หลังจากได้นอนพักในร่างของหญิงสาววัย 30 ไปได้หนึ่งคืนเต็ม ๆ อวี๋เย่อิงก็รู้สึกว่าตัวเองกระฉับกระเฉงมากขึ้นไม่น้อยเลย
ช่วงเช้าหลังจากที่ได้รับอาหารและวิตามินบำรุงร่างกายไปเรียบร้อยแล้ว พยาบาลก็เข็นเธอไปยังห้องสำหรับกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายและกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลาหลายวันต่อทันที
ผ่านไปครึ่งวันเต็ม ๆ และแล้วความสงบสุขที่อวี๋เย่อิงฝันหาก็เวียนมาถึงอีกครั้ง หญิงสาวนอนมองไปบนเพดานห้องที่แสนว่างเปล่าด้วยจิตใจที่สงบลงมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเดินไปยังห้องของหยางเหวินฮ่าวเพื่ออยู่เป็นเพื่อนของเขาเป็นการฆ่าเวลา
ใบหน้าคมคายที่เคยอยู่ในความทรงจำอันแสนยาวนานของหยูเย่อิงเมื่อหลายสิบปีก่อน ปรากฏชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งทันทีเมื่อเธอได้เห็นเขาในยามที่ภายในห้องยังมีแสงสว่างเพียงพอให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อคืนนี้แม้ว่าเธอจะได้มองดูเขาไปบ้างแล้ว แต่มันกลับไม่ได้ชัดเจนอย่างเช่นในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย
หยางเหวินฮ่าวก็ยังคงเป็นหยางเหวินฮ่าว ท่านประธานหนุ่มที่ครอบครองรูปลักษณ์ที่แสนล่อลวงผู้คน ทั้งยังเฉลียวฉลาดและมากแผนการมากกว่านักธุรกิจคนใดที่เธอเคยรู้จักมาก่อนอยู่เช่นเดิม
และเพราะว่าเขาเป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน ที่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เธอไม่กล้าที่จะเอาตัวเองเข้าไปทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้ เธอกลัว...กลัวว่าจะถูกเสน่ห์อันน่าหวาดหวั่นนั้นล่อลวงเข้าในสักวัน...
“ขี้เซาเกินไปแล้วนะคะท่านประธานหยาง...ตื่นได้แล้วค่ะ” อวี๋เย่อิงที่กุมมือของหยางเหวินฮ่าวอยู่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนที่เธอจะจุมพิตลงบนมือของเขาอย่างลืมตัว
อวี๋เย่อิงมองไปยังมือของชายหนุ่มที่ถูกเธอล่วงเกินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยความตื่นตระหนกราวกับว่าตนเองเพิ่งกำลังทำเรื่องผิดศีลธรรมลงไปอย่างไรอย่างนั้น
‘แย่แล้วสิ ที่นี่คงไม่ได้ติดกล้องวงจรปิดเอาไว้หรอกนะ ไม่อย่างนั้นข่าวของซีอีโออวี๋ที่เป็นผู้หญิงโรคจิตและยังแอบแต๊ะอั๋งท่านประธานหยางที่นอนไม่ได้สติอยู่ได้ดังกระฉ่อนไปทั้งประเทศแน่ ๆ’ อวี๋เย่อิงคิดในใจแล้วรีบเดินกลับห้องตัวเองเพื่อไปสงบสติอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะเข้าที่เข้าทางของตัวเองในทันที
และด้วยความเร่งรีบของเย่อิงนั้นเอง ที่ทำให้เธอไม่ทันได้เห็นว่ามือข้างที่ตนเองเพิ่งจับไปของหยางเหวินฮ่าวนั้นกำลังขยับอยู่เล็กน้อยแล้ว
+๐+๐+๐+๐+๐+๐+
เมื่อกลับมาถึงห้องของตัวเอง อวี๋เย่อิงก็ได้พบกับเลขาหลินที่หอบเอกสารกองโตมารอเธออยู่ก่อนแล้ว
หญิงสาวถอนหายใจออกมายาวเหยียดอย่างอดไม่อยู่ ก่อนที่จะนั่งลงไปโซฟาแล้วเริ่มสะสางงานที่คั่งค้างอย่างที่รีบร้อน
ที่เธอไม่รีบร้อนไม่ใช่เพราะเธอเพิ่งฟื้นตัวเลยยังทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ แต่เป็นเพราะความทรงจำของเธอในตอนนี้ เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นไปได้หลายสิบปีจนเธอลืมเลือนไปแทบจะหมดแล้วต่างหาก
ดังนั้นเธอจึงต้องอ่านรายละเอียดของงานทั้งหมดใหม่ ก่อนที่จะทำการลงนามในทุก ๆ งานที่ยังรออยู่อย่างช่วยไม่ได้ไปโดยปริยาย
เลขาหลินขอตัวกลับไปตั้งแต่ช่วงบ่าย เพื่อไปจัดการงานที่บริษัทต่อทันทีที่ส่งเอกสารให้เจ้านายของตนเรียบร้อย และเพราะเหตุนี้เองเช่นกัน ที่ทำให้อวี๋เย่อิงโหมงานหนักตั้งแต่วันที่สองที่ฟื้นโดยไม่มีใครคอยห้ามปรามเธอเลยแม้แต่คนเดียว
กว่าหญิงสาวจะจัดการเอกสารทั้งหมดแล้วเสร็จ ก็เป็นเวลาดึกดื่นค่อนคืนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เธอวางเอกสารทั้งหมดที่ถูกสะสางเรียบร้อยแล้วเอาไว้บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่จะเดินกลับไปล้มตัวนอนบนเตียงผู้ป่วยด้วยความอ่อนเพลียที่เกิดจากการโหมงานหนักอย่างกะทันหันในเวลาต่อมา
+๐+๐+๐+๐+๐+๐+
ภายในห้องพักผู้ป่วยที่ไฟถูกเปิดเอาไว้เพียงไม่กี่จุดนั้น หญิงสาวในชุดของคนไข้ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุขโดยไร้กังวลได้ดึงดูดสายตาของผู้มาเยือนเอาไว้ได้ในทันที...
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลเดินเข้ามายืนข้างเตียงอย่างเงียบเชียบ พลางมองไปยังร่างบอบบางที่กำลังนอนอยู่ด้วยดวงตาสั่นไหว เขายกมือหนาของตนขึ้นไปเกลี่ยผมยาวสยายของเธอที่กำลังเคลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนออกอย่างเบามือด้วยความคุ้นเคย
“อิงอิง คุณเองก็กลับมาแล้วเหมือนผมใช่ไหม” เสียงทุ้มนุ่มติดแหบพร่าเล็กน้อยเอ่ยขึ้นเบา ๆ
แต่ก่อนที่เขาจะได้รับคำตอบหรือทำให้คนตัวเล็กบนเตียงรู้สึกตัว ชายหนุ่มอีกคนก็เดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้ากระหืดกระหอบเสียก่อน
“ท่านประธานครับ เรากลับห้องกันก่อนเถอะครับ อย่ารบกวนเวลาพักผ่อนของเธอเลย” เลขาสือเอ่ยขึ้น
เขาอยากจะเอาหัววิ่งโขกกำแพงให้กับความใจร้อนของเจ้านายตัวเองจริง ๆ ตื่นมาแล้วถามหาผู้หญิงเป็นอย่างแรกก็แล้วไปเถอะ แต่เรื่องที่เขาเผลอออกไปคุยรายละเอียดกับหมอครู่เดียว แต่อีกฝ่ายกลับแอบออกไปหาสาวถึงที่ทั้งที่ร่างกายของตัวเองยังฟื้นตัวได้ไม่เท่าไหร่แบบนี้นี่มันใช้ได้ที่ไหนกัน
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าท่านประธานมองหน้าของหญิงสาวบนเตียงอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะปรายตามองไปยังเอกสารกองโตที่วางอยู่ไม่ไกลพลางขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่
“ทางนั้นเองก็คงมีเรื่องให้เธอต้องสะสางอยู่ไม่น้อยน่ะครับ เรากลับกันก่อนดีกว่า” เลขาหนุ่มกระซิบบอกเจ้านายอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ชายหนุ่มผู้มาเยือนไม่ได้เอ่ยอะไรกลับมา เขาแค่เดินจากไปอย่างเงียบเชียบเพียงเท่านั้น
+๐+๐+๐+๐+๐+๐+
เช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือนอย่างรวดเร็ว อวี๋เย่อิงที่ในวันนี้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้วเปลี่ยนชุดที่สวมเป็นชุดเดรสที่เลขาเตรียมเอาไว้ให้ ผมยาวสลวยของเธอถูกปล่อยเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติดูไม่เป็นทางการมากจนเกินไป รองเท้าส้นเตี้ยที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กำลังฟื้นฟูร่างกายของเธอถูกเธอสวมเอาไว้อย่างพอดิบพอดีดูเข้ากับเธอไปหมด
“หัวหน้าคะ จะให้ฉันไปส่งที่บ้านเลยไหมคะ” เลขาสาวที่ทำหน้าที่เป็นธุระจัดการเรื่องเอกสารกับทางโรงพยาบาลให้เธอ รวมทั้งเก็บข้าวของทั้งหมดไปไว้ในรถเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามาถามเจ้านายของตนอย่างกระตือรือร้น
“ไปบริษัทค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นฉันขอไปที่หนึ่งก่อน” เธอตอบก่อนที่จะเดินไปยังห้องผู้ป่วยที่อยู่ติดกัน โดยมีเลขาของตนเดินตามไปด้วยติด ๆ
แต่เมื่ออวี๋เย่อิงเปิดประตูเพื่อที่จะเข้าไป เสียงภายในห้องก็ดึงความสนใจของเธอจนเธอต้องชะงักขึ้นมาเล็กน้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“โถ่ ท่านประธานครับ อยู่ดูอาการอีกสักวันเถอะนะครับ คุณเพิ่งฟื้นได้ไม่กี่ชั่วโมงเอง ยังต้องได้รับการตรวจและดูแลจากหมออย่างใกล้ชิดนะครับ” เสียงของเลขาสือที่เอ่ยกับเจ้านายของตัวเองดังขึ้น
อวี๋เย่อิงมองภาพของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่อยู่ในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลและกำลังยืนหันหน้าออกไปทางด้านนอกหน้าต่างโดยไม่สนใจชายหนุ่มอีกคนที่กำลังพูดอยู่เลยแม้แต่น้อยด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำ
ดวงตาหวานซึ้งของเธอเริ่มเอ่อคลอไปด้วยน้ำใส ๆ อย่างไม่อาจควบคุม มือบางถูกยกขึ้นมาปิดปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นที่ดังขึ้นมาเล็กน้อยตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
“อาเหวิน...” เสียงหวานที่ดังผะแผ่วออกมาท่ามกลางความเงียบภายในห้องดึงความสนใจของทุกคนที่อยู่ในนั้นได้ในทันที
ชายหนุ่มในชุดคนไข้หันกลับมาแล้วมองไปยังผู้มาเยือนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อวี๋เย่อิงเมื่อเห็นท่าทีดังนั้นของอีกฝ่าย ใจของเธอก็คล้ายถูกบีบรัดอย่างรุนแรงและรู้สึกถึงความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม
เธอนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้นโดยไม่กล้าที่จะเอ่ยอะไรออกมาอีกราวกับทำอะไรไม่ถูกเป็นที่เรียบร้อยแล้วเสียอย่างนั้น
ก่อนที่อวี๋เย่อิงจะได้รู้สึกฟุ้งซ่านกับเรื่องตรงหน้าไปมากกว่านี้ รอยยิ้มบางเบาพร้อมกับสายตาอ่อนโยนของหยางเหวินฮ่าวก็ถูกส่งไปเรียกสติของเธอขึ้นมาเสียก่อน
“อิงอิง...รอนานไหมครับ” เสียงทุ้มของชายหนุ่มในชุดคนไข้เอ่ยขึ้นอย่างไม่ดังนัก ก่อนที่เขาจะเผยรอยยิ้มบางเบาไปยังหญิงสาวอย่างเปิดเผยในเวลาต่อ
“เป็นคุณจริง ๆ” อวี๋เย่อิงเอ่ยเพียงเท่านั้นแล้ววิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของเขาด้วยความโหยหาอย่างลึกซึ้งทันที
หยางเหวินฮ่าวกอดคนตัวเล็กเอาไว้ในอ้อมแขนด้วยความทะนุถนอมราวกับว่าหากตนกอดอีกฝ่ายแรงกว่านี้เธอจะแตกสลายเอาได้อย่างไรอย่างนั้น
การแสดงออกของเขานั้นชัดเจนเป็นอย่างมาก ว่าอ่อนโยนต่อเธอผู้นี้มากเพียงใด ทั้งคู่ถ่ายทอดความรู้สึกคะนึงถึงที่มีต่อกันให้อีกฝ่ายได้รับรู้อย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก
มีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ของหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของท่านประธานหยางเท่านั้น ที่ยังดังออกมาให้ได้ยินอยู่บ้างเป็นระยะ ๆ
การเดินทางของพวกเขาในตัวตนใหม่ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปนั่นก็คือ โลกนี้ที่พวกเขาอยู่คือโลกแห่งความเป็นจริง โลกที่ไม่มีตัวละครอื่น ๆ ในนิยายน้ำเน่าเรื่องนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินเรื่องของพวกเขาอีกต่อไป...
เลขาหลินที่ตามเจ้านายของเธอเข้ามาในห้อง ๆ นี้ และเลขาสือที่เพิ่งจะบ่นเจ้านายของตัวเองไปหยก ๆ มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าแล้วหันไปมองหน้าปรึกษากันทางสายตาด้วยความรู้สึกสับสนระคนงุนงง
‘พวกเขาไปสนิทสนมกันขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหน!!!’
งือออ ในที่สุดก็ได้มาเจอกันอีกครั้งในโลกของความเป็นจริงน้าาา
o(╥﹏╥)o
เลขาสองคนงงเป็นไก่ตาแตกเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ว่าเจ้านายตัวเองไปสนิทกันตอนไหนนั่น!!!
(。ŏ_ŏ)