เสียงแกร่งของหินกลไกเสียดสีกันค่อย ๆ เบาลง ขณะที่ประตูวังเทวะเหนือเปิดออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นทางเดินหินโบราณที่ทอดลึกเข้าไปในูเา ตลอดเส้นทางถูกโอบล้อมด้วยผนังสูงสลักลวดลายกลจักรที่เคลื่อนไหวอยู่เบา ๆ ราวกับยังคงหายใจ
กลิ่นหินชื้นและสนิมโลหะจาง ๆ ลอยมาตามลม ทำให้หลิงเซียวต้องขมวดคิ้วเบา ๆ — ทั้งหมดนี้ไม่ได้แค่ถูกออกแบบให้ทดสอบสติปัญญา หากยังเร้าใจด้วยความรู้สึกของการก้าวเข้าสู่ดินแดนต้องห้าม
“ตามมาให้ใกล้ที่สุด” เยว่อี้เอ่ยขึ้นขณะก้าวเข้าสู่ทางเดินโดยไม่หันหลังกลับ “หากแยกออกจากกลุ่มในระยะนี้ มีโอกาสสูงที่จะหลงเข้าสู่เขาวงกตกล”
ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำถาม ทุกคนรีบเร่งฝีเท้าอย่างเงียบงัน หลิงเซียวเดินอยู่กลางขบวน โดยมีเฟิ่งเหยาคอยประคองจังหวะอยู่ข้าง ๆ
“กลไกพวกนี้…เคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา” นางกระซิบ “เหมือนมีสายตาคอยจับตามองอยู่”
“ใช่” หลิงเซียวตอบเสียงเบา พลางมองวงล้อเล็ก ๆ ที่หมุนวนอยู่ตามผนังหิน “และข้าสงสัยว่า…มันอาจจะไม่ใช่แค่กลไก”
ทั้งคณะเดินลัดเลาะไปตามทางคดเคี้ยวราวครึ่งชั่วยาม ท่ามกลางแสงไฟสีฟ้าเรืองที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นและเพดาน เมื่อถึง่หนึ่งของทางเดิน เส้นทางเบื้องหน้าก็ขยายกว้างกลายเป็ห้องโถงสูงล้ำ ผนังหินเรียงรายด้วยฟันเฟืองโลหะนับร้อยที่หมุนไปอย่างเงียบงันราวกับวงลมหายใจของเครื่องจักรโบราณ
ตรงกลางห้องโถง มีบันไดหินทอดยาวขึ้นไปสูงลิบ — แต่ละขั้นมีลวดลายซับซ้อนราวกับรหัสเร้นลับที่ไม่อาจถอดได้ด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว
เยว่อี้หยุดยืนตรงเชิงบันไดนั้น พลางหันกลับมา
“ด่านที่สอง — บันไดแห่งกลจักร” เขาประกาศเสียงหนักแน่น
“แต่ละขั้นของบันไดนี้จะสะท้อนความรู้ ความกล้า และความมั่นคงของจิติญญาผู้ก้าวขึ้น หากผู้ใดมีใจลังเล หรือจิตสับสน จะไม่สามารถเหยียบขึ้นได้แม้แต่ก้าวเดียว”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบงันลงอย่างฉับพลัน
เฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมองบันไดนั้น แววตาเปลี่ยนจากกังวลเป็แน่วแน่ทันที
“ขอรับการทดสอบตามลำดับเดิม” เยว่อี้เอ่ยพลางมองกลุ่มผู้เข้าแข่งขัน
เซี่ยหรงก้าวออกมาก่อน เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะยกเท้าขึ้นเหยียบขั้นแรก — แสงสีทองอ่อนจางส่องขึ้นรับเท้าของเขา จากนั้นเขาจึงเดินต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จนถึงขั้นที่สิบก่อนที่แสงบนพื้นจะริบหรี่ลง
“สิบขั้น — ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ” เยว่อี้ประกาศอย่างไร้อารมณ์
ต่อมา ซ่งหลี่ก้าวขึ้นอย่างเยือกเย็น ราวกับลมหนาวในหุบหิมะ เสียงกระทบหินดังขึ้นตามจังหวะเท้าของนางเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขั้นที่สิบสี่ แล้วจึงหยุด
“สิบสี่ขั้น — เหนือค่าเฉลี่ยเล็กน้อย”
จากนั้นผู้เข้าสอบคนอื่นก็ทยอยขึ้นไป บ้างหยุดที่ขั้นที่แปด บ้างที่สิบเอ็ด ไม่มีใครสามารถทะลุไปเกินขั้นที่สิบห้า
เมื่อถึงคิวของหลิงเซียว บรรยากาศทั้งห้องดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาหลับตาลง ลมหายใจสงบสม่ำเสมอ
เฟิ่งเหยามองเขาอยู่ด้านหลัง ลอบกำมือแน่นเล็กน้อย
หลิงเซียวก้าวเท้าขึ้นไป — แสงสีทองบนขั้นบันไดสว่างจ้าจนทุกคนต้องเบิกตากว้าง
ก้าวที่สอง…ที่สาม…เสียงกลไกเบา ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่เขาก้าวขึ้น
‘ทุกขั้นคือบททดสอบจิตใจ…’ เขานึกในใจ ‘และความทรงจำของข้าคือส่วนที่หนักหนาสุด’
ภาพจากโลกเก่าฉายผ่านในใจ เสียงะเิ การทรยศ ความตาย การเอาตัวรอดด้วยตรรกะและเหล็กกล้า…เขาฝืนยิ้มจาง ๆ
‘แต่นี่คือโลกใหม่ ข้าต้องสร้างมันใหม่จากสิ่งที่ข้าเป็ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าทิ้งไว้’
เขาก้าวต่อ…ขั้นที่แปด…เก้า…สิบสอง…สิบห้า…
เสียงฮือฮาดังขึ้นเื้ั
“สิบหก…แล้ว!” เสียงหนึ่งจากกลุ่มผู้เข้าแข่งขันร้อง
เยว่อี้เหลือบตามองด้วยสายตาเงียบงัน
หลิงเซียวก้าวต่ออีกก้าว — ถึงขั้นที่สิบเจ็ด
แสงทองบนพื้นกลายเป็แสงสีครามจางที่แผ่ออกช้า ๆ ราวกับลมหายใจของบางสิ่ง
สุดท้าย เขาหยุดที่ขั้นที่สิบแปด ก่อนจะหันกลับลงมาอย่างมั่นคง
เยว่อี้พยักหน้าช้า ๆ “สิบแปดขั้น — เกินเกณฑ์สูงสุดของปีที่ผ่านมา”
เฟิ่งเหยาเผยยิ้มบาง ๆ อย่างโล่งอก และในแววตานั้น มีประกายบางอย่างที่ไม่เคยแสดงออกในยามปกติ
ขณะที่หลิงเซียวก้าวลงมาจากบันได เสียงกลไกทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากเหนือเพดาน
เยว่อี้หันไปเงี่ยหูฟังเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“บททดสอบที่สาม…ใกล้เข้ามาแล้ว”
หากคุณพร้อม ผมจะเขียนต่อใน ตอนที่ 16 – เขาวงกตกลแห่งจิต ต่อจากจุดนี้ทันทีครับ หรือหาก้าปรับอะไรในตอนนี้เพิ่มเติมก่อน สามารถบอกได้เลย!