เป้ยจิ้งหานยังคงพักรักษาอาการาเ็อยู่ที่จวนสกุลซ่ง ตามคำเชิญแกมบังคับของซ่งจงอี้ที่ยืนกรานเสียงแข็งว่าจะดูแลเขาจนกว่าาแจะหายสนิท ในฐานะผู้มีพระคุณล้นเหลือที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยบุตรชายคนโตของตระกูล
เหยาเหยาน้อยก็รบเร้าขอตามมารดามาเยี่ยมอาการเขา มือเล็กป้อมทั้งสองข้างโอบกอดกระปุกยาสมานแผลเอาไว้แน่น
'พี่หานต้องาเ็ก็เพราะช่วยพี่ใหญ่หนีออกมาแท้ๆ ข้าต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด!' เด็กหญิงคิดในใจอย่างมุ่งมั่น 'ยาสมานแผลวิเศษนี้มีสรรพคุณล้ำเลิศ ทาแล้วแผลจะสมานตัวอย่างรวดเร็ว ข้าต้องเคี่ยวเข็ญให้พี่หานทาเยอะๆ แผลจะได้หายไวๆ'
เมื่อย่างเท้าเข้าสู่ห้องพัก เหยาเหยาพลันเห็นเป้ยจิ้งหานนั่งพิงอยู่ริมเตียง แขนของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยเ็าเช่นทุกวัน ทว่าเมื่อั์ตาคู่คมเหลือบมาเห็นร่างกลมป้อมเดินเตาะแตะเข้ามา สีหน้ากระด้างพลันอ่อนแสงลงโดยที่เ้าตัวก็มิทันรู้ตัว
"พี่หาน!" เหยาเหยาวิ่งถลาเข้าไปหา ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด "พี่หานเจ็บมากหรือไม่เ้าคะ เหยาเหยานำยาดีมาให้ ทาแล้วจะหายเจ็บทันทีเลยนะเ้าคะ!"
เด็กน้อยยื่นกระปุกยาในมือให้อย่างกระตือรือร้น ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความจริงจังจนดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก
เป้ยจิ้งหานรับกระปุกยาไปเปิดออก กลิ่นอายสมุนไพรหอมจรุงพลันโชยเข้าจมูก หัวใจของเด็กหนุ่มกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ยาตัวนี้มิใช่ยาสามัญทั่วไปอย่างแน่นอน ทั้งกลิ่นและเนื้อััล้วนบ่งบอกว่าเป็ของล้ำค่าที่ยากจะหาได้ในแผ่นดิน... เด็กหญิงตัวเท่านี้ไปนำของวิเศษเช่นนี้มาจากที่ใดกัน?
ทว่าเขาเลือกที่จะไม่เอ่ยปากถาม เพียงแค่ทอดสายตามองดวงตากลมโตใสซื่อที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของเด็กน้อย ก็พลันรู้สึกราวกับมีกระแสธารอบอุ่นสายหนึ่งรินรดชโลมหัวใจที่เคยด้านชาและเหน็บหนาวมาโดยตลอด
"ขอบใจเ้ามาก" แม้น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ ทว่ากลับนุ่มนวลกว่ายามปกติอยู่หลายส่วน "าแเพียงเท่านี้ มิได้สลักสำคัญอันใด"
'พี่หานนะพี่หาน เจ็บเจียนตายยังจะทำเป็ปากแข็งอีก' เหยาเหยาลอบบ่นในใจ ยามจ้องมองแขนที่พันผ้าหนาเตอะของเขา หัวใจดวงน้อยก็พลันห่อเหี่ยวลง 'แม้ภายนอกจะดูเ็า ทว่าเนื้อแท้กลับอบอุ่นและมีคุณธรรมยิ่ง ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยครอบครัวของเราโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน... ในนิยายต้นฉบับเขาคือพระเอกของฟ่านชิงเสวี่ยแท้ๆ แต่ในชีวิตจริงนี้ เขากลับดีต่อครอบครัวของข้ามากกว่าที่บทเดิมเขียนไว้ตั้งหลายเท่า'
'บุญคุณครั้งนี้ข้าต้องจดจำไว้ให้มั่น วันหน้าหากพี่หานมีเื่เดือดร้อน ข้าจะยื่นมือเข้าช่วยอย่างแน่นอน!' เด็กหญิงคิดหมายมั่นปั้นมือในอก
เป้ยจิ้งหานที่นั่งอยู่ แม้จะมิอาจล่วงรู้ความคิดในใจของเด็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นนางจ้องมองแขนของตนด้วยแววตาเศร้าสร้อย มุมปากของเขาก็ขยับโค้งขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยปลอบ "เด็กน้อย เหตุใดจึงทำหน้าเศร้าสร้อยเช่นนั้นเล่า? แผลของข้าสมานตัวเร็วอยู่แล้ว ยิ่งได้ยาวิเศษของเ้า อีกไม่กี่วันก็คงหายดี"
เหยาเหยาเงยหน้าขึ้นพลันฉีกยิ้มหวานหยาดเยิ้ม "เช่นนั้นพี่หานต้องทายาทุกวันนะเ้าคะ! ห้ามคร้านเด็ดขาด!"
เป้ยจิ้งหานเผลอยิ้มมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่ "อืม... ข้าสัญญา"
เหยาเหยาทรุดตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ขาสั้นป้อมแกว่งไปมากลางอากาศ สายตาจับจ้องเป้ยจิ้งหานที่กำลังเปิดฝากระปุกยาด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังคุมงานราชการแผ่นดิน และเมื่อเห็นเขาแตะเนื้อยาเพียงบางเบาลงบนแผล เด็กหญิงก็รีบส่งเสียงท้วงติงทันที "ทาหนาๆ หน่อยสิเ้าคะพี่หาน! แผลใหญ่ขนาดนี้ต้องทายาเยอะๆ ถึงจะถูก!"
เป้ยจิ้งหานผู้ผ่านศึกาและสมรภูมิเืมานับครั้งไม่ถ้วน าเ็ปางตายมาหลายครายังมิเคยมีผู้ใดมาคอยใส่ใจไยดี บัดนี้กลับต้องมาถูกเด็กหญิงวัยหกขวบจ้ำจี้จ้ำไชเื่ทายา ทว่าในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด เขายอมทำตามคำสั่งของนางอย่างว่าง่าย ราวกับถ้อยคำของเด็กน้อยตรงหน้ามีน้ำหนักยิ่งกว่าคำสั่งของแม่ทัพผู้คุมทัพเสียอีก
"เอาละ ข้าทาจนหนาเตอะแล้ว เ้าพอใจหรือยัง?" น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเจือกระแสเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
"พอใจที่สุดเลยเ้าค่ะ!" เหยาเหยาฉีกยิ้มกว้างจนดวงตากลมโตหยีลงเป็เส้นโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว
ภาพรอยยิ้มสดใสไร้เดียงสาของเด็กหญิงเบื้องหน้า สะท้อนชัดในดวงตาดำขลับล้ำลึกของเป้ยจิ้งหาน มันคือภาพที่งดงามและอบอุ่นที่สุดเท่าที่เขาเคยพานพบมาในชีวิตอันอ้างว้างหนาวเหน็บนี้
เสิ่นว่านอวี๋ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ อดรนทนไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มละมุน เด็กหนุ่มผู้มีกลิ่นอายเ็าและเข้าถึงยากคนนี้ ดูจะอ่อนโยนและยอมผ่อนปรนให้แก่บุตรสาวของนางเป็พิเศษ... ชะตากรรมที่เื่เล่าเดิมลิขิตให้เขาต้องตกเป็ของฟ่านชิงเสวี่ย ดูเหมือนจะค่อยๆ เบนวิถีห่างไกลออกไปทุกทีแล้ว
————
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศภายในจวนสกุลซ่งอบอวลไปด้วยความอบอุ่นละมุนใจ ภายในตำหนักของเซียวจิ่งหรงกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตเย็นะเื
หลังจากล่วงรู้ว่าหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนถูกลอบขโมยไป อ๋องหนุ่มก็ร้อนรุ่มดั่งถูกไฟสุมอก เขาทรงเร่งรัดแผนการทั้งหมดให้เร็วขึ้น ตราบใดที่หลักฐานชิ้นนั้นยังคงอยู่ในมือของสกุลซ่ง มันย่อมเปรียบเสมือนดาบคมกริบที่พร้อมจะสะบั้นคอเขาได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเขาจึงต้องชิงลงมือก่อนเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม!
และหมากตัวแรกที่เขาเลือกใช้ก็คือ... การจัดฉากใส่ร้ายป้ายสีว่าสกุลซ่งคิดก่อการฏ!
ในห้องประชุมลับอันเคร่งเครียดของสกุลซ่ง ซ่งจิ้งอันก้าวเข้ามาพร้อมกับถือสารลับจากสายข่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อย "ท่านพ่อ สายข่าวของเราส่งสารลับแจ้งมาว่า อ๋องรองเตรียมจัดฉากใส่ร้ายสกุลซ่งว่าสมคบคิดกับขุนศึกชายแดนเพื่อก่อฏ พระองค์เตรียมจะนำหลักฐานนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อฮ่องเต้ในการประชุมขุนนางเช้าวันพรุ่งนี้ขอรับ!"
ซ่งจงอี้ได้ยินดังนั้นพลันมีสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาฉายแววเย็นเยียบ "เขาถูกต้อนจนมุม จึงคิดจะกำจัดพวกเราทิ้งก่อนที่ความลับเื่ชาติกำเนิดจะถูกเปิดโปง... ช่างโเี้ยิ่งนัก"
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสิ่นว่านอวี๋ที่เพิ่งกลับมาจากเรือนใน พลันผลักประตูเปิดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้นระคนยินดี "ช้าก่อนพวกท่าน... เหยาเหยาเพิ่งบอกบางอย่างแก่ข้า"
สายตาทุกคู่ในห้องประชุมพลันจับจ้องไปที่นางเป็ตาเดียว
"เหยาเหยานึกถึงรายละเอียดในนิยายเล่มนั้นออก!" เสิ่นว่านอวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย "นางบอกว่า แผนการใส่ร้ายของอ๋องรองมีจุดบกพร่องมหันต์! เพราะ 'จดหมายสมคบคิด' ที่เขาปลอมแปลงขึ้นมานั้น ประทับตราของแม่ทัพจูแห่งชายแดน ทว่า... แม่ทัพจูเพิ่งจะเปลี่ยนตราประทับประจำตัวใหม่เมื่อสามเดือนก่อนเนื่องจากตราเก่าชำรุด หากราชสำนักทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ย่อมพบว่าตราที่อยู่บนจดหมายฏนั้นเป็ตราเก่าที่ยกเลิกการใช้งานไปแล้ว!"
ทั้งห้องประชุมพลันตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ดวงตาทุกคู่จะสว่างวาบขึ้นด้วยประกายแห่งความหวัง
ซ่งจิ้งอันลุกพรวดขึ้นด้วยความยินดี "หากเป็จริงตามที่เหยาเหยาคิด ยามที่อ๋องรองยื่นฎีกาใส่ร้าย เราเพียงเสนอให้ราชสำนักตรวจสอบตราประทับของแม่ทัพจูเปรียบเทียบกับตราในจดหมายปลอมฉบับนั้น ความจริงย่อมกระจ่างแจ้ง! แผนสกปรกของอ๋องรองจะต้องย้อนกลับไปแว้งกัดตัวเขาเอง!"
ซ่งจงอี้พยักหน้าช้าๆ ั์ตาคมปลาบฉายแววสาแก่ใจ "ประเสริฐยิ่ง! พรุ่งนี้ในท้องพระโรง ข้าจะทำให้อ๋องรองได้ประจักษ์ว่า... การคิดจะเหยียบย่ำสกุลซ่ง ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่แพงเพียงใด!"
————
รุ่งเช้า ณ ท้องพระโรงอันโอ่โถง เซียวจิ่งหรงก้าวออกมาเบื้องหน้าพระพักตร์ ทูลถวายฎีกากล่าวหา 'สกุลซ่งสมคบคิดก่อการฏ' พร้อมยื่นจดหมายลับฉบับนั้นเป็หลักฐาน มวลขุนนางในราชสำนักต่างพากันฮือฮาและหันไปมองตระกูลซ่งด้วยสายตาตื่นตระหนกและหวาดระแวง
ทว่าซ่งจงอี้กลับยังคงยืนหยัดอย่างสงบสง่างาม ไร้ซึ่งแววตระหนกใ เขาเลื่อนกายก้าวออกมาคุกเข่าคำนับอย่างนอบน้อม "ขอเดชะ กระหม่อมขอพระบรมาานุญาตให้ราชสำนักทำการตรวจสอบตราประทับบนจดหมายฉบับนี้อย่างละเอียด เปรียบเทียบกับตราประทับปัจจุบันของแม่ทัพจูพ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากกระหม่อมได้รับรายงานมาว่า แม่ทัพจูเพิ่งเปลี่ยนตราประทับประจำตัวใหม่เมื่อสามเดือนก่อนหน้าอันเนื่องมาจากตราเก่าชำรุด หากจดหมายฉบับนี้ส่งมาจากชายแดนจริง ตราย่อมต้องตรงกับตราปัจจุบัน แต่หากเป็จดหมายที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาก่อนหน้านั้น..."
พระพักตร์ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าเคร่งขรึมลง “กองศาสตราวุธและกรมพิธีการจงนำสิ่งนี้ไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้”
ไม่นาน ผลการตรวจสอบก็เป็ไปตามที่เหยาเหยาคาดการณ์ไว้ทุกประการ ตราประทับบนจดหมายลับนั้นเป็ตราเก่าที่แม่ทัพจูเลิกใช้ไปแล้วจริงๆ!
เพียงพริบตาเดียว 'หลักฐานเด็ด' ที่เซียวจิ่งหรงหมายมั่นจะใช้เผด็จศึกตระกูลซ่ง กลับกลายเป็บ่วงรัดคอตัวเองในข้อหาปลอมแปลงเอกสารราชการและใส่ร้ายป้ายสีขุนนางผู้ภักดี
ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าทรงกวาดสายพระเนตรอันเย็นเยียบและเปี่ยมด้วยไอสังหารไปยังอ๋องรอง ความไว้วางพระราชหฤทัยที่เคยมีต่อพระโอรสองค์นี้พลันพังทลายลงอีกระลอกใหญ่
ฝ่ายอ๋องรอง แม้ภายนอกจะพยายามฝืนยิ้มและรักษาความสุขุม ทว่าภายในอกกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา...
อีกแล้ว! เป็เช่นนี้อีกแล้ว! เหตุใดสกุลซ่งจึงล่วงรู้หมากทุกตัวที่เขาเดิน ราวกับพวกมันมีตาทิพย์ที่สามารถมองทะลุทุกแผนการของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้!
————
เมื่อคลื่นลมพายุในราชสำนักสงบลงชั่วคราว ซ่งจงอี้เดินทางกลับมายังเรือนหลัง ก็ตรงดิ่งเข้าไปช้อนร่างกลมป้อมของเหยาเหยาขึ้นมากอดแนบอกด้วยความรักใคร่และซาบซึ้งใจ
'เอ วันนี้ท่านพ่อดูอารมณ์ดีเป็พิเศษเลยแฮะ... อ้อ! วันนี้คงเป็วันที่อ๋องรองลงมือใส่ร้ายครอบครัวเราเื่ฏสินะ แล้วพวกเราก็รอดพ้นมาได้อีกครา... ดีจังเลย ครอบครัวของข้าเก่งกาจที่สุด!' เหยาเหยาคิดพลางคลี่ยิ้มแป้น
'เฮ้อ... แต่จะว่าไปข้าก็แอบสงสารตัวเองเหมือนกันนะเนี่ย ต้องคอยขุดคุ้ยความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเื่ในนิยายตลอดเวลาจนสมองแทบจะะเิอยู่แล้ว! แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า หากการเค้นสมองของข้าสามารถช่วยให้ทุกคนรอดพ้นจากความตายได้ ต่อให้หัวจะแตกข้าก็ยอม!'
'ทว่า... อ๋องรองถูกลูบคมและหักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ คนทะเยอทะยานอย่างเขาต้องบ้าคลั่งจนกู่ไม่กลับแน่ๆ ดีไม่ดีในภายภาคหน้าเขาอาจจะจนตรอกจนถึงขั้นก่อฏจริงๆ ขึ้นมาเลยก็ได้ ข้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม ศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายใกล้จะมาถึงแล้ว!' เด็กหญิงคิดด้วยความกังวลลึกๆ
ซ่งจงอี้ที่ได้ยินกระแสความคิดในใจของบุตรสาวตัวน้อยพลันกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น หัวใจของคนเป็พ่อทั้งเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและปวดร้าวในคราเดียวกัน...
เด็กหญิงตัวน้อยเพียงเท่านี้กลับต้องแบกรับชะตากรรมความเป็ความตายของตระกูลไว้บนบ่า โดยที่เ้าตัวยังคิดเพียงว่ามันเป็แค่ 'ความโชคดี' ของครอบครัวเท่านั้น
เขาก้มลงจูบหน้าผากมนของบุตรสาวเบื้องหน้าพลางเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดในชีวิต "เหยาเหยาของพ่อ เ้ามิจำเป็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อต่อสู้กับศึกใดๆ ทั้งสิ้น... อุปสรรคและขวากหนามทั้งหมดนี้ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของพ่อ แม่ พี่ๆ ของเ้า รวมถึงท่านตาเถิด ตัวเ้ามีหน้าที่เพียงแค่เติบโตขึ้นอย่างมีความสุขและไร้เดียงสาเช่นนี้ก็พอแล้ว"
'อ๊ะ! ท่านพ่อจูบหน้าผากข้าด้วยละ... อบอุ่นจัง ครอบครัวของข้าดีที่สุดในโลกเลย! ข้าช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาท่ามกลางความรักของทุกคนในบ้านหลังนี้' เหยาเหยายิ้มแก้มปริด้วยความซาบซึ้ง
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องประชุมลับของตระกูลซ่ง เหล่าผู้ใหญ่ต่างสบตากันด้วยความนิ่งสงบ ทว่าแฝงความนัยลึกซึ้ง พวกเขาย่อมรู้ดีว่าการต้อนเซียวจิ่งหรงจนมุมครั้งแล้วครั้งเล่า ย่อมทำให้สัตว์ร้ายตัวนี้หลังชนฝา และสุนัขที่จนตรอกก็พร้อมที่จะแว้งกัดอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนวิธีการ
การปะทะครั้งสุดท้ายเพื่อชี้ชะตาระหว่างสกุลซ่งและอ๋องรองกำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ... และเมื่อวันนั้นมาถึง มันจะไม่ใช่เพียงการเดินหมากซ่อนกลในเงามืดอีกต่อไป ทว่าจะเป็พายุคลั่งที่จะสั่นคลอนไปถึงบัลลังก์ัแห่งต้าเหยียนอย่างแท้จริง!