ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 63 ตื่นจากฝันอันแสนยาวนาน

              เขาถือกำเนิดในหมู่เมฆและเป็นหมอกในยามอาทิตย์อัสดง


              เขายังไม่ได้ปลุกจิตสำนึกของตัวเองและยังไม่รู้ถึงความอ้างว้างของที่ราบรกชัฏแห่งนี้


              เขาไม่เข้าใจว่าม้วนภาพเปื้อนเลือดที่เจ็บปวดและเศร้าโศก ได้ทิ้งคราบน้ำตาไว้บนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ผืนนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง


              เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความชั่วร้ายในม้วนภาพนี้...แม้จะผ่านไปอีกสิบปี


              เขาก็จะยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่น่ากลัวที่สุดในใจผู้คน…

     


              ที่นี่มืดสนิท...มองไม่เห็นกระทั่งพื้นดิน


              ทันทีที่เขาได้เห็นสภาพรอบกายก็สามารถยอมรับได้ในทันทีว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว ร่างของเขาอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในทะเลที่ไม่มีแสงสว่าง... ไม่มีเสียง... ไม่มีอะไรเลย...


              เขา... อาซากุระเรย์จมดิ่งลงสู่ความมืดอันธการ


              หรือบางทีแล้วอาจจะไม่ได้จม...ไม่ได้ขยับตัว...


              เขาไม่ทราบเพราะที่นี่มีแต่ความว่างเปล่าไม่มีอะไรพอที่จะใช้บอกได้ว่ากำลังอยู่ที่เดิมหรือไม่เช่นนั้นแล้วเขาจึงไม่สามารถยืนยันอะไรได้


              ในโลกแห่งนี้เหตุผลทุกอย่างในโลกปกติล้วนไร้ค่าความมีตัวตนเป็นสิ่งไร้ค่าร่างกายของเขานั้นเป็นเสมือนสิ่งแปลกแยกซึ่งไม่สมควรจะมีอยู่มันทำให้เขารู้สึกไม่กล้าที่จะเปิดตาดูอะไรอีก


              “…นี่สินะที่เรียกว่าความตาย”


              กระทั่งเสียงที่เปล่งออกมาของตนยังดังราวกับออกมาจากความฝัน


              ในที่นั่นเขาได้เห็นเวลา แน่นอนว่าที่แห่งนี้ไม่ได้เดินไปตามกาลเวลาแต่เป็นเวลาที่เป็นส่วนประกอบของที่นี่ กระแสของเวลาไหลผ่านไปเหมือนกับลำธารและก็เน่าสลายลงเหมือนกับสิ่งทั่ว ๆ ไป เขาซึ่งไม่มีอะไรทำจึงนั่งนับมันไปเรื่อย ๆ


              ไม่มีสิ่งใดหรืออะไรนอกจากนั้น


              ต่อให้เขาเพ่งมองหรือลอยไปแค่ไหนก็ไม่พบอะไรนอกเหนือจากนี้


              ต่อให้รอนานแค่ไหนก็ไม่พบอะไรนอกเหนือจากนี้


              มันเป็นสถานที่ที่สงัดเงียบทว่าก็สงบสุข


              ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีเหตุผลไม่มีอะไรเลย


              เพราะเช่นนั้นโลกแห่งนี้จึงสมบูรณ์แบบ


              ที่นี่คือความตาย


              โลกที่มีเพียงคนตายที่จะมาถึงโลกที่อะไรก็ตามที่มีชีวิตไม่มีทางจะอาจเอื้อม


              ถึงกระนั้นเขาก็อยู่ที่นี่...ยังมีชีวิตอยู่ตรงนี้


     

             

              “เรย์ตื่น— เรย์ตื่นสิ—ลูกหลับนานเกินไปแล้วนะ”


              แม้จะเพียงเบาบางเขาสัมผัสได้ถึงเสียงของแม่


              “นั่นสิคิดจะนอนไปถึงเมื่อไหร่ ยังมีใครบางคนรอลูกอยู่ที่ฟากฝั่งนั้นรู้ไหม”


              และได้ยินถึงเสียงของพ่อ


              “ลูกจะรู้สึกดีขึ้นพ่อ/แม่ ขอสัญญา”


              ทั้งคู่กล่าวพร้อมกันดวงตาคู่นี้จึงปรือเปิด


              เรย์ลืมตาตื่นขึ้นเพราะรู้สึกเหมือนมีคนเรียกแต่ดูท่าผลกระทบจากการหมดสติยังคงหลงเหลือ เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นตนเองหลับไปนานแค่ไหน ไม่รู้สถานการณ์รอบตัวเลยสักนิดเดียว


              รู้สึกเหมือนติดอยู่ในห้วงแห่งความฝันเป็นเวลานานแสนนานที่ทำได้เพียง ต่อสู้ ต่อสู้ แล้วก็ต่อสู้ จนสัมผัสด้านเวลาสูญสิ้นไปทั้งหมด


              เขาไม่สามารถคิดอะไรได้เลยสักอย่างเหมือนมีเมฆหมอกมาบดบังในหัว


              อยากจะเปล่งเสียงออกแต่ก็ทำไมได้มีอะไรบางอย่างครอบปากของเขาเอาไว้


              ‘นี่ตัวเขากำลังอยู่ที่ไหน...?’


              ความสงสัยนี้คือความคิดอย่างแรกที่ผุดขึ้นมาในสำนึก


              พอลองขยับสายตาสอดส่องสภาพโดยรอบถูกบิดเบี้ยวด้วยกระจกโค้ง มันคือหลอดแก้วแคปซูลขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดและความสูงพอให้ใส่ตัวเขาลงไปได้พอดิบพอดี


              ด้านในบรรจุของเหลวโปร่งใสไว้เต็มหลอดทำให้เขารู้สึกเหมือนกับมีชีวิตอยู่ในตู้ปลา แท่นวางเรืองแสงสีขาวส่องสว่างให้ตัวเรย์ที่ถูกตรึงไว้เหนือกึ่งกลางเล็กน้อยลอยเด่นชัดขึ้น


              ภายในหลอดไม่มีอากาศไหลเวียนรู้ได้จากการที่ของเหลวไม่เกิดฟอง


              ตัวของเขาจึงต้องสวมหน้ากากให้ออกซิเจนไว้เพื่อช่วยพยุงชีพ ความรู้สึกของการลอยอยู่ในของเหลว ความเย็นชืดของมันและการที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักร

     

     


              ผ่านกระจกโค้งเขามองเห็นห้องที่เขาอยู่ เป็นห้องวิจัยขนาดใหญ่เต็มไปด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัยแสงสีน้ำเงินอ่อนส่องประกายอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของห้อง สร้างบรรยากาศอันล้ำสมัยโต๊ะคอนโซลและจอแสดงผลต่าง ๆ มีแสงไฟวิบวับแสดงข้อมูลโฮโลแกรมที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้เครื่องมือหลากหลายชนิดถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ


              เรย์ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งในชุดกาวน์สีขาวกำลังยืนสนทนากับคนที่ดูเหมือนเป็นนางพยาบาลบทสนทนาของทั้งคู่ดังเข้ามาถึงด้านใน แม้จะฟังดูอู้อี้ไปสักหน่อย


              "อ้าว ไม่ใช่ว่าเสร็จงานแล้วเหรอ"


              "ขอโทษค่ะพอดีลืมเอกสารนิดหน่อย พรุ่งนี้คงไม่มีเวลากลับมาเอาเพราะตอนนี้ในตัวเมืองวุ่นวายกันหน้าดู"


              พยาบาลสาวยิ้มแหยมือก็ควานหาของบนโต๊ะอย่างเร่งรีบ


              "เหรอทางแผนกฉุกเฉินยังคนแน่นอยู่หรือเปล่านะ มีทั้งเคสที่ถูกมอนสเตอร์หลุดมาโจมตีจนท่อระเบิดที่โรงงานแถมยังมีเหตุก่อการ้ายที่คะซุโนะเมื่อกลางวันอีก...หลายอย่างเกิดขึ้นแบบนั้นคงมีคนที่ช็อกอยู่สินะ"


              แพทย์หญิงที่พยายามคิดอย่างมองโลกในแง่ดีส่ายหัวด้วยรอยยิ้มราวกับดูถูกตัวเองและพูดต่อ


              "น้องสาวของฉันเองก็ทำงานอยู่ที่กิลด์ในเขตคะซุโนะนั่นตอนเช้าก่อนจะติดต่อเข้ามาก็กระวนกระวายเป็นห่วงมากเลยล่ะ”


              “แย่จังเลยนะคะ เพิ่งเกิดเรื่องที่ซัปโปโรเมื่อวันก่อนเองแท้ ๆ”


              “นั่นน่ะสิ แต่อย่างน้อยก็พอมีเรื่องดี ๆ อยู่บ้างวันนี้คลื่นสมองของอาซากุระคุงคงที่อย่างน่าประหลาดมากเลยน่ะถ้าคงที่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ อาจจะได้สติกลับคืนมาสักวันก็ได้"


              "เอ๋อาซากุระคุงน่ะเหรอ จริงเหรอคะ? หรือนี่คือปาฏิหาริย์—ดีจังเลยนะคะ!"


              “อือหากท่านหญิงคุโฮวอินได้ทราบข่าวล่ะก็ จะต้องดีใจมากแน่ ๆ”


              และแล้วพยาบาลสาวคนดังกล่าวที่กำลังพูดอยู่ก็ได้สบตากับเขาเข้าโดยบังเอิญ


              “กรี๊ด!!”


              เสียงกรีดร้องกะทันหันทำเอาแพทย์หญิงสะดุ้งตัวตกใจตามไปด้วย


              “เป็นอะไรของเธอน่ะ...ร้องเสียงดังทำไม!?”


              “คะ... คุณหมอคะ นะ...นั่น”


              พยาบาลสาวชี้ไปบริเวณด้านหลังแพทย์หญิงที่ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ตกใจขนาดนั้นจำต้องหันไปยังทิศทางดังกล่าว


              “!”

     


     

              “นี่เธอได้ยินข่าวเรื่องคนไข้ห้องพิเศษที่เพิ่งถูกส่งตัวมาจากสถาบันวิจัยที่อากิตะเมื่อสัปดาห์ก่อนหรือยัง”


              เสียงนางพยาบาลคนหนึ่งถามกระซิบกระซาบขึ้นขณะเดินอยู่บนโถงยาวภายในโรงพยาบาล


              ยามเช้าผู้คนภายในโรงพยาบาลก็เริ่มพลุกพล่านขึ้นทั้งหมอและพยาบาลที่เดินไปทั่ว ทั้งพวกคนไข้และญาติที่ส่งเสียงพูดคุยเอะอะ


              “แน่อยู่แล้วล่ะน่ะเรื่องดังขนาดนั้นใครไม่รู้ก็แย่แล้ว ขนาดดร.มิอุระที่ประจำอยู่แผนกระบบประสาทซึ่งว่านิ่ง ๆยังตื่นเต้นเหมือนผีเข้าเลยนี่... แต่พูดก็พูดเถอะฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่าคนไข้ที่คิดว่าน่าจะสมองตายไปแล้วกลับรู้สึกตัวขึ้นมาได้อีก”


              นางพยาบาลอีกคนซึ่งเดินเคียงข้างกันตอบด้วยน้ำเสียงแฝงความตื่นเต้น


              “นั่นสินะมันก็น่าเหลือเชื่อจริง ๆ นั่นแหละกับคนที่นอนหลับมานานขนาดนั้นยังไงระบบสมองก็ไม่น่าจะทำงานได้ตามปกติ”


              “ก็เพราะอย่างนั้นพวกหมอก็เลยพาตกใจกันน่ะสิ เคสหายากแบบนี้น่ะ”


              “อะ! คนที่เดินผ่านไปนั่น ใช่คุณคุโฮวอินคนดังที่ว่ากันสินะ”


              พยาบาลทั้งสองชะงักเท้าเมื่อเห็นบุคคลหนึ่งเดินตัดผ่านแยกไปหน้าบริเวณทางขึ้นลิฟต์


              “อือ ๆ ใช่แล้วล่ะไม่ว่าจะบุคลิก กิริยาท่าทางการวางตัว สมกับที่เธอมาจากตระกูลผู้ดีเก่าแก่เลยล่ะแถมได้ข่าวว่าสามีที่เป็นนักการเมืองของเธอยังคอยบริจาคให้โรงพยาบาลเราทุกปีอีกด้วย”


              “เดียวนะ...คุโฮวอินงั้นเหรอ นี่เธอหมายถึงตระกูลคุโฮวอินนั่นอะนะ!?”


              “ใช่อย่างที่เธอเข้าใจนั่นแหละ”


              พยาบาลสาวพยักหน้างึกงักยืนยันอย่างหนักแน่น


              “เฮ้อ น่าอิจฉาจังเลยทำไมชีวิตฉันถึงไม่มีผู้ชายรวย ๆ แบบนี้เข้ามาบ้างนะ”


              “เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ สามีเธอต่างหากที่แต่งเข้าตระกูลมาน่ะที่รวยขึ้นมาได้ขนาดนี้ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลฝ่ายหญิงทั้งนั้น”


              “ไม่ว่าจะยังไงก็เป็นชีวิตที่น่าอิจฉาอยู่ดีนั่นแหละ เห็นมีแต่คนพูดถึง วันนี้ได้เจอตัวจริงสักที”


              “อืมตั้งแต่คนไข้ถูกส่งตัวมา เธอก็มาเยี่ยมเกือบทุกวันเลยล่ะถึงแม้จะมาตอนที่คนไข้ยังไม่รู้สึกตัวก็เถอะ... เฮ้อพูดแล้วก็รู้สึกสงสารคนไข้ชะมัดเลยเนอะ”


              “เอ๊ะ ทำไมเหรอ?”


              “เออแฮะฉันดันลืมไปเธอเพิ่งกลับจากพักร้อนคงยังไม่รู้...คนไข้คนนั้นสูญเสียครอบครัวญาติพี่น้องเกือบทั้งหมดไปในเหตุการณ์คริสต์มาสสีชาดถ้าหากเปลี่ยนเป็นฉัน แล้วต้องตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองสูญเสียอะไรไปบ้าง... ฉันคง…”


              น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเจือความเศร้าสลด


              “เฮ้อแย่จังเลยนะ ถึงว่ามีแต่คนบอกไม่เคยเห็นญาติคนอื่นมาเยี่ยมเขาเลยนอกจากคุณคนนั้น—อะเดียวก่อนนะ งั้นก็หมายความว่าคนไข้คนนั้นก็เป็นคนจากตระกูลคุโฮวอินเหมือนกัน?”


              “เอ่อ...เรื่องนี้ฉันไม่รู้แล้วล่ะ แต่เห็นว่าคนไข้ไม่ได้ใช้นามสกุลนั้นนะ”


              “—อะแฮ่มพวกเธอจะยืนนินทาคนไข้กันอีกนานไหม”


              รุ่นพี่พยาบาลดูมีอายุคนหนึ่งใช้นิ้วจิ้มสะกิดทั้งคู่จากด้านหลังจนนางพยาบาลทั้งสองยืดหลังตรงแน่วไม่หันกลับไปมอง


              “พอ ๆทีหลังเธอไม่ต้องชวนฉันเม้าท์อีกแล้วนะ”


              “เอ๋เธอเองไม่ใช่รึไงที่ชวนฉันเม้าท์ก่อนน่ะ”


              “ไม่ต้องเถียงกันแยกย้ายไปทำงานได้แล้ว!”


              “ค่า~”

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน