อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 8 เราจะไม่มีวันย้อนกลับมาที่เดิมอีกแล้ว (3)

    “ยืนทำอะไรอยู่ ไม่ขนของลงจากรถเหรอ” รสาถามขึ้นหลังจากกลับมาจากดูแปลงผักลูกรักจนชื่นใจแล้วเดินกลับมาเปิดประตูรถหิ้วของจนเต็มสองมือ “ถ้าไม่ช่วยก็หลีกไป มันหนักนะ ยืนขวางทางจริง ๆ”รสาแทรกตัวเดินเข้าไปภายบ้านทั้งที่ภาวินยืนขวางทางอยู่อย่างนั้น แต่เพียงแค่วางของลงบนโต๊ะก็รู้สึกถึงแรงกอดจากด้านหลังจนเจ้าตัวยังงุนงงว่าอยู่ ๆ ภาวินเป็นอะไรขึ้นมา“มากอดฉันทำไม” รสาถามขึ้นก่อนจะหันไปผลักภาวินออก แต่อีกฝ่ายกลับกอดเธอแน่นขึ้นกว่าเดิม รสาเลยยืนให้อีกฝ่ายกอดนิ่งอย่างงุนงง“ผมแค่อยากกอดก็แค่นั้น” รสาได้ยินอย่างนั้นก็ยกมือกอดตอบ ถึงจะตามอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ค่อยทันเท่าไรก็ตาม“แต่ไปขนของลงจากรถก่อนเถอะ” รสาพูดขึ้นพร้อมกับตบหลังกว้างเบา ๆ“ไหนบอกว่าไม่อยากให้ผมเป็นเด็กขาดความอบอุ่น ขอกอดอีกนิดนะรสา อีกแค่แป๊บเดียว” รสาได้ยินเสียงภาวินพูดออกมาอย่างนั้นก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้“อยากกอดก็กอด” รสาพูดออกมาอย่างขำ ๆ เมื่อคำพูดของตัวเองย้อนกลับเข้าตัวอย่างนี้หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์งุนงงมา ภาวินก็ไปขนของลงมาจากรถให้จนหมด รสาก็ค่อย ๆ จัดของเข้าตู้เก็บของที่แทบจะเรียกว่าโล่งก็ว่าได้ ส่วนภาวินก็เดินดูรอบบ้านชั้นเดียว ถึงแม้ภายนอกจะดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร แต่เขาคิดว่าระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านมันดียิ่งกว่าบ้านหลังใหญ่หลังนั้นซะอีกมุมห้องด้านหนึ่งวางจักรเย็บผ้าอยู่ ทุกอย่างดูโล่งโปร่งสบายไม่ได้อึมครึมเลยสักนิด แต่จะว่าไปบ้านหลังนี้ไม่ได้มีส่วนไหนที่แสดงให้เห็นเลยด้วยซ้ำว่าเจ้าของเป็นจิตรกรภาพวาดราคาแพงเลยสักนิด“นั่งทำอะไรตรงนั้น” ภาวินที่เดินวนดูรอบบ้านจนมาถึงห้องครัวก็เห็นรสากำลังนั่งมองเตาอบอยู่“ดูเค้กน่ะ” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็เลยเดินไปนั่งลงข้างๆ“เสียงดังเมื่อกี้กำลังทำเค้กเหรอ” หญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ ภาวินก็เลยมองเค้กในเตาอบอย่างไม่เข้าใจ“ทำไมต้องมานั่งมองด้วย ไม่ร้อนหรือยังไงมานั่งหน้าเตาอบอย่างนี้”“มันชินกับการต้องนั่งมองน่ะ” รสาพูดขึ้นก่อนจะซบคางลงกับเข่าตัวเอง “ฉันไม่อยากจะรีบตายง่าย ๆ เลยต้องมานั่งมองอย่างนี้”ภาวินมองคนพูดก่อนจะใช้แรงหันร่างหญิงสาวให้หันมามองตัวเอง ภาวินก็ใช้ขาตัวเองล็อกไม่ให้รสาหนีไปไหนได้“พูดอย่างกับว่ามีคนเคยเปลี่ยนเค้กอย่างนั้น เลยต้องมานั่งเฝ้าอย่างนี้” ภาวินพูดขึ้นเมื่อคิดตามคำพูดของรสา“ขี้สงสัยจังเลยนะ ลม”“รสา เรื่องที่เธอเจอมันไม่ใช่เรื่องที่คนปกติเขาจะเจอกันแล้วนะ เธอแพ้แลคโตสรุนแรง ถ้าเปลี่ยนเค้กอย่างนั้นเท่ากับจะฆ่ากันเลยนะ” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็ยิ้มออกมา“แล้วนายเอานมมาให้ฉันทำไมล่ะ รู้อยู่แล้วนี่ว่าฉันแพ้” รสาพูดขึ้น แต่ภาวินกลับถอนใจออกมา“ผมแค่อยากยั่วให้รสาโกรธ แต่สุดท้ายตัวเองก็โกรธเอง ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกยี่ห้อที่เขียนตัวใหญ่ว่านมโค 100% แล้วยังเป็นรูปวัวหน้ากล่องอีกนะ”“นายอยากแกล้งฉัน แต่นายก็ยังเป็นห่วงฉันอีกนะ” รสาพูดอย่างขำ ๆ ก่อนจะขยับเข้าไปซบไหล่ของคนตรงหน้า “ลม มันไม่ง่ายหรอกนะที่ฉันจะอยู่จนถึงวันนี้ ถ้าฉันไม่อยู่คงมีคนอีกหลายคนเลยนะที่จะได้ประโยชน์”“รสา” ภาวินกอดร่างบางที่ซบอกตัวเองแน่นขึ้น“ลม ฉันไม่เคยเป็นที่ต้องการของใครเลย มันเจ็บจนชา เมื่อเวลาผ่านไปความเจ็บที่เคยรู้สึกมันก็หายไป ฉันไม่รู้หรอกนะลมว่าฉันไม่รู้สึกอะไรกับมันแล้ว หรือว่าฉันเจ็บจนชินกับมันไปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน”“ทำไมจะไม่มีใครต้องการรสา เพราะมีผมคนหนึ่งที่ต้องการรสา” ภาวินบอกอย่างนั้น รสาก็กอดชายหนุ่มแน่นขึ้น จนภาวินรับรู้ถึงความหวาดกลัวภายในจิตใจของหญิงสาว   “มิส! มิสแกอยู่ที่ไหน!” เสียงพูดดังกร้าวทั่วทั้งบ้านจนร่างเล็กของเด็กหญิงรสาสะดุ้งอย่างตกใจก่อนจะรีบวิ่งไปทางเสียงเรียก แต่เมื่อรีบมากร่างเล็กก็เกิดก้าวพลาดร่วงตกลงบันไดเกือบห้าขั้นจนไปนั่งอยู่บนพื้นนิ่งรสาเห็นเท้าที่สวมส้นสูงเดินมาหยุดตรงหน้า เด็กหญิงค่อย ๆ ไล่สายตาไปตามเรียวขายาวก่อนจะเห็นชายกระโปรงสีดำ หัวใจของเด็กสาวเริ่มสั่นด้วยความหวาดกลัว มือบางของผู้หญิงตรงหน้าก็ก้มลงบีบคางเล็กให้เงยขึ้นจนสบเข้ากับดวงตาดำขลับไม่ต่างกับเด็กหญิง มือบางกระชากแว่นสายตาที่เด็กหญิงสวมอยู่โยนออกไปอีกทาง“ถ้าใส่แล้วตายังจะบอดแบบนี้ ก็อย่าใส่มันเลย” รสาหลุบสายตาลงเมื่อได้ยินเสียงของคนตรงหน้าตะโกนใส่“เจ็บหรือยังไง” มือของหญิงสาวตรงหน้าบีบคางเล็กแรงขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ราวกับไร้ความรู้สึก “ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าห้ามให้ใครรู้ว่าแกรู้สึกยังไง ต่อให้แกเจ็บปวดแค่ไหน แกก็ห้ามให้ใครรู้ ไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะยิ่งเหยียบย่ำให้แกเจ็บปวดยิ่งกว่านี้ จำเอาไว้” เสียงกร้าวที่ดังขึ้นของหญิงสาวพร้อมกับแรงมือที่บีบกันคางเล็กแน่นขึ้นก่อนจะสะบัดออก “เอาล่ะ หมดเวลาที่แกจะเล่นสนุกแล้วมิส ลุกขึ้นแล้วไปเข้าห้องวาดรูปซะ”รสาค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะเดินอย่างพยายามฝืนความเจ็บที่เด็กสิบขวบจะทนไหว แต่ผู้หญิงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าก็หันมามองจนเด็กหญิงหยุดเดินทันที“ถ้าแกยังทำให้ฉันรู้ว่าแกเจ็บ ฉันจะทำให้แกเจ็บยิ่งกว่านี้” ผู้หญิงคนนั้นพูดจบก็เดินนำเข้าไปภายในห้องที่ใช้ในการวาดรูป รสาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพยายามฝืนไม่แสดงความเจ็บปวดออกมา เพราะเธอรู้ว่าถ้าเธอทำให้ผู้หญิงคนนั้นเห็นว่าเธอเจ็บ เธอก็จะยิ่งเจ็บกว่าตอนนี้เสียอีกเด็กหญิงวาดภาพตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็มีเสียงของผู้หญิงคนเดิมคอยตำหนิอยู่ตลอดเวลาปึก!เสียงพู่กันที่ถูกปักมาอย่างแรงบนเฟรมผ้าใบไม่ห่างกับมือของเด็กหญิงนัก มือบางที่กำลังจับพู่กันวาดรูปอยู่ก็หยุดลงทันที“ถ้าไม่อยากให้ฉันปักลงไปมือแก เลิกวาดรูปขยะ ๆ พวกนี้ได้แล้ว มันน่ารังเกียจ”รสาไม่โต้ตอบอะไรออกไป แต่ทำเพียงแค่เปลี่ยนเฟรมใหม่ราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ภายในใจเธอกลัวขนาดไหนไม่มีใครรู้ มือของหญิงสาวดึงเฟรมไม้ออกไปอย่างแรงจากมือเล็กของเด็กหญิงโดนตะปูที่ตอกบนเฟรมผ้าใบสร้างบาดแผลให้มือเล็กจนเลือดออก แต่รสาก็ไม่พูดออะไรออกมา เด็กหญิงได้แต่กำมือแน่นด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง“ความผิดพลาดอย่างแก ไม่น่าเกิดมาด้วยซ้ำ แทนที่จะทำอะไรให้ได้ดังใจ แต่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง นอกจากจะฟังเรื่องชาวบ้านไปวัน ๆ ไร้ประโยชน์สิ้นดี เพราะอย่างนี้ยังไงล่ะฉันถึงเรียกแกว่ามิส เพราะทุกคนจะได้รู้ว่าแกคือสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตฉัน” หญิงสาวพูดอย่างนั้นรสาก็ยังคงนั่งนิ่ง นิ้วเรียวเคาะลงบนตักตัวเองเบา ๆ อย่างพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้“ไม่พอใจหรือยังไง ฉันไม่ใจดีเหมือนพ่อของแกหรอกนะยัยมิส” หญิงสาวที่พูดเสียงเรียบอยู่ข้างตัวยังคงพูดต่อไป รสาลุกขึ้นก่อนจะเลือกที่จะเดินเลี่ยงไปทางประตูเพื่อที่จะออกจากห้องไป แต่เธอรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรโดนหัวตัวเองอย่างแรง ขาทั้งสองข้างหยุดลงก่อนที่จะก้มลงดูก็เห็นเป็นพู่กันที่เคยอยู่ในมือของหญิงสาวที่ทิ่มลงไปบนเฟรมผ้าใบเมื่อครู่รสาหันไปมองตามทิศทางของพู่กันที่ถูกเขวี้ยงมาก็เห็นหญิงสาวหน้าตาสวยเลิกคิ้วขึ้น ริมฝีปากยกยิ้มราวกับจะสมน้ำหน้าเธอ รสาหันกลับไปทางประตูก่อนยกมือขึ้นถอนแว่นสายตาออกก่อนจะเดินไปทางประตูห้อง“ใครอนุญาตให้แกออกไปไหน” เสียงฝีเท้าที่ก้าวมาเร็ว ๆ ก่อนจะปิดประตูที่เปิดออกลงอย่างแรง“ฉันแค่จะออกไปข้างนอก” รสาพูดออกมาเสียงเรียบ“ฉันไม่อนุญาต กลับไปวาดรูปของแกให้ดีซะ” เสียงของหญิงสาวดังขึ้น รสาก็มองไปทางคนที่เธอเห็นอย่างเลือนรางก่อนจะยกยิ้มขึ้น“น่ารังเกียจชะมัด” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น เสียงกรีดร้องของผู้หญิงตรงหน้าก็ดังขึ้นพร้อมกับเข้ามากระชากเด็กหญิงไปตบตีราวกับเธอไม่ใช่คน“ฉันเป็นแม่แก ฉันจะทำอะไรแกก็ได้ อย่ามาพูดแบบนี้กับฉัน กรี๊ดดดด!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงด่าทอ ประตูห้องถูกเปิดออกทำให้รสาที่รู้สึกเจ็บไปทั้งตัวพยายามหันไปมอง“ช่วย..ด้วย...” เสียงของเด็กหญิงดังอย่างแผ่วเบา แต่คนที่เปิดประตูเข้ามาก็ยืนดูนิ่งก่อนที่จะปิดประตูลง รสาได้แต่หลับตารับความเจ็บปวดที่ได้รับจากคนที่เรียกตัวเองว่าแม่“แกมันก็เป็นแค่ขยะ ไร้ค่า แกมันก็แค่ความผิดพลาด ต่อให้แกตายไปก็ไม่มีใครช่วยแกหรอก ยัยมิส” เสียงดังเข้าโสตประสาทก่อนที่สติของรสาจะค่อย ๆ ดับไป-------------------------------------สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้ใน เพจ เมื่อรัก หรือทวิตเตอร์ เมื่อรัก กันได้นะคะกดติดตามหรือกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในการลงนิยายของรักกันได้นะคะ ใครสนใจอีบุ๊กเรื่องนี้สามารถตามไปซื้อได้นะคะ ⇨ อาทิตย์ยอแสง…เมื่อรัก…