ท่ามกลางหิมะขาวที่กำลังโปรยปรายลงมา
จื่อหลิงคิดไม่ตกถึงสิ่งที่เยว่ชิงกระทำ ิญญาของสหายมีเพียงความแค้นที่ยากจะห้ามปราม แท้จริงแล้วไป๋เยว่ชิงก็แค่้าความเป็ธรรม การตายของเยว่ชิงยังคงเป็เื่ปริศนา ทั้งวิหารระฟ้าต่างก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากถาม สิ่งที่พุทธองค์หลี่จิ้งหยางกล่าวออกมาก็แปลความได้ยากยิ่ง
“เยว่ชิงเลือกทางของตนเองแล้ว อาตมามิอาจก้าวล่วงได้”
กลางดึกเช่นนี้พุทธองค์หลี่จิ้งหยางยังคงนั่งภาวนาจิต ในนิมิตนั้นกลับมองเห็นใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า วาดรอยยิ้มงดงามส่งกลับมา “ท่านคิดถึงข้าน้อยหรือไม่?”
“...”
“ยามนี้ข้าน้อยอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว เหตุใดจึงไม่ยินดีเอาเสียเลย”
หลี่จิ้งหยางรับรู้ได้ว่านิมิตนี้ลวงตาทั้งสิ้น เป็สิ่งที่จิตว้าวุ่นสร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบ ทว่าเยว่ชิงนั้นกลับเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย และยังคงไม่ยอมหุบยิ้มลงแม้แต่น้อย
“ข้าน้อยหลงทาง พุทธองค์อย่าได้ทอดทิ้งข้าน้อยไป”
“เยว่ชิง...”
ดวงตากลมโตสีชาช้อนมองใบหน้าของหลี่จิ้งหยาง ั์ตาอาวรณ์คะนึงหา รอยยิ้มนั้นหุบลงทีละน้อยเมื่อเห็นว่าพุทธองค์ยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อการเย้าหยอกของเยว่ชิง
“พุทธองค์รังเกียจข้าน้อยมากเลยหรือ?”
“อาตมาไม่มีความรู้สึกอื่นใด”
“เช่นนั้นพุทธองค์ไม่อยากให้ข้าน้อยอยู่ข้างกาย คงไม่้าข้าน้อยอีกแล้ว”
“เยว่ชิงยังคงเป็ศิษย์ของอาตมาเสมอ”
เสียงเนิบเป็เอกลักษณ์ของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง มีคำพูดมากมายที่ผู้ฟังไม่อาจละจากไปได้ ดั่งมนต์สะกดให้นิ่งงันอยู่กับที่ คงมีเพียงไป๋เยว่ชิงผู้เดียวเท่า ที่คำพูดของพุทธองค์ไม่สามารถล้อมใจของเขาในเวลานี้ได้
“ข้าน้อยเชื่อฟังในสิ่งที่ท่านสอนสั่ง ข้าน้อยปฏิบัติต่อพุทธองค์ด้วยความภักดีเสมอมา”
“...”
“เวลานี้ไม่มีพุทธองค์เคียงข้างแล้ว ข้าน้อยควรทำอย่างไรดีเล่า”
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตรงหน้ายังคงเป็พระพักตร์ขององค์ยูไล การภาวนาจิตในค่ำคืนนี้ช่างลำบากนัก ไป๋เยว่ชิงเข้ามารบกวนทุกครั้งที่หลับตา นิมิตที่เกิดจากจิตว้าวุ่นต้องรีบชำระออกโดยเร็วที่สุด
ในขณะเดียวกันที่เรือนเล็กของจื่อหลิง ไป๋เยว่ชิงลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก เมื่อครู่จิตของพุทธองค์แตกไปคนละทาง ทำให้เขาแทรกเข้านิมิตในจิตนั้นได้ และยังพบว่าภายในจิตที่ว่างเปล่ามีมวลที่สับสนวุ่นวายอยู่เล็กน้อย
หลี่จิ้งหยางตัดอาวรณ์ไร้ซึ่งอารมณ์ทั้งปวงไปแล้ว ไฉนจึงยังมีความยุ่งยากในในนั้นอีกเล่า
ทว่าความคิดนั้นก็ไม่สลักสำคัญกับเยว่ชิงสักนิด ใจที่ร้อนรุ่มไม่อาจสงบลงได้ในตอนนี้ เขาจะทำเช่นไรเพื่อให้ทุกคนรับรู้ กับความตายที่เยว่ชิงไม่เคยยินยอมอยากรับมันเลยสักครั้ง แสงสว่างจากเทียนเล่มน้อยเอนไหวไปเมื่อสายลมพัดผ่าน หิมะที่ดูท่าแล้วจะไม่หยุดตกง่าย ยามที่ผู้คนหนาวเหน็บจนต้องมองหาความอบอุ่น แต่เยว่ชิงกลับไม่มีความรู้สึกพวกนั้น เขาไม่หนาว ไม่หิว และไม่้าอากาศหายใจ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งซื้อเสื้อกันหนาวตัวใหม่มา และยังคงถูกพับเก็บเอาไว้อย่างดี
จื่อหลิงออกมาดูสหายที่นั่งกอดเข่ามองหิมะตก ยอมรับว่าสงสารและเห็นใจเยว่ชิงไม่น้อย เขาอยากให้เพื่อนไปเกิดใหม่ในตระกูลที่ดี ไม่ต้องพบเจอกับความโหดร้ายพวกนี้อีก ทว่ามันก็คงเป็ไปไม่ได้เมื่อเยว่ชิงยังคงคิดแค้นคนที่ทำลายชีวิตตนเอง
ในวิหารระฟ้า ผู้ใดกันที่เข่นฆ่าสหายของเขาได้ลงคอ!
และหากว่าเยว่ชิงโดนฆ่าตายจริง มันก็คงแปลกมาที่พุทธองค์ยังคงนิ่งสงบ ราวกับว่าไม่เคยล่วงรู้การตายของเยว่ชิง หรือแท้จริงแล้วพุทธองค์หลี่จิ้งหยางจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
พลันก็ต้องตบใบหน้าของตนเองเรียกสติ นี่เขากำลังคิดเพ้อถึงเื่บ้าอันใดอยู่ ผู้ที่รักและหวังดีกับไป๋เยว่ชิงก็คือพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง หากเยว่ชิงโดนฆ่าตายจริง มีหรือพุทธองค์จะนิ่งเฉยดูดาย นอกเสียจากว่าไป๋เยว่ชิงจะจำสับสนเื่การตาย และบางที่อาจแค่ิญญาออกจากร่าง มิเช่นนั้นคงมีการแจ้งแถลงถึงเื่นี้ในวิหารระฟ้าแล้ว
ความคิดของจื่อหลิงสับสนปนเป เขาออกมายืนให้หิมะตกใส่เพื่อดึงสติ เป็เวลาเดียวกันกับที่พุทธองค์หลี่จิ้งหยางเองก็ออกมาเดินเช่นกัน ในมือถือลูกประคำเลื่อนไปทีละเม็ดตั้งสมาธิ ห่มกายด้วยอาภรณ์สีมุก พาดสังฆาฏิสีทองที่ทอจากไหม์ไว้บนบ่า ท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาและอากาศที่เหน็บหนาวไปถึงขั้วหัวใจ มันช่วยหยุดยั้งความว้าวุ่นในจิตไปได้สักระยะ จื่อหลิงเตรียมตัวจะเข้านอน ทว่าหางตาดันเหลือบไปเห็นพุทธองค์ยืนสมาธิอยู่ไม่ไกล
“พุทธองค์ขอรับ เหตุใดมายืนสมาธิกลางหิมะเช่นนี้”
“หืม...อ่อ จื่อหลิงนี่เอง”
หลี่จิ้งหยางเอ่ยทักทายศิษย์ของตน จื่อหลิงห่อตัวด้วยความหนาว ในขณะที่พุทธองค์ยังคงสงบนิ่งไม่มีแม้อาการที่สั่นสะท้านให้เห็น การตัดแล้วซึ่งความรู้สึกให้ผลดีเกินคุ้ม
“กลับไปเถิด อาตมาจะทำสมาธิ”
“แต่มันหนาวนะขอรับ”
“เป็ข้อดีของมัน ช่วยให้เราจดจ่อกับเื่ใดเื่หนึ่ง โดยไม่วอกแวกไปคิดเื่อื่น”
คำตอบของพุทธองค์นั้นจื่อหลิงไม่เคยเข้าใจ ถึงเป็ศิษย์ที่ร่ำเรียนมานานหลายปี แต่คำพูดของหลี่จิ้งหยางนั้นมีเพียงไป๋เยว่ชิงที่เข้าใจ สำหรับเขาแล้วมันยากที่จะต้องแปลออกมา เขาเอ่ยลาพุทธองค์และรีบวิ่งกลับไปที่ห้อง ในอากาศที่หนาวจนมือชาไร้ความรู้สึก ไม่รู้ว่าพุทธองค์นั้นกว่าจะทนกับเื่พวกนี้ได้ ต้องสั่นสะท้านมามากถึงเพียงใด
ทุกอากัปกิริยาของหลี่จิ้งหยาง อยู่ในสายตาของไป๋เยว่ชิงมาโดยตลอด การยืนทำสมาธิท่ามกลางหิมะที่กำลังตก และอากาศหนาวขั้นรุนแรงนี้นับว่าเป็เื่ธรรมดามาก ใบหน้าที่ได้รูปงามราวกับ์ตั้งใจปั้นแต่ง สะกดทุกสายตาที่มองมาจนไม่อาจละไปที่ใดได้ มีจริยวัตรดีงามเหมาะสมจนหาที่ติไม่ได้ เปี่ยมล้นไปด้วยศีลและปัญญา เป็อัครสาวกหนึ่งเดียวที่องค์ยูไลยกย่อง
ไป๋เยว่ชิงไม่เคยลืมคำชื่นชมเลยสักครั้ง คำชื่นชมที่เคยได้รับฟังมาจากคนตั้งมากมาย
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางหยุดนับประคำ ดวงตาสีอำพันลืมขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่เขาััได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมอง ทว่าตอนนี้ดวงตาคู่นั้นได้หายไปแล้ว พลังิญญาก็อ่อนลงจนแทบััไม่พบ เป็ไปได้ว่าไป๋เยว่ชิงคงอยู่ไม่ไกลจากวิหารระฟ้า
หลี่จิ้งหยางหงายฝ่ามือขึ้นรับััจากปุยหิมะ จิตที่ว่างเปล่ามีภาพขึ้นมาโดยไม่ทันได้คิด ใบหน้าของใครสักคนที่หลี่จิ้งหยางไม่อยากใส่ใจ เขาปวารณาตนเป็สาวกขององค์พระสัมมา ดังนั้นการสำเร็จไปนิพพานคือสิ่งเดียวที่หลี่จิ้งหยางนั้นปรารถนา
เขาคือศิษย์เอกขององค์ยูไล อัครสาวกที่องค์ยูไลยกย่อง เพียงเพื่อให้หลี่จิ้งหยางช่วยจัดการความวุ่นวายบนโลกใบนี้ การเป็พุทธองค์แห่งวิหารระฟ้านั้น แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่อย่างที่ใจ้า
‘แล้วพุทธองค์้าสิ่งใดกัน?’ ผู้ที่เคยตั้งคำถามนี้ เอ่ยถามเสียงใสตื่นเต้นรอฟังคำตอบ
‘นิพพาน’
‘อืม...นิพพานเป็อย่างไร?’
‘ดับสิ้นแล้วซึ่งกิเลสและความทุกข์ทั้งปวง’
คนฟังพยักหน้าอย่างเข้าใจ ในโลกนี้ผู้ใดต่างก็แสวงหาการพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น มีเพียงผู้เดียวที่เข้าใจความเป็ไปของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง และยังคงเป็ผู้เดียวที่มองแววตาเรียบเฉยสีอำพันคู่นี้ เพียงปราดเดียวก็เข้าใจทุกสิ่งโดยไม่จำเป็ต้องเอ่ยวาจาใด
‘อาตมาละวางแล้วทุกสิ่ง หวังว่าเยว่ชิงจะละวางด้วยเช่นกัน’
ดวงตาสีชาลุกวาวเมื่อได้ยินสิ่งที่พุทธองค์เอื้อนเอ่ย ละวางอย่างนั้นหรือ!
ทุกถ้อยคำพูดที่เสมือนน้ำหวานปนยาพิษ รื่นที่หูแต่ทำลายที่ใจ การละวางของเยว่ชิงไม่มีทางเกิดขึ้น ตราบใดที่ยังทวงความยุติธรรมคืนกลับมาไม่ได้ ไอสีดำแผ่กระจายออกมาล้อมกายิญญาของเยว่ชิง เขากลืนความสกปรกพวกนั้นก็เพื่อการนี้
แผ่นหลังของหลี่จิ้งหยางไกลออกไปเรื่อย วิหารระฟ้าแห่งนี้เคยอบอุ่นและสงบสุขอย่างที่เยว่ชิงคิดว่ามันคงเป็ที่สุดท้ายของชีวิตที่เหลืออยู่ ไม่คิดว่ามันจะเป็ไปอย่างที่ใจนึก เขาเกลียดชังความดีงามของตนเอง เกลียดชังความหัวอ่อนโง่งม และเกลียดชังความน่าสมเพชยามได้มองตนเองในเวลานี้
สกปรกและร้อนรุ่ม บาปมหันต์กำลังมาเยือนเยว่ชิงในอีกไม่ช้า!
ภายในวิหารระฟ้านั้น พุทธองค์หลี่จิ้งหยางยังคงสงบใจของตนไม่ได้ บางครั้งที่จิตเกิดภาพขึ้นมาโดยไม่ทันนึกคิด อีกไม่นานรุ่งสางของวันใหม่จะมาเยือน หิมะด้านนอกเบาบางลงไปมาก แสงจันทราในคืนนี้ดับสนิทไร้แสงสว่าง
เ้าของดวงตาสีอำพันกำลังจะเข้าฌาน สายตาเหลือบมองเห็นร่างที่คุ้นเคยนั่งอยู่ท่ามกลางหิมะที่กำลังตก สองขาของพุทธองค์ยืนขึ้นโดยไม่รู้ตัว และสบเข้ากับดวงตาสีชาที่เงยหน้าขึ้นมองพร้อมวาดรอยยิ้มที่หลี่จิ้งหยางไม่เคยลืมเลือน
สดับเพียรหมื่นภพชาติ