนอยู่ในหัวของเขา
ฟิวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“นี่กูทำเหี้ยอะไรลงไปวะ… ลูกน้องตัวเองยังปกป้องไม่ได้เลย”
มอสนั่งลงข้างๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่แสดงความรู้สึกมากนัก “นี่แหละชีวิต… เด็กพวกนั้นก็แค่โชคร้ายเดี๋ยวฉันจะเอาเงินจากการขายของไปประกันตัวให้ที่หลังได้ ไม่ต้องคิดมาก”
นายน้อยที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หันมามองฟิวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “เอาไงดียุบแก๊งเลยดีไหม”
ฟิวนิ่งไปครู่หนึ่งขณะที่คำถามนั้นสะท้อนอยู่ในใจเขา เขายังคงไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อไป “ไม่รู้สิ… เราควรยุบดีไหม”
บรรยากาศเงียบงันชั่วครู่ขณะที่ทุกคนในห้องตกอยู่ในความคิดของตัวเอง การตัดสินใจนี้ไม่ง่ายเลยแต่เป็สิ่งที่ต้องเผชิญไม่ช้าก็เร็ว
มอสมองไปที่ฟิวที่ดูท้อแท้และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปลอบโยน “ใจเย็นดิ เราพึ่งเริ่มกันไม่กี่วันเองนะ อย่าเพิ่งถอดใจสิ”
ฟิวถอนหายใจยาวก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “ฉันคิดว่าเดี๋ยวพวกหรุมก็ต้องแห่กันมาอีกแน่…ท้อวะ ไม่รู้ว่าจะสู้ไปทำไม”
นายน้อยนั่งนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหดหู่ “เราตายแน่…”
บรรยากาศในห้องเริ่มหนักอึ้งความกลัวและความท้อแท้กำลังกัดกินทุกคน แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็รู้ว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องตัดสินใจว่าจะก้าวไปทางไหนต่อ
มอสมองฟิวกับนายด้วยความหงุดหงิดก่อนจะะเิเสียงออกมาอย่างรุนแรง “ไอปัญญาอ่อนเอ้ยแค่นี้พวกมึงท้อเหรอวะ นาย มึงมันแม่งมองโลกในแง่ดีบ้างดิวะ ส่วนมึง ไอแป๊ะมึงมันเป็หัวหน้าที่เหี้ย แค่นี้มึงก็ท้อแท้แล้วเหรอวะ มึงชวนกูมาทำเื่บ้านี่แล้วตอนนี้มึงจะมาทิ้งพวกกูไว้กลางทางเหรอ”
ฟิวหันมามองมอสด้วยสายตาสำนึกผิดน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “กูขอโทษวะ…”
มอสยืนจ้องฟิวด้วยสายตาแข็งกร้าวก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “ขอโทษแล้วมันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเหรอวะมันไม่พอหรอกนะ ถ้ามึงจะเป็หัวหน้า มึงต้องทำมากกว่านี้แค่ขอโทษมันไม่พอที่จะพาเราไปข้างหน้า”
บรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียดขึ้นฟิวรู้ดีว่ามอสพูดถูกและคำขอโทษนั้นอาจไม่พอที่จะซ่อมแซมสิ่งที่พังทลายอยู่ในใจของเขา
ฟิวยืนมองพื้นด้วยสายตาหม่นหมองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมอสด้วยความสับสนในใจ “มึงจะให้กูทำไงวะมึงดูวัยรุ่นพวกนั้นสิมอส... กูไม่มีปัญญาหาเงินมาช่วยพวกมันด้วยซ้ำจะเอาเงินจากไหนวะ”
เสียงของฟิวสั่นไหวเล็กน้อยขณะที่เขาสารภาพความอ่อนแอที่ตนเองพยายามซ่อนเอาไว้ความรับผิดชอบและความกดดันที่เขาแบกรับอยู่เริ่มถาโถมเข้ามาทำให้เขารู้สึกหมดหนทาง
มอสจ้องมองฟิวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายใจลึก พยายามหาทางออกที่จะช่วยเพื่อนร่วมแก๊งของเขา
บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงันทั้งสองต่างรู้ดีว่านี่เป็สถานการณ์ที่ยากลำบากเกินกว่าจะแก้ไขได้ง่ายๆแต่พวกเขาจำเป็ต้องหาทางออก ไม่เช่นนั้น ทุกอย่างที่พวกเขาสร้างมาจะสูญเปล่า
นายหยิบใบประกาศจับใบหนึ่งขึ้นมาและยกให้ทุกคนดูพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงขี้เล่น “นี่…พวกเราลองไปล่าไอ้ฆาตกรในใบประกาศจับดีไหม? รางวัลตั้ง 30,082,546บาทแน่ะ ชื่อก็ดูปัญญาอ่อนดี PALMER46…”
มอสที่นั่งอยู่ข้างๆหันมามองใบประกาศแล้วส่ายหัว “เราแม่งจะโดนฆ่าเองมากกว่าถ้าไปยุ่งกับมันค่าหัวขนาดนั้นไม่ใช่เื่เล่นๆ แน่ ไม่ได้ยินข่าวมันมานานแล้วด้วย เลิกคิดเลย”
ฟิวนั่งฟังเงียบๆก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น “งั้นคงมีแค่ทางเดียว…” นายหันมามองฟิวด้วยความสงสัย “ล่า PALMER46 เหรอ กูพูดเล่นนะ”
ฟิวยกมือขึ้นหยุดนายก่อนจะพูดต่อ “กูจะไปพบบิ๊กป้อม… หัวหน้าแก๊งหรุม”
บรรยากาศในห้องเงียบสงบชั่วครู่มอสกับนายน้อยต่างหันมามองฟิวด้วยความตกตะลึง ความตัดสินใจนี้ไม่ใช่เื่ง่ายและพวกเขารู้ดีว่ามันอาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในทันที
มอสมองฟิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและไม่เห็นด้วยเขาพูดขึ้นอย่างจริงจัง “บ้านะมึงไม่รู้จักหมอนั่นด้วยซ้ำ กูเคยสนิทกับมันมาก่อน เชื่อกูสิมึงได้ตายแน่ถ้าไปเจอมันแบบนี้”
นายน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆหันมาพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่… เราตายกันจริงๆแน่ถ้าทำแบบนั้น”
ฟิวหันมามองทั้งสองคนด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น “ไม่ลองก็ไม่รู้…กูจะไปคุยกับมันคนเดียว”
คำพูดของฟิวทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งทุกคนรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยงแต่ฟิวก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เขาต้องหาทางแก้ปัญหาให้ได้ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงขนาดไหน
มอสก้าวเข้ามาใกล้ฟิวด้วยความดุดันน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความห่วงใย “อย่าโง่นะแป๊ะก็บอกแล้วไง มึงไม่รู้จักมันดีเท่ากู กูจะไปด้วย มึงไปคนเดียวไม่ได้”
นายน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆพยักหน้าเห็นด้วย “งั้นกูจะไปด้วยเหมือนกันไม่มีทางให้มึงไปคนเดียวหรอก”
ทันใดนั้นพวกวัยรุ่นสามคนที่เพิ่งถูกปล่อยตัวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีมุ่งมั่นหนึ่งในพวกเขาเป็ตัวแทนพูดขึ้น “คือพวกเราแอบฟังกันมาสักพักแล้วครับ…และพวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะไปด้วย”
นายน้อยหัวเราะออกมาเสียงดังขณะที่เขาจ้องมองกลุ่มวัยรุ่นและเพื่อนร่วมแก๊ง “ฮาฮาฮาหกคน… บุกแก๊งหรุม ตายห่ากันหมดแน่ ฮาฮาฮา”เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตลกร้ายแต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความกล้าหาญที่ไม่ย่อท้อ
ทุกคนในห้องยืนมองหน้ากันด้วยความมุ่งมั่นถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีแค่หกคน แต่ก็ไม่มีใครถอยทุกคนต่างรู้ดีว่านี่อาจเป็การต่อสู้ครั้งสุดท้ายแต่พวกเขาก็พร้อมจะเผชิญมันไปด้วยกัน
พวกเราทั้งหกคนเดินไปที่แก๊งหรุมด้วยหัวใจที่เต้นแรงจากความตื่นเต้นและความกังวล เรามาหยุดอยู่หน้าบ้านบิ๊กป้อมหัวหน้าแก๊งที่เมืองนี้ ทุกอย่างเงียบงันอยู่ชั่วขณะขณะที่เรายืนอยู่ที่นั่น มองไปยังบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงพูดคุยเบาๆ ดังมาจากทุกทิศทาง ก่อนที่พวกเราจะรู้ตัวแก๊งหรุมนับร้อยคนก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากมุมต่างๆ ของถนนพวกมันล้อมพวกเราไว้อย่างรวดเร็วแววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและความไม่เป็มิตร
พวกเราหกคนยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของศัตรูขณะที่ความเงียบอันน่าหวาดหวั่นเข้าครอบงำสถานการณ์ มอสยืนข้างฟิว หรี่ตามองไปรอบๆ ขณะที่นายน้อยยืนตัวตรงเหมือนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและทุกคนต่างรู้สึกถึงพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำในไม่ช้า
ฟิวยกมือขึ้นช้าๆพยายามสงบสติอารมณ์ของทั้งสองฝ่าย พลางพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ใจเย็นก่อนทุกคน ฉันมาเพื่อเจรจา… ฉัน้าพบบิ๊กป้อม”
อันธพาลแก๊งหรุมคนหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มยิ้มเยาะเย้ยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง “ได้นัดไว้เหรอแล้วมีสิทธิ์อะไรมาพบหัวหน้าเรา ถุ้ย” เขาพ่นน้ำลายลงพื้นอย่างไม่สนใจพร้อมกับเหลือบมองฟิวและพวกเขาด้วยสายตาดูถูก
กลุ่มอันธพาลที่ล้อมอยู่เริ่มหัวเราะเบาๆขณะที่ความตึงเครียดในอากาศเริ่มเพิ่มขึ้น ทุกคนรู้ว่าการเจรจานี้อาจไม่ราบรื่นอย่างที่คาดหวัง
ฟิวยืนตรงไม่สะทกสะท้านต่อคำดูถูกขณะที่เขาพยายามรวบรวมสติและความกล้าหาญเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายเสียงปืนดังสนั่นขึ้นกลางวงล้อม ทุกคนสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นบิ๊กป้อมหัวหน้าแก๊งหรุม โผล่ออกมาจากเงามืด เขาเล็งปืนตรงไปที่อันธพาลของตัวเองก่อนจะยิงมันล้มลงไปกับพื้นโดยไม่ลังเล เสียงปืนดังสะท้อนก้องไปทั่วพื้นที่
บิ๊กป้อมยืนตรงพลางเป่าปลายกระบอกปืนอย่างใจเย็น “แล้วมึงมีสิทธิ์อะไรมาข่มขู่แขกของกู”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเ็า ขณะที่มองอันธพาลที่นอนหมดสภาพอยู่กับพื้น
ฟิวหันไปมองบิ๊กป้อมด้วยสายตาไม่หวั่นไหวก่อนจะพูดขึ้น “มึงสินะ… หัวหน้าแก๊งหรุม”
บิ๊กป้อมมองฟิวด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นแต่ก็เต็มไปด้วยอำนาจ “ใช่ กูเอง... แล้วมึงล่ะมาที่นี่ทำไม”
บรรยากาศตึงเครียดจนทุกคนรู้สึกได้ทุกสายตามองไปที่ฟิวขณะที่เขาเตรียมตัวเผชิญหน้ากับหัวหน้าผู้มีอำนาจสูงสุดของแก๊งหรุม
บิ๊กป้อมหรี่ตามองฟิวอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะยิ้มเยาะ “มึงหน้าคุ้นๆ นะ… เคยอยู่แก๊งกูหรือเปล่า แล้วนั่น… นายน้อย กับม้าขาวนี่…ไอพวกทรยศสินะ”
บิ๊กป้อมพูดด้วยน้ำเสียงเ็าขณะที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่มอสและนายน้อย
มอสก้าวขึ้นมาข้างหน้าฟิวเขายืนตัวตรงและตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ได้ทรยศ…แค่ไม่ชอบวิธีการของมึงวะ” เขาพูดด้วยความมุ่งมั่นและไม่ยอมถอย
บิ๊กป้อมมองมอสด้วยสายตาเ็าก่อนจะพูดขึ้นอย่างไร้ความรู้สึก “งั้นเหรอ”
ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศขณะที่บิ๊กป้อมยังคงจ้องมองพวกเขาด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยอำนาจและความไม่แน่ใจว่าพวกนี้มาที่นี่เพื่ออะไร
ทุกคนต่างรู้สึกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเมื่อบิ๊กป้อมยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา พร้อมที่จะตัดสินใจในทุกๆวินาทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ฟิวสูดหายใจลึกและตัดสินใจพูดตรงประเด็น“เอาหละ... มาเข้าเื่กันฉันอยากให้แกยกชุมชนที่ฉันอยู่ให้เป็เขตปกครองของฉันและให้ช่วยให้ตำรวจที่แกจ่ายเงินไป ปล่อยลูกน้องของฉันทุกคน”
บิ๊กป้อมหัวเราะเสียงดังพลางมองฟิวด้วยสายตาเยาะเย้ย “อย่ามาตลกน่าแล้วทำไมกูต้องทำตามที่มึงบอกด้วยล่ะ แล้วแก๊งอะไรนะ... ปลาไหลอะไรนั่น...พวกมึงมีกันแค่นี้ จะทำอะไรได้ มึงแพ้ไปแล้วนะ”
ฟิวมองไปที่บิ๊กป้อมอย่างมั่นคงก่อนจะพูดออกมาอย่างชัดเจน “งั้นมาตัดสินกันแบบลูกผู้ชายหัวหน้าเจอหัวหน้า... มัดมือแทงกัน ให้มันรู้ไปว่าใครคือผู้ชนะ”
บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียดทุกสายตาจับจ้องไปที่บิ๊กป้อม ขณะที่เขายืนนิ่งและมองฟิวด้วยความครุ่นคิดการเผชิญหน้าครั้งนี้อาจเป็จุดเปลี่ยนที่สำคัญของทั้งสองแก๊ง
มอสหันไปมองฟิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ“เอาจริงดิ มึงแน่ใจเหรอว่าจะสู้กับบิ๊กป้อมแบบนั้น”
นายน้อยที่ยืนข้างๆพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจ “แน่ใจเหรอวะ นั่นบิ๊กป้อมนะ...”
อันธพาลแก๊งหรุมที่ยืนอยู่ใกล้ๆหัวเราะเยาะ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง “มึงมีสิทธิ์อะไรมาต่อรองวะแล้วทำไมหัวหน้าของพวกเราต้องทำตามที่มึงบอกด้วย”
บิ๊กป้อมยกมือขึ้นหยุดเสียงหัวเราะของลูกน้องเขามองฟิวด้วยสายตาเยือกเย็น ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า “เอาสิ… ตัดสินแบบลูกผู้ชายก็ได้ ถ้ามึงชนะ กูจะให้สิ่งที่มึง้าแต่ถ้ากูชนะ…” เขาหยุดพูดชั่วครู่ก่อนจะยิ้มอย่างน่ากลัว “กูจะฆ่าคนในแก๊งมึงทุกคน”
บรรยากาศในที่นั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดทุกคนต่างรอฟังคำตอบของฟิวขณะที่ความเสี่ยงและผลที่ตามมาของการต่อสู้ครั้งนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งฟิวและบิ๊กป้อมหยิบมีดคนละเล่มจากนั้นมือข้างหนึ่งของทั้งคู่ถูกมัดด้วยเชือกแน่น ผูกติดกันไม่มีใครสามารถหนีไปไหนได้จนกว่าจะมีคนหนึ่งตาย สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ทั้งสองขณะที่เสียงเชียร์ดังสนั่นรอบข้าง
บิ๊กป้อมยิ้มเยาะก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็า“เอาละนะ…”
เสียงเชียร์ดังขึ้นขณะที่บิ๊กป้อมเริ่มโจมตีฟิวพยายามหลบ แต่เขาไม่สามารถหลบพ้นได้ทั้งหมด บิ๊กป้อมแทงมีดเข้ามาเฉียดฟิวจนได้แผลเล็กน้อย ฟิวพยายามฟันกลับไป แต่ไม่สามารถโจมตีโดนเป้าหมายได้ทุกครั้งที่บิ๊กป้อมโจมตี ฟิวจะได้รับาแเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่บิ๊กป้อมยังคงไม่เป็อะไรเลย
มอสที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ส่ายหัวอย่างหดหู่ “เราตายกันหมดแน่…”เขาพึมพำด้วยความสิ้นหวัง
ฟิวโดนแทงเข้าที่แขนซ้ายเืเริ่มไหลออกมาไม่หยุด เขาเริ่มรู้สึกหน้ามืดและเหนื่อยล้าแต่ในใจของเขายังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขายังคงยืนหยัด ไม่แสดงความกลัวออกมาแม้ว่าเืจะไหลออกมามากจนเขาเริ่มรู้สึกว่าเขาอาจจะทนไม่ไหวแล้ว
ความมืดค่อยๆเข้ามาครอบงำสายตาของฟิว ขณะที่เขารู้สึกว่าพลังของเขากำลังจะหมดไป
ในขณะที่ฟิวเริ่มรู้สึกหน้ามืดและเหนื่อยล้าเสียงของนายน้อยก็ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์รอบข้าง “อย่ายอมแพ้สิหัวหน้า มึงทำได้”
มอสมองฟิวที่กำลังเสียเืมากก่อนจะะโให้กำลังใจ “มึงทำได้นะฟิว อย่าลืมสิว่ามึงคือแป๊ะปาไลยก์!มึงไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนี้”
วัยรุ่นในแก๊งปาลิไลยก์ที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ไม่ไกลก็เริ่มเชียร์หัวหน้าของพวกเขา“คุณทำได้นะหัวหน้า สู้เขา”
มอสยิ้มเล็กน้อยก่อนจะะโออกมาอีกครั้ง“ไหนๆ ถ้าต้องตายก็สู้ให้สุดชีวิตไปเลย”
เสียงเชียร์ของเพื่อนร่วมแก๊งดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเสียงเ่าั้ปลุกพลังในตัวฟิว แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าพลังงานของตัวเองกำลังจะหมดไปแต่คำพูดของพวกเขาทำให้เขารู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่เคยมีอีกครั้ง
ฟิวรู้ว่าเขาต้องสู้ต่อแม้ว่าเขาจะรู้สึกท้อแท้และเ็ป แต่เสียงของเพื่อนๆที่คอยสนับสนุนทำให้เขาตัดสินใจสู้ต่อไปจนถึงที่สุด
เสียงเชียร์จากเพื่อนร่วมแก๊งทำให้ฟิวหึดขึ้นมาอีกครั้งความมุ่งมั่นของเขากลับมาอีกครั้ง ฟิวเริ่มเปลี่ยนเกมเขาเป็ฝ่ายบุกไปหาบิ๊กป้อมอย่างดุดัน ความเ็ปที่เคยทำให้เขาลังเลหายไปชั่วขณะ
บิ๊กป้อมเห็นฟิวกลับมาเป็ฝ่ายรุกก็พยายามป้องกันตัวแต่ฟิวเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว บิ๊กป้อมแทงมีดเข้าที่ท้องของฟิวฟิวนิ่วหน้าด้วยความเ็ป แต่เขาไม่ยอมถอยมีดในมือของฟิวพุ่งไปหยุดอยู่ที่คอของบิ๊กป้อม ทั้งคู่ยืนค้างอยู่ในท่านั้นไม่มีใครขยับได้ ทั้งคู่จ้องหน้ากันด้วยความตึงเครียด
ฟิวล้มลงไปกับพื้นใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเ็ป เืไหลอาบร่างกายขณะที่เขาพยายามหายใจอย่างยากลำบาก
ทันใดนั้นสมาชิกแก๊งหรุมทุกคนหยิบมีดและปืนขึ้นมา พวกมันเล็งอาวุธไปที่สมาชิกแก๊งปาลิไลยก์ความเงียบเข้าครอบงำ ทุกคนรู้ดีว่าเพียงแค่เสียงปืนหนึ่งนัด ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
ความตึงเครียดปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่ขณะที่ทุกคนต่างจับตาดูว่าเหตุการณ์จะลงเอยอย่างไร
มอสยืนมองสถานการณ์ที่ค้างอยู่ตรงหน้าใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหนักใจ “จบแล้วสินะ…”
นายน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆหันมามองมอสด้วยสายตาเศร้า “มันจบแล้วเพื่อน…”
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายบิ๊กป้อมยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด ทุกคนชะงักนิ่งมองไปที่บิ๊กป้อมด้วยความสงสัย “เดี๋ยวก่อนทุกคน…ฉันแพ้แล้ว” บิ๊กป้อมประกาศออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อันธพาลแก๊งหรุมบางคนะโกลับมาอย่างไม่เข้าใจ“ตลกนะหัวหน้า ก็ไอ้แป๊ะปาไลยก์มันลงไปนอนอยู่ตรงนั้นแล้วนิมันเป็แค่ไอกากที่บังอาจมาท้าสู้กับหัวหน้า”
บิ๊กป้อมหันไปมองลูกน้องด้วยสายตาดุดัน“หุบปากไป กูแพ้แล้ว ไอ้หมอนั่นมีโอกาสฆ่ากูได้ แต่มันไม่ทำ…กูต่างหากที่เป็ฝ่ายแพ้”
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดขณะที่บิ๊กป้อมมองไปยังลูกน้องทุกคน“เอาหละ… ทุกคนลดอาวุธลง และช่วยกันพามันไปส่งโรงพยาบาลด้วย”
บิ๊กป้อมหันกลับมามองฟิวที่นอนาเ็อยู่บนพื้นก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัย “ขอถามหน่อยแป๊ะปาไลยก์… ทำไมมึงไม่ฆ่ากูวะ มึงหยามกูเหรอ”
ฟิวที่นอนหมดแรงบนพื้นหายใจหนักๆ แต่ดวงตาของเขายังคงมั่นคง เขามองบิ๊กป้อมด้วยความสงบขณะที่ทุกคนรอฟังคำตอบจากเขา
ฟิวนอนหายใจหนักๆบนพื้น แต่สายตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าแต่ชัดเจน “ถ้ากูฆ่ามึง…ใครจะสั่งไม่ให้ลูกน้องโง่ๆ ของมึงปล่อยพวกเราไปวะ แล้วใครจะทำตามคำขอของฉัน”
บิ๊กป้อมยืนฟังคำพูดของฟิวก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความประทับใจ “อย่างนี้เองสินะ…กูละนับถือมึงจริงๆ มึงใช้ตัวรับมีดเพื่อที่จะเอามีดมาจี้คอกู… นี่แหละลูกผู้ชายเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้สิ่งที่้า”บิ๊กป้อมมองฟิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ
“กูจะให้ตามสิ่งที่มึงขอมา…กูรับปาก”
บิ๊กป้อมหันไปมองลูกน้องของเขาก่อนจะสั่งให้พวกเขาทำตามคำขอของฟิว ทุกคนต่างลดอาวุธลงบรรยากาศที่เครียดคลายลงทันทีขณะที่บิ๊กป้อมเดินไปที่ฟิวและยื่นมือออกมาเพื่อช่วยเขาลุกขึ้น
ฟิวมองบิ๊กป้อมด้วยความโล่งใจก่อนจะยอมรับความช่วยเหลือของเขา การต่อสู้อาจจบลงแต่ความเคารพที่พวกเขามีต่อกันนั้นยังคงอยู่
ฟิวหันไปมองบิ๊กป้อมและพยักหน้าเล็กน้อย“ขอบคุณมาก… แต่ม้าขาว รีบพากูไปส่งโรงบาลหน่อยได้ไหมวะ…”
มอสยิ้มเล็กน้อยและตบหลังฟิวเบาๆ“เครเพื่อน มึงทำได้แล้วนะ ไปกันเถอะพวกเรา”
บรรยากาศรอบตัวเริ่มคลายความตึงเครียดขณะที่มอสและพวกพ้องพาฟิวเดินออกจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาล
บิ๊กป้อมยืนมองพวกเขาเดินจากไปก่อนจะยิ้มเล็กน้อยและะโตามหลัง “นี่แป๊ะไว้คราวหน้าเรามามัดมือแทงกันอีกไหม”
ฟิวหัวเราะเบาๆแม้จะเจ็บ “หึ… ไม่เอาหละ… พอกันที”เขาพูดขณะเดินจากไป
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกันขณะที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มแยกย้ายกันไป แม้ว่าการต่อสู้จะจบลงแต่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างฟิวและบิ๊กป้อมยังคงอยู่
หลังจากการต่อสู้ที่ดุเดือดบิ๊กป้อมทำตามคำสัญญาของเขา เขายกอนาเขตที่ฟิวร้องขอให้ปกครองพร้อมกับจ่ายเงินให้ตำรวจเพื่อปล่อยสมาชิกแก๊งปาลิไลยก์ที่ถูกจับกุมกลับมาฟิวสามารถนำสมาชิกของเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย
เวลาไม่นานหลังจากนั้นแก๊งปาลิไลยก์เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกใหม่หลายร้อยคนเข้าร่วมฟิวปกครองแก๊งของเขาในแบบที่เขา้า ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เขากำหนดไว้ั้แ่ต้นไม่ใช้ความรุนแรงกับคนอ่อนแอ ไม่รีดไถเงินจากคนหาเช้ากินค่ำและทุกคนในแก๊งอยู่กันเหมือนครอบครัว
ฟิวยืนอยู่ที่อาณาเขตที่เขาได้สร้างขึ้นด้วยความภาคภูมิใจแก๊งปาลิไลยก์ไม่ได้เป็เพียงแค่แก๊งที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอีกต่อไปแต่เป็ชุมชนที่มีเกียรติและความสามัคคีฟิวได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาสามารถสร้างสิ่งที่ดีกว่าจากความวุ่นวายได้

End Credit Scene
…ณซอกตึกที่เงียบสงบ มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อฮูดสีน้ำเงินนั่งพิงกำแพงข้างถังขยะสายตาของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ความเศร้า และสิ้นหวังร่างกายของเขาดูซูบผอมเหมือนคนที่ผ่านเื่ราวอันหนักหน่วงมาเป็เวลานานเขามองไปข้างหน้าโดยไม่มีจุดหมายเหมือนกับว่าความหวังทั้งหมดได้หลุดลอยไปจากชีวิตของเขา
เสียงฝีเท้าของกลุ่มสมาชิกแก๊งฮาคิดังขึ้นใกล้ๆแต่ชายคนนั้นยังคงนิ่งไม่แสดงความสนใจใดๆ เขานั่งอยู่ในเงามืดท่ามกลางเสียงพูดคุยที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆราวกับว่าเขาเป็เพียงเงาที่หลบซ่อนอยู่ในมุมที่ไม่มีใครสนใจ
สมาชิกแก๊งฮาคิ5คนเดินเข้ามาใกล้ชายสวมฮูดสีน้ำเงินที่นั่งอยู่ในซอกตึกขณะที่พวกเขาเดินผ่าน กลุ่มนั้นก็เริ่มพูดคุยกันเบาๆ
สมาชิกแก๊งฮาคิ Aพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ได้ข่าวว่าเมืองเรามีแก๊งใหม่ขึ้นมาแก๊งปาลิไลยก์ หัวหน้าชื่อแป๊ะปาไลยก์ มัดมือแทงชนะบิ๊กป้อมหัวหน้าแก๊งหรุมซะด้วย”
สมาชิกแก๊งฮาคิ Bทำหน้างงและตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงสัย “จริงเหรอมั่วหรือเปล่า บิ๊กป้อมได้ยินว่ายังไม่ตายนิ…”
สมาชิกแก๊งฮาคิ Aยักไหล่ “ก็ใช่… ไม่มีใครตายหรอกแต่กูก็ไม่รู้ว่าพวกมันตัดสินกันยังไงนะ”
เสียงพูดคุยค่อยๆเบาลงขณะที่พวกเขาเดินผ่านไป แต่ชายสวมฮูดยังคงนั่งนิ่งอยู่ในเงามืดสายตาของเขาจับจ้องไปข้างหน้าเหมือนเดิม ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆราวกับว่าเขาเป็เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความเศร้าที่ซ่อนอยู่ในเมืองนี้
สมาชิกแก๊งฮาคิ Cวิ่งไปเตะขวดที่กลิ้งอยู่บนพื้นแล้วเหลือบไปเห็นคนเร่ร่อนที่นั่งก้มหน้าอยู่ข้างถังขยะชายสวมฮูดสีน้ำเงินยังคงนิ่งเฉย
สมาชิกแก๊งฮาคิ Cหันมาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แม่งเอ้ยไอ้พวกแก๊งหรุม ได้ยินชื่อแล้วหงุดหงิดชิปหาย... นั่นไง คนไร้บ้านสวมฮูดสีน้ำเงินกระทืบมันซะ ระบายอารมณ์กันหน่อยดีไหม”
สมาชิกแก๊งฮาคิ Dหัวเราะแล้วตอบกลับ “ไปกันเถอะอยากออกแรงอยู่พอดี”
สมาชิกแก๊งฮาคิทั้ง5คนรีบเดินเข้าไปล้อมชายเร่ร่อน ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
สมาชิกแก๊งฮาคิ Aส่ายหัวด้วยความรังเกียจ “แม่งเอ้ย...ตัวโคตรเหม็นเลยวะ แกเป็คนหรือขยะวะ”
ชายเร่ร่อนยังคงนั่งก้มหน้าแต่เสียงของเขาดังขึ้นอย่างเ็า “อย่ามายุ่งกับฉัน…”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อสมาชิกแก๊งฮาคิเริ่มขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น ขณะที่ชายเร่ร่อนยังคงนิ่งไม่แสดงความกลัวใดๆ แต่สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
สมาชิกแก๊งฮาคิ Eก้าวเข้ามาใกล้ชายเร่ร่อนแล้วหัวเราะเยาะ “แม่ง...ขยะพูดได้วะ พอดีเลย พวกเราชอบกระทืบขยะอยู่แล้ว... ขอซ้อมหน่อยนะ”
ชายเร่ร่อนยังคงนั่งนิ่งและพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “ไปให้พ้นซะ…”
สมาชิกแก๊งฮาคิ Dมองไปรอบ ๆ แล้วหยิบน้ำที่อยู่ในถังขยะขึ้นมาก่อนจะสาดใส่ชายเร่ร่อน ทุกคนหัวเราะอย่างสะใจ เสียงหัวเราะก้องไปทั่วซอกตึกราวกับว่าพวกเขาได้ชัยชนะในเกมที่พวกเขาเล่นอยู่
แต่ทันใดนั้นชายเร่ร่อนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขาควักมีดคารัมบิตไทเทเนียมที่ซ่อนอยู่ขึ้นมาแล้วในชั่วพริบตาเดียว เขาปาดคอสมาชิกแก๊งฮาคิไป 4 คน ร่างของพวกมันล้มลงไปกับพื้น เืไหลทะลักออกมาเสียงหัวเราะหายไปในทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบและความหวาดกลัว
สมาชิกแก๊งฮาคิ Dที่รอดชีวิตได้ยืนตัวสั่น มือจับไปที่คอของเขาอย่างหวาดกลัวเขามองชายเร่ร่อนด้วยดวงตาเบิกกว้าง “แก… แกเป็ใครกัน”
ชายเร่ร่อนลุกขึ้นช้าๆจากพื้น ปลายมีดยังคงเปื้อนเืแต่ดวงตาของเขายังคงเยือกเย็นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขามองไปที่สมาชิกแก๊งฮาคิDด้วยแววตาที่ไม่อาจคาดเดาได้
ชายเร่ร่อนค่อยๆ หยิบหน้ากากที่วางอยู่ข้างถังขยะขึ้นมามันเป็หน้ากากสีดำลายไฟสีน้ำเงินที่ดูน่ากลัวและทรงพลัง เขาค่อย ๆใส่หน้ากากนั้นเข้ากับใบหน้าของเขาสายตาเ็าของเขาหายไปใต้หน้ากากที่ปกปิดความรู้สึกทุกอย่าง
สมาชิกแก๊งฮาคิ D ที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่หายใจหอบด้วยความกลัว ก่อนจะะโออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ “หรือว่า... แกคือ... คนในใบประกาศจับ... PALMER46”