บ่ายวันเดียวกันภายในกระโจมใหญ่ จูรุ่ย เซียวหลงและรองแม่ทัพอีกสองคนกำลังปรึกษางานภายใต้บรรยากาศตึงเครียด โดยที่ด้านข้างกระโจมมีจางจิ้งหลบมานอนฟังอยู่บนเตียงเล็กที่ตั้งอยู่เกือบติดประตูเข้าออกของกระโจมแห่งนี้ แม้เขาจะได้ยินเสียงบ้างไม่ได้ยินบ้างแต่ก็ยังพอจับใจความได้ ปัญหาที่พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่ไม่ใช่ทางถนัดของเหล่าแม่ทัพนายกอง เพราะล้วนไม่ใช่การจับดาบออกฆ่าฟันผู้รุกราน แต่กลับเป็นปัญหาทางการเงินที่เหลือประคับประคองสถานะของกองทัพแห่งนี้ได้อีกเพียงปีครึ่งเท่านั้น แม้จะแจ้งขอไปกับทางราชสำนัก แต่กลับไม่เคยได้ตามจำนวนที่ร้องขอ จากทุนเดิมที่ถูกดึงออกทุกวันทุกวัน จนตอนนี้กระทั่งทุนเก่าก็แทบไม่เหลือเก็บ แม้แต่งบประมาณที่กองทัพจะซื้อชุดเกราะหนังใหม่ทางราชสำนักยังบ่ายเบี่ยง ทหารใหม่เกือบทั้งหมดต้องใช้ชุดเดิมที่เก่าขาด หรือจากร่างของทหารในสนามรบที่ตายไปก่อนหน้า นี่ยังไม่นับรวมถึงอาวุธและเสบียง เพราะเป็นพื้นที่เมืองหนาวแม้จะปรับเปลี่ยนพื้นที่ด้านหลังเป็นแปลงปลูกข้าวสาลีและหัวมันแล้วผลผลิตก็ยังคงไม่เพียงพอจะเลี้ยงคนทั้งกองทัพได้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเนื้อสัตว์เพราะแค่อาหารคนก็ยังไม่พอ หญ้าแห้งสำหรับม้าและอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ย่อมต้องไม่มีด้วยเช่นกัน
เหล่ารองแม่ทัพเสนอให้รุกโจมตีซ่งหนูที่กระจายอยู่ตามแนวชายแดนตอนนี้ เพื่อแย่งชิงเสบียงที่อยู่ในค่ายเล็กๆเหล่านั้น เพียงแต่วิธีนี้จูลุ่ยเห็นว่าเป็นสิ่งที่ได้ไม่คุ้มเสีย อย่างไรเส้นทางตามแนวชายแดนก็เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ประกอบกับอากาศหนาวเย็นเข้าขั้นทารุณถึงแม้ทหารจากพื้นราบจะเริ่มคุ้นชิน แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าจะสามารถเอาชนะชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยการต่อสู้แบบกองโจรเหล่านั้นได้อย่างเต็มสิบส่วน และไม่แน่ว่าต่อให้ชนะตีชิงเอาเสบียงมาได้ เสบียงของพวกกลุ่มโจรที่อยู่กระจัดกระจายเหล่านั้นจะมีพอเลี้ยงดูทหารทั้งกองทัพได้สักกี่วัน
สภาพการณ์เช่นตอนนี้ทำให้พวกเขาเริ่มตระหนักแล้วว่าเหตุใดที่ผ่านมาคนแซ่โอวหยางถึงได้พยายามหาเงิน กักตุนอาวุธ และเสบียงไว้ก่อน วิธีการของเขาแม้ว่าจะรุนแรงด่างพร้อย แต่อย่างน้อยนับถึงวันนี้กลับไม่เคยได้ยินว่าดินแดนแห้งแล้งกันดารที่เขาดูแลอยู่จะขูดรีดภาษีจากชาวบ้านหรือพ่อค้าในเขตปกครอง โอวหยางอ๋องอาจเป็นคนชั่วที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นทรราชในสายตาของชาวจงหยวนคนอื่นๆ แต่กลับกัน หากเป็นคนของเขา เขาคือบุตรแห่งมังกรที่แท้จริง ทุกแห่งหนทั่วดินแดนของเขาไม่เคยได้ยินว่ามีคนอดอยากจนต้องกินเปลือกไม้เหมือนดังเช่นชาวบ้านที่ถูกปกครองภายใต้ร่มเงาของตระกูลหวาง
สายตาของจูลุ่ยเมื่อคิดถึงเรื่องที่ชาวบ้านต้องอดอยากล้มตาย เด็กเล็กจากไปก่อนวัยอันควร กระทั่งโอกาสที่จะเติบโตสวรรค์ก็ไม่เปิดทางให้ แรงงานหลักเช่นบุรุษในบ้านซึ่งควรจะได้อยู่ช่วยเหลือทำมาหากิน กลับต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารละทิ้งถิ่นฐานห่างไกลจากบ้านเกิด หากโชคดีมีชีวิตรอดได้ปลดประจำการกลับมา ก็ไม่แน่ว่าคนที่บ้านจะยังเหลือรอดอยู่รอเขาได้ หนึ่งในสามต้องซมซานกลับมายังกองทัพด้วยแววตาที่ว่างเปล่า หลายคนได้กลับบ้านทั้งหนังม้าห่อร่าง แต่โดยส่วนใหญ่ ชาวบ้านไร้วรยุทธที่ต้องมาเป็นพลทหารทั่วไปนั้น แม้จะถูกฝึกเคี่ยวกรำอย่างหนักแต่ในระยะเวลาที่จำกัด ที่สุดแล้วก็เป็นดั่งเช่นมดปลวก เป็นร่างที่คอยรับธนูและคมดาบแทนเหล่าทหารประจำการ ร่างเหล่านั้นกระทั่งในแผ่นดินเกิดของตัวเองก็ไม่ได้ถูกนำกลับไปฝัง ส่วนใหญ่จึงถูกทิ้งให้บาดเจ็บล้มตายอยู่กลางสนามรบ จากไปโดยละทิ้งครอบครัวยากจนไว้เบื้องหลัง
สงครามเพื่อความรุ่งเรือง ..ช่างน่าเกลียดอัปลักษณ์เหลือเกิน จูลุ่ยคิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาสีเข้มก็พลันขุ่นมัวหลุบลง ความรู้สึกจุกขึ้นมาถึงลำคอเหมือนมีมือเล็กๆมาบีบจนอึดอัด คำปฏิญาณของเขาที่จะตายเพื่อแผ่นดิน เขาไม่เคยลืม แต่ตอนนี้ภายใต้ร่มเงาของตระกูลหวาง เขาและชาวบ้านอาจเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งในกระดาน คำสอนของบรรพบุรุษ ความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน ผลักดันให้เขาเข้าสู่สนามรบตั้งแต่อายุสิบห้า ตอนนั้นเขาเองก็ไม่ต่างจากคนหนุ่มที่มีปนิธานทั่วไป คนที่พร้อมพลีชีพเปล่งเสียงแห่งความจงรักภักดีก่อนละเลงเลือดในสนามรบที่แยกไม่ออกว่าเป็นของเขาหรือของฝ่ายตรงข้ามมาเกือบสามสิบปี นับตั้งแต่วันแรกที่ได้ฆ่าคนที่ถูกเรียกว่าผู้รุกราน ศัตรูของแผ่นดิน จวบจนถึงวันนี้เสียงที่เปล่งคำสรรเสริญก่อนออกศึกเริ่มเบาลงเรื่อยๆ ขาสองข้างของเขาแทบไม่อยากก้าวออกไปขี่ม้านำทัพรบกับใครอีก เนิ่นนานปีที่ผ่านมาแรงศรัทธาต่อราชวงศ์เริ่มสั่นคลอนลงตรงกันข้ามกับกองซากศพเหล่าสหายและทหารผู้พลีชีพที่เพิ่มมากขึ้น กัดกร่อนความจงรักภักดีของเขาลงไปทุกวัน
เขาอยากเป็นเช่นต้นไม้ใหญ่ที่ร่มเย็น ให้คนที่ร้อนได้พักหลบ อยากเป็นเช่นถ่านร้อนก้อนเล็กๆท่ามกลางหิมะหนาหนาวเหน็บ หน้าที่ของทหารเช่นเขาบางทีควรเป็นเช่นนี้ คำปฏิญาณแห่งความจงรักภักดีของเขา เหงื่อที่หลั่งผสมกับเลือดของเหล่าทหารไม่ควรมาพร้อมกับการเข่นฆ่าสังเวยชีวิตคนบริสุทธ์เช่นนี้ เขาในวัยหนุ่มกับตอนนี้สถานการณ์ไม่มีอะไรต่างกันเลย ความสุขสงบอย่างเรียบง่ายและสันติภาพที่ตามหามาตลอดยังคงเลือนลางเหมือนดั่งเช่นสายหมอกในยามเช้า
ต้าซือหม่าจูลุ่ยลุกขึ้นช้าๆในขณะที่คนอื่นๆยังคงถกเถียงกันอยู่ เขาเดินอ้อมกลับเข้าไปด้านในห้องนอนของเขาที่อยู่ถัดเข้ามาด้านในกระโจมโดยมีเพียงผ้าบางๆกั้นอยู่ หลังที่โก่งงอลงเล็กน้อย ก้าวย่างที่ไร้พลังของบุรุษที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต วันนี้กลับดูเหน็ดเหนื่อยสิ้นเรี่ยวแรง
“ อาจารย์ “ เซียวหลงเดินตามเขาเข้ามาเงียบๆ ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ด้านหลังของแม่ทัพที่เคยห้าวหาญดุจหมาป่าล่าเนื้ออยู่เงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
“ สมัยก่อน ข้าก็เหมือนเจ้าในยามนี้ เต็มไปด้วยปนิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะทำเพื่อบ้านเมือง ละทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าขยายดินแดน ปกป้องแผ่นดินมาตลอดสามสิบปี แต่เจ้าดูสิ นับจากวันแรก จนถึงวันนี้ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไพร่ฟ้ายังคงอดอยาก ไร้บ้าน พลัดพราก หมดข้าไปก็ยังมีเจ้า จะยังมีชนรุ่นหลังที่จะก้าวเท้าเดินตามแนวทางนี้ไปเรื่อยๆ ข้าไม่อยากจะเป็นเช่นนี้อีกแล้ว เซียวหลง “
หลังงอของเขาสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย เซียวหลงจำภาพนี้ได้ดีเป็นภาพที่เขาเพิ่งจะเห็นเมื่อเจ็ดวันก่อน รองแม่ทัพที่เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับจูลุ่ยเพิ่งฝังร่างลงภายใต้ภูเขาหิมะถัดจากค่ายทหารไปสิบลี้หลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกปิดล้อมครั้งล่าสุด ก่อนที่เขาจะจากไป จูลุ่ยเข้าไปหาสหายในกระโจมหลังเล็ก ในคืนเดือนมืดสภาพอากาศหนาวเย็นบาดผิวไร้สรรพเสียงใดๆ มีเพียงเสียงของพวกเขาที่พูดคุยสลับกับหัวเราะกันเบาๆอยู่ตลอดทั้งคืน จวบจนรุ่งสางร่างของเขาก็ถูกพันห่อด้วยหนังม้าและฝังลงภายใต้แผ่นดินที่อยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด ไร้เงาของลูกหลาน เหลือไว้เพียงชื่อที่ถูกจารึกไว้ในนามทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อราชวงศ์เพียงเท่านั้น
“ อาจารย์ ที่ศิษย์เข้าร่วมกองทัพ ศิษย์ไม่ได้เจตนาจะสืบต่อปนิธานดังเช่นท่านแต่แรกอยู่แล้ว “ เซียวหลงเอ่ยต่อเบื้องหลังของบุรุษผู้เป็นอาจาย์
“ ข้ารู้ เจ้ามาเพราะจุดประสงค์อื่น บอกมาสิ อะไรคือสิ่งที่เจ้าต้องการ “ จูลุ่ยเอ่ยประโยคนี้ก่อนค่อยๆหันมามองเขา สายตาของนักรบชราพลันเปล่งประกาย
---------------------------------------------
ภายในกระโจมส่วนตัวของเซียวหลง เขาเรียกจางจิ้งและมู่เฉินมาพบในคืนนั้น
“รัชทายาทโอวหยางเดินทางมาถึงใหนแล้ว” เซียวหลงที่นั่งอยู่หันไปถามทหารคนสนิท
มู่เฉินรีบตอบกลับเขาว่า “ เพิ่งถึงด่านซีหู ต่อให้วิ่งด้วยม้าเร็วก็ยังต้องวิ่งอีกเกือบเดือนถึงจะเข้าเขตพื้นที่ชาวหู “
หลังได้ยินคำตอบ ชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งเงียบคิดอะไรต่อไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยความต่อ “ อืม.. อีกสองสามวันข้าจะออกไปนอกค่าย อาจไม่กลับมาช่วงหนึ่ง”
“ผู้น้อยขอติดตามท่านไปด้วย” มู่เฉินอาสาทันที แต่เซียวหลงกลับส่ายหัว
“ไม่ต้อง เจ้าอยู่กับจางจิ้งที่นี่เถอะ แนวรบตอนนี้น่าจะสงบลงอย่างน้อยครึ่งปี แต่เราจะประมาทไม่ได้ อาจารย์กับเหล่ารองแม่ทัพยังบาดเจ็บไม่อาจออกรบได้ เจ้าอยู่กับพวกเขา เผื่อการโจมตีเล็กๆน้อยๆตามแนวชายแดนไว้ด้วย ระวังจะเป็นกับดักไว้บ้าง “ เขาสั่งการอย่างรวดเร็วไม่เว้นช่องให้ซักถาม
“ ท่านจะไปไหนกันแน่ “ มู่เฉินยังคงยืนกรานถามต่อ
“ ข้าจะออกไปนอกด่าน จะรีบกลับมาภายในครึ่งปี “ เซียวหลงเอ่ยขึ้นโดยไม่ลงรายละเอียดใดๆอีก ก่อนหันไปมองจางจิ้ง “ เจ้าเอาเอกสารนี้ไปศึกษา ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ “
เขาพูดพร้อมกับผลักกองเอกสารไปตรงหน้าจางจิ้ง ทำให้ชายที่ยืนอยู่ต้องยื่นมือมารับมันไว้แล้วจึงกวาดสายตามองมันเร็วๆทีหนึ่ง
“ หลักความสัมพันธ์กับการปกครอง, ต้นทุนทางทหาร ภาษี … ? แต่เอกสารเหล่านี้ไม่เห็นเกี่ยวข้องกับการรบเฉพาะหน้าตอนนี้เลย “ สีหน้างงงันของจางจิ้ง เซียวหลงเห็นแล้วก็รู้สึกนึกขันอยู่ในใจ มันทำให้เขาอดนึกถึงเด็กหญิงในความทรงจำก่อนหน้าไม่ได้ ดวงตาเข้มจึงพลันอ่อนโยนลงเล็กน้อย แต่ปากยังเอ่ยกำชับกุนซือฝึกหัดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ อ่านให้จบก่อนที่ข้าจะกลับมาถึง “
“ ได้สิจะไปยากอะไร “ จางจิ้งตอบกลับอย่างท้าทาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงภารกิจรอบนี้ของเซียวหลง “ ท่านจะข้ามไปทำไมกัน “
เซียวหลงจึงเอ่ยตอบเสียงเบา “ หาพันธมิตร “
“ ไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือ “ จางจิ้งยังคงซักถามต่อ
แต่เซียวหลงกลับไม่ได้หันมามองหน้าเขา เพียงแต่ตอบกลับสั้นๆว่า “ ข้าจะระวัง “ ไม่รู้ว่าประโยคนี้ของเขาต้องการจะสื่อว่า ข้าจะระวังตัว หรือ ข้าจะระวังไม่ให้ไปกระทบกับแผนการใหญ่ กันแน่
หลังจากคืนนั้น เซียวหลงและจูลุ่ยก็แทบจะอยู่หารือแผนการต่อเนื่องจนดึกดื่น ส่วนตอนกลางวันเขาก็มักจะเก็บตัวอยู่กับจางจิ้งและมู่เฉิน จวบจนกุนซือหนุ่มหายหน้าไปคนในค่ายถึงเพิ่งจะรู้ข่าวในอีกเจ็ดวันหลังจากนั้น
…………………………………………………………………………………
ท่านอ๋อง มีข่าวด่วน หัวหน้าองครักษ์รีบวิ่งนำแผ่นกระดาษเล็กๆติดหมายแดงมายื่นให้กับโอวหยางฟงขณะที่เขาเพิ่งจะกลับมาถึงตำหนักได้ไม่ถึงเค่อหลังจากออกตรวจพื้นที่รอบเมืองด้วยตัวเองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
โอวหยางฟงรีบเดินมาคว้าจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาอ่านเร็วๆ มือทั้งสองข้างพลันสั่นเทา เนื้อความในจดหมายสั้นๆ ระบุอย่างชัดเจนว่าบุตรสาวที่หายสาบสูญไปของเขาจู่ๆก็ปรากฏตัว แถมยังเดินไปเดินมาอย่างเปิดเผยไม่ได้ถูกคุมขังหรือกำลังทุกข์ทรมานอย่างที่เขาเป็นห่วง นางยังฝากบอกคนให้นำสารกลับมาบอกเขาอีกว่า อีกไม่นานนางกำลังจะกลับบ้าน นี่มันอะไรกันแล้วทำไมนางเพิ่งจะมาแจ้งเขาเอาป่านนี้
โอวหยางฟงรีบกำกระดาษในมือไว้แน่น ขาสองข้างก้าวเดินเร็วๆเข้าไปในห้องหนังสือ ใบหน้าหลบซ่อนความปิติยินดี ก่อนสายหยาดน้ำตาพลันไหลรินออกมา หลังประตูห้องที่ปิดสนิทลง
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่นอกด่าน เซียวหลงกำลังนั่งกินเลี้ยงอยู่กับชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนแคว้นซ่ง ภายใต้เสื้อผ้าหนาหนักของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง เขาต้องใช้ท่อนไม้ใหญ่สองท่อนพันไว้กับลำตัวเพื่อพยุงร่างของเขาให้ยังคงตั้งตรงอยู่ได้ ตอนแรกที่เขามาเพื่อขอเข้าพบเหล่าผู้นำ ไม่มีแม้สักคนที่อ้าแขนต้อนรับเขา เขายอมแสดงตัวให้คนเหล่านั้นจับกุม ยอมถูกเฆี่ยนตีรับฑันณ์ทรมานเกือบเดือนก่อนได้รับอนุญาติให้เข้าพบกับกลุ่มผู้นำทีละคน พบหนึ่งคนก็ต้องรับฑัณฑ์ไม่ซ้ำแบบ แม้ทุกเผ่าจะบอกว่าเป็นกฏ แต่กฏที่เขาได้รับนั้นมากกว่าคนอื่นหลายสิบเท่านัก
แคว้นซ่ง แม้ไม่นับว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจกับชนเผ่าเล็กๆที่กระจัดกระจายอยู่นอกด่าน แต่ก็ไม่นับว่าเป็นมิตร เพราะเมื่อใดก็ตามที่ชนเผ่าเหล่านี้อดอยากจากความแห้งแล้งหรือ โรคระบาด พวกเขาจะเข้ามาปล้นชิงสินค้า พืชผลทางการเกษตรและอาวุธของทหารและชาวบ้านตามแนวชายแดน หรือกระทั่งการกระทำเช่น ฉุดคร่าหญิงชาวบ้านกลับไปยังชนเผ่าของตนเอง การมาเยือนของเซียวหลงเพื่อยื่นข้อเสนอบางอย่างจากฝ่ายผู้ถูกกระทำและตีโต้กลับมาตลอดร้อยปีเช่นนี้ ยังผลให้เกิดความหวาดระแวงไปทั่ว
ไม่มีใครรู้ว่ากุนซือชาวจงหยวนผู้นั้นมีชีวิตรอดออกไปจากกระโจมที่จัดงานเลี้ยงในคืนนั้นหรือไม่ บางคนก็ลือว่าเขาสังเวยชีวิตภายใต้คมหอกของท่านข่านผู้หนึ่งไปแล้ว บ้างก็ว่าเขาน่าจะถูกลากไปแล่เนื้อสังเวยแก่เหล่าผู้กล้าที่ตายไปก่อนหน้าหรืออาจจะถูกโยนลงไปเป็นกรงเสือ ให้ชายหนุ่มอ่อนแอต่อสู้กับสัตว์ร้ายทุกวันจนกว่าจะสิ้นใจและกลายเป็นอาหารของมัน อย่างดีที่สุดในข่าวลือนับสิบคือเขายังมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตายในสถานที่จองจำที่ไหนสักแห่ง แต่ทุกข่าวลือที่ผู้คนได้ยินนั้น ไฉนเลยจะเป็นข่าวมงคล
เขตซานตงมณฑลทางตอนใต้ของแคว้น ห้าเดือนหลังจากที่เซียวหลงหายออกไปจากค่ายตะวันออก
“ แค่กๆๆ “ เสียงไอแหบแห้งของหญิงสาวที่นั่งอยู่ริมระเบียงฟังเสียงคลื่นจากที่ไกลๆ วันนี้นางมีไข้ต่ำๆทำให้ไม่ได้ออกไปเดินเล่นนอกบ้านตามแผนเดิม ร่างกายที่ยังผ่ายผอม ดวงตาแม้จะรู้สึกดีขึ้นไม่ปวดหนึบเหมือนเช่นแต่ก่อน แต่การมองเห็นยังคงพร่าเลือนไม่สู้แสง หมอที่ดูแลนางอยู่ต่อหน้าต่างให้กำลังใจ แต่ลับหลังเมื่ออยู่กับหนานข่ายหลี่ พวกเขาต่างส่ายหัว เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาบั่นทอนกำลังใจของกู้เซียนเซียนได้ นางยังคงฝึกก้าวเดินช้าๆด้วยตนเอง คลำทางด้วยนิ้วมือจนคุ้นชิน ตอนนี้ยังสามารถเดินไปเดินมาในบ้านหลังไม่ใหญ่แห่งนี้ได้แล้ว กลางวันและกลางคืนล้วนไม่สำคัญกับนางอีกต่อไป บางครั้งที่นางตื่นขึ้นมา นางไม่รู้ว่าเวลานี้เป็นเวลาใด หากนางคิดอยากจะออกมาเดินเล่น นางก็สามารถออกมานั่งจินตนาการถึงดวงดาวเต็มท้องฟ้าได้เพราะหนานข่ายหลี่พร่ำบอกนางเสมอว่าสถานที่แห่งนี้ สามารถมองเห็นดวงดาวได้สวยที่สุดในคืนเดือนมืด แม้กู้เซียนเซียนจะมองไม่เห็นแต่นางสามารถรับรู้ความสวยงามของท้องฟ้าได้ในทุกช่วงเวลาจากคำบอกเล่าของเขา
วันคืนผันผ่านโดยที่นางจับต้นชนปลายไม่ถูก นี่อาจเป็นข้อดีของคนตาบอด หนานข่ายหลี่บอกแก่นางว่าเขาจะกลับไปที่บ้านตัวเองสักหนึ่งเดือน แล้วจะมาอยู่กับนางจนกว่านางจะหาย กู้เซียนเซียนไม่รู้ว่าหนึ่งเดือนที่เขาว่านั้น มันจะมาถึงวันใหน เพราะนางแยกกลางวันกับกลางคืนไม่ได้ แต่นางรู้ว่านางไม่ควรเป็นภาระแก่เขามากไปกว่านี้ พร่ำเอ่ยไล่ให้เขากลับไปใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป แต่พี่ชายหนานกลับยืนกรานจะอยู่เป็นเพื่อนนางให้ได้ ความยึดติดในคำมั่นสัญญาของเขาทำให้นางกลัว กลัวจะเป็นภาระให้แก่เขาไปตลอด ทำให้เขาสูญเสียโอกาสในชีวิต นางยอมให้เขาอยู่เป็นเพื่อน แต่ไม่ยอมให้เขาเอ่ยคำสัญญาใดๆแก่นางอีก เขาทำเพื่อนางมามากพอแล้ว
ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่แล้วที่หนานข่ายหลี่จากไป นางได้แต่คิดอยู่เงียบๆระหว่างเงี่ยหูฟังเสียงจากภายนอกไปด้วย นางรู้สึกได้ว่าที่ด้านข้างมีคนที่นั่งอยู่ห่างๆไม่ต่ำกว่าสองคน แม้จะมีคนอยู่รายล้อม แต่นางไม่รู้จักและคนเหล่านั้นแม้จะดูแลนางอย่างดี แต่ก็ไม่เคยก้าวข้ามทำตัวสนิทสนมจนเกินกว่าเหตุ ตั้งแต่นางเริ่มกลับมาพูดได้ นางเคยเผลอเอ่ยเรียกหาเฝิงหลานอยู่หลายครั้ง หนานข่ายหลี่เองก็ได้ยิน เพราะเขาอยู่กับนางแทบตลอดเวลา เขาจะเป็นคนเดินมาหานางเอง ลูบหัวนางเบาๆให้นางรู้สึกตัว อาจเพราะเรื่องที่ผ่านมาทำให้นางไม่คิดจะมีสาวใช้คนสนิทหรือกระทั่งอยากใกล้ชิดกับใครอีก คงมีแต่สตรีที่ไม่รู้สถานะคนหนึ่งคอยพูดคุยเป็นเพื่อนนางหลังจากที่หนานข่ายหลี่ไม่อยู่แล้วเท่านั้น
“ คุณหนู นี่เพิ่งผ่านไปสิบวันเท่านั้น คุณชายส่งจดหมายมาถึงคุณหนูอีกฉบับแล้ว ไว้บ่าวจะอ่านให้ท่านฟัง “ หญิงนางนั้นรายงานให้นางฟังด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับว่าหากพูดเสียงดังแล้วนางจะตกใจ กู้เซียนเซียนได้ยินพลันยิ้มน้อยๆ “ เอาสิ “ มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบจี้หยกที่คอเบาๆ ขณะฟังสตรีนางนั้นอ่านจดหมายของพี่ชายหนานไปด้วย
จดหมายของเขายังคงเล่าแต่เรื่องสนุกสนานระหว่างทางที่เขาเดินทางกลับ กู้เซียนเซียนพลันหัวเราะร่าเริงเมื่อได้ฟังเรื่องที่เขาเขียนมาเล่าเพียงสั้นๆเหล่านั้น นางรู้ว่าชีวิตของเขา ไม่ได้ราบรื่นเหมือนเช่นที่เขาพยายามจะแสดงออกมา
ตอนที่นางเริ่มสะลึมสะลือเพราะอาการป่วย สตรีด้านข้างก็พยุงนางกลับเข้ามาในห้องพักแล้ว ก่อนที่นางกำลังจะเอนตัวลงนอน กู้เซียนเซียนพลันนึกถึงเรื่องที่ลืมถามมาโดยตลอด จึงได้เอ่ยซักออกมาก่อนที่สมองสับสนของนางจะหลงลืมไปอีกครั้ง “ อินั่วอันท่านเป็นหมอหรือ “ เพราะหลายครั้งขณะที่นางกึ่งหลับกึ่งตื่น นางรู้สึกว่ามีมือนุ่มนวลคอยจับชีพจรของนางอยู่ตลอด และยาที่นางกินหมู่นี้ก็เปลี่ยนไป
“ อืม “ อินั่วอันตอบกลับนาง กู้เซียนเซียนคิดว่าชื่อของสตรีผู้นี้แปลกมาก ดูท่าจะเป็นคนนอกด่านที่ไหนสักแห่ง
“ ฝีมือของท่านเก่งจริงๆ ข้ารู้สึกดีขึ้นมากตั้งแต่ได้ท่านมาดูแล แต่ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทน ไม่รู้ว่าคุณชายหนานต้องทุ่มเทสักแค่ไหนถึงได้ให้ท่านมาอยู่ดูแลข้าที่นี่ได้ “ กู้เซียนเซียนเอ่ยขึ้นอย่างซาบซึ้งใจแกมกระอักกระอ่วม นางไม่กล้าคิดถึงค่าตอบแทนที่เขาต้องจ่าย รวมค่ายา ค่ารักษาแล้ว ขายโรงเตี้ยมของนางมาจ่ายคืนยังอาจไม่ครบ แต่ทำไมจะต้องไปคิดถึงสิ่งที่สูญเสียไปแล้วนั้นด้วย กู้เซียนเซียนพลันมีสีหน้าสลดลงเล็กน้อยขณะหวนคิดถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมา
“ คุณหนูคิดมากไปแล้ว คนเป็นหมอ เห็นคนป่วยมีหรือจะไม่ช่วย เรื่องค่าตอบแทนนั้น อย่าได้เอ่ยถึงอีกเลย “ อันอันกัดฟันเอ่ยตอบกลับออกไป
‘ ใช่ไม่ควรต้องเอ่ยถึงหรอก เพราะข้าก็ไม่ได้เต็มใจมา ‘ แม้ในใจจะไม่พอใจ แต่มือบอบบางก็ยังยื่นยาอุ่นๆไปตรงหน้าคนป่วย
“ ยาชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้จะเปลี่ยนสูตรยาให้ท่าน “ นางกล่าวเสริมขึ้นอีกประโยค
กู้เซียนเซียนยกยิ้มก่อนรับชามยามาดื่มจนหมดก่อนยื่นชามเปล่ากลับไปให้นาง ปากของคนป่วยยังรับรู้รสชาติได้ไม่ดี ต่อให้ยาที่ขมที่สุดตอนนี้นางก็ดื่มได้ ก่อนจะค่อยๆกระเถิบตัวเอนร่างลงนอน ความรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลาทำให้ความตั้งใจจะพูดคุยกับหมอหญิงตรงหน้าสั่นคลอน
อันอันมองดูท้องฟ้ายามเที่ยงวัน ที่มีแสงแดดสาดสว่างไปทั่ว แต่กลับกันกู้เซียนเซียนกลับทำเหมือนตอนนี้เป็นเวลาหลังอาทิตย์อัสดง นางสลับกลางวันและกลางคืนมั่วไปหมด ลำบากคนเฝ้าอย่างนางน่าดู ดังนั้นหากมีเวลาว่างผู้ดูแลเช่นนางก็มักจะหาโอกาสพักผ่อนตามคนป่วยไปด้วย แม้หลายครั้งจะนอนไม่หลับเลยก็ตาม อินั่วอันส่ายหัวแต่ก็ลุกขึ้นมาจัดท่านอนและห่มผ้าให้คนป่วย เพียงไม่นานหญิงสาวบนเตียงก็พล่อยหลับลง สตรีที่นั่งเฝ้าอยู่เพียงคนเดียวในห้องจึงเก็บถ้วยยาเปิดประตูออกไปจากห้องนอนเงียบๆ
หลังหมอหญิงเดินออกไปได้หนึ่งชั่วยาม ก็มีเสียงเปิดประตูห้องนอนของกู้เซียนเซียนอีกครั้ง ร่างสูงโปร่งของบุรุษในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่ข้างเตียงนอน เขานิ่วหน้ามองอย่างกังวลเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงข้างเตียงนุ่มแล้วก้มหน้าลงไปกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูเล็กๆ ของหญิงสาวที่กำลังนอนหลับไหล
“อาจารย์เคยบอกให้เจ้าดูแลตัวเองให้ดี คำสั่งของข้าเจ้าเคยใส่ใจบ้างหรือไม่ “