เปลือกตาคมกะพริบปริบๆ เมื่อััได้ถึงความอบอุ่นจากแสงแดดที่สาดส่องจากหน้าต่างกว้างเข้ามาลามเลียผิวหน้าความรู้สึกแรกหลังจากลืมตาคือความมึนศีรษะเมื่อคืนรู้สึกว่ามู่เอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์จะจับเขากรอกสุราั้แ่ฟ้ายังไม่ทันมืดบอกว่าเพิ่งได้สุรากู๋จิ่งก๋งจิ่วจากอานฮุยมาเมื่อวันก่อนจึงอยากให้เขาลิ้มลองเป็คนแรก
สุรากู๋จิ่งหอมซ่านหวานล้ำถึงปานนั้นเซี่ยซู่เหยียนเองก็เป็พวกอยู่ต่อหน้าสุรา ก็ต้องจิบ ก็ต้องร้องเพลงชีวิตของคนไม่ยืนนาน[1]เสียด้วยจึงร่ำสุราอย่างเพลิดเพลิน เมาพับหลับไปเสียั้แ่ยามใดมิอาจทราบได้
ว่าจะนอนต่ออีกสักเดี๋ยวทว่ากลับรู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังเขม้นมองเขาเงียบๆความรู้สึกนี้คุ้นเคยอย่างยิ่ง
ไม่จริงน่า ม่านคลุมเตียงสีชมพูสดใสเช่นนี้เขาต้องยังอยู่ที่หอจิ่วเมิ่งไม่ผิดแน่ แล้วสายตาเย็นเยียบที่กำลังจ้องเขาเขม็งอยู่นี่ล่ะ?
อาจจะเป็พี่อวิ๋นเหยาก็ได้…อย่าสนใจเลย พักสมองอีกสักครู่เถิด
ร่างหนาพลิกกายหันหลังให้ เมื่อเห็นดังนั้นเ้าของสายตาคมกริบพลันคิ้วกระตุก
“ซู่เหยียน ตื่นได้แล้ว”
ร่างกายของคนบนเตียงพลันแข็งทื่อ แต่ยังไม่ยอมขานรับเซี่ยจื่อเหยียนมองปราดเดียวก็รู้ว่าน้องบุญธรรมของตนตื่นแล้ว
“ข้ามิใช่ซู่เหยียน ข้าคือจางเผิงนายพรานน้อยแห่งป่าทมิฬต่างหาก”
เ้าเด็กไม่รู้จักโตนี่คุณชายใหญ่แห่งจวนซีผิงโหวขมวดคิ้วมุ่น ทั่วทั้งร่างแผ่ไอเย็นคล้ายจิตสังหาร
“ต่อปากต่อคำได้เช่นนี้เ้าคงสร่างเมาแล้วสินะ”
“คร้ายย? ครายเมา ข้ามิได้มาวว”
เซี่ยซู่เหยียนจงใจลากเสียงยานคางสมองก็เร่งคิดว่าเหตุใดพี่ใหญ่ผู้ประพฤติตนราวเซียนบำเพ็ญตบะของเขาจึงได้ย่างกรายเข้ามาในหอนางโลมได้
“เลิกเล่นได้แล้วก่อเื่ใหญ่ไว้ขนาดนี้ยังจะมามัวนอนเอื่อยอยู่ที่นี่”
ก่อเื่ใหญ่? เื่อะไร?หลายวันมานี้เขาเพียงมาขลุกตัวอยู่ที่นี่ดังเช่นปกติ จะไปก่อเื่อะไรได้อีก
เมื่อเห็นว่าเซี่ยซู่เหยียนยังไม่ยอมลุกขึ้นมาคุยกันดีๆจึงเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ชัดเจน เน้นหนักทุกคำในประโยค
“ริจะแต่งคุณหนูฝูเป็ภรรยา แต่ทำตัวเช่นนี้คิดว่าสกุลฝูจะยอมรับเ้าหรือ”
เซี่ยซู่เหยียนเบิกตาโพลงทั้งร่างดีดผึงขึ้นนั่ง “พี่ใหญ่ ท่านว่าอะไรนะ ใครจะแต่งคุณหนูบ้านใด”
“เ้านำคำตอบกลอนปริศนาไปแปะไว้หน้าสำนักศึกษาสกุลฝูเสียเด่นหราเช่นนั้นอย่าบอกนะว่าไม่ได้คิดจะแต่งกับนาง” แววตาของบุรุษที่มีอายุมากกว่าถึงสี่ปีหรี่ลงวาจาก็เชือดเฉือนยิ่ง
“หา? ข้า…เมื่อคืนข้าถอดปริศนาให้พวกพี่รองดูก็จริง แต่…”ชายหนุ่มบนเตียงขยับตัวอย่างกระสับกระส่ายพยายามนึกย้อนในความทรงจำว่าเมื่อคืนตนได้พูดสิ่งใดออกไปบ้างเมามายจนเผลอออกปากให้ผู้ใดนำกระดาษแผ่นนั้นไปให้สกุลฝูหรือไม่ “แต่พี่ใหญ่ท่านก็เห็นว่าข้ายังนอนอยู่ที่นี่ จะนำคำตอบไปจวนฝูได้อย่างไร”
เซี่ยจื่อเหยียนแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง“ไปแก้ตัวกับท่านพ่อเองเถอะ”
เซี่ยซู่เหยียนเดิมมิใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่ยิ่งตระกูลขุนนางยิ่งไม่เคยเฉียดใกล้ อีกทั้งยังอาศัยอยู่บริเวณชายป่าในตำบลห่างไกลนอกเขตเมืองซีเฉิงเมืองหน้าด่านทางตะวันตกของแคว้น เรียกว่าเป็เด็กบ้านนอกยังไม่พอยังเป็บ้านนอกแถบชายแดนเสียด้วยแต่โชคกลับหล่นทับให้เขาได้เข้ามาเป็บุตรบุญธรรมแห่งจวนซีผิงโหวมหาขุนพลผู้กุมอำนาจสั่งการทั้งหมดของกองทัพต้าเหลียง และคราวนี้ยังจะได้เป็บุตรเขยท่านราชครูผู้มีบารมีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบิดาบุญธรรมนั่นเรียกว่ายิ่งกว่าได้รับโชคสองชั้น
แต่บุรุษโชคดีผู้นี้กลับทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกยามสบสายตากับท่านมหาขุนพลเขาอยากบอกเหลือเกินว่ายังไม่อยากแต่งภรรยา ทว่าหากทำเช่นนั้นคงโดนตบกะโหลกคว่ำแน่จึงเพียงบอกวิธีถอดปริศนาและเล่าว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“อ้อ อย่างนี้นี่เองเพราะเหยียนหนิงอวี้ขอให้เ้าบอกคำตอบปริศนาโคลงกลอนบทนั้นให้จึงมีกระดาษแผ่นนั้นออกมา” ท่านมหาขุนพลพยักหน้า
เซี่ยซู่เหยียนสังเกตสีหน้าบิดาบุญธรรมพบว่าไม่มีร่องรอยความขุ่นเคืองก็ให้ประหลาดใจเพราะปกติแล้วเซี่ยเฉินจะทำหน้าไม่สบอารมณ์ทุกครั้งเวลาพูดถึงท่านราชครูฝูและหากได้ยินว่าคนสกุลเซี่ยไปข้องแวะกับสกุลฝูยิ่งจะไม่พอใจ
แต่ครั้งนี้กลับไม่มีท่าทีเช่นนั้นเลย และถึงกับมีรอยยิ้มภูมิใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า
“กลอนวกวนบทนั้นเ้าจิ้งจอกเฒ่ายังไขปริศนาไม่ออกแต่เ้ามองเพียงปราดเดียวก็รู้คำตอบแล้ว สมกับเป็บุตรสกุลเซี่ย ฮ่าๆทำได้ดีจริงๆ”
จะไม่ให้เขาสาแก่ใจได้อย่างไรนี่เป็ครั้งแรกที่คนสกุลเซี่ยเอาชนะสกุลฝูได้นอกเหนือจากเื่การทหารเชียวนะ
“แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็คนนำกระดาษแผ่นนั้นไปที่จวนฝู…”
“เื่นั้นเอาไว้ก่อน ซู่เหยียนบ่ายนี้เ้าเตรียมตัวไปจวนฝูเถอะ”ท่านมหาขุนพลไม่สนใจอาการกระอักกระอ่วนของบุตรชายบุญธรรม
“หา เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” เพราะสมองยังมึนเมาจากฤทธิ์สุราอยู่หรือเปล่านะเขาจึงไม่สามารถคิดหาทางโต้แย้งบิดาบุญธรรมได้เลยทั้งที่ปกติเขาจะรับมือท่านมหาขุนพลผู้เถรตรงได้อย่างง่ายดายแท้ๆ“อย่างน้อยก็ให้ข้าได้เตรียมตัวเตรียมใจบ้างซี่”
“ให้เ้าเตรียมตัวก็เหมือนให้เวลาเ้านั่นได้เตรียมการรีบยึดเมืองก่อนศัตรูจะไหวตัวเถอะ”
“กำลังพลท่านยังไม่พร้อมเคลื่อนทัพไปก็มีแต่จะถูกตีแตกพ่ายให้ขายหน้า” เซี่ยซู่เหยียนบ่นอุบ
“หา เ้ากล้าทำสกุลเซี่ยเราขายหน้าหรือ?”เสียงของท่านมหาขุนพลเข้มขึ้น
“เอ้อ บุตรมิกล้าขอรับ”
“รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเสีย จำไว้ว่าเ้าต้องชิงตัวคุณหนูฝูมาจากมือของฝูเซิ่งให้ได้”
คำประกาศิตนั้นไม่เปิดโอกาสให้เซี่ยซู่เหยียนโต้แย้งแม้แต่น้อยตัวเลือกหนึ่งเดียวที่บิดาบุญธรรมเหลือให้คือต้องทำตามเท่านั้น
“ขอรับ”
ท่านมหาขุนพลมองตามแผ่นหลังคุดคู้ของบุตรบุญธรรมไปจนลับสายตาเวลาชั่วอาบน้ำผลัดผ้าเสร็จคงเพียงพอให้เซี่ยซู่เหยียนเตรียมตัวรับมือฝูเซิ่งได้สำเร็จอย่างไรลิงสมองไวอย่างเซี่ยซู่เหยียนก็หาทางเอาตัวรอดได้อยู่แล้วที่ผ่านมาบุตรบุญธรรมผู้นี้ยังไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยสักคราแถมบางครั้งยังทำได้เกินความคาดหมายของเขาเสียด้วยซ้ำ
สำหรับคนทั้งเมืองหลวงแล้วเซี่ยซู่เหยียนอาจจะเป็บุรุษเสเพลไม่เอาถ่านแต่สำหรับเขาที่เฝ้ามองการเติบโตของเ้าหนุ่มคนนี้มากว่าสิบปีนั้นเซี่ยซู่เหยียนเปรียบเสมือนอาวุธลับของสกุลเซี่ยเลยก็ว่าได้
แม้เซี่ยเฉินจะถูกจิ้งจอกเฒ่าแห่งต้าเหลียงค่อนประจำว่าเป็บุรุษทึ่มทื่อแต่ถึงอย่างไรเขาก็มิได้ตาบอดย่อมมองออกว่าบุตรบุญธรรมของเขาไม่ได้ตั้งใจจะแต่งฝูมี่อิงเป็ภรรยาทว่าเื่ก็ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว สำหรับเขา การได้ฝูมี่อิงมาเป็สะใภ้ไม่มีสิ่งใดเสียหาย
บุตรีของฝูเซิ่งผู้นี้แม้อายุยังน้อยทว่าฉลาดเกินวัยอายุหกขวบนางรู้อักษรถึงสามพันตัว อายุแปดขวบเริ่มศึกษาตำราผูกโคลงกลอนสิบขวบศึกษาพงศาวดาร อายุสิบสามศึกษาหกคัมภีร์ขงจื่อ[2]จนสิ้นอายุสิบห้ากลายเป็อาจารย์หญิง ช่วยบิดาแบ่งเบาภาระในสำนักศึกษาชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งแคว้น สตรีที่พิเศษเช่นนี้ย่อมคู่ควรกับจวนโหวอีกทั้ง… หากเซี่ยซู่เหยียนได้นางมาเป็ภรรยาไม่แน่ว่าเ้าเด็กไม่ยอมโตผู้นี้จะกลายเป็ผู้เป็คนกับเขาบ้าง
และที่สำคัญ นางเป็ดั่งไข่มุกในอุ้งมือ[3]ของตาเฒ่าเ้าเล่ห์ฝูเซิ่ง
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมปล่อยโอกาสพิชิตชัยเ้าจิ้งจอกเฒ่าอย่างราบคาบนี้แน่!
แสงแดดกลางฤดูใบไม้ผลิทอลอดกลุ่มกลีบอิงฮวา[4]ที่กำลังบานสะพรั่งลานแห่งนี้เรียกว่าลานสี่ฤดู กินพื้นที่ั้แ่บริเวณเรือนศึกษา หอตำราไปจนถึงจวนฝู ที่เรียกว่าสี่ฤดูเพราะแม้จะเรียกว่าลานแต่ภายในพื้นที่นั้นเป็เหมือนสวนโปร่งขนาดใหญ่ปลูกแซมไปด้วยไม้ดอกไม้ใบที่จะผลัดเปลี่ยนกันผลิบานตลอดทั้งสี่ฤดู
ฤดูร้อนมีบัวหลากสีสันบานสะพรั่งในอ่างมีต้นไผ่ใบหลิวเขียวขจีระพื้นเป็ฉากหลังครั้นถึงฤดูสารทจะเป็่เวลาที่เบญจมาศผลิดอกแตกใบตามมุมต่างๆไม้ยืนต้นส่วนใหญ่จะเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวไปเป็เหลือง ส้ม แดง น้ำตาล ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็ใบเฟิง[5]ที่ฝูมี่อิงชอบมายืนชมเมื่อถึง่ใบไม้เปลี่ยนสีฤดูหนาวมีกิ่งเหมยสีแดงเข้มที่แตกดอกชูช่อตัดกับหิมะสีขาวโพลนแลดูเด็ดเดี่ยวชวนให้นึกถึงหวังเจาจวินหรือปักษีตกนภาผู้เสียสละตนเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อแต่งงานกระชับความสัมพันธ์กับเผ่าสยงหนู
สุดท้ายคือฤดูใบไม้ผลิที่มีทั้งดอกท้อสาลี่ ไห่ถังแต่ที่น่าชมที่สุดคือกลุ่มต้นอิงฮวาที่มารดาของนางนำมาจากกุ้ยหยางบ้านเกิดลงดินเสียที่กลางลานแห่งนี้ั้แ่เพิ่งแต่งให้สกุลฝู
วันนี้แม้จะมีเื่ชวนตกตะลึงอยู่บ้างแต่สภาพอากาศก็แจ่มใสอย่างยิ่งดอกอิงฮวาอันเป็ตัวแทนของมารดาผู้ล่วงลับและเป็สัญลักษณ์แห่งความรักระหว่างบิดามารดาก็กำลังเบ่งบานส่งกลิ่นหอมอ่อนจางไปทั่วทั้งบริเวณกอปรกับเป็วันแรกที่วิถีชีวิตอันเรียบเรื่อยเป็กิจวัตรของนางได้ดำเนินไปตามปกติเสียทีฝูมี่อิงจึงให้สาวใช้ตั้งโต๊ะจิบชาใต้ต้นอิงฮวาทั้งบิดาทั้งนางจะได้มี่เวลาผ่อนคลายอารมณ์บ้าง
ท่านราชครูเมื่อได้ยินสาวใช้ของบุตรีมาเชิญก็รีบมาที่ลานสี่ฤดูทันทีเมื่อทรุดตัวลงนั่ง บุตรสาวก็รินชาส่งให้
“ท่านพ่อ ชาอิงฮวานี้เป็ท่านยายฝากกับพี่เหมยซูมาให้ท่านลองชิม”
“อืม”
ท่านราชครูรับถ้วยชาหยกสีขาวสลักลายกิ่งท้อมาจากฝ่ามือเรียวงามน้ำชาสีใสนั้นมีกลีบอิงฮวาลอยอยู่้าสองสามกลีบ รสชาติหวานเค็มปะแล่มจากการหมักดองค่อนข้างซ่านลิ้นชวนให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
“ท่านพ่อ ข้าได้ยินจากเด็กๆว่าลี่ถังเหลาเริ่มทำขนมเปี๊ยะอิงฮวาออกขายวันนี้ ข้าจึงให้เสี่ยวเหลียนไปซื้อมาท่านพ่อลองชิมก่อนว่าเข้ากับชาหรือไม่” ว่าแล้วก็ยกจานขนมไปตรงหน้าบิดา
อากัปกิริยาเอาอกเอาใจเช่นนี้ทำให้ท่านราชครูร้องเฮอะออกมาคำหนึ่ง“คิดหรือว่ากินขนมพวกนี้แล้วข้าจะไม่ตำหนิเ้าน่ะฮึ”
ฝูมี่อิงไม่ได้กลัวคำขู่ของบิดาสักนิดกลับหัวเราะขันจนดวงตากลมโตหยีขึ้นคล้ายจันทร์เสี้ยวเมื่อบิดาของนางแม้จะทำหน้าบึ้งทว่ากลับหยิบขนมในจานขึ้นมากินแกล้มน้ำชาคำแล้วคำเล่าเมื่อฝูเซิ่งจิบชาหมดถ้วยก็รู้สึกว่าอารมณ์ขุ่นมัวของตนหายไปแล้วจริงๆ
นี่เป็เคล็ดลับที่นางจดจำมาจากมารดา
“เ้าน่ะตอนผูกกลอนปริศนาบทนั้นออกมาได้คิดบ้างหรือไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นนี้”
ฝูมี่อิงสายหน้าช้าๆ “ไม่เลยเ้าค่ะ”
เป็ไปดังเช่นโบราณว่าไว้สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ให้เป็คนรอบคอบละเอียดลออเพียงใดก็ไม่คาดคิดว่าบุรุษผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความไม่เอาไหนผู้นั้นจะทำให้ทั้งนางทั้งบิดาพลาดพลั้งได้ในเวลาเดียวกัน
“แล้วจะทำอย่างไรต่อไป คิดไว้แล้วหรือไม่”
เมื่อเห็นบิดาว่าเสียงขรึมก็อดหยอกเย้าไม่ได้“ก็คง… เตรียมสินเดิม หาฤกษ์ยาม อืม…กลับไปฝึกปรนนิบัติสามีและแม่สามีกระมังเ้าคะ”
“บ๊ะ เ้าลูกคนนี้เดิมทีเป็เ้าดื้อดึงไม่อยากออกเรือนมิใช่หรือ จึงหาเื่ยื้อเวลามาถึงวันนี้แล้วคราวนี้จะมาทำตัวสงบเสงี่ยม แต่งให้เ้าคนเสเพลนั่นไปง่ายๆเ้าอยากให้บิดาโมโหตายหรือไร”
“เดิมทีเป็ข้าคิดเงื่อนไขนี้ขึ้นมาเองในเมื่อบุรุษผู้นั้นก็หาคำตอบออกมาให้แล้วหากข้ากลับคำจะไม่เป็ที่เย้ยหยันให้ชาวบ้านร้านตลาดดูถูกเล่นหรือเ้าคะ”น้ำเสียงของนางยังคงเรียบเรื่อย ท่าทางยกขนมขึ้นกัดก็ดูไม่รีบลนสักนิด
“เ้าก็รู้ว่าเซี่ยซู่เหยียนมีชื่อเสียงเช่นไรเพียงลักษณะนิสัยก็ไม่เข้ากับใจความที่เ้าซ่อนไว้ในปริศนาบทนั้นแล้วพ่อจะยินยอมให้เ้าออกเรือนไปได้หรือ” ท่านราชครูถอนหายใจยาวดูท่าว่าคงเป็ห่วงนางมากกว่าที่นางคิดเสียอีก
“แล้วท่านพ่อจะทำเช่นไรเล่าเ้าคะ”
“เฮอะเ้าคงรอจะเลียบเคียงถามพ่อมานานแล้วสินะ”
ผู้เป็ลูกหัวเราะที่บิดารู้ทัน“ต่อจากนี้คงต้องแล้วแต่ท่านพ่อแล้ว”
ฝูเซิ่งมองท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์ของบุตรีอย่างขวางๆก่อนจะบ่นงึมงำ “ร้อยวันพันปีไม่เคยก่อเื่ให้บิดาปวดหัว แต่พอได้ทำครั้งหนึ่งก็เป็เื่ใหญ่เช่นนี้บิดาของเ้าจะตามเช็ดตามล้างให้เ้าไหวหรือ”
ฝูมี่อิงทำหูทวนลม กล่าวเปลี่ยนเื่“ชาของท่านพ่อหมดแล้ว มา ให้ลูกเติมให้ก่อนเถอะเ้าค่ะ”
“เด็กผู้นี้ไปเอาความดื้อตาใสแบบนี้มาจากไหนกัน” แม้จะบ่นว่าแต่น้ำเสียงนั้นกลับเจือแววเอ็นดูอยู่เต็มเปี่ยม
แต่ก่อนที่สองพ่อลูกจะได้พูดคุยกันถึงเื่ราวสัพเพเหระตามประสาบิดากับบุตรพลางดื่มด่ำกับบรรยากาศงดงามอันหาโอกาสได้ยากยิ่งด้วยต่างคนต่างมีภาระที่ต้องจัดการพ่อบ้านเถี่ยก็เข้ามารายงานว่ามีแขกขอเข้าพบเสียก่อน
“เรียนนายท่าน คุณหนูคุณชายสามจากจวนซีผิงโหวมาขอพบขอรับ”
ชื่อของผู้มาใหม่ทำลายบรรยากาศดีๆลงไปในพริบตา ใบหน้าท่านราชครูกลับมาบึ้งตึงอีกหน
“ข้าให้เขามาพรุ่งนี้มิใช่หรือเร่งร้อนมาไยกัน”
“เอ่อ… จะให้รับรองที่ไหนดีขอรับ”
ในใจท่านราชครูอยากสั่งให้พ่อบ้านไล่แขกไม่ได้รับเชิญ(ให้มาวันนี้) ผู้นั้นกลับไปเสีย แต่ด้วยมีคำว่าราชครูค้ำคออยู่จึงทำเพียงตอบด้วยน้ำเสียงขรึมๆ
“ไปห้องหนังสือ”
ฝูมี่อิงอดยิ้มออกมาไม่ได้ แต่คราวนี้เป็รอยยิ้มที่ต่างจากยิ้มไม่ทุกข์ไม่ร้อนดังเช่นปกติเพราะั์ตาทั้งสองของนางได้ฉายประกายแห่งความสนุกสนานราวกับเด็กน้อยออกมาด้วย
หมากกระดานนี้เริ่มเดินกันแล้วสินะ
[1]บทกวีของโจโฉ (สุรากู๋จิ่งจากอำเภอเฉียว บ้านเกิดของโจโฉ เป็สุราที่โจโฉโปรดปรานที่สุด)
[2]หกคัมภีร์ขงจื่อ หรือ ลิ่วจิง คือศาสตร์ตำราพื้นฐานของลัทธิขงจื่อ อันได้แก่ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา นิติธรรมเนียม กวีนิพนธ์ สังคีตศิลป์ (ต้าเหลียงไม่ได้ยึดติดธรรมเนียมขงจื่อทั้งหมด แต่การศึกษาและการสอบราชการยังอิงแิขงจื่อเป็ส่วนใหญ่)
[3] เปรียบกับสำนวนไทยว่า เป็แก้วตาดวงใจ
[4]อิงฮวา คือ ดอกซากุระ
[5] ใบเฟิง คือ ใบเมเปิ้ล