ฮูหยินของจวนยืนนิ่งสับสนอยู่พักใหญ่ ต่อมาจึงเรียบเรียงเื่ราว เมื่อเข้าใจกระจ่างแล้วจึงส่งยิ้มอบอุ่นมายังหญิงสาวอายุน้อย
“ที่แท้ก็หลานสาว ดีจริง ไม่เพียงพี่ใหญ่กลับมา ยังพาหลานกลับมาด้วย เดินทางลำบากหรือไม่ ไหน เรียกข้าว่าอาหญิงซิ”
“...อาหญิง”
“ดูสิ น่าเอ็นดูเชียว เหมือนพี่หญิงเหอไม่มีผิด”
ได้ยินภรรยากล่าวถึงพี่สะใภ้ ซ่งเหว่ยหนานหวั่นวิตกอยู่ในใจ เห็นพี่ใหญ่ไม่มีท่าทางเศร้าโศกก็อดแปลกใจไม่ได้ เมื่อก่อนเอ่ยถึงพี่สะใภ้หรือหลานชายที่เสียไปสักนิดต้องได้เห็นใบหน้าสลดตลอด
นี่ไม่เพียงไม่ปรากฏสีหน้าเช่นนั้นแล้วยังเห็นบิดาคนหนึ่งกำลังอมยิ้มภูมิใจเวลาบุตรสาวถูกผู้อื่นชื่นชม
หลานสาวคนนี้เป็คนสำคัญยิ่งนัก!
“น่าเอ็นดูมากจริง ๆ” ซ่งเหว่ยหนานรีบสำสับ “น้องหญิงเตรียมอาหารพร้อมแล้วหรือยัง”
“เกือบลืมไป” ใบหน้ายามใก็ยังดูงดงามเช่นนี้ไม่แปลกใจที่สามารถมัดหัวใจชายผู้แข็งกระด้างเช่นซ่งเหว่ยหนานเอาไว้ได้ “ข้ามาตามพวกท่านไปกินข้าวนี่แหละ พี่ใหญ่ เสี่ยวซือ ไป ไปกินข้าวด้วยกันเถิด ค่อยคุยกันระหว่างกินก็ได้ พวกเรามีเื่ถามท่านมากมายเชียวละ”
นานมากแล้วที่จวนกั๋วกงไม่ได้ต้อนรับแขกพิเศษเช่นนี้
สถานะของคนทั้งคู่ถูกยกสูง บรรดาบ่าวไพร่และสาวใช้ในจวนต่างปรนนิบัติแขกของจวนอย่างระมัดระวังที่สุด
เหอซือซือเดินตามผู้าุโทั้งสามอย่างสงบเสงี่ยม ดูเรียบร้อยและเจียมตน ทว่าภายใต้ใบหน้าที่ก้มต่ำ กลับเหลือบมองรอบ ๆ เป็ระยะ แอบสังเกตสิ่งปลูกสร้างและผู้คนเพื่อประเมิน
ที่สุดคนทั้งสองก็พาพวกนางมาถึงโถงใหญ่ที่มีโต๊ะกลมตั้งอยู่ตรงกลาง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารละลานตา
สาวใช้สองสามนางยังคงลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะอย่างต่อเนื่อง
“เสี่ยวซือมานั่งตรงนี้สิ” เหยียนกุ้ยอิงกวักมือเรียกให้นางมานั่งข้างตน
เหอซือซือเก็บสายตากลับมา เดินไปนั่งตามที่บอกอย่างว่าง่าย
เ้าบ้านอย่างซ่งเหว่ยหนานรินสุราเอาใจพี่ใหญ่ของตน “พี่ใหญ่ นี่คือสุราแดงที่ท่านชอบ ข้าซื้อเก็บไว้รอท่านกลับมาดื่มด้วยกันมาตลอด ท่านลองดื่มดู นี่เป็เหล้าที่ดีที่สุดเลยนะ”
หลิวซงถูกเอาอกเอาใจอยู่นานก็ทำตัวแข็งกระด้างต่อไปไม่ไหว เขาพยักหน้าก่อนจะเอ่ยชมสุราแดงที่เพิ่งจิบไป
“สุราดี!”
“ใช่หรือไม่” ร่างใหญ่ส่งเสียงหัวเราะกังวาน
วันนี้เขามีความสุขมากจริง ๆ
เหยียนกุ้ยอิงถามสาวใช้ข้างกาย “คุณชายทั้งสองเล่า”
“เรียนฮูหยิน คุณชายใหญ่ยังไม่กลับจากวังหลวง คุณชายรองติดธุระที่ลานฝึกส่งคนมาบอกว่า คงจะมาร่วมโต๊ะตอนกลางวันไม่ได้ ส่วนคุณชายสามกำลังกลับจากสำนักศึกษาเ้าค่ะ”
บุตรชายคนโตกับคนเล็กมีเหตุผลที่ล่าช้า นางเข้าใจ แต่คนรองนี่สิ
“ติดธุระที่ลานฝึก? ธุระอันใด”
“บ่าวไม่ทราบเ้าค่ะ”
“เหลวไหล!” เหยียนกุ้ยอิงออกปากตำหนิบุตรชายคนรอง
ร้อยวันพันปีไม่เห็นมีเหตุใดเร่งด่วน พอเรียกตัวมาก็มีเื่ทันที อีกทั้งลานฝึกก็ใช่จะอยู่ไกล จวนซ่งกั๋วกงตั้งอยู่เบื้องหน้าทิศใต้ ติดกันเป็จวนแม่ทัพของบุตรชายคนโต อีกด้านเป็จวนคนรองผู้เป็กุนซือเคียงข้างพี่ชาย ถัดไปด้านหลังเป็ลานฝึก
อาณาเขตติดต่อกันหมดจึงดูใหญ่โต แต่อย่างไรก็อยู่ชิดใกล้เพียงนี้ปลีกตัวมาสักประเดี๋ยวย่อมไม่เป็ปัญหา แต่เขากลับไม่ทำ
“มีอันใดรึ น้องหญิง” ซ่งเหว่ยหนานถามภรรยาด้วยสีหน้างุนงง
“ก็บุตรชายท่านน่ะสิ มารดาเรียกมากินข้าวด้วยกันสักมื้อนี่ ช่างยากเย็นเหลือเกิน”
ถูกภรรยากล่าวประชดประชัน ผู้เป็สามีได้แต่เกาหัวแกรก ๆ
บุตรชายข้าก็บุตรชายเ้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ
แล้วบุตรชายที่ว่าน่ะคนใดเล่า เ้าใหญ่ เ้ารอง หรือเ้าเล็ก
มีตั้งสามคนเลยนะ
“ไม่มาก็ช่างเถอะ เรากินข้าวกันเลยดีกว่า พี่ใหญ่กับหลานคงหิวแย่แล้ว” ซ่งเหว่ยหนานรีบเปลี่ยนเื่
ฮูหยินถอนหายใจยาว “เสี่ยวซือกินไก่ตุ๋นดูว่าชอบหรือไม่ หรือมีอาหารที่อยากกิน ก็บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
ฮูหยินกำชับสาวใช้ “พวกเ้าปรนนิบัติคุณหนูให้ดี”
“เ้าค่ะ” สาวใช้สองนางด้านหลังรับคำ คนหนึ่งรินชาอีกคนถือตะเกียบรอ หากมีอาหารจานไหนอยู่ไกลเกินเอื้อม นางจะคีบใส่ถ้วยเล็กให้
“ขอบคุณอาหญิง ซือซือกินอะไรก็ได้เ้าค่ะ อาหารพวกนี้ล้วนน่ากินทั้งนั้น”
เหอซือซือไม่คุ้นกับการถูกปรนนิบัติเช่นนี้ วิถีชีวิตช่างต่างจากในสำนักยุทธ์ของตนเหลือเกิน
พวกนางฝึกฝนวิชาใช้ชีวิตเรียบง่ายดั่งนักพรต เจอเช่นนี้เล่นเอาทำตัวไม่ถูก ทว่าบิดาบุญธรรมรู้จักคนใหญ่คนโตเช่นนี้ก็น่าสงสัยนัก
ตัวตนที่แท้จริงของเขา คือใครกัน
เหอซือซือปิดบังใบหน้ามาตลอด ตามที่ศิษย์พี่ร่วมสำนักและบิดาบุญธรรมกำชับ แต่เพื่อกินอาหาร และไม่ให้เป็การเสียมารยาทต่อผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง จึงจำเป็ต้องปลดสิ่งบดบังใบหน้าออก
มือขาวผ่องค่อย ๆ ปลดผ้าเนื้อเรียบลื่น
เพล้ง!
สาวใช้ที่กำลังรินชา เป็ผู้เห็นใบหน้า์สร้างระยะประชิด ถูกความงามไร้ที่ติจู่โจมจนจิตใจล่องลอย น้ำชาร้อนกรุ่นล้นถ้วยจนเจิ่งนอง เมื่อรู้ตัวก็ตื่นตระหนกเอื้อมมือเปล่าไปเช็ดน้ำชาจนสะดุ้งโหยงจากความร้อนลวก มืออีกข้างจึงเผลอปล่อยกาน้ำชาหล่นพื้นแตก
สาวใช้หมอบต่ำอย่างหวาดกลัว
“ขะ...ขออภัยเ้าค่ะ บ่าวไม่ทันระวัง ยกโทษให้บ่าวด้วย!”
“เกิด...” ซ่งเหว่ยหนานหันมาหมายจะถามเื่ราวเมื่อจู่ ๆ ได้ยินเสียงบางอย่างแตก ทั้งยังได้ยินคำอ้อนวอนขอความเมตตาของหญิงรับใช้
แต่กลับต้องชะงักงันเอง เมื่อเห็นใบหน้างามล้ำของผู้เป็หลานสาว
นี่...นี่ยังใช่มนุษย์เดินดินแน่รึ!
ด้วยความตกตะลึง หรือต้องมนต์สะกดของหญิงงามก็ตาม ตะเกียบคู่ในมือ หักเป็สองท่อนคามือใหญ่ ทว่าคล้ายยังไม่รู้ตัว มือคงกำตะเกียบที่สิ้นชีพไว้เช่นนั้นอยู่นาน
สองสามีภรรยาจ้องมองใบหน้าเยาว์วัยและงามตา ขนตาโค้งแผ่เรียงเส้นเป็แพหนาสีดำรับดวงตาเฉี่ยวคมดูดุดัน ทรงอำนาจ สายตาเยือกเย็นดูเฉยเมย ไม่แยแส ทว่าไม่อาจลดทอนความสูงส่ง ทรงคิ้วตรงตามลักษณะผู้มีวาสนา ริมฝีปากนางเป็สีแดงดั่งดอกฝูหลง อวบอิ่มแสนเย้ายวน เสียแต่ไฝเม็ดจิ๋วที่แต้มตรงหางตาเป็ตำแหน่งไม่ค่อยดีนัก
ทว่ากลับเสริมเน้นความเย้ายวนให้จับจิต
งดงามเกินไปแล้ว! อายุยังน้อย กลับฉายแววงดงามมากถึงเพียงนี้...พี่ใหญ่ ท่านเก็บนาง์มาเป็บุตรีหรืออย่างไร
ขณะที่ซ่งเหว่ยหนานกำลังตกอยู่ในภวังค์ ดวงตาทั้งคู่ของเหอซือซือก็เลื่อนมาสบประสาน ดวงตาฉ่ำแต่เย็นลึก ทำเอาอดีตแม่ทัพใหญ่ผงะอีกรอบ
“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมเรียกสติของผู้เป็กั๋วกงดังขึ้น คนในห้องโถงพลันคืนสติ “พะ...พี่ใหญ่ เื่...เอ่อ เื่คืนตำแหน่งของท่านนี่อย่างไรนะ” สติสตังไปหมดแล้ว เมื่อครู่เอ่ยถึงตรงไหนอย่างไรก็ลืมสิ้น
หลิวซงกุมขมับ ความงามของนางหนูช่างน่าปวดหัวเหลือเกิน เขาต่อบทสนทนาเพื่อคลายบรรยากาศน่าอึดอัด
“ไม่กลับ จะลาออกแล้วอยู่เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน อยู่บ้านจนตาย อารมณ์ดีหน่อยก็เปิดโรงหมอเล็ก ๆ พอ”
“อดีตหัวหน้าแพทย์หลวงเช่นท่าน...” สายตาคมกริบสาดซัดจนบุรุษร่างสูงใหญ่ราวูเาลูกหนึ่งถึงกับตัวหดลงเหลือนิดเดียวทันที “ช่างเถอะ ๆ ข้าจะช่วยเอง ฝ่าาไม่กล้าราวีท่านมากหรอก”
“มัวทำอันใดกันอยู่ รีบเก็บกวาดสิ”
ฮูหยินของจวนสั่งการ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ถูกว่ากล่าวหรือต้องรับโทษ สาวใช้ก็โขกศีรษะขอบคุณแล้วเร่งเก็บกวาด สาวใช้อีกนางรินชาถ้วยใหม่
เหอซือซือสังเกตปฏิกิริยาผู้คนเมื่อยลโฉมตนมาสักพัก ทุกผู้ล้วนตะลึงงันราวเห็นสิ่งประหลาด หรือใบหน้าเช่นนางจะงามเกินไปเช่นที่ชายชรากล่าวจริง ๆ
นางไม่ค่อยเข้าใจโลกภายนอกนัก สำนักฮวาซานมีเพียงสตรี ทุกนางงดงามมีเอกลักษณ์
เย้ายวนทรงเสน่ห์คือพี่รอง พี่ใหญ่งามล้ำสูงส่ง ส่วนตนกลับเป็พวกก้ำกึ่งทั้งยังพูดไม่เก่งเท่าพี่สาม ไม่ร่าเริงสดใสเช่นน้องห้า เป็สตรีมืดมนแสนน่าเบื่อ ท่าทีเ่าั้จึงเป็เื่แปลกใหม่สำหรับนาง
ใบหน้าเช่นนี้คงเด่นสะดุดตาผู้คนเกินไป...
“ถูกน้ำชาลวกหรือไม่” เหยียนกุ้ยอิงถามไถ่
เหอซือซือส่ายหน้า “ไม่เ้าค่ะ”
“ดีแล้ว มา กินข้าวต่อเถิด”
เนื้อชิ้นโตถูกคีบมาวางในถ้วย เหอซือซือกล่าวขอบคุณแล้วกินเนื้อชิ้นนั้น
สองสตรีพูดคุยกันเป็ระยะ สองบุรุษก็สนทนาตามประสาพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนาน บางครั้งก็พูดเื่ที่ค่อนข้างเคร่งเครียด
เหอซือซือหูหนึ่งฟังฮูหยินของจวน อีกข้างก็ตั้งใจฟังบทสนทนาของบุรุษสูงวัยทั้งสอง
จับใจความได้ว่า บิดาบุญธรรมของตนหาใช่คนธรรมดาไม่ เขาเป็ถึงอดีตหัวหน้าหมอหลวงคอยรับใช้ตระกูลราชวงศ์ เื่ความสามารถไม่ต้องเอ่ย ยศศักดิ์มีประดับเป็ที่เกรงอกเกรงใจ เพียงแต่มีเหตุการณ์ที่บุตรชายตายในสนามรบ ไม่นานภรรยาก็ตรอมใจจนล้มป่วย หลังยืดชีวิตภรรยามาหลายปีที่สุดก็จากไปเมื่อสิบปีก่อน
หลิวซงผู้เป็หัวหน้าหมอหลวงในขณะนั้นคืนตำแหน่ง และจากไปโดยไม่ร่ำลาผู้ใด
น้องชายร่วมสาบานที่เคียงข้างเป็ตายมากว่าครึ่งชีวิตเช่นซ่งเหว่ยหนาน รู้ว่าเขาตระเวนไปประจำการเป็หมอประจำค่ายทหาร ด้วยตนเป็แม่ทัพใหญ่ ซ่งเหว่ยหนานเพียรเขียนจดหมายไปหา ทั้งขอร้องให้กลับมาตลอด แต่ก็ไร้การตอบกลับ
ตลอดหลายปีมีเพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่เขียนกลับมาด้วยความบรรจงและหนักแน่นว่า
ข้าสบายดี